รู้จัก Pixar Studio และ John Lasseter

November 30, 2011 Feature Artists Comments

หลายคนเคยดูหนังการ์ตูนดังๆอย่างเช่น Monster Inc., Toy Story, Finding Nemo, Up, Cars, Wall-e และ อื่นๆอีกมากมาย… แต่ไม่รู้จัก Pixar

หลายคนรู้จัก Pixar… แต่ไม่เคยรู้ว่าผู้ให้กำเนิด Pixar คือ สตีฟ จ๊อปส์ (Steve Jobs) เจ้าของ Apple

หลายคนรู้ว่า สตีฟ จ๊อปส์ เป็นผู้สร้าง Pixar… แต่ไม่รู้จัก ผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงของภาพยนตร์การ์ตูนแสนสนุกทุกเรื่อง

คนนี้ชื่อ จอห์น ลาสเตอร์ (John Lasseter)

ถึงตอนนี้ หลายคนที่พอจะรู้จักประวัติของ Pixar อาจจะเถียงว่า “ไม่จริง! สตีฟ จ๊อปส์ ไม่ได้เป็นคนให้กำเนิด Pixar แต่เป็น จอร์จ ลูคัส (Josh Lucas) ผู้สร้าง Starwars และเจ้าของ ILM (Industrail Light and Magic) ต่างหาก!

ไม่เป็นไรครับ เรื่องราวเป็นอย่างไร จะเล่าให้ฟัง…


ประตูทางเข้าบริษัท Pixar

Pixar นั้นถือกำเนิดขึ้นโดยมีลักษณะเป็นแค่ ทีม ทีมหนึ่งของ Lucus Films เป็นทีมที่คอยวิจัยและพัฒนาเรื่องของ animation graphics ต่อมาไม่นาน สตีฟ จ๊อปส์ คือ คนที่เข้ามาซื้อหน่วยงานตรงนี้ด้วยเงินจำนวน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย ห้าล้านเหรียญเข้ากระเป๋าของ จอร์จ ลูคัส ส่วนอีก ห้าล้านเหรียญเข้าไปเป็นเงินกองทุนบริษัท

โดยเหตุผมที่จ๊อปส์มาซื้อ Pixar นั้นเป็นเพราะว่าทาง จอร์จ ลูคัส เองนั้น ต้องการเงินเพื่อที่จะเอาไปใช้ในการหย่ากับภรรยา

แล้วจ๊อปส์ก็เข้ามาซื้อเพื่อเป็นการช่วยเหลือเพื่อน

อย่างไรก็ตาม ทีมของ Pixar นั้น ก็มีมือดีอยู่ในนั้นหลายคน หนึ่งในนั้นคือ จอห์น ลาสเตอร์ (John Lasseter)

จอห์น ลาสเตอร์ (John Lasseter)

จอห์นเรียนจบจาก CALARTS มหาวิทยาลัยที่ดังเป็นอันดับต้นๆของอเมริกา โดยนักศึกษารุ่นเดียวกันกับเค้าก็มีคนดังซึ่งเป็นที่รู้จักมากมายหลายคน หนึ่งในนั้นเราอาจจะรู้จักกันดี นั่นคือ ทิม เบอร์ตั้น ผู้สร้าง Nightmare before Christmas, Sweetney Todd, และล่าสุด Alice in the Wonderland

จอห์นบ้าการ์ตูนแอนนิเมชั่นมากๆ และดิสนี่ย์คือความใฝ่ฝนของเค้า เค้ารักดิสนี่ย์ถึงขนาดที่ไปสมัครทำงานเป็นไกด์นำเที่ยวบนเรือที่ ดิสนี่ย์แลนด์ ในช่วงปิดเทอม

และเมื่อเค้าจบจาก CALARTS แน่นอน บริษัทที่เค้าเข้าไปทำงานเป็นที่แรกก็ต้องหนีไม่พ้น ดิสนีย์

ดิสนีย์ในช่วงนั้นเน้นการทำแอนนิเมชั่นโดยการวาดรูปด้วยมือ ซึ่งจอห์นเองก็พยายามจะนำคอมพิวเตอร์และภาพสามมิติเข้ามาใช้ ซึ่งถือเป็นการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการวาดการ์ตูนเป็นครั้งแรก ซึ่งดิสนีย์เองก็ยังไม่รู้เลยว่า ถ้านำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยทำการ์ตูนแล้ว จะได้ผลดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร

เพื่อเป็นการพิสูจน์ ดิสนี่ย์จึงบอกให้จอห์นลองทำหนังออกมาซักเรื่องหนึ่ง โดยภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องแรกที่เค้าทำในขณะนั้นคือ Brave Little Toaster ซึ่งใช้เวลาทำนาน 8 เดือน

8 เดือนผ่านไป ทางผู้บริหารของดิสนี่ย์ได้เรียกจอห์นเข้าไปเพื่อนำเสนอการ์ตูนที่ทำจากคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อนำเสนอเสร็จแล้ว ทางผู้บริหารของดิสนี่ย์กลับไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ และถามจอห์นว่า

“ค่าใช้จ่ายการทำคอมพิวเตอร์แอนนิเมชั่นนั้นแพงมั้ย?”

จอห์นตอบว่า “ก็คงพอๆกันกับการทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง”

เมื่อผู้บริหารได้ยินดังนั้น เค้าจึงตอบจอห์นกลับมาว่า “เหตุผลที่เราจะทำ คอมพิวเตอร์แอนนิเมชั่นก็คือ มันช่วยให้สามารถทำการ์ตูนได้ในราคาที่ถูกกว่า หรือไม่ก็เร็วกว่าที่เป็นอยู่” แล้วผู้บริหารท่านนั้นก็เดินออกไป

ห้านาทีถัดมา จอห์นได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า ตำแหน่งหน้าที่ของคุณในดิสนีย์นั้นได้จบลงแล้ว คุณโดนไล่ออก!!

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น University of Utha ได้สร้างแลปคอมพิวเตอร์กราฟฟิคแห่งแรก นำโดย เอ็ด แคทมอล (Ed Catmull) ซึ่งมีการทำภาพสามมิติด้วยคอมพิวเตอร์อย่างจริงจัง ซึ่ง ณ ขณะนั้น University of Utha ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่มีการลงทุนทางด้านนี้อย่างจริงจังด้วยเงินเป็นล้านๆเหรียญ

และได้พัฒนาโปรแกรมทำแอนนิเมชั่น มีชื่อว่า “Tween”

ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ในขณะนั้น ภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ของ จอร์จ ลูคัส นั้นออกฉาย

จอร์จบอกว่า เค้าต้องการอะไรมายิ่งใหญ่และทันสมัยกว่าสิ่งที่เค้าทำอยู่ ณ เวลานั้น ดังนั้นจอร์จจึงตัดสินใจเรียก เอ็ด เข้ามาเพื่อสร้างทีมคอมพิวเตอร์กราฟฟิคทีมแรกของ Lucas Film

ฺทีมของคอมพิวเตอร์ของ Lucas Film นั้นเต็มไปด้วยคนเก่งๆมากมาย และส่วนใหญ่แล้วคือนักวิทยาศาสตร์และพวกที่เก่งด้านการทำโปรแกรม

แต่การทำแอนนิเมชั่นนั้น ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีอย่างเดียว มันรวมไปถึงเรื่องของความเป็นศิลปะ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีความรู้ทางด้านศิลปะน้อยมาก

ดังนั้น จอห์น ลาสเตอร์คือตัวเลือกที่สำคัญ เมื่อทั้ง เอ็ด และ จอห์น ได้บังเอิญพบกันในงาน Computer Graphic Conference โดย เอ็ด อยู่ในฐานะผู้บรรยาย ส่วน จอห์น เป็นแค่ผู้ร่วมงานเท่านั้น

แต่งานของจอห์นที่ดิสนีย์โยนทิ้งไปนั้น กลับเป็นงานที่มีคนรู้จักเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อเค้าทั้งคู่มาพบกัน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่เขาทั้งสองจะตกลงปลงใจมาร่วมงานกันที่ Lucus films

เมื่อจอห์นเข้ามาร่วมทีม เขาได้พยายามผลักดันให้มีการสร้างซอฟท์แวร์ใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนการทำแอนนิเมชั่น ซึ่งจอห์นมีความสุขมากๆในการสร้างความท้าทายแปลกๆใหม่ๆให้กับทีมตลอดเวลา ประโยคที่จอห์นพูดแล้วเป็นที่จดจำก็คือ “ศิลปะนั้นสร้างความท้าทายให้กับเทคโนโลยี ส่วนเทคโนโลยีนั้นก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปะ – Art challenges technology, technolgy inspires the art”

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักของทีมนี้กลับกลายเป็นการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ แล้วขาย และด้วยจำนวนผู้ซื้อที่มีจำนวนน้อย ก็ส่งผลให้รายได้นั้นมีไม่มากนัก

ทำไมถึงทำเทคโนโลยีขายน่ะหรอ? เมื่อมีจอห์นแล้วทำไมไม่ทำการ์ตูนขาย?

จอร์จ ลูคัส บอกกับทีมว่า ในเมื่อความฝันของทีมคอมพิวเตอร์กราฟฟิคคือการสร้างหนังดีดีซักเรื่อง แต่ในการทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 30-40 ล้านเหรียญ …

ซึ่ง จอร์จ ไม่มี

การหานักลงทุนคือจุดเริ่มต้นของความใฝ่ฝันที่จะสร้างการ์ตูนขึ้นมาซักเรื่อง จากคอมพิวเตอร์

และ สตีฟ จ๊อปส์ คือคำตอบ

(ซ้ายไปขวา) เอ็ด แคทมอล, สตีฟ จ๊อปส์, จอห์น ลาสเตอร์

สตีฟ จ๊อปส์ เข้ามาพร้อมกับเงินลงทุนมูลค่า 10ล้านเหรียญ

และผลงานชิ้นแรกของ Pixar เกิดขึ้นจากการที่ เอ็ด เดินมาบอกจอห์นว่า .. “ไหนเราลองทำ animation ซักตัวที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวเราดูสิ”

จอห์นนั่งนึก และมองหาสิ่งที่เป็นรูปทรงเลขาคณิต เค้าคิดๆๆๆ

สุดท้ายก็มองเป็นโคมไฟที่โต๊ะทำงาน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของภาพ intro ที่มาพร้อมกับโลโก้ PIXAR ในช่วงแรกของหนังทุกเรื่อง

จากนั้น ภาพยนตร์เรื่องแรกของ Pixar ก็กำเนิดขึ้น ในชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยดี

“Toy Story”

ภาพยนตร์เรื่อง Toy Story

เรื่องราวของ Pixar ต่อจากนี้ เป็นเรื่องของความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่มหาศาล ซึ่งแม้กระทั่งคนใน Pixar เองยังไม่เคยรู้เลยว่า ตนจะเดินทางมาได้ถึงจุดนี้ ภาพยนตร์ที่มีจุดเด่นอย่างมาก และจุดเด่นเหล่านี้ แม้แต่ดิสนีย์เองก็ยังไม่สามารถทำเองได้ จนสุดท้ายต้องยอมซื้อ Pixar เพื่อเข้ามาถือหุ้นส่วนหนึ่งของ Pixar และยอมให้ สตีฟ จ๊อปส์ เป็นหนึ่งในบอร์ดผู้บริหารของ ดิสนีย์ ด้วย

ทุกวันนี้ หากเราได้ดูรายชื่อผู้สร้าง ผู้กำกับ ตอนท้ายภาพยนตร์ของ Pixar คุณจะได้เห็นชื่อของ จอห์น ลาสเตอร์​ (John Lasseter) ซึ่งถ้าเค้าไม่ได้เป็นผู้กำกับซะเอง เค้าก็เป็นผู้ช่วยเหลือ หรือ โปรดิวเซอร์อยู่ตลอดเวลาไม่ห่าง

หากคุณอยากรู้จัก จอห์นมากกว่านี้ อยากรู้ว่าการทำงานของเค้าในแต่ละวันเป็นอย่างไร

Pixar ได้ทำ สกู๊ปพิเศษออกมาพร้อมกับการโฆษณาภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ Pixar นั่นคือ “CARS 2” โดยรวมเอาเรื่องราวในหนึ่งวันของ จอห์น มาให้ได้ดูกัน น่าสนใจมากๆครับ เราจะได้รู้ว่า คนที่เค้าเก่งๆกัน วันๆหนึ่งเค้าทำงานอะไรกันบ้าง งานถึงได้ออกมาสุดยอดกันขนาดนี้

ภาพยนตร์เรื่องสั้นที่ว่า มีชื่อว่า “A day in a life” (http://youtu.be/m5HN3-l_f-U) ลองดูนะครับ

ภาพยนตร์เรื่อง Monster Inc.

ภาพยนตร์เรื่อง Ratatouille

ภาพยนตร์เรื่อง UP

Black Friday และ Happy Bag! (มาดูฝรั่งและญี่ปุ่นช้อปปิ้ง)

ผ่านไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (25 พฤศจิกายน 2554) กับ Black Friday เทศกาลช้อปปิ้งอันแสนสนุกที่ลดราคากันสะบั้นหั่นแหลกของคนอเมริกัน

คนอเมริกันจะมีวัฒนธรรมการซื้อของขวัญให้กับญาติ เพื่อน คนรู้จัก และ คนรู้ใจกันในช่วงเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะคริสมาส

มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขจริงๆ เมื่อทุกคนไม่สนใจเรื่องงาน แต่จะสนใจว่า วันนี้จะไปซื้อของที่ไหนให้ใคร และด้วยเทคนิคการตลาดที่มีสินค้าใหม่ๆ ออกมาให้ได้ช้อป พร้อมกับการลดราคากันอย่างมากมาย ทำให้การช้อปปิ้งเลือกซื้อของขวัญยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่

Black Friday เป็นวันศุกร์วันเดียวที่มีการลดราคาแบบพิเศษสุดๆ โดยคุณสามารถหาซื้อของในราคานี้ได้ในวันเดียวเท่านั้น โดย Black Friday จะเริ่มหลังจาก วันขอบคุณพระเจ้า หรือ Thanks Giving Day ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการซื้อของขวัญให้กับคนที่เรารักในช่วงคริสมาส

ดังนั้นใครอยากจะขายของ ออกสินค้าตัวใหม่ หรือแม้กระทั่งจะโละของเก่าๆออกจากสต๊อก ช่วงนี้แหละ สำคัญที่สุด

Black Friday ที่ผ่านมา ผมจึงได้เข้าไปลองเล่น ลองดูราคาในเว็บ Amazon.com เว็บไซต์ขายของที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ซึ่ง  Amazon เองก็ไม่พลาดเทศกาล Black Friday นี้

ที่เว็บของ Amazon มีโปรโมชั่นลดราคามากมายในราคาพิเศษ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ให้หาสินค้าได้ง่าย เช่น หนัง, เพลง, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เสื้อผ้า, ของเล่นเด็ก ฯลฯ

ดูๆไปแล้วก็เหมือนกับเว็บขายของทั่วไปที่ต้องร่วมกับเทศกาลนี้ แต่ Amazon ไม่ได้มีดีแค่นั้น

Amazon มีการจัดสินค้าราคาพิเศษ สุดๆๆๆๆๆ แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องซื้อสินค้าภายในเวลาไม่กี่นาทีที่กำหนด

ตัดสินใจให้ไว ซื้อเดี๋ยวนี้!

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ในภาษาของคนไทยเราก็คือ ช่วงเวลา “นาทีทอง”

แต่ Amazon มีชื่อเรียกในแบบของเค้าว่า “Amazon Lightning Deals”

เมื่อคุณเข้าเว็บไซต์ของ Amazon คุณจะได้พบกับกล่องพิเศษที่โผล่ขึ้นมาตรงกลาง พร้อมกับมีรายการสินค้าที่หากคุณเลือกซื้อในช่วงเวลา 10 นาทีนี้ คุณจะได้ราคาพิเศษที่เท่าไร่

หนังบางเรื่องราคา 40 เหรียญ แต่เฉพาะช่วงพิเศษนี้ก็เหลือแค่ไม่ถึง 10 เหรียญ

หรือหนังที่ผมลองดู เรื่อง Batman The Dark Knight แบบ Blu-Ray สองแผ่น จากเดิม 24.98 เหรียญ ก็เหลือแค่ $4.99 เหรียญ!!

ลดลงไปประมาณ 80% !!!

เมื่อลองเลือกซื้อ ใส่สินค้าลงตะกร้าเรียบร้อย Amazon จะมี Pop-Up แจ้งว่า ให้รีบเช็คเอ้าท์ และจ่ายเงินภายใน 15 นาทีนี้เท่านั้นนะ คุณถึงจะได้ราคาพิเศษนี้!

หากคุณยังอยากช้อปอยู่ ก็ช้อปไปเถอะ แต่เมื่อเวลาเหลืออีกแค่ 10 นาที ก็จะมี Pop-Up ขึ้นมาอีก.. แจ้งว่า “เหลือเวลาอีกแค่ 10 นาทีเท่านั้นนะ รีบๆซื้อนะ!!!” พร้อมกับเริ่มนับถอยหลัง

โอ๊ววว สนุกมากๆ และตื่นเต้นมากๆ ทำให้การซ้อปปิ้งออนไลน์ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป คุณได้ของราคาถูก ส่วน Amazon ก็ได้ขายของไว

แต่สินค้าที่เราซื้อในช่วง Lightning Deals ก็มีการจำกัดจำนวนเช่นกัน (นี่มันเหมือน นาทีทองของเราจริงๆ)

หากเราอยากได้สินค้าชิ้นนี้แต่ถูกลูกค้าคนอื่นเก็บใส่ตะกร้าไปหมดแล้ว เราก็อด

Amazon ก็ยังใจดี มีระบบ “ต่อคิว” ให้คนที่มาทีหลัง รอคนก่อนหน้ายกเลิกการซื้อสินค้า เพื่อที่จะได้จับจองเป็นเจ้าของคนต่อไป

Amazon เรียกระบบนี้ว่า “Wait List”

เมื่อคุณเห็นของที่คุณต้องการซื้อหมดลงแล้ว คุณเพียงลงชื่อต่อคิวใน Wait List ระบบของ Amazon จะแจ้งให้คุณทราบทันทีเมื่อมีคนยกเลิกการซื้อสินค้า

เหมือนการต่อคิว Waiting List กับสายการบิน

เท่านั้นยังไม่พอ..

เมื่อของราคาพิเศษหมดเวลา ก็ต้องมีของใหม่ใส่เข้ามาเพิ่ม

พร้อมเริ่มช่วงนาทีทองใหม่

แต่ของจะเป็นอะไรน่ะหรอ? เรามิอาจรู้ได้ครับ

Amazon จะยังไม่บอกว่า สินค้าตัวต่อไปที่จะลดราคานั้นคืออะไร คุณจะต้องรอเวลาเท่านั้น!

มีเวลาที่ชัดเจนแน่นอน แต่ไม่บอกว่า อะไรเท่าไร่

สนุกสุดๆ

ผมไม่แน่ใจว่า Amazon Lightning Deals นี่มีเฉพาะช่วงเทศกาลหรือมีตลอดเวลา แต่บังเอิญเพิ่งสังเกตเห็นเมื่อศุกร์ที่ผ่านมานี้เอง

เทศกาลช้อปปิ้งของขวัญเป็นเทศกาลของฝรั่งที่ผมชอบที่สุด นั่นไม่เพียงแต่เฉพาะคนอเมริกันเท่านั้น แต่คนยุโรปก็เช่นกัน

เพราะคนฝรั่งนั้นนิยมอยู่คนเดียว ครอบครัวเดียว ไม่ได้มีวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันกับพ่อแม่และญาติๆเหมือนคนเอเชีย

ดังนั้นเมื่อถึงช่วงคริสมาสที่ครอบครัวจะได้มาอยู่รวมกัน ญาติๆจะได้พบกัน ทุกคนต่างตื่นเต้นที่จะซื้อของขวัญและรับของขวัญ ผู้ใหญ่ตื่นเต้นที่จะได้ซื้อของให้หลานๆที่ไม่ได้เจอกันมานาน ส่วนเด็กๆก็ตื่นเต้นที่จะได้ค้นหาว่า ของขวัญที่อยู่ใต้ต้นคริสมาสนั้นคืออะไร

ไม่ทำงาน นั่งผิงไฟหลบความหนาวของหิมะอยู่ในบ้าน สมองโปร่งโล่ง มีแต่การพูดคุยกัน ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ

15 วันหรือ 1 เดือนของการหยุดพักประจำปีในช่วงเทศกาลนี้จึงดูไม่มากเลย

ในตอนหน้าจะขอพูดถึงการช้อปปิ้งของญี่ปุ่นบ้าง การช้อปปิ้งแสนสนุกที่ผมสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่า “ทำไมคนไทยจึงไม่ทำบ้าง”

ตอนหน้าพบกับ Fukubukuro หรือ Happy Bag ครับ

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

Android (คำที่เกี่ยวข้อง: App)
– ระบบปฎิบัติการบนมือถือและอุปกรณ์พกพาประเภท Tablet ที่พัฒนาโดย Google ซึ่งเป็นระบบปฎิบัติการประเภท Open Source ซึ่งนอกจากจะเปิดให้นักพัฒนาสามารถแปลงระบบของตัวเองได้โดยอิสระแล้ว ยังเป็นระบบที่มีความเสถียร ใช้งานง่าย และที่สำคัญคือ ฟรี ทำให้เป็นบริษัทมือถือหลายค่ายอย่าง Samsung, LG, และ HTC หันมาเลือกใช้ Android แทน Windows Mobile

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus