iPad

Apple iPad

เป็นเวลาเกือบสองวันแล้ว หลังจากที่ iPad ได้ถูกเปิดตัวโดย Apple สำนักข่าวหลายเจ้าต่างก็เขียน review มีทั้งชมถึงข้อดี ความเจ๋งและความเป็นสุดยอดในหลายๆด้าน และแน่นอนก็มีอีกหลายสื่อที่ต่อว่าถึงความธรรมดาของผลิตภัณฑ์่ว่าเป็นเหมือน iPhone ยักษ์ดีดีนี่เอง และที่ร้ายไปกว่านั้น ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์บางเจ้าอย่างเช่น Fujisu ก็เตรียมตัวฟ้อง Apple เรื่องการใช้ชื่อ iPad ที่ Fujisu แจ้งว่าเป็นเจ้าของมานานแล้ว

อย่างที่บอกว่า สื่อหลายที่ได้เขียนเกี่ยวกับ iPad ไปเรียบร้อยในแง่ของ tech spec และข้อดีของมัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชิพของ Apple เองที่มีชื่อว่า A4 (ผลิตโดย Samsung) ขนาดของจอที่กว้างเกือบ 10น้ิว, ความอึดของ battery ที่อยู่ได้ 10ชั่วโมง และ Standby ได้มากกว่า 1เดือน (ที่ Steve jobs พูดในงานว่า .. คุณสามารถบินจาก San Francisco ไปญี่ปุ่นและดู video ได้ด้วยการ charge เพียงครั้งเดียว, ความสามารถในการใช้ App ของ iPhone ที่มีอยู่แล้ว, การจัดการรูปภาพ, ดู video, อ่านหนังสือ, การเปิดตัว e-book store ที่ใช้ชื่อว่า ibooks, program iWorks version สำหรับ iPad, และที่สำคัญ ราคาเปิดตัวต่ำสุดที่ $499

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าตัว iPad ก็คือ ผลกระทบของมันที่มีต่อสินค้าตัวอื่นๆ และการออกแบบที่มีต่อ design บนโลกนี้

เอาเรื่องผลกระทบของสินค้าก่อน…

คนที่โดนเต็มๆเห็นจะหนีไม่พ้น Amazon Kindle ที่เกิดมาเพื่ออ่าน e-book โดยเฉพาะ มีจอเป็นสีขาวดำ แต่ราคาถูกกว่า แน่นอนว่า ถ้า iPad ออกมาเมื่อไร่ คนก็อาจจะเปลี่ยนใจจากที่จะซื้อ Kindle มาเป็น iPad แน่นอน เพราะด้วยการเพิ่มราคาอีกแค่นิดเดียว แต่สามารถทำอะไรได้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว อย่างที่ได้อ่านจากพี่เอก ewit เขียนไว้ว่า “Amazon ไม่น่าทำจอขาวดำตั้งแต่แรกแล้ว”

คนกลุ่มที่สองที่โดน และรู้ตัวว่าโดนตั้งแต่ก่อนออก iPad แล้วก็คือ กลุ่ม Tablet ของ Windows ที่ Microsoft ถึงต้องชิงออกมาประกาศก่อนในงาน CES2010 ให้มีชื่อว่า SlatePC โดย HP คาดว่าจะออก SlatePC ภายในปีนี้ ภายใต้ระบบปฎิบัติการของ Windows7 ผลกระทบของ iPad ที่มีต่อกลุ่มนี้แรงมากขนาดที่ทำให้ SlatePC ถูกลดความน่าสนใจลงตั้งแต่วันที่เปิดตัว เพราะหลายคนกลับเผื่อใจไว้รอความน่าตื่นเต้นที่จะออกมาจาก Apple

อีกกลุ่มคือ กลุ่มที่โดน Steve Jobs กัดในงาน นั่นคือ Netbook.. Steve บอกว่า เค้าต้องการหาอะไรที่ดี ที่อยู่ระหว่าง smart phone อย่าง iPhone และ computer อย่าง Macbook, ดังนั้นจะเป็นอะไรดี? หลายคนบอกว่า Netbook แต่ Steve Jobs เห็นว่าปัญหาของ Netbook ก็คือ มันไม่มีอะไรดีซักอย่าง มันช้า, จอเล็ก, และทำงานไม่ได้จริง สิ่งเดียวที่มันดีก็คือ ราคาถูก มันคือ Laptop ราคาถูกนั่นเอง

ในแง่ของการออกแบบ..

หลังจากที่ Apple ได้กลายเป็นต้นแบบในการออกแบบของหลายๆอย่างในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นแบบในการออกแบบเว็บที่ใครๆก็มักจะอยากลอก หรืออยากจะใช้เป็น inspiration แล้ว ..​การทำปุ่มแบบมีเงา ปุ่มนูน หรือการทำ effect แสงสะท้อนที่พื้น ทำให้ Apple ได้เปลี่ยนแปลงโลกของการออกแบบไปเลยทีเดียว

การออกแบบของ iPad นี้ หลายคนเซอร์ไพร์ส หลายคนไม่ อาจจะเป็นเพราะข่าวลือที่ออกมาหนาหูมากๆ อย่างไรก็ตาม หน้าแรกของ Apple นั้นได้มีการออกแบบที่ผิดหูผิดตาอีกครั้ง

หลังจากการเปิดตัว iTunes 9 ที่ Apple ได้มีการจัดภาพในมุม bird eyes view อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนแล้ว การเปิดตัว iPad ในครั้งนี้ Apple ได้ลบ design เดิมที่เคยเป็น box banner ใหญ่ตรงกลางด้านบน ตามด้วย banner เล็กๆสามตัว ในสามคอลัมน์ มาเป็น banner ตัวใหญ่มาก และเป็นแนวตั้ง (ขนาดที่ไม่สามารถจุได้ภายในหน้าจอเดียว) ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะต้องการให้รับกับความเป็นจอแนวตั้งของ iPad หรืออาจะต้องการให้ product ดูยิ่งใหญ่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ด้วยตัว product และความใหญ่ของ banner ก็สามารถ get attention คนดูได้อยากมาก และยากที่จะข้าม banner นี้ไปได้

Apple จะขายตัว iPad นี้ในอีก 60วันข้างหน้า หลายคนคาดการณ์ไว้ต่างๆนานา บ้างก็จะซื้อ บ้างก็จะไม่ บ้างก็คิดว่าจะเป็น gadget ที่ยอดเยี่ยมที่สุด บ้างก็คิดว่า product ตัวนี้จะไปเรียกร้องความสนใจจากคนกลุ่มไหน คนไหนจะทิ้ง macbook เพื่อ iPad หรือคนไหนจะทิ้ง iPhone .. แม้ว่า Appleจะจัดให้ iPad อยู่ตรงกลางระหว่างสอง products นี้ แต่การพกของสามอย่างนี้ไปด้วยกัน เห็นว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย เลย

Apple Store (Ginza, Japan)

การได้ไป Official Apple Store ถือว่าเป็นจุดมุ่งหมายหลักอีกที่หนึ่งในการไปญี่ปุ่น ร้าน iStudio ที่เราเห็นในเมืองไทยนั้นไม่ใช่ร้านของ Apple แต่หากเป็นร้านที่ได้รับอนุญาติจาก Apple ให้นำสินค้าเข้ามาขายได้ อย่างที่เราเห็นก็คือร้านนั้นไม่ได้ใช้ชื่อว่าร้าน Apple แต่ว่าต้องใช้ชื่อแทน และในกรณีประเทศไทยก็คือชื่อ iStudio

ร้าน Apple store นั้นมีอยู่ในไม่กี่ประเทศ ในแถบเอเชียนี้ก็มีญี่ปุ่น และจีน สำหรับในญี่ปุ่นนั้น สาขาที่ Ginza คือสาขาที่ใหญ่ที่สุดเพราะมีถึง 5 ชั้น

เข้าไปข้างในเห็นคนมากมาย และเป็นอย่างที่โฆษณาไว้ก็คือ คนสามารถเข้ามาเล่นเครื่อง Mac ได้อย่างไม่ต้องเกรงใจกันเลย หลายคนมายืนเล่นอินเตอร์เน็ทนานๆ เหมือนมาร้านเน็ทยังงัยอย่างนั้น ผมเองก็ถือโอกาสเช็คเมล์ที่นี่เช่นกัน และพนง.ของ Apple ก็ไม่ได้มาว่าอะไร ที่สำคัญคือเค้าจะพยายามทำตัวเป็นคนให้คำปรึกษาเวลาเราเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยใดๆ

ที่ชั้นหนึ่งมีเครื่องให้เล่นไม่ว่าจะเป็น iMac หรือ Macbook ประมาณ 30 ตัวเห็นจะได้ แต่จำนวนคนที่เดินไปมานั้น คิดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 70 นี่เฉพาะชั้น 1

การจะขึ้นชั้น 2-5 นั้นจะต้องใช้ลิฟท์ และลิฟท์ของ Apple นั้นก็สวยมากๆ มีความเรียบง่าย simple แต่สวยแบบ Apple จริงๆ อย่างไรก็ตาม พอไปถึงที่ตัวลิฟท์ก็พบว่า ใช้งานไม่เป็น

ที่ลิฟท์มีตัวกดขึ้นและลงเหมือนทั่วไป แต่พอเข้าไปข้างในกลับไม่มีปุ่มอะไรเลย .. ก็เพราะว่าลิฟท์ของเค้าจะเน้นให้จอดทุกชั้น

ที่ชั้นสอง จะเป็นโซน iPod และ iPhone มีเครื่องให้เล่นให้ฟังแบบไม่อั้นเช่นเคย

ชั้นสามและชั้นห้าเป็น Training มีห้อง training ใหญ่ๆ เหมือนห้องดูหนัง ขณะที่ได้ขึ้นลิฟท์ผ่าน เห็นว่าเค้ากำลังทำการ training โปรแกรมตัดต่อวิดีโออยู่ตัวหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเป็น Final cut หรือ iMovie เหมือนกัน

สำหรับชั้นสี่ เป็นชั้นที่เค้าเขียนไว้ว่าสำหรับเล่นอินเตอร์เน็ท เล่นเกมสำหรับเด็ก และอ่านหนังสือ ขึ้นไปแล้วพบเด็กนั่งเล่นเกมเป็นส่วนมาก อาจจะเป็นเพราะว่าที่เล่นอินเตอร์เน็ทนั้นไปเล่นที่ชั้นล่างกันหมดแล้ว ทางอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นโซนหนังสือ มีหนังสือให้เลือกอ่าน เลือกซื้อมากมาย และแน่นอนเป็นหนังสือเกี่ยวกับ Mac และโปรแกรมสำหรับ Mac เท่านั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นว่าน่าสนใจและสวยมากๆ ก็คือ animation graphic ที่แนะนำว่าแต่ละชั้นอีกอะไรบ้างนั้น ทำได้ดูดีมากๆ ผมเองไม่ได้ถ่าย video มาเองแต่ว่าก็ไป search หาจาก youtube ได้.. เลยขออนุญาติเอามาแปะละกันครับ

ทั้งหมดห้าชั้นนั้นทำให้ได้เปิดโลกอย่างมากมาย ได้สัมผัสกับร้าน Apple ที่เน้นบริการและการให้ได้ทดลองใช้โดยไม่แคร์ว่าจะของจะพังหรือเสียหาย หรือไม่แคร์ว่าใครจะมาแอบเล่นเน็ทฟรี ร้านที่มีคนคอยช่วยเหลือและให้คำปรึกษาอย่างที่เห็นในโฆษณา TV จริงๆ
** ทั้งภาพและ video ผมหาจากใน net มาใช้นะครับ เพราะว่าไม่ได้ถ่ายเองข้างใน**

>Business Week เปรียบเทียบ Google vs Apple

January 18, 2010 Online Marketing Comments

Business Week เล่มล่าสุด (January 25, 2010) พูดถึงเรื่องของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley นั่นคือ Apple และ Google และในบทความนี้มีตารางเปรียบเทียบความเหมือนที่แตกต่าง (The Same, but Different) ระหว่างสองบริษัทนี้ เห็นว่าคนสรุปเค้าเก่งดี เลยลองเอามาให้ดูกัน (เรียงลำดับการเปรียเทียบโดยให้ Google อยุ่ทางด้านหน้าเหมือนในตาราง : Google / Apple)

Date Founded: 1998 / 1976
อันนี้แน่นอน Apple เกิดก่อนนานมากๆ แตกต่างจาก Google ที่เพิ่งเกิด แต่ก็มาแรงอย่างที่เราทุกคนรู้กันอยู่

CEOs: Eric Schmidt / Steve Jobs
สอง CEO นี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนที่ติดตามผลงานของ Google และ Apple และทั้งสองคนนี้ก็ได้รับทั้งคำชมและคำวิจารณ์ต่างๆนานา (โดยเฉพาะ Steve Jobs ที่โดนวิจารณ์ว่าเป็น CEO สุดโหด)

CEO salary: $1 a year / $1 a year
เงินเดือนของ CEO ทั้งสองอยู่ที่จำนวนเท่ากันนั่นคือ 1 เหรียญดอลล่าห์ต่อปี ผมเพิ่งจะรู้เหมือนกันว่า Eric Schmidt ก็รับ 1 เหรียญ แต่ก่อนมี Steve Jobs ที่รับเงิน 1 เหรียญต่อปี ซึ่งได้ขึ้นหิ้งไปว่าเป็น CEO ที่เงินเดือนน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม Steve Jobs เองก็ไม่ได้จนหรอกนะ เพราะแค่หุ้นที่ถืออยู่ใน Apple เทียบเป็นมูลค่าก็ได้แล้วประมาณ 1.1พันล้านดอลล่าห์ (38,500ล้านบาท) นอกจากนี้ Steve Jobs ยังเป็นคนที่ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ Disney อีกด้วย คือมีหุ้นอยู่ 74% เทียบเป็นเงินได้ 4,500ล้านดอลล่าห์ (157,500ล้านบาท) เท่านี้ก็เรียกว่าใช้เงินชาตินี้ยังงัยก็ไม่หมด การได้รับเงิน 1 เหรียญต่อปี คงไม่ใช่สาระอะไรสำคัญกับ CEO ของสองบริษัทยักษ์ใหญ่นี้อย่างแน่นอน
**ข้อมูลตัวเลขจาก คม-ชัด-ลึก**

Headquaters: The Googleplex, Mountain view / Infinite Loop campus, Cupertino
สอง location ที่ไม่ได้อยู่ไกลกันมาก ที่หนึ่งโด่งดังเรื่องการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับพนักงาน เพื่อให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์ มีแรงบันดาลใจและพลังในการสร้างสิ่งดีดี อีกที่เป็นบริษัทที่มีชื่อถนนสุดเท่ห์ แต่เต็มไปด้วยความลับภายในองค์กร ล่าสุดมีข่าวว่า Apple พยายามหา location ในการสร้าง office ใหม่ เนื่องจากตอนนี้มีคนอยู่เยอะมากๆจนจำเป็นต้องเช่าพื้นที่ตึกที่อื่นเพื่อเป็นสำนักงาน

Market cap: $186 billion / $190 billion
Revenue: $22.6 billion / 36.5 billion

ตัวเลขที่สองนี้แสดงได้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการของทั้งสองบริษัท แม้ว่า Google จะมีตัวเลขที่ต่ำกว่า Apple ก็ตาม แต่ถ้าเทียบกับอายุของบริษัทแล้ว Google คือบริษัทที่กำลังมาแรงแทบจะหยุดไม่อยู่

Motto: “Don’t be evil” / “Think Different”
สองคำประจำของสองบริษัทที่ทุกคนรู้จักกันดี ขณะที่ Google พยายามจะทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองไม่เป็นผู้ร้ายในสายตาคนอื่นๆ แต่ Apple ก็พยายามที่จะคิดหาสิ่งที่แตกต่างอยู่ตลอดเวลา

Key to success: Algorithm / Elegance
หนทางสู่ความสำเร็จของ Google คือหลักการคิด การวิเคราะห์และแยกแยะวิธีการทำงานให้เป็นขั้นเป็นตอน หลักๆคือเป็นเรื่องของแนวความคิดในเชิง programming ในขณะที่ Apple นั้นจะมุ่งไปที่การสร้างความยิ่งใหญ่ ความเจ๋ง เก่ง เท่ และสวยหรู

Work ethic: 20% of employees’ time for pet projects / 120% of employees’ time for Steve’s projects
ลักษณะของการทำงาน สิ่งที่โด่งดังมากอย่างหนึ่งของ Google ก็คือการให้เวลาพนง. 20% ของเวลางานเพื่อสร้างสรรค์งานที่เป็นความคิดอิสระของตนเอง และหลายๆงานเ่่ช่น Google Wave ก็ออกมาจาก 20% ของเวลางานนี้เช่นกัน ในขณะที่ Apple นั้นพุ่งเป้าไปที่การทำงานอย่างบ้าระห่ำ ทำงานเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ได้ผลงานที่ Steve Jobs ต้องการเท่านั้น!

The employees who matter: Engineers / Designers
พนักงานที่มีความสำคัญต่อองค์กร แน่นอน.. สำหรับ Google ก็คือเหล่า engineer กลุ่มคนเขียน program ต่างๆ แต่สำหรับ Apple นั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างนักก็คือ Design และปัจจุบัน designer เอกของ Apple อย่าง Jonathan Ive ก็เป็นหนึ่งในคนที่สำคัญที่สุดของ Apple ด้วยเช่นกัน

How decisions get made: Data, data, data / Because Steve says so
การตัดสินใจในการจะลงมือทำอะไรซักอย่างในองค์กร สิ่งที่เป็นปัจจัยสูงสุดสำหรับ Google ก็คือข้อมูลต่างๆที่ได้เก็บรวมรวมมา เหล่าสถิติและตัวเลขทั้งหลายที่จะบอกได้ถึง trend และความน่าจะเป็นที่สามารถพาองค์กรพัฒนาและต่อยอดไปได้ แต่สำหรับ Apple นั้น การตัดสินใจอยู่ทีความคิดของ Steve Jobs แต่เพียงผู้เดียว

Founders’ aircraft: Boeing 767 / Gulfstream V
เครื่องบินส่วนตัวของ CEO ทั้งสองบริษัท สำหรับ Google นั้น Eric Schmidt ใช้ Boeing 767 ส่วน Steve Jobs นั้นใช้ Gulfstream V ราคา 90ล้าน ดอลล่าห์ ซึ่งได้รับจากคณะผู้บริหารเมื่อปี 1999

Big challenge: Can they make money on anything but search? / Does anyone but Jobs have a vision?
ส่วนสุดท้ายนี่สำคัญครับ เป็นหัวข้อที่เกี่ยวกับสิ่งที่ท้าทายสำหรับสองบริษัทนี้ สำหรับ Google ก็คือ Google จะสามารถหารายได้เข้าบริษัทได้จากทางอื่นๆอีกหรือไม่นอกจากการทำ Search Engine ส่วน Apple นั้นคือ จะมีใครไหมที่มีมุมมองและความคิดที่ชาญฉลาดได้แบบ Steve Jobs อีกแล้ว และนี่เป็นเรื่องที่กล่าวขวัญกันมาตลอดว่าเหตุที่ Apple สามารถผลิตสินค้าออกมาได้เป็นอย่างดีนั้นเป็นเพราะความสามารถของ Steve Jobs ทั้งสิ้น ที่สามารถมองเห็นอนาคต มองเห็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ แต่ว่าถ้าไม่มี Steve Jobs ล่ะ.. ใครจะเป็นคนมาทำต่อ??

REF: Businessweek : http://www.businessweek.com/magazine/toc/10_04/B4164magazine.htm

>Japanese Design

January 11, 2010 Design Comments

>ไปญี่ปุ่นในช่วงหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา ได้เก็บเกี่ยวภาพและงาน design ที่ได้เห็นจากญี่ปุ่นมากมาย วันนี้เลยถือโอกาสเอามาให้ได้ดูกัน

ในแต่ละประเทศ จะมีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง จีน อเมริกา อังกฤษ ไทย และแน่นอน ญี่ปุ่น

สิ่งที่สังเกตได้จากการได้มอง design ของญี่ปุ่นผ่านสินค้ายี่ห้อต่างๆที่โด่งดังเช่น Muji หรือ UNIQLO ทำให้พอเข้าใจได้ว่า design ของญี่ปุ่นนั้นมักจะมีความเรียบง่าย (Simplicity) สะอาดและสวยงาม และแน่นอนต้องสามารถใช้งานได้อย่างดีที่สุดด้วย

หนึ่งในงาน design ที่ได้ไปดูนั้นเป็นการไปชม museum ของ Toyota ที่ชื่อว่า Mega Web

ที่ Mega Web จะแบ่งออกเป็น 3 ตึก 3 ส่วนคือ

หนึ่งส่วนที่แสดงรถยนต์รุ่นล่าสุดและรถยนต์แห่งอนาคตของ Toyota พูดง่ายๆคือเหมือน Toyota จัดงาน Motorshow ของตัวเองตลอดปี ในตึกความสูง 2 ชั้น แห่งนี้จะมีรถยนต์ของ Toyota และ Lexus ไว้แสดงให้คนได้ทดลองนั่ง สามารถลองเปิดปิดรถยนต์ กดปุ่มทุกปุ่มได้ไม่ยั้ง ที่ชอบมากๆ ก็คือพนง.ของ Toyota ไม่มีมายุ่งวุ่นวายหรือทำท่าทางหวงของแต่อย่างใด เห็นมีเด็กญี่ปุ่นคนหนึ่งเข้าไปใน Lexus IS450 แล้วไปกระทืบคันเร่งแรงๆ ทางพนง.ก็ยังไม่ว่าอะไรเลย นอกจากประโยชน์ในด้านการได้ทดลองนั่งแล้ว สิ่งที่เห็นอีกอย่างคือ การให้เด็กได้มีประสบการณ์ในการทดลองรถยนต์จริงๆแบบไม่ต้องกลัวโดนผู้ใหญ่ว่า มันน่าจะทำให้เด็กกล้าที่จะลอง กล้าที่จะทำ ได้อย่างไม่ต้องกลัวใครต่อไป

ที่ชั้นล่าง มีโซนที่ให้เด็กได้เรียนรู้วิธีการขับรถแข่งด้วยเครื่อง simulator ซึ่งว่ากันตามตรงแล้วดูเหมือนเครื่องเล่นเกมตู้ยังงัยยังงั้น แถมตอนเริ่มเกมมี logo เกม Granturismo ขึ้นมาอีกก็เข้าใจได้ว่า คงเอาเกมมาให้ได้ลองเล่นขำขำน่ะ แต่เอาเหอะ ที่นี่ ทุกอย่างฟรี

และเนื่องด้วยการให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน อย่างที่เราพอจะรู้ว่ารถยนต์ระดับแนวหน้าทุกยี่ห้อก็พยายามจะที่เน้นในเรื่องของ Green Product และแน่นอน Toyota ก็ไม่พลาดเรื่องนี้เช่นกัน

สิ่งที่ Toyota มีในปัจจุบันก็คือรถยนต์ Hybrid รุ่น Prius (พรีอุส) ที่ใช้ระบบการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ที่ตึก Mega Web นี้ สิ่งที่เป็น highlight สำคัญของที่นี่อีกอย่างก็คือการได้ทดลองนั่งรถที่เป็น Green จริงๆ คือรถพลังงานไฟฟ้าล้วน

การจะได้ทดลองนั่งนั้นเราต้องไปต่อคิว และรถจะวิ่งมาจอดเพื่อให้เราได้เข้าไปนั่งกัน

อย่างที่บอกไปแล้วว่าเป็นการทดลองนั่ง ไม่ใช่ทดลองขับ รถไฟฟ้าที่ว่าจะเคลื่อนที่ไปตามทางโดยอัตโนมัติ ส่วนเราก็ทำหน้าที่นั่งเฉยๆ โดยเทคโนโลยีที่ใช้ในการให้รถขับเคลื่อนไปได้นั้น เค้าจะให้มีจุดที่ถนน เป็นจุดที่จะบอกรถยนต์ว่าให้วิ่งไปทางไหน โดยที่ตัวรถจะมีเครื่องที่คอยอ่านจุดต่างๆนั้น

ตัวเทคโนโลยีนี้ผมเคยเห็นทดลองกันครั้งแรกสมัยที่อยู่อเมริกา เค้าทดลองให้รถสามารถขับเองได้โดยการให้รถมีเครื่องตรวจจับเซนเซอร์แบบนี้ แล้วก็ให้วิ่งไปตามจุด ซึ่งก็คาดหวังกันว่าอยากให้รถยนต์ในอนาคตมีเครื่องเซนเซอร์แบบนี้กันทุกคัน จากนั้นเค้าจะใช้ระบบอัตโนมัติแบบนี้กับการเดินทางระยะไกลที่มีเส้นทางที่แน่นอน เช่นจากรัฐอาริโซน่า ไปยัง แคลิฟอร์เนีย ที่มีเส้นทางหลักเป็นทางหลวงเส้นเดียว และใช้ระยะเวลาในการเดินทาง 6ชั่วโมง ข้อดีก็คือ เมื่อเราเข้าสู่เส้นทางนี้แล้ว เราก็ไม่ต้องขับรถอีกต่อไป แค่นั่งไปเรื่อยๆ จะนั่งคุยกัน จะนั่งเล่นเกม เล่นไพ่ ก็ตามสบาย แถมคนขับยังจะหันมาเล่นด้วยได้อีก ที่สำคัญถ้าคนขับจะหลับในก็สามารถทำได้ และหากถึงที่หมายแล้ว ก็สามารถขับรถออกมาจากเลนที่มีเครื่องเซนเซอร์นี้ รถก็จะเป็นอิสระ

อาคารส่วนที่สองคือ History of Toyota หรือประวัติศาสตร์รถยนต์ของ Toyota นั่นเอง ผมไม่ได้เข้าไปดูที่นี่นะครับ เพราะเข้าใจว่าเป็นการแสดงรถโบราณเก่าๆของ Toyota เลยตัดสินใจเดินไปอาคารที่สามดีกว่า

อาคารที่สามนี่น่าสนใจมาก เพราะในนี้จะแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการออกแบบโดยเฉพาะ และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกับรถยนต์เท่านั้นแต่จะเกี่ยวกับสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆที่มีการออกแบบที่เรียกว่า Universal Design

Universal Design ก็คือการออกแบบเข้าของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเน้าการใช้งานที่ง่ายและสะดวกสำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เป็นสำคัญ

งานหลายๆชิ้นที่นำมาแสดงก็เป็นงาน redesign ลองดูจากภาพ

งานแรกนี้คือ จานกินข้าว จานทางด้านซ้ายคือจานปกติที่กินกันอยู่ หากเราเอาช้อนมาตักขนมที่อยู่จานจะไม่สามารถตักได้ เพราะว่าขนมจะล้นออกมาทางด้านข้าง นอกจากจะต้องใช้ส้อมเป็นตัวช่วย แต่จานทางด้านขวาซึ่งมีการออกแบบใหม่ โดยการเพิ่มขอบจานเข้ามาเท่านั้น ก็จะทำให้สามารถตักขนมได้โดยไม่หก

งานที่สองคือ กรรไกรตัดกระดาษ ที่มีส่วนของพลาสติกเข้ามาช่วยให้ไม่เป็นอันตรายสำหรับเด็ก และที่ดีไปกว่านั้นคือเมื่อไม่ต้องการใช้งานแล้ว สามารถบีบส่วนของที่จับสองข้างเข้าหากันเพื่อทำการเก็บล็อคใบมีดภายในให้ไม่เปิดค้างไว้ตลอดเวลา

งานที่สามคือแม่เหล็กติดกระดาน ของเดิมจะเป็นแบบที่เห็นทางด้านซ้ายมือ แต่ของใหม่คือทางด้านขวาที่มีลักษณะเป็นยางสามารถบีบเข้าหากันได้ โดยในคำอธิบายได้บอกว่า เป็นตัวแม่เหล็กที่ช่วยลดการใช้พลังงานของเราเวลาแกะแม่เหล็กออก จากเดิมที่ต้องใช้พลัง (ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้มาก) ดึงแม่เหล็กออกจากกระดาน แต่คราวนี้แค่เราบีบตัวแม่เหล็กนี้ทำให้ไม่ต้องใช้พลังในการดึงออกอีกต่อไป นอกจากนี้ตัวแม่เหล็กยังทำด้วยยางที่มีลักษณะนุ่ม ทำให้รู้สึกนุ่มมือเมื่อบีบอีกด้วย

งานที่สี่คือการออกแบบภาชนะใส่น้ำซอสของญี่ปุ่น จากเดิมที่เป็นภาชนะเหลี่ยมๆธรรมดา คราวนี้ก็ทำให้เป็นรูปร่าง พอเราใส่น้ำซอสลงไปแล้วก็จะเห็นรูปร่างปรากฎชัดเจนขึ้น ทำให้ดูสวยงามน่าสนใจ (ไม่แน่ใจว่าแบบนี้เมืองไทยก็มีแล้วรึเปล่า เห็นเหมือนคุ้นๆ)

งานที่ห้า เห็นแล้ว งง ว่าคืออะไร แต่พออ่านคำอธิบายก็รู้ว่า นี่คือที่จับหม้อหรือภาชนะที่มีความร้อนนั่นเอง ออกแบบง่ายๆ ใช้ง่ายๆ ไม่ต้องใส่ถุงมือขนาดใหญ่ที่ทำด้วยผ้าแล้วเวลาจับก็กลัวจะหลุดมืออีก อันนี้ง่ายๆ เล็กๆ แต่เหนียวหนึบเพราะวัสดุที่ใช้นั้นเป็นยาง

งานที่หกคือปลั้ก ปลั๊กตัวนี้ผมเห็นขายแล้วในเมืองไทยที่ร้าน iStudio ราคาแพงใช้ได้ หลักการก็คือ เมื่อเราเสียบปลั๊กไปแล้ว บางทีมันยากที่จะดึงออก ก็ให้กดที่พลาสติกสีส้มนี้ ปลั๊กก็จะเด้งหลุดออกมาอย่างง่ายดาย หรือแบบที่สองก็เช่นกัน บีบที่ตัวสีส้มทั้งสองด้าน แล้วปลั๊กก็จะหลุดออกมา สองตัวนี้ต่างกันที่ ตัวแรกจะใช้งานที่เต้ารับ ส่วนอีกตัวจะใช้งานที่ตัวปลั๊กเสียบเองเลย

ตัวสุดท้ายนี่ชอบมาก เห็นทีแรกก็งงเช่นเคย จริงๆแล้วมันคืออุปกรณ์ช่วยในการถือถุงพลาสติก เวลาเราไปเดินตลาดแล้วซื้อของก็จะได้ถุงพลาสติกใส่ของมา ซื้อหนึ่งร้านหนึ่งถุง ซื้อห้าร้านห้าถุง เรื่องถุงนี่ไม่เท่าไร่ แต่เรื่องความหนักของมันก่อให้เกิดปัญหานั่นคือ ทำให้เราเจ็บมือ ยิ่งหนักก็ยิ่งเจ็บเหมือนมันบาดนิ้ว อุปกรณ์นี้จึงมีหน้าทีลดความเจ็บตรงนั้นด้วยการให้เราจับไว้ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เอาไว้แขวนถุงพลาสติก ไอเดียการออกแบบแค่นี้ แต่ว่าเจ๋งมากๆ ช่วยลดความเจ็บมือไปได้ชะงัก

การไปญี่ปุ่นคราวนี้นอกจาก Mega web ที่ให้ความรู้และเปิดโลกแล้วนั้น อีกที่หนึ่งที่อยากจะพูดถึงก็คือการได้ไปเข้าร้าน Apple ที่ กินซ่า เป็น official Apple store ที่มีความสูง 5 ชั้น มีอะไรต่างๆที่น่าตื่นเต้นมากมาย ไว้จะมาเขียนแล้ว post ให้ได้อ่านกันอีกครั้ง

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

Adobe
– บริษัทผู้ผลิตและเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมชื่อดังที่ใช้ในงาน graphic มากมาย เช่น Photoshop, Illustrator, InDesign, Dreamweaver, Flash, Premiere, After Effect
เว็บไซต์ http://www.adobe.com
— WEB101 by rgb72

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus