Recent Articles:

รีวิว “August” smart door lock กลอนประตูบ้านอัจฉริยะ

August 2, 2015 Hardware, Tech Comments

ขณะที่ตัว smart door lock ออกมาหลายยี่ห้อ แต่ยี่ห้อที่ดูเหมือนจะถูกใจต้องตาผมมากที่สุดเห็นจะเป็น “August” (www.august.com)

ด้วยหน้าตา รูปลักษณ์ และดีไซน์ของมันตั้งแต่ตัวสินค้าเอง ตัว packaging หรือแม้แต่เว็บไซต์ที่ให้ข้อมูล ดูดีมีดีไซน์จึงทำให้ผมตัดสินใจเลือกได้ไม่ยาก

แต่ก็ไม่วายไปดูรีวิวในต่างประเทศ ซึ่งก็พบกับรีวิวที่บอกว่า August นั้น เหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดีมากในระดับหนึ่งของกลุ่ม Smart door lock จริง ๆ

ด้วยราคาของมันที่ $249.99 เหรียญ หรือประมาณ 8,700 บาท ทำให้ผมต้องคิดหน้าคิดหลังอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะถ้าเทียบกับกลอนประตูบ้านแบบธรรมดา ๆ ที่ขายกันตาม HomePro ใช้มือล็อคเองราคาก็แค่ 200กว่าบาท

8,000 กว่าบาทสำหรับความไฮเทค และความขี้เกียจ !!??

August นี้จะสั่งทางเน็ทให้มาส่งก็ไม่ได้นะครับ เพราะเค้าไม่ส่งออกนอกประเทศ ได้ไกลสุดก็แคนนาดา ซึ่งสำหรับผมนั้น ผมให้น้องที่กำลังเดินทางกลับมาเมืองไทยไปซื้อมาให้ซักตัว เอามาเป็นเครื่องทดลอง

เมื่อได้กล่องมา เราก็หาเวลาให้พร้อม .. พร้อมที่จะพังประตูบ้านตัวเอง!

Concept ของ Smart door lock อย่าง August ก็คือ การสร้างเครื่องให้ทำงานเสมือนมือเรา คือเมื่อเรากดปุ่มทีนึง มันก็จะหมุนบิดกลอนให้ปิด กดปุ่มอีกทีมันก็จะเปิด ง่าย ๆ แค่นั้น

ดังนั้นการติดตั้งก็ไม่ได้ยาก ดูจากวิดีโอการสอนที่ต่างประเทศเค้ารีวิวมาให้ดูกันก็พบว่า มันไม่น่ายากเลยจริง ๆ น่าจะสามารถติดตั้งเสร็จได้ภายใน 10-20 นาทีอย่างที่บอก….

ถ้าประตูบ้านเรามีกลอนที่ถูกต้องตรง spec !!!

แต่ของผมไม่!

ดังนั้น.. เสีย 8พันสำหรับกลอนล็อคประตูแล้ว จะเสียอีกไม่กี่ร้อยเพื่อซื้อกลอนใหม่เพื่อให้ทุกอย่างใช้ได้มันจะไปเปลืองเงินอะไร!

เมื่ออุปกรณ์พร้อม คนพร้อม ช่างพร้อม (งานนี้ต้องเรียกช่างมาเพราะต้องทำกลอนใหม่) งานติดตั้งก็เริ่มขึ้น…

ถ้าไม่นับรวมการเจาะกลอนใหม่ ผมคิดว่านายช่างที่ไม่มีประสบการณ์ด้านไอ.ที. เท่าไหร่เลยนั้น ใช้เวลาประมาณ 20นาทีในการติดตั้ง August Smart Lock ตัวนี้

ซึ่งก็ถือว่าไม่ยากจริง ๆ

ทีนี้มาถึงการใช้งานกันบ้าง

วิธีการใช้นั้นไม่ยากเลย เพียงแค่เราลง App ของ August จากนั้นก็ทำการ pair ให้ app กับ ตัวล็อคนั้นรู้จักกัน เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

การสื่อสารระหว่างมือถือของเรากับตัวล็อคนั้น ทำได้โดยผ่าน Bluetooth ดังนั้นถ้าใครไม่นิยมเปิด Bluetooth งานนี้เห็นทีจะต้องเปิดเป็นประจำมิเช่นนั้นจะเข้าบ้านไม่ได้นะครับ

การใช้งานก็ไม่มีอะไร เพราะทั้ง interface ของ app นี้ จุดเด่นนั้นมีอยู่ปุ่มเดียว ปุ่มที่กดแล้วเปิด กดอีกทีก็ปิด!

แต่ความเจ๋งของ app นี้ก็คือการ set ให้ประตูสามารถเปิดเองได้เมื่อเรากำลังเดินทางกลับเข้าบ้าน

ด้วย GPS จะทำให้ smart door lock สามารถรู้ตำแหน่งของเราและทำการเปิดประตูเมื่อเราเข้ามาถึงหน้าบ้านได้

** อย่างไรก็ตาม ถึงเวลาใช้จริงแล้ว อย่างที่บอกว่า August สื่อสารกับมือถือของเราผ่าน Bluetooth ดังนั้นแม้ว่ามือถือเราจะรู้ว่าเราอยู่ใกล้บ้านแล้วก็ตาม แต่มือถือยังไม่สามารถสื่อสารกับล็อคได้ ดังนั้นประตูก็จะไม่เปิด จนกว่าเราจะเดินเข้ามาใกล้ในระดับที่ Bluetooth สามารถสื่อสารได้เสียก่อน ยกเว้นเสียแต่ว่าเราจะติดตั้งตัว August Connect ซึ่งมีหน้าที่เชื่อมโยงตัว Smart lock ให้สื่อสารผ่านทาง wifi ได้ (ซึ่งจะพูดถึงในลำดับต่อไป)

สำหรับ features ที่น่าสนใจก็ยังมีอีกไม่น้อย เช่น การอนุญาติให้มีคนร่วมใช้ประตูนี้กับเราได้ด้วย การแชร์ให้เข้าออกได้แบบถาวร หรือการแชร์ให้เฉพาะวันและเวลาที่กำหนด (สำหรับกรณีของ visitor)

นอกจากนี้เรายังสามารถเช็คว่าประตูล็อคแล้วหรือยัง หรือเปิดประตูให้เพื่อนเข้าบ้านได้ขณะที่เรากำลังอยู่ที่ทำงานได้ด้วยการสั่งผ่าน Wifi

อ่าวไหนบอกว่า August สื่อสารผ่าน Bluetooth แล้วไหงมาพูดเรื่อง Wifi อะไรกัน!?

August มีอุปกรณ์เสริมอีกหนึ่งตัว ชื่อ “August Connect” เจ้าตัวนี้มีราคาอยู่ที่ $49.99 เหรียญ หรือประมาณ 1,750บาท

สำหรับ August Connect นั้น มีหน้าที่ “ต่อ wifi ให้เข้ากับตัว August Smart Door Lock”

นั่นหมายถึง ถ้าเรามีตัวนี้อยู่ เราจะสามารถสื่อสารกับล็อคของเราในระยะไกลได้

ปลดล็อค หรือใส่ล็อคได้จากข้างนอก เช็ดดูเวลาคนเข้าออกได้จากที่อื่น เท่านี้ก็ยอดเยี่ยม

ตัว August Connect นี้เป็นเครื่องพลาสติกสีขาว หน้าตาไม่มีอะไรมาก ความหนาก็ไม่ต่างกับ mouse ที่เราใช้อยู่ซักเท่าไหร่ การติดตั้งเจ้าตัวนี้ก็ง่ายมาก ๆ แค่เสียบมันเอาไว้ที่ปลั๊กใกล้ ๆ ประตูของเรา แค่นี้ก็เรียบร้อย

ใช้แรก ๆ ยอมรับว่ายังไม่ค่อยชิน แต่ใช้ไปนาน ๆ แล้วรู้สึกดีมาาาากกกก! เพราะจากนี้เราไม่ต้องคอยพกกุญแจ แล้วลืมไม่รู้ว่าไว้ไหน หรือพกกุญแจแต่มันพวกใหญ่เสียเหลือเกิน จนหากุญแจดอกที่ต้องการไม่เจอ ด้วย August ผมกดปุ่มเดียว ทุกอย่างก็เรียบร้อย

และล่าสุด.. August ตอนนี้มีพร้อมสำหรับ Apple Watch แล้วด้วย

ความ Super ง่ายจึงบังเกิด เพียงแค่ ยกข้อมือของคุณขึ้น แล้วคุณก็สามารถกดเปิดประตูได้เลย

หรือเดี๋ยวนี้ผมออกจากบ้านไม่ต้องล็อคบ้าน… พอเข้ารถสตาร์ทเครื่อง ค่อยกดปิดประตูบ้านจากในรถ ก็ดูง่ายดี

สรุปแล้ว August Smart door lock นี่ต้องบอกว่าใช้แล้วชอบมาก! ข้อดีของมันก็คือ ต่อไปนี้ไม่ต้องพกกุญแจบ้านอีกแล้ว แถมเปิดบ้านให้คนอื่นได้โดยที่เราไม่ต้องอยู่ที่บ้าน หรือต้องเอากุญแจของเราให้

ข้อเสียของมันคือ “แพง” สำหรับตัวเปิดปิดประตูเองราคา 8,000 + ตัว connect wifi อีก 1,750 รวม ๆ แล้วก็ร่วมหมื่น ก็ถือว่าแพงเอาเรื่องอยู่

กรณีของ August Smart Door Lock นี่อาจจะ work มาก ๆ ถ้าบริษัทอสังหาฯ ที่ไหนจะเอามันไปติดตั้งเพราะด้วยความง่ายของมันทำให้งานไม่เพิ่มมากนัก แต่ที่สำคัญคือ ด้วยราคา หมื่นบาท บริษัทสามารถ “เพิ่มมูลค่า” ให้กับคอนโด หรือ บ้าน ที่กำลังขายได้เป็นอย่างดี ในแง่ของ gimmic ความเป็น smart home ซึ่งแม้ว่าจะไม่เป็น full function แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สามารถขายลูกค้าและทำให้โครงการดูน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นได้

รีวิว Apple Watch ในมุมของคนเคยใช้ Pebble SmartWatch

July 21, 2015 Hardware Comments

จะเรียกว่าเป็นการ compare เปรียบเทียบก็ได้ แต่คงไม่ได้เปรียบเทียบชนกันจัง ๆ ระหว่าง Apple Watch กับ Pebble Time ตัวล่าสุด แต่เป็น Pebble Steel ที่ใช้มานานเกิน 6 เดือน

ในฐานะของคนที่ใช้ Smart Watch มาก่อน จึงค่อนข้างรู้อยู่แล้วว่า Smart Watch นั้นหน้าที่ของมันที่ “ควรจะเป็น” คืออะไร

จะให้มานั่งกด ๆ ถู ๆ หรืออ่านอะไรยาว ๆ ที่นาฬิกานี่คงไม่ใช่เรื่อง จอก็เล็ก แถมก้มมองนาน ๆ ก็ปวดคอ

ดังนั้นจึงไม่ได้ “ผิดหวัง” เหมือนคนอื่นที่บอกว่า “ใส่ Apple Watch แล้วยังต้องพกมือถืออีก” หรือ “ทำไม Apple Watch ต้องคู่กับ iPhone ตลอดเวลา”

เพราะว่านาฬิกายี่ห้ออื่น ๆ ก็ต้องเป็นแบบนี้ทั้งนั้น และอย่างที่บอกว่า ถ้าต้องให้กดเบอร์หรือตอบ message โดยกดแป้นเล็ก ๆ ในจอนาฬิกาคงเหนื่อยน่าดู

แต่ถามว่า แล้วถ้าไม่พก iPhone จริง ๆ ล่ะใช้ได้มั้ย? …ได้สิครับ!! Pebble ก็ทำได้ และเชื่อว่า Smart Watch ยี่ห้ออื่นก็ทำได้.. แค่ว่ามันจะเป็น นาฬิกา digital ธรรมดา ๆ ตัวหนึ่งก็เท่านั้นเอง

เอาล่ะ ในเมื่อรู้แล้วว่า Smart Watch มีหน้าที่อะไรแล้ว ดังนั้นผมคงไม่มานั่ง review ถึงความสามารถที่เลิศหรูประเภทเล่นเกม หรือตกแต่งรูปภาพในนาฬิกา แต่จะมาดูสิ๊ว่า โดย “หน้าที่ของมันจริง ๆ แล้วนั้น มันทำได้ดีจริงหรือไม่”?

หน้าที่หลัก ๆ ของมันมันแยกออกเป็น สามอย่างคือ

Track health & fitnes,
แจ้งเตือน Notification,
บอกเวลาและข้อมูลพื้นฐาน

ซึ่งบอกได้เลยว่า Pebble ก็ทำได้ทั้งหมดนี้ เป๊ะ!! ในราคาที่ “ถูกกว่า” !! อาจจะมีวัดการเต้นของหัวใจที่ยังไม่ได้ แต่นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นการเตือน facebook message, Line หรือการบอกเวลาต่างประเทศ พยากรณ์อากาศ ไม่ว่าจะยี่ห้อไหน ๆ ก็ทำได้หมด

ดังนั้น ข้อเสียแรก เลยของ Apple Watch ก็คือ “แพง”

เพราะยี่ห้ออื่นทำงานแบบนี้ได้หมด ในราคาที่ถูกกว่า และ ดีไซน์ก็ไม่ได้ด้อยกว่ามาก

เรื่องดีไซน์นี่ก็พูดยาก เพราะบางคนก็ว่ายี่ห้ออื่นสวย บางคนก็บอกว่า ยี่ห้อนี้สวยกว่า

ถัดมาคือข้อเสียอันดับสองที่คนพูดถึงกันหนาหู และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ไม่อยากได้ Apple Watch ก็คือ…

“แบตเตอรี่อยู่ได้วันเดียว”

แม้ว่าเพื่อน ๆ ที่ใช้มาก่อนหน้านี้จะบอกว่า “อยู่ได้นาาาานนน” แต่เราก็ไม่เชื่อ

Pebble เองอยู่ได้นานถึง 4 วัน (แม้จะ promote ว่าอยู่ได้ถึง 7 แต่ผมอยู่ได้แค่ 4 จริง ๆ)

ซึ่งข้อดีของการที่มันอยู่ได้ 4 วันคือ คุณจะได้อีกหนึ่ง feature แถมมาเลย นั่นคือ “Track การนอน”

ถ้า Apple Watch คุณต้องชาร์จไฟทุกคืน แล้วคุณจะ track การนอนได้อย่างไร?

กับ Pebble ผมใช้ Misfit app เป็นตัวช่วย track แต่สำหรับ Apple Watch ดูเหมือนจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ไปเลย

แต่ถ้าคุณไม่มายด์ที่จะต้องรู้ว่าเมื่อคืนหลับลึกมั้ย? หลับไปนานกี่ชั่วโมงแล้วล่ะก็ ผมว่าการชารจ์ไฟทุกคืนก็ดูจะไม่หนักหนาอะไร

แค่อย่าลืมละกัน.. มิเช่นนั้นวันรุ่งขึ้นนาฬิกา Apple Watch ของคุณจะแปลงร่างกลายเป็นหินในทันที

อย่างไรก็ตาม.. จากที่ได้ลองใช้ได้ซักพักก็พบว่า Apple Watch ใช้ผ่านไป 1 วันเต็ม แบตยังคงเหลืออยู่ 50กว่า % .. ซึ่งก็ไม่ได้บอกว่า “หมด” แต่จะใช้ต่ออีกวันก็คงไม่ได้แล้ว

อีกเรื่องที่อยากจะพูดถึงคือเรื่องการ “SET UP”

แม้ว่า Apple จะมีลีลาการ Set Up ที่แสนจะเท่ห์ คือการผูก iPhone ของเรากับ Apple Watch ด้วยการใช้ iPhone ส่องไปที่ Apple Watch เหมือนสแกน QR Code แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

ส่วนตัวผมคิดว่าตอนผมเริ่มเล่น Pebble ทุกอย่าง Setup ง่ายกว่ามาก ผมสามารถสวม Pebble และใช้งานมันได้เลยในวันแรก แต่สำหรับ Apple นี่ใส่มาสองวันแล้วยัง งงๆ อยู่มิใช่น้อย

เรื่อง การสั่น!

review หลายที่บอกว่ามันสั่นได้ดีมาก feeling เหมือนมีคนมาสะกิดจริงๆ ส่วนตัวผมเฉย ๆ นะครับ จะสั่นมากน้อย มันก็รบกวนอยู่ดี ดังนั้นผมจึงไม่เห็นว่า feature นี้จะพิเศษอะไร

สิ่งที่ผมแพ้ Apple Watch และทำให้ต้องซื้อในครั้งนี้มีเพียงสองปัจจัยคือ

1. มันสวยครับ.. ถ้าเทียบกับ Pebble Steel ที่เคยใช้ หรือ Pebble Time ที่ออกมาใหม่ ผมว่าขอบของ Pebble Time ที่หนากว่ามากทำให้ Apple ดูดีกว่าจริง ๆ รวมไปถึงหน้าจอ interface ที่คมชัด animation ที่ดูดีกว่า เรื่องนี้ Apple ชนะขาด

แน่นอนว่ามี Smart Watch ยี่ห้ออื่นที่สวยกว่าจริง ๆ และผมก็แอบชอบอยู่ด้วยเช่น Nevo (http://nevowatch.com) นาฬิกา minimal หรือ Withings Activité (http://www2.withings.com/us/en/products/activite)นาฬิกาหรูเนี๊ยบไฮโซ แต่ทั้งสองไม่ตอบโจทย์ผมในเรื่องของ Notification อย่าง Withings Activité นี่ก็แค่ Track health & Fitness ส่วน Nevo นี่แจ้ง Notification ได้แต่ก็ minimal ไปนิดนึง

2. ซื้อมาลองให้รู้ พูดง่าย ๆ ว่าต้องตาม trend นิดนึง อย่างน้อย ๆ ใครถามจะได้ตอบถูก

สรุปแล้วการซื้อ Apple Watch ในฐานะของคนที่ใช้ Smart Watch อย่าง Pebble อยู่แล้ว และเรือนเก่าก็ไม่ได้เสียอะไร การซื้อเรือนใหม่นี้คือเป็นเสมือนการ “เปลี่ยนนาฬิกาตามแฟชั่น” เพราะทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ได้ความสวย ความใหม่ และความอินเทรนด์

ดังนั้นถ้าใครคิดจะซื้อ Apple Watch ตอนนี้ ลองดูสิ๊ว่า ความสามารถของ Apple Watch ที่มี มันเพียงพอกับความต้องการของคุณหรือไม่ ถ้าต้องการจะกดจะจิ้มจะเล่น facebook ในนี้ได้เลยก็ขอบอกว่า ซื้อมาแล้วจะผิดหวังแน่นอน แต่ถ้าต้องการจะซื้อมาเพื่อใช้ track health & fitness ซื้อมาเพื่อเปลี่ยนนาฬิกาใหม่ เน้นความสวยงาม ทำตามแฟชั่น ผมว่าซื้อเลยครับ อย่าคิดมาก

ขอจบการ review แบบ user บ้าน ๆ ไม่เน้น spec แต่เพียงเท่านี้

 

ข้อผิดที่มักจะพลาด กับ 5 จุดที่ต้องตรวจก่อนสะกดชื่อลูกค้า

ชื่อลูกค้าเป็นอะไรที่ sensitive มาก และหลายครั้งเป็นเรื่องที่เรามักจะพลาด เพราะคิดว่าเรา “แน่” แล้ว สะกดได้แบบไม่ต้องตรวจไม่ต้องตรวจดู แต่หารู้ไม่ว่าบางบริษัท โดยเฉพาะบริษัทชื่อภาษาอังกฤษ พอสะกดเป็นไทยมักจะพาให้เราพลาดได้เสมอ ๆ

การสะกดชื่อลูกค้าผิด ไม่เพียงแต่จะเป็นการบ่งบอกถึงความ “ไม่ละเอียด” ในการทำงานแล้ว ยังจะบ่งบอกถึงความไม่เอาใจใส่ และนั่นสามารถสร้างความไม่พึงพอใจให้กับลูกค้าได้ถึงขนาดที่บางครั้ง งานที่เราทำมาแทบตายแค่สะกดชื่อเค้าผิดทีเดียวก็อาจจะทำให้ทั้งหมดถูกมองในแง่ลบได้ทันที

ทีนี้ลองมาสำรวจดู 5 จุด ที่ต้องเช็คทุกครั้งในการสะกดชื่อลูกค้าก่อนส่งงานกันดูบ้าง..

1. ชื่อไทย เขียนอังกฤษ

ชื่อบริษัทลูกค้าที่เป็นภาษาไทยนั้นเป็นเรื่องง่ายในระดับหนึ่งสำหรับการสะกดให้ถูก ถ้าสะกดเป็นภาษาไทย.. แต่หลายบริษัทกลับไม่เป็นเช่นนั้น

มีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่มีชื่อไทยแต่สะกดเป็นภาษาอังกฤษ และนั่นล่ะคือชื่อบริษัทปราบเซียนกันเลยทีเดียว

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าต้องสะกดชื่อบริษัท “ช. การช่าง” เป็นภาษาอังกฤษ? ตัว “ช.” คืออะไร? C? หรือ Chor? แล้วคำว่า “การช่าง” ล่ะ?

ลองคิดดูเล่น ๆ มั้ยครับ? คิดออกมั้ย?

ดังนั้นชื่อแบบนี้ มั่วไม่ได้กันเลยทีเดียว เช็คดูให้เรียบร้อย อย่าคิดว่าเรามั่วได้เก่ง เพราะชื่อ ช. การช่าง ที่ยกตัวอย่างมานั้นใครจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า “CH. Karnchang”

 

2. ชื่ออังกฤษ เขียนไทย

กรณีนี้ก็ปราบเซียนไปอีกแบบ ชื่ออังกฤษเขียนไทยนี่อย่าคิดว่าเราเซียนภาษาไทยแล้วจะสะกดได้ถูกต้อง ความประมาทไม่เคยสร้างเรื่องราวดีดีให้กับใคร..

บริษัทในไทยหลายที่ที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ ยกตัวอย่าง เช่น ห้างสรรพสินค้า The Emporium ..ถามว่าสะกดชื่อเป็นภาษาไทยยังไง? เอ็มโพเรียม หรือ เอ็มโพเรี่ยม หรือ ดิ เอ็มโพเรี่ยม .. ? ดังนั้นถ้าเราเดา โอกาสผิดพลาดจะมีสูงมาก ทางแก้ไขง่าย ๆ ก็คือ “หยุดเดา และตรวจสอบดูชื่อจริง” ว่าสะกดอย่างไร

 

3. เว้นวรรค ..เมื่อความว่างเปล่าคือความสำคัญ

เว้นวรรค ใครว่าไม่สำคัญ.. เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดว่าอะไรไม่สำคัญ เมื่อนั้นคือจุดเริ่มต้นของความผิดพลาด.. กรณีนี้ขอยกตัวอย่างใกล้ ๆ คือชื่อบริษัท rgb72 เอง .. ชื่อนี้ถ้าคนจะสะกดเป็นภาษาไทยให้ถูกก็ยากแล้ว แต่จะเว้นวรรคให้ถูกนี่เห็นหลายคนพลาดมามิใช่น้อย

ใครจะรู้ว่า อาร์ จี บี เซเว่นตี้ ทู ต้องเว้นวรรคทุกตัว บางคนก็เขียนติดกันไปหมด บางคนก็เว้นบ้างเป็นบางตัว ความผิดพลาดเหล่านี้แม้จะเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าเจอเจ้าของบริษัทบางคนที่ซีเรียสมาก ๆ ผลที่เกิดก็คือความรู้สึกที่ลูกค้าจะเข้าใจว่า “เรานั้นไม่ใส่ใจ”!!

 

4. ตัวย่อ จุด และเครื่องหมายประหลาด

บริษัท KPN มีจุดตรงไหนบ้าง? บริษัท IBM ล่ะ มีจุดหรือไม่? แล้ว SCG ล่ะ มีจุดเดียวหรือสามจุด หรือไม่มีเลย? แล้ว ส.ขอนแก่น ล่ะ?

เรื่องของการใส่จุดเป็นเรื่องที่ “ห้ามเดา” แน่นอนว่าถ้าคุณไม่เคยรู้ หรือศึกษามาก่อนว่าบริษัทเหล่านั้นมีจุดตรงไหนอย่างไรบ้าง การใส่จุดลงไปเลยก็คือการเดาแน่นอน และนั่นหมายถึงโอกาสที่คุณจะใส่จุดถูกก็มีแค่ 50% หรือน้อยกว่าเท่านั้น

นอกจากเรื่องของจุดแล้ว อีกสิ่งที่ควรใส่ใจคือเรื่องของตัวอักษรพิเศษ เช่นชื่อร้านขนม คาเฟ่ อย่าง “เดลิฟรองซ์” ที่ต้องเขียนให้ได้แบบนี้ “Délifrance” ดังนั้นถ้าลูกค้าที่ชื่อมีอักษรพิเศษ คุณต้องมั่นใจว่าตัวเองรู้จักวิธีการพิมพ์อักษรพิเศษเหล่านี้โดยขึ้นใจ

 

5. บริษัทจำกัด? บริษัทมหาชน หรือห้างหุ้นส่วน?

แม้ว่าเราจะคุ้นกับคำว่า บริษัทจำกัด แต่ก็ใช่ว่าลูกค้าเราทุกคนจะเป็นบริษัทจำกัดทั้งหมด

ศึกษาให้รู้ว่าบริษัทของลูกค้าเป็นประเภทไหน? บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน หรือห้างหุ้นส่วน แล้วก็อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งแต่ละประเภทก็มีการเขียนทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น

บริษัทจำกัด จะเขียนดังนี้ บริษัท อาร์ จี บี เซเว่นตี้ ทู จำกัด / ภาษาอังกฤษ: rgb72 Co., Ltd.

บริษัทมหาชน เขียนดังนี้ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) / ภาษาอังกฤษ: Bangkok Expressway Public Company Limited

บริษัทห้างหุ้นส่วนจำกัด เขียนดังนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.รุ่งเลิศ / ภาษาอังกฤษ: Tor Runglert Ltd., Part.

 

แถม 6. อย่ามั่วที่อยู่

ที่อยู่นั้นก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าชื่อ! แน่นอนว่าไม่มีใครมั่วที่อยู่ลูกค้าได้ถูกหรอก (มันไม่ได้มั่วง่ายเหมือนชื่อขนาดน้าาานน!!) แต่บางครั้งเรามั่วเพราะเราเชื่อว่าเรา “จำได้”

จำเบอร์ได้ จำเขตได้.. เอาเป็นว่า แม้เราจะมั่นใจว่าจำได้ แต่เช็คซะหน่อยก็ดี จะได้ไม่ไปหน้าแตกกลางงาน present พาลจะทำให้งานทั้งหมดที่ทำมากว่า 20ชั่วโมงต้องถูกมองในแง่ลบว่าเราเป็นคนทำงานไม่ใส่ใจ!!

 

เช็คลิสต์รายการสั้น ๆ แค่ 6 ข้อ ลองนำกลับไปใช้ดูแล้วตรวจสอบชื่อลูกค้าของเราให้ดีก่อนส่งงาน เพราะงานคุณภาพต้องเริ่มตั้งแต่จุดเล็ก ๆ เช่นนี้ล่ะ

 

ทำ Design demo ยังไงให้ผ่าน? กับ 4 ความรู้สึกที่ลูกค้าอยากมี เมื่อฟังเราเสนอ Design demo

March 1, 2015 Design Comments

ในการนำเสนอ Design demo หรือที่เรียกกันแบบไทย ๆ ว่า ตัวอย่างงานต้นแบบ นั้น เป็นเรื่องปกติที่ทาง Design agency จะต้องทำออกไปเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นและเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ และแน่นอน จุดมุ่งหมายของเราในฐานะคนทำดีไซน์คือ ทำอย่างไรให้ลูกค้า “ตกลงซื้อ” !!

Designer มักจะอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างกดดันเมื่อต้องทำแบบไปนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาของเว็บไซต์ หรือ แอพมือถือ และจะยิ่งกดดันมากขึ้นเมื่อต้องขึ้นแบบในเวลาที่จำกัด และข้อมูลที่มีน้อยจนถึงกับต้อง “มโน” เองหลายครั้ง

ซึ่งแรงกดดันที่ว่านั้นมักจะทำให้งานที่เราทำออกมาไม่ได้ผลลัพท์ที่ดีเท่าที่ควร งานสวยไม่ประทับใจ งานไม่มีดีไซน์ ฯลฯ แต่นั่นหาใช่เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่! วันนี้ลองมาดูกับ 4 ข้อที่ลูกค้าอยาก “รู้สึก” เมื่อฟังเรานำเสนองาน Design demo ซึ่งส่วนตัวผมเชื่อว่า ถ้าทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ 4 ข้อเช่นนี้แล้ว น่าจะทำให้งานคุณมีโอกาสผ่านได้สูงขึ้น ลูกค้ามีแนวโน้มอยากจะ “ซื้อ” มากขึ้น

1. WOW

“ว้าาาวววววว” นี่คือโจทย์ที่ผมได้รับสมัยทำงานอยู่ต่างประเทศ เจ้านายผมบอกว่า ทำไงก็ได้ให้งานออกมาแล้วลูกค้าร้อง “ว้าาาววว” เมื่อเห็นแว่บแรก แล้วไอ้การที่จะเกิดคำว่า “ว้าว” ได้นั้นต้องทำอะไรบ้าง? คำตอบไม่มีตายตัว ไม่มีถูกมีผิด งานสวย ก็ทำให้ลูกค้าร้องว้าวได้ งานดีไซน์แปลกตาก็ทำให้ร้องว้าวได้ หรือการใช้สี ใช้ font ที่เค้าไม่เคยเห็น ลุกค้าก็ร้องว้าวได้.. เอาเป็นว่าไม่ว่าจะวิธีไหน เค้าจะร้อง “ว้าว” ในใจหรือร้องออกมามีเสียง แต่เมื่อเค้าร้องแล้ว ถือว่าคุณชนะใจเค้าแล้ว 25%

2. เป็นไปได้

จะว่าไปอาการ “ว้าาาววว” นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเค้าเห็นงานของเราใน “แว่บ” แรก ซึ่งเป็นแว่บแรกจริง ๆ แต่เมื่อเค้าจ้องมองงานของเรานานกว่า 15วินาทีแล้ว เค้าจะเริ่มมองดูรายละเอียด มองหาสิ่งอื่นที่ไม่ใช่แค่ความสวย หรือความว้าว

ลูกค้าจะมองหาความเป็นไปได้

งานที่ว่าสวยนี้มันมีโอกาสเป็นไปได้มั้ย? มันเว่อร์อลังการไปมั้ย? มันจะสามารถใช้งานได้จริงมั้ย? สร้างแอพตัวนี้ออกมาแล้วจะมีคนโหลดมั้ย คนใช้จะ งง มั้ย? เราสามารถป้องกันคำถามเหล่านี้ไม่ให้อยู่ในหัวของลูกค้าได้ด้วยการทำให้มันรู้สึกว่า “เป็นไปได้”

งานนี้เรื่องของการออกแบบการใช้งานมีส่วนทำช่วยได้ ต้องย้ำว่า “มีส่วนช่วย” นะครับ ไม่ได้แปลว่าทั้งหมด การออกแบบการใช้งานที่ดีมาใช้ขึ้นแบบสำหรับการขายงานดีไซน์นั้น ถ้าเราวางรูปแบบได้ดี งานออกแบบไม่เว่อร์จนเกินไป เช่น ปุ่ม Back ก็ควรจะอยู่ด้านซ้ายเหมือนทุกที หรือการวางเนื้อหาให้ดูแล้วอ่านง่าย เข้าถึงง่าย และยังมี look ที่ดูแล้วพอจะคุ้นตาลูกค้าอยู่บ้างก็น่าจะช่วยได้ครับ

ความเป็นไปได้คือ “จินตนาการ” ณ ส่วนนี้เราสร้างจินตนาการให้ลูกค้ารู้สึกว่างานนี้สามารถถูกสร้างได้ สร้างแล้วน่าจะมีคนชอบ น่าจะมีคนใช้ คนอยากโหลด คนอยากเข้าเว็บเราบ่อยๆ ถ้าเค้าไม่เกิดคำถามที่คิดว่างานเราเป็นแค่งาน Design เว่อร์ ๆ เอามาหลอกขายเค้า เราก็ win ไปอีก 50% แล้วล่ะครับ

3. นี่มันของฉัน

ชอบแล้ว Wow แล้ว รู้สึกว่าเป็นไปได้แล้ว.. งานนี้ต้องรู้สึกด้วยครับว่า “งานนี้มันงานของฉัน!!” แอพนี้ เว็บนี้สร้างมาเพื่อบริษัทฉัน สร้างมาเพื่อ product ของฉัน!

จะทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกเช่นนั้น?

การทำการบ้านก่อนขึ้นแบบจะช่วยได้.. การทำความรู้จักลูกค้า เข้าใจธุรกิจของลูกค้า เข้าใจ Branding ของลูกค้า และรู้จักกับคู่แข่งของลูกค้า จะช่วยทำให้เค้ารู้สึกว่า งานนี้เราทำมาเพื่อเค้าจริง ๆ การใช้สีที่ผิด การแอบไปดึงรูปจาก Google มาใช้ขึ้นแบบ “ชั่วคราว” แต่บังเอิญไปดึงรูปของคู่แข่งมา จะทำให้ 50% ที่คุณทำคะแนนมาซะดีเมื่อตอนต้นตกกระป๋องไปซะงั้น

เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการ “สะกดตัวอักษร” ผิด ๆ ถูก ๆ นี่ก็คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่งานของฉันเช่นกัน..  เพราะงานที่ไม่ละเอียด ไม่เนี๊ยบ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการให้ธุรกิจของเค้าเป็น

4. ตอบโจทย์ในสิ่งที่ต้องการ

เราทุกคนมีสิ่งที่ต้องการครับ เมื่อลูกค้ามองงานเรา ไม่ใช่แค่ว่าสวย ดูดี น่าใช้ แล้วดูเหมือนเป็นงานของเราแล้ว มันต้องตอบคำถามด้วยว่า “ทำแล้วได้อะไร!!??”

ทำแล้วตอบโจทย์ตามที่เค้าเคยบรี๊ฟมาให้เราหรือเปล่า? ทำแล้วยอดขายเค้าจะมากขึ้นมั้ย? ตอบให้ได้ครับ ตอบโจทย์ให้ได้ว่า “เค้าทำเพื่ออะไร” เพราะถ้าเราคนทำเองยังตอบไม่ได้ว่าลูกค้าจะทำงานนี้ไปเพื่ออะไรแล้วล่ะก็ ลูกค้าก็คงไม่รู้ว่าจะซื้องานเราไปทำไมแล้วล่ะครับ

ทั้งหมดนี้คือ 4 ความรู้สึกที่ลูกค้าอยากมี.. เมื่อฟังเราขายงานดีไซน์ ผมเชื่อว่าถ้าทำได้ครบ 4 ข้อนี้ โอกาสที่งานจะขายผ่านมีสูงครับ.. ถ้าลูกค้าไม่ติดเรื่องราคา.. เวลา .. และอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับดีไซน์

รีวิว Pebble Smart Watch นาฬิกาอัจฉริยะตัวแรก

December 13, 2014 Hardware Comments

Pebble หนึ่งใน smartwatch ที่เกิดขึ้นจากโครงการของ Kickstarter เมื่อกลางปี 2012 จนสุดท้ายได้แล้วได้รับเงินลงทุนจากคนจำนวนมาก รวมมูลค่าเกิน 10ล้านเหรียญ!! ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ Kickstarter และนั่นทำให้ Pebble สามารถสร้าง project นาฬิกาอัจริยะนี้ให้เป็นจริงได้ และแน่นอน ด้วยความสำเร็จใน Kickstarter ทำให้ Pebble เป็นที่ฮือฮาและถือว่าเป็นนาฬิกาอัจริยะที่ประสบความสำเร็จตัวหนึ่งของโลกด้วย

ทำไม?

เหตุผลดั้งเดิมที่ซื้อ Pebble ก็เพราะคิดว่าอยากจะได้นาฬิกาซักเรือน แต่ว่าก็แอบเบื่อนาฬิกาหน้าตาปัจจุบันหลาย ๆ ตัว อีกอย่างก็คิดว่าไหน ๆ จะมีเรือนใหม่แล้วลองให้มันดูล้ำ ๆ ซักหน่อยก็น่าจะดี ให้นาฬิกาได้เป็นตัวบอกอะไรเราบ้าง นอกจาก “เวลา”

จะว่าไปก็มีแอบอยากรอ Apple Watch อยู่เหมือนกัน แต่หลังจากที่ Apple เปิดตัวแล้วประกาศว่า Apple Watch ที่มีความสามารถมากมายนั้น กลับมีข้อเสียที่ผมเองรับไม่ได้เลยก็คือ “แบตหมดภายในหนึ่งวัน”

นั่นคือต้องชาร์จไฟใหม่ทุกวัน..และนี่ยังไม่นึกถึงว่า ถ้าแบตเสื่อมเหมือนที่เราเจอกับ iPhone แล้วจะต้องมีการชาร์จระหว่างวันมั้ย??

สุดท้ายจึงตัดสินใจซื้อ Pebble ได้ไม่ยาก

และหลังจากที่ได้ลองใช้มา 1 สัปดาห์พบว่า นาฬิกาเรือนนี้ใช้ง่ายครับ จากเดิมคิดว่าน่าจะต้องมีการ config อะไรมากมายให้ยุ่งยาก แต่หลังจากแกะกล่องออกมา ชาร์จไฟเพิ่มเล็กน้อย โหลดแอพของ Pebble ลง iPhone แค่นี้ก็เสร็จแล้วครับ

แต่ที่ทำให้ผมต้องใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมงกับหน้าจอ iPhone ก็คือการนั่งเลือกหน้าตานาฬิกา (Watchfaces) เลือกไม่ถูกว่าจะเอาแบบไหน จะเอาพยากรณ์อากาศมั้ย อะไรแบบนี้

Pebble สามารถให้เราใส่ได้ 8 หน้าตาเต็มที่ หรือถ้าจะมี app อื่น ๆ ใส่เข้ามาด้วยก็รวมอยู่ใน 8 นี้แหละ.. บางคนมีบ่นว่าน้อยไป (ซึ่งก็น้อยจริง) แต่เอาเข้าจริง ๆ ตอนนี้ผมใช้แค่ 5 เท่านั้นเอง

ทุกอย่างที่คิดว่าอยากจะให้เตือนก็เตือนมาหมดเลยครับ sync ตรงผ่าน bluetooth จาก iPhone มายัง Pebble ใครโทรมา ใครตอบ facebook เรา ใครทักมาทาง LINE ใครส่งเมลมาได้รับหมด หรือจะตัดสาย cancel call ใครที่โทรมาก็ทำได้จาก Pebble นี่แหละ

มันก็เจ๋งดีนะครับ แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่แน่ใจว่าผมต้องการรู้เรื่องที่เตือนนี้ตลอดเวลารึเปล่า เพราะบางทีคนมาเม้น facebook มากมาย มันก็เตือนเรื่อย ..อันนี้คงแล้วแต่ความชอบ แต่สำหรับผม มันเตือนมาก็ดีแล้วแต่ก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่ แต่ work มาก ๆ เวลาดูชื่อคนโทรเข้ามาโดยที่ไม่ต้องควักมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง

ผมใช้ Pebble Steel ครับ ..รุ่นที่เป็นเหล็ก แน่นอนว่าผมไม่ชอบรุ่นแรกที่เป็นพลาสติกเพราะผมคิดว่า นาฬิกานั้นไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเวลา แต่มันคือ “แฟชั่น” ด้วย นาฬิกามันจะช่วยบ่งบอกความเป็นเรา และเราต้องสามารถใส่มันออกงานได้หลากหลายด้วย การเลือก Pebble Steel กับสายเหล็กก็จะทำให้ดูดีมีระดับขึ้นมาอีกนิด

มาถึงข้อเสียกันบ้าง เดี๋ยวจะหาว่าอวย..

Pebble นั้นก็ต้องใช้แบตเตอรี่ครับ..ตามสเปคเห็นบอกว่าอยู่ได้ 4-7 วัน แต่เอาเข้าจริง ๆ 4 วันก็ต้องชาร์จแล้ว

ด้วยความที่ไม่ชินกับการที่ต้องชาร์จนาฬิกา การต้องชาร์จทุก ๆ 4 วันจึงเป็นอะไรที่ขี้เกียจเอาซะมาก ๆ แถมเคยลืมสายชาร์จไว้ที่อื่น ทีนี้พออยากจะชาร์จจริง ๆ ก็หายืมสายใครก็ไม่ได้ เพราะมันไม่มีใครใช้ Pebble เลย

ข้อเสียอีกอย่าง ซึ่งอันนี้เป็นส่วนตัวจริง ๆ เลยก็คือ นาฬิกาสายเหล็กนั้นมักจะไม่ถูกกันกับ laptop ที่ใช้อยู่

มันขูดกันครับ..

ถ้าต้องใส่ตลอดเวลา และใส่ทำงานด้วยเน๊ยะ คงไม่ work แน่ ๆ เพราะมันจะพาให้ macbook air ของผมเป็นรอยซะงั้น ดังนั้นก็เลยจำเป็นต้องใส่ ๆ ถอด ๆ

รีวิว Pebble แบบง่าย ๆ ไม่ได้ลงลึก detail อะไรมาก เอาตามความรู้สึกล้วน ๆ ก็ประมาณนี้นะครับ ส่วนตัวถือว่าพึงพอใจมากครับสำหรับ Smart watch หรือนาฬิกาอัจฉริยะตัวแรก

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

AdSense
- ระบบการโฆษณาบน Google
— WEB101 by rgb72

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream



rgb72 Instagrams

 


Recent Comments

Powered by Disqus