Thailand Pavilion ผลงานล่าสุดจาก rgb72

อีกหนึ่งงานแห่งความภาคภูมิใจที่เรา rgb72 ขออนุญาตนำเสนอ

เว็บไซต์ของ Thailand Pavilion (http://www.thailandpavilion2012.com) โครงการที่จะไปจัดตั้งที่ในงาน Expo 2012 ณ เมืองยอซู ประเทศเกาหลีใต้

เราอาจจะเคยได้ยินชื่อคุ้นหูกันเกี่ยวกับงาน World Expo นะครับ โดยครั้งล่าสุดนั้น งาน World Expo ได้จัดขึ้นที่ประเทศจีน งานที่สุดแสนอลังการ

ในปีนี้ เป็นงาน World Expo ขนาดเล็กลงมาหน่อย และจัดที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยทางเจ้าภาพมี Concept หลักให้กับทุกประเทศที่มาร่วมงานก็คือ “The Living Ocean and Coast” ส่วนหนึ่งเพราะงานนี้จัดที่เมืองยอซู ซึ่งเป็นเมืองที่ติดทะเล มีวิวและบรรยากาศที่สวยงาม

ทางประเทศไทยเรา ภายใต้การดูแลของ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สร้างสรรค์ ศาลาไทย เพื่อเผยแพร่ศักยภาพด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติ การอนุรักษ์และการบริหารจัดการทางทะเลที่ยั่งยืน และแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงาม รวมทั้งงานและโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่มีต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

สำหรับตัวเว็บไซต์ที่ทาง rgb72 ทำนั้น ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดในการสร้างสรรค์งานอย่างละเอียด โดยมีการวาดภาพลายเส้น ภาพวาดของน้ำทะเล และ เกลียวคลื่น รวมไปถึงภาพวาด ปลา สัตว์น้ำ และ พืชใต้น้ำ ซึ่งผสมผสานระหว่างศิลปะไทย และความเรียบง่ายโมเดิร์น โดยนำเสนอออกมาในรูปแบบของภาพวาดลายเส้น หรือ Illustration

ทั้งนี้ยังได้มีการนำตัว Mascot นั่นคือ น้องสุดสาคร และ ม้านิลมังกร มาเล่นอยู่ภายในเว็บไซต์ด้วย

เนื่องเว็บนี้จะเน้นเรื่องการนำเสนอข้อมูลค่อนข้างมาก ดังนั้นความเรียบง่ายของเว็บ เป็นสิ่งที่จะทำให้นำเสนอข้อมูลได้ง่ายที่สุด

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเว็บไซต์และ ลายเส้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่ท้าทายมากกว่าคือการได้มีส่วนร่วมในการทำ Online Marketing โดยในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็น Mobile App ที่พร้อมจะออกมาเพื่อให้คนไทย คนเกาหลี และ ผู้คนทั่วโลกที่จะมาเยือน ศาลาไทย ในงาน Expo ได้ดาวน์โหลดกัน

ออกมาเมื่อไร่ rgb72 ไม่ลืมที่จะนำมารีวิวให้ดูกันในนี้แน่นอน!

iBooks 2 ปฎิบัติการล้ม Amazon, Android, Facebook และ อื่นๆ!!

ibooks 2

หลังจากที่ Apple เปิดตัว iBooks 2 ไปเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ก็ได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการการศึกษาของอเมริกาอยู่มาก แม้ว่าหลายคนจะมองเผินๆ แล้วรู้สึกว่า การเปิดตัว iBooks 2 นั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ได้สำคัญอะไร และดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวอะไรกับคนไทยมากนัก

หากคุณคิดเช่นที่ผมกล่าวไปข้างต้น…คุณอาจคิดผิด เพราะการเปิดตัว iBooks 2 และ iBooks Author นั้น อาจจะถือได้ว่าเป็นปฎิบัติการล้ม 3 ยักษ์ใหญ่ได้เลยทีเดียว

ก่อนที่จะพูดถึงตัว iBooks ว่ายิ่งใหญ่อย่างไร ผมขอ recap สิ่งที่ Apple เปิดตัวเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555 ให้ฟังแบบเร็วๆ ใน 1 ย่อหน้า

ใน iBooks เวอร์ชั่น 2 มีการเพิ่มคุณสมบัติให้มี interactive มากขึ้น จากเดิมที่การอ่าน ebooks เป็นเพียงแค่ตัวอักษร แต่คราวนี้คุณจะสามารถเห็นภาพ ขยายภาพสีสวยสด ดู animation และ movie ได้แบบเต็มจอ นอกจากนี้ยังมี interactive และภาพสามมิติให้เล่นได้ด้วย โดยการทำหนังสือที่ดูน่าสนใจและสนุกนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ เพราะ Apple ได้เปิดตัวโปรแกรมใหม่อีกตัวที่ชื่อว่า iBooks Author ขึ้นมา เพื่อให้คุณสามารถทำหนังสือ interactive ด้วยตัวคุณเองได้โดยง่าย เพียงลากๆ วางๆ แล้วก็กด “publish” เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ ที่สำคัญ…โปรแกรมที่ว่านี้ “ฟรี” โดยคุณสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้จาก Mac App Store

คราวนี้เรามาลองดูครับ ว่า iBooks 2 กระทบกับยักษ์ตนไหนบ้าง

1. Amazon.com

แค่ได้ยินชื่อก็คงไม่ต้องอธิบายให้ยาว คิดว่าหลายคนคงเดาได้

ปัจจุบัน Amazon มี Kindle เป็นอุปกรณ์ในการใช้สำหรับอ่านหนังสือดิจิตอล โดย Amazon นั้นก็มีระบบเหมือนกับที่ Apple เพิ่งประกาศมา คือเริ่มจากระบบซื้อหนังสือ ที่สามารถซื้อได้ผ่านเว็บไซต์ Amazon.com และระบบสร้างหนังสือ โดยผู้ที่มี content หรือเนื้อหาสามารถสร้างได้ผ่าน Kindle Direct Publishing (http://kdp.amazon.com/)

ผลกระทบโดยตรงที่จะเกิดขึ้นกับ Amazon ที่เน้นการขายหนังสือในรูปแบบตัวอักษร เน้นการอ่าน ไม่มีกราฟฟิคที่หวือหวา หรือ Interactive มากมายนัก ทำให้การที่ Apple สร้างอุปกรณ์ที่ดี แสดงภาพได้สวยคมชัด และยังมีลูกเล่นจาก Interactive ที่ช่วยให้หนังสือเพิ่มความน่าสนใจ ทำให้เกมนี้ Apple เป็นต่ออยู่มาก อย่างไรก็ตาม Amazon เองนั้นยังมีส่วนที่ได้เปรียบคือ หนังสือของ Amazon สามารถดูได้ในหลาย Platform ไม่ว่าจะเป็นการดูบน Kindle, iPad, iPhone และ Android

ถ้ามาลองคิดกันต่อว่า แล้วการที่ Amazon สนับสนุนหลาย Platform นั้นดีหรือไม่? ฟังดูแล้วเหมือน Amazon จะดูเป็นต่อในเรื่องนี้ หาก iBooks 2 ไม่ได้มีผลกระทบกับ Platform อื่นๆ ที่กำลังจะพูดถึงในข้อต่อไป…

2. Android

Apple ใช้วิธีเลือกจับมือกับพันธมิตร ผู้ผลิตหนังสือระดับใหญ่ยักษ์ เพื่อผลักดันให้มีหนังสือ digital สำหรับ iBooks 2 ซึ่งทำให้เกิดผลดีสำหรับผู้ผลิตหนังสือ คือ ช่วยลดต้นทุนให้ต่ำลง (จากค่าพิมพ์และค่าขนส่ง) แต่ยังสามารถขายหนังสือได้จำนวนมากขึ้นและเร็วขึ้น นั่นแปลว่า ราคาขายหนังสืออาจถูกลงจนทำให้ น.ศ. สามารถซื้อหนังสือได้มากขึ้นเช่นกัน (ปัจจุบัน น.ศ.ที่อเมริกาจำนวนมากไม่ซื้อหนังสือ เนื่องจากมีราคาแพง จึงใช้ระบบการ “ยืม” แทน)

ที่สำคัญยังเป็นเหตุผลที่ดีให้คนตัดสินใจซื้อ iPad นอกเหนือจากการนำมาเล่นเกมเป็นหลัก

หากคุณได้อ่านบทความก่อนหน้านี้ที่ผมเขียนถึง “สิ่งที่กำลังจะมาในปี 2012” ผมได้เปรียบเปรยเอาไว้ว่า มือถือและอุปกรณ์ต่างๆ เปรียบเสมือน “ร่างกาย” ระบบปฎิบัติการหรือ OS เหมือน “วิญญาณ” ส่วน Apps และ Contents เปรียบเหมือน “ความสามารถ”

ของสิ่งเดียวกัน โทรศัพท์มือถือเหมือนกัน Tablet เหมือนกัน แต่หากมีความสามารถที่มากกว่า ก็ยิ่งมีคุณค่า

การที่ Apple จับมือกับค่ายหนังสือให้ผลิตหนังสือดีๆ ออกมามากมาย เท่ากับเป็นการเพิ่ม “ความสามารถ” ให้กับ iPad โดยที่เจ้าอื่นไม่สามารถทำได้

แล้วยังเปิดตัวโปรแกรมที่ให้อาจารย์ หรือผู้ที่มี Content สามารถสร้างสรรค์ digital book ได้โดยง่าย ก็เท่ากับยิ่งเพิ่มจำนวนหนังสือ เพิ่มจำนวน “ความสามารถ” ให้มีได้มากยิ่งขึ้น

ลองนึกภาพนะครับ..

อาจารย์ท่านหนึ่งเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ผ่าน iBooks Author แล้วขายผ่าน Apple นักศึกษาที่เรียนกับอาจารย์ท่านนั้น “จำเป็น” ต้องใช้ iPad เพื่อดู หรือมิเช่นนั้นก็ต้องกลับไปสู่ระบบเดิมคือ “ยืม” หนังสือเล่มหนาๆ หนักๆ มาเรียน สำหรับอาจารย์เองนั้นก็อยากจะเขียน หรือทำหนังสือขึ้นมาอยู่แล้วครับ เพราะมันทำได้ง่ายมาก และเป็นรายได้พิเศษไปด้วยในตัว

ibooks Author

ด้วยระบบที่เอื้อกันขนาดนี้ เป็นกลยุทธ์ที่ Apple วางไว้ได้อย่างแนบเนียน

แล้วนศ.ที่อยากจะซื้อ Android ตอนนี้ จะซื้อมั้ยครับ?

ด้วยราคาที่ต่างกันไม่มาก ผลกระทบจะตกอยู่กับเจ้าของสินค้าอย่าง Samsung, LG และ อื่นๆอีกมากมาย

3. Facebook

แล้วเกี่ยวอะไรกับ Facebook???

เกี่ยวหรือไม่นั้นผมไม่แน่ใจ แน่ใจแต่ว่า เจ้า digital book ที่ iBooks 2 สามารถทำได้นั้น มีลักษณะหน้าตา การเคลื่อนไหว movement การใช้งานและหน้าตาเหมือนกับ “Our Choice” (http://pushpoppress.com/ourchoice/) หนังสือของ Al Gore ไม่มีผิดเพี้ยน

พูดง่ายๆก็คือ เหมือนกับ copy มายังไงอย่างนั้น

หนังสือชื่อ Our Choice นั้น จัดทำโดยบริษัทที่มีชื่อว่า Push Pop Press (http://www.pushpoppress.com) ซึ่งทีมงานของบริษัทนี้ หลายคนเป็นอดีตพนง.ของ Apple

ภาพบางส่วนจากหนังสือ Digital Book ชื่อ “Our Choice” โดย Push Pop Press

ภาพบางส่วนจากหนังสือ Digital Book ชื่อ “Our Choice” โดย Push Pop Press

ครั้งแรกที่หนังสือเล่มนี้ออกมา เป็นที่ฮือฮามากในวงการ digital book เนื่องด้วยความหวือหวาของมันในการใช้งาน ที่ไม่มีใครในเวลานั้นทำได้เหมือน

ด้วยเหตุที่ว่านี้ ทำให้ Facebook สนใจซื้อ Push Pop Press ในที่สุด

แต่จะเอาไปทำอะไรไม่ทราบแน่…

ข่าวการซื้อ Push Pop Press ของ Facebook นั้นก็เป็นที่น่าสนใจเช่นกัน เพราะหลายคนเริ่มสงสัยว่า Facebook จะเอา Push Pop Press ไปทำอะไร … ทำ ebooks?

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ ทุกอย่างที่ Push Pop Press ทำได้ ขณะนี้ “ทุกคน” บนโลกสามารถทำได้แล้ว เพียงแค่มี Mac หนึ่งเครื่อง และ โปรแกรม iBooks Author ซึ่งสามารถโหลดได้ “ฟรี”

งานนี้จะกระทบกับ Facebook หรือไม่  ขึ้นอยู่กับว่า Facebook นั้น กำลังจะทำอะไรกับ Push Pop Press ที่ยังทำไม่เสร็จเสียที

4. อื่นๆ

อื่นๆ ในที่นี้ของผมคือ เจ้าของหนังสือเจ้าอื่นๆ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ถนัดการอ่าน digital book ที่เหมือน convert file เป็น PDF แล้วเอามาขายต่อ เพราะนั่นทำให้การอ่านมันช่างไม่ลื่นเอาเสียเลย

Digital books ที่หลายๆ บริษัทใหญ่ อย่าง National Geographic, Wired, Mercedes-Benz, BMW เค้าทำกัน ทำให้เกิดความแตกต่างและความน่าสนใจที่เทียบกันไม่ได้

หาก iBooks นั้นเปิดให้การทำ digital books นั้นสามารถใช้กับหนังสืออื่นๆได้ โดยไม่จำกัดเฉพาะหนังสือตำราเรียน

ผมคิดว่าคราวนี้ กลุ่มผู้ผลิตแมกกาซีน PDF หรือ App ที่ทำระบบซื้อขายแมกกาซีนออนไลน์คงจะได้ปรับตัวกันขนาดใหญ่

เพราะการผลิต digital book แบบ wired ไม่ได้ยากเหมือนแต่ก่อนแล้ว ถ้าจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกนิดในการที่ต้องจัด layout ใหม่ แต่คนอ่านชอบในเนื้อหาที่นอกจากจะอ่านง่ายแล้วยังมี video, ภาพที่ขยายได้ และอาจจะมีภาพ 3 มิตินั้น การทำหนังสือเป็น PDF คงจะถูกเมินไปได้ง่าย

และนั่น ต้องขายผ่าน Apple เท่านั้น

การวิเคราะห์นี้เป็นความคิดเริ่มต้นจากสิ่งที่สามารถมองเห็นได้จากการเปิดตัวในธุรกิจใหม่ของ Apple ที่ผ่านมาไม่ถึง 1 สัปดาห์ดี แต่หวังว่าจะน่าทำให้ผู้อ่านได้เห็นภาพกว้างๆ หรือจุดประกายให้ผู้อ่านได้คิดต่อยอดไปว่า อนาคตของวงการ digital book นั้นจะเป็นอย่างไรได้

ไม่มาก ก็น้อย…

บรรยายเรื่อง Online Marketing ในวันตรุษจีน

(วันจันทร์ 23 มกราคม 2555)

ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน

วันเสาร์เป็นวันจ่าย อาทิตย์วันไหว้ และวันจันทร์คือวันเที่ยว

ที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้เที่ยววันเที่ยวเท่าไร่ เนื่องด้วยเกรงว่าเที่ยวแล้วปีต่อไปจะว่างไม่มีงานทำ

ปีนี้เลยว่าจะทำงานตามปกติซะหน่อย

เมื่อวานวันจ่าย แต่ผมต้องไปบรรยาย ที่บริษัท Comax บริษัททำหมึกพิมพ์ที่ไปถ่ายรูปเป็น presenter ให้นั่นล่ะ

ออกจากบ้านประมาณ 8:30 หลังจากเสร็จภาระกิจไหว้เจ้าตรุษจีน (ซึ่งผมไหว้ล่วงหน้าชาวบ้านไปก่อนหนึ่งวัน) แม้ว่าเหลือเวลาแค่ครึ่งชม. แต่ก็ไม่อยากจะเชื่อว่า การเดินทางในวันเสาร์จากพัฒนาการ ไป ประชาชื่นนั้น ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชม.

ผมไปถึงประมาณ 8:50 ทีแรกเข้าใจว่าไปก่อนเวลา เลยแวะหาอะไรรองท้องก่อน เกรงว่าหากไปพูดแล้วท้องร้องเสียงดังจะพาดูไม่งาม

แวะทำธุระเสร็จเรียบร้อย ปรากฎว่า ไปถึงที่บริษัทเวลา 9:10 (นัดไว้ 9:00)

บริษัทนี้อยู่ในซอยแคบ แต่พอเข้ามาด้านในกลับมีพื้นที่จำนวนมาก และตึกอีกหลายตึก

ยังไม่ทันที่จะเดินออกจากรถ ผมก็สังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนรอผมอยู่ที่หน้ารถ

ผู้หญิงคนนั้น เดินพาผมเข้าไปด้านใน หากาแฟ และ น้ำเย็นให้ผมทานแล้วพูดว่า

“ทุกคนนั่งรอเตรียมพร้อมกันหมดแล้วค่ะ”

เอ่อ… ยอมรับว่าตกใจมาก! แต่ไม่เป็นไร ผมคิด

ผมเดินผลักประตูเข้าไป พบว่า ห้องหลังประตูบานนี้เป็นห้องที่ใหญ่มาก ผู้เข้าฟังการบรรยายพร้อมแล้วจริงๆอย่างที่ผู้หญิงคนข้างหน้าพูด

วันนี้ผู้ฟังมีประมาณ 30 คนเห็นจะได้ ห้องใหญ่มาก

ไปถึงก็รีบ set up แล้วก็รีบๆ เริ่มบรรยาย

การรีบๆก็ทำให้การบรรยายค่อนข้าง ล่ก

ช่วงสามสี่สไลด์แรกจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น พูดอย่างเร็วๆ

ลืมบอกไปว่า ผมไปบรรยายเรื่อง Online Marketing 101 พูดสรุปให้ลูกค้าได้ฟังในเรื่องพื้นฐานที่เค้าควรรู้ เช่น การทำการตลาดบน Social Network, Search Engine, blog, webboard ต่างๆเล่านี้เป็นต้น รวมถึงสิ่งที่กำลังมาในปีนี้

มันคือการบรรยายให้ผู้ฟังได้เห็นภาพรวมว่า Online Marketing ในปัจจุบันเป็นอย่างไร และเราในฐานะเจ้าของสินค้า เราควรวางแผนในการทำการตลาดทางออนไลน์นี้ได้อย่างไร

สนุกดีครับ

บรรยายไป สามชั่วโมงเต็ม พยายามวัดดูความน่าสนใจในการพูดของตนเอง พบว่า การบรรยายเรื่องราวที่มีศัพท์เทคนิคมาก แต่มีคนแอบสัปหงกแค่คนเดียวก็คิดว่าดีมากพอควร

แปลว่ามุกตลกผมน่าจะพอใช้ได้

Slide หนึ่ง จากทั้งหมดของการบรรยาย ที่ Comax

สไลด์กว่า 40 หน้า สร้างความสนุกและเพิ่มความเข้าใจให้กับคนดูได้ดีเป็นอย่างมาก แต่เข้าใจว่า ส่วนหนึ่งที่คนสนใจฟังเพราะ เดี๋ยวนี้เรื่องของ ออนไลน์มันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ ดังนั้นจึงไม่แปลก หากเค้าจะได้รู้ข้อมูลที่น่าตกใจ หรือน่าสนุกเกี่ยวกับโลกออนไลน์ในอีกมุมหนึ่ง

การได้บรรยายทุกครั้งทำให้รู้สึกสนุกทุกครั้ง

Slide หนึ่ง จากทั้งหมดของการบรรยาย ที่ Comax

Slide หนึ่ง จากทั้งหมดของการบรรยาย ที่ Comax

จบการบรรยายออกมา ได้ไปรับประทานอาหารกับผู้บริหารบริษัทหนึ่งมื้อ แต่ระหว่างรับประทานอาหารนี่สิ

ผมได้รับข้อความเข้ามาทาง “LINE” จาก น้องที่ออฟฟิส

“โอ..” ดีไซน์เนอร์ที่บริษัท chat ผ่าน LINE พร้อมแนบรูปมาด้วยว่า

“นี่ใครเอ่ยยยย…”

ผมก้มลงไปมองภาพเล็กๆ แล้วพบกับภาพที่ดูคุ้นตา

ผมกดโหลดรูปลงมา หวังว่าจะได้เห็นภาพที่ใหญ่และชัดกว่านี้ เพื่อหาคำตอบว่า “นี่ใครเอ่ย!??”

.. นะ นะ นั่นมันรูปผม !!

ผมตกใจมากเมื่อได้เห็นรูปตัวเอง ภาพของผมในเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ เมื่อผมกำลังบรรยาย

ผม งง พร้อมกับ ตกใจ ทำไมโอถึงมีรูปผมได้ เค้าเข้าไปถ่ายเมื่อไร่? ได้อย่างไร? ไปแอบอยู่ตรงไหนทำไมไม่เห็น?

เพื่อคลายความสงสัย ผมถามโอ แต่สุดท้ายโอ chat กลับมาบอกว่า

“อ่อ นั่นเพื่อนผมเองครับ”

โอ้วววว.. โล่งออก แม้จะไม่ใช่โอที่เป็นคนถ่ายรูป แต่เพื่อนของโอก็ทำให้รู้ว่า

โลกนี้มันช่างเล็กจริงๆ

 

ตาเจ็บ อีกแล้ว (และอีกแล้ว และอีกแล้ว..)

January 23, 2012 My View Comments

(วันพฤหัสบดี 19 มกราคม 2555)

วันนี้ผมตื่นแต่เช้า..เช้ามาก ประมาณ 6 โมงเห็นจะได้ เป็นเพราะ

1. เมื่อคืนนอนเร็ว เพราะอาการเจ็บตา มีทีท่าว่าจะเป็นตากุ้งยิงเลยรีบนอน เพราะเกรงว่าเช้านี้ตากุ้งยิงจะโตขึ้น

2. รู้สึกปวดหลังเพราะนอนนานเกินไป (จริงๆ ก็ไม่นานนะ แค่ 6 ชม.เอง สงสัยจะแก่)

3. ตาปิด เปิดไม่ขึ้น เพราะตาบวม เนื่องจากไอ้ที่นอนเร็วเมื่อคืนนั้นไม่ได้ผลอะไร

หลังจากตื่นนอนก็พบว่า การรีบนอนเพราะกลัวตากุ้งยิงจะโตขึ้น…ไม่ช่วยอะไรเลย เช้านี้ตาผมบวมจนปิดประมาณครึ่งตาได้ ถึงแม้จะเซ็งมาก แต่ผมก็ยังนึกห่วงงานวันเสาร์ ที่ผมได้รับปากจะไปบรรยายเรื่อง Online Marketing ให้กับคุณพี่บิ๊ก(ลูกค้า rgb72) และทีมงานอีกประมาณ 30 ชีวิต

เอาล่ะ…ต้องหาหมอเท่านั้น

ผมรีบออกจากบ้านที่นครปฐม เพื่อมุ่งตรงมาที่ รพ. กรุงเทพ ที่ผมวางใจ ถึงปุ๊บก็ให้หมอตรวจปั๊บ

ในห้องตรวจ หมอก็มาส่องๆ ตาสองทีแล้วถามว่า

“กินยาอะไรอยู่รึเปล่า?”

ผมตอบชื่อยี่ห้อยาไป จากนั้นหมอจึงตอบกลับมาว่า…

“อ่อ.. เลิกกินซะนะ ไม่ได้ประโยชน์อะไร”

“เอ่อออ.. ขอบคุณครับ” ผมนึกอยู่ในใจคนเดียว หวังว่าหมอคงจะอ่านมันออกผ่านสายตาผมที่หมอส่องอยู่

“เป็นฝีเบ่อเร่อ เดี๋ยวผมเจาะให้ แป๊บเดียวหาย” หมอบอกสาเหตุ วิธีรักษาและเวลารักษาได้ทั้งหมดภายใน 1 ประโยค

“OK ครับหมอ” ผมตอบ

จากนั้น คุณหมอบอกให้ผมออกไปรอข้างนอก เพื่อจะได้เตรียมห้องผ่าตัดเล็ก ผมเดินออกไปรอข้างนอกอย่างว่าง่าย ไม่นานนักมีคุณพยาบาลก็เดินมาหยอดตาและบอกว่า “นี่คือยาชานะคะ”

คุณพยาบาลหยอดยาชาไปทั้งหมดสามรอบ ระหว่างนั้น ผมได้ลองถามพยาบาลว่า “ผ่าตัดแบบผมนี่ เจ็บมากมั้ยครับ”

พยาบาลเดี๋ยวนี้เค้าจริงใจครับ ไม่ค่อยหลอกเรา เธอตอบผมอย่างใจเย็นว่า “เจ็บตอนฉีดยาชาค่ะ”

อ่อ… บัดนั้นผมจึงถึงบางอ้อว่า…ที่หยอดตายาชานี่เพื่อไม่ให้เจ็บจากการโดนเข็มฉีดยาชา นั่นเอง @_@

เมื่อถึงเวลาเข้าห้องผ่าตัด(เล็ก) หมอเข้ามาแล้วบอกว่า ”เอาล่ะ…ทำตัวสบายๆ นะ หมอจะฉีดยาชา”

ผมนอนลงอย่างว่าง่าย และหลับตารอคอย…

ไม่นานนัก คุณพยาบาลคนสวยเดินมากุมมือผมย่างนิ่มนวล

ในขณะนั้นผมกำลังสงสัยว่า เธอจะมาพิศวาสอะไรผมรึเปล่า?

ยังไม่ทันที่ผมจะคิดอะไรไปไกล ผมก็ได้รู้คำตอบของการกระทำนั้น เมื่อหมอจิ้มเข็มแหลมเข้าไปที่ตาของผม

“อ๊าาากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกส์” ผมร้องเหมือนพระเอกการ์ตูนญี่ปุ่น พร้อมบีบมือพยาบาลไว้แน่นสุดแรงเกิด!

โอ้วววว…แว่บหนึ่งในสมองก็เกิดเกรงใจว่าแรงของผมจะไปทำให้มือเธอจะเจ็บ แต่…ใครจะไปสนวะ ตอนนี้ตาผมเจ็บมากกว่า!!

เมื่อช่วงวินาทีที่ยาวนานผ่านไป เมื่อหมอเอาเข็มแหลมออกจากตาของผม มือผมจึงเริ่มคลายจากมือเธอ ในที่สุด…แม้เข็มจะออกมาแล้ว แต่ผมยังก็คงรู้สึกเจ็บอยู่ไม่หาย

ถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่า มือของนางพยาบาลผู้นั้นจะเป็นเช่นไร ผมรู้แต่ว่า เราสองคนเคยผ่านอะไรเลวร้ายมาด้วยกัน

หลังจากนั้น หมอก็ใช้มือคลึงที่ตาของผม เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ทั่วๆ

ขั้นตอนต่อไป หมอใช้เครื่องมือในการช่วยถ่างตาของผม แล้วเริ่มต้นบรรจงผ่าตัด

“ว้าาาวว…ไม่เจ็บเลย” ผมนึกทึ่งอยู่ในใจ

จบกระบวนการผ่าตัดอย่างรวดเร็ว หมอบอกว่า “กลับบ้านได้ พรุ่งนี้ช่วยกลับมาอีกครั้งนะ จะได้เช็คแผล”

“โอเคครับ” ผมตอบ

คุณพยาบาลคนเดิมเดินเข้ามาพันแผลให้ผมซะแน่น เหมือนกังวลว่าลูกตาผมจะหลุดออกมาจากเบ้า หรือเธออาจจะเอาคืนที่ผมบีบมือเธอแรงขนาดนั้น

เอาล่ะ…ถือว่าการรักษาวันนี้ผ่านไปด้วยดี เสียค่าหมอไป x,xxx บาท .. สบายใจ สบายตัว และ สบายตา

และหวังว่า…แผลนี้จะหายทันวันเสาร์ตามที่ตั้งใจไว้

ตรวจทาน: จ๋า

สวัสดีปี 2555

สวัสดีปีมังกรครับ…

แล้ววันนี้ก็ถือโอกาสสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ในปี 2554 ที่ผ่านมา และสิ่งที่ควรต้องจับตามองในปี 2555 เพื่อไม่ให้หลุดเทรนด์ในปีนี้นะครับ

ปีที่ผ่านมา วงการออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก มีหลายงาน หลายแคมเปญทำแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่หลายแคมเปญก็ออกจะผืดๆ โดยมีผลกระทบจากปัจจัยภายนอก อย่างน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี

สำหรับในปีนี้สิ่งที่คาดว่าจะได้เห็นบนโลกออนไลน์ ความเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องต่างๆดังต่อไปนี้

1. Apple product และ Design style

ถึงวันนี้คงเถียงไม่ได้แล้วว่า ใครๆก็ตั้งหน้าตั้งตารอ iPhone 5 และ iPad 3 อยู่ ทั้งๆที่ตัวเองก็มี iPhone 4 และ iPad 2 กันอยู่แล้ว วันนี้สินค้าของ Apple มันไม่ใช่เรื่องของ “ความจำเป็น” อีกแล้ว แต่มันกลับเป็นเรื่องของ “แฟชั่น” เสียมากกว่า และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้สินค้ายี่ห้ออื่น และ ระบบปฎิบัติการอื่นนั้นเกิดได้ยาก แม้สินค้าหลายตัวจะมีการสร้างกระแสด้วยการทำตัวต้นแบบหลุดออกมาบ้าง แต่ถึงแม้ว่าจะหลุดออกมาให้เห็นทั้งตัว ก็ยังสู้กระแสที่มีชิบตัวเล็กๆ ซึ่งดูไม่ออกว่าคืออะไร แต่บอกว่าเป็นของ iPad 3 ก็ไม่ได้

เทคโนโลยี และ การออกแบบของ Apple นั้นมีผลกระทบกับโลกออนไลน์แน่นอน ในเชิงการออกแบบ ปีที่แล้วเราได้เห็นการใช้ “Noise” จากเว็บ Apple (Macbook Air) นำมาสร้าง texture ให้กับพื้น background บนเว็บทั้งต่างประเทศและในประเทศมากมาย (หลังจากที่ปีก่อนหน้านั้นหากยังจำได้ การใช้เงาสะท้อนพื้นแบบ reflect และการทำเงาโค้งๆ บน icon เคยเป็นเทรนด์ที่ดีไซน์เนอร์น้อยคนจะทำไม่เป็น)

ในด้านเทคโนโลยี เราเห็นว่าการไม่สนับสนุน flash ของ iPad และ iPhone ทำให้ Flash นั้นมีปริมาณการใช้งานที่น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด การไม่ใช้ Flash กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำเว็บให้สามารถดูได้ในทุกๆ เครื่อง ทุกๆ ระบบปฎิบัติการ และเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง Responsive Web Design ด้วย

ดังนั้น การเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ จาก Apple ในแต่ละครั้ง มันไม่ใช่เรื่องของ “สินค้า” อย่างเดียว แต่มันกลับมีผลกระทบกับหลายสิ่งบนโลกออนไลน์และการออกแบบเป็นอย่างมาก ดังนั้นในปีนี้ Apple ก็ยังคงเป็นบริษัทที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

2. Social Network / Facebook, Google+ และ อื่นๆ

ปีที่ผ่านมา Facebook ครองอันดับหนึ่ง Social Network ที่น้อยคนจะไม่รู้จัก และปีหน้าก็ยังคาดว่าจะเป็นเช่นเดิม

แม้ว่าปีที่ผ่านมา การเปิดตัว Timeline และ features ใหม่ๆมากมายจะทำให้ผู้ใช้งานที่มีอยู่เดิมเริ่ม “ไม่ชอบ” อาจเป็นเพราะ feature ใหม่ๆเหล่านี้ส่งผลให้ Facebook นั้น “ช้า” ลงไปมาก เล่นบนเว็บก็ข้า เล่นบนมือถือยิ่งช้าเข้าไปใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ Google+ ที่ประกาศตัวออกมาว่า เร็วกว่าดีกว่านั้น จะแซงขึ้นมาได้เลย

ไหนจะมี Social Network ตัวใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง Path ที่เน้นการเล่นผ่านมือถือ มีจุดเด่นที่ interface และความรวดเร็ว แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้ง Google+ และ Path ยังไม่มีก็คือ “เพื่อน”

เพราะเพื่อนเราเป็นร้อยๆคนอยู่ใน Facebook แต่กลับมีอยู่ใน Google+ ไม่ถึงครึ่ง

แต่หากจะบอกว่า Google+ จะไม่เกิดคงไม่ใช่ Google+ ยังคงเป็นอีกหนึ่ง Social ที่ต้องคอยจับตามอง แม้ว่าจะมาช้า แต่ก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น Google+ ยังต้องติดโผ Social Network ที่ต้องการทำการตลาดออนไลน์ในปี 2555 อย่างแน่นอน

แต่สำหรับ Social Network อีกเจ้าหนึ่งที่มีแนวความ “คิดต่าง” อย่าง Instagram (http://instagr.am) นั้น มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นราวกับดอกเห็ด

ดอกเห็ดที่ว่านี้มีการเติบโตจากสมาชิก 1ล้านคน เมื่อวันที่ 1 มกราคมปี 2554 เป็น 15 ล้านคน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2555

หนึ่งปีเท่านั้น…

และล่าสุด ประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า ก็กระโดดเข้ามาเล่น instagram ด้วยเช่นกัน!

เพราะแนวคิดในการเล่น Social Network ที่แตกต่าง ประจวบเหมาะกับนิสัยของการนำคนสองกลุ่มที่มีความชอบแตกต่างกันมาอยู่ในที่เดียวกัน ชอบแบบแรกคือ ชอบ “โชว์” ภาพตัวเอง ภาพสถานที่ ภาพสวยๆ และชอบแบบที่สองคือ ชอบ “ดู” ภาพคนอื่น เท่านั้นยังไม่พอ ด้วย feature การปรับสีรูปแนว vintage ที่ปรับแล้วสามารถเพิ่มความสวยของภาพได้เป็นอย่างมาก Instagram จึงเป็นอีกหนึ่ง social network ที่น่าจะไปได้สวยอย่างต่อเนื่องในปีหน้า

และสำหรับ Social Network ที่เล่น location base อย่าง FourSquare (http://foursquare.com) และ Gawalla (http://gowalla.com) ล่ะ? ในปีที่ผ่านมาต้องบอกว่าแผ่วลงไปมาก และในปีใหม่นี้ คาดว่ายากที่จะกลับมายืนได้อลังการเหมือนก่อน

ปีใหม่นี้ การทำการตลาดผ่าน Social Network แบบเดิมๆ เช่นการเอาของรางวัลมาล่อให้กด like หรือการเล่น tag รูป แม้ว่ายังจะเป็นมุกคลาสิก แต่นักการตลาดจะต้องหาแนวความคิดใหม่ๆ มาเล่น เพราะผู้ใช้งานในปัจจุบันนี้เปลี่ยนไป เน้นความเร็วมากขึ้น ต้องการเข้ามา อ่าน แชร์ เม้น ไม่ต้องการทำกิจกรรมอะไรที่ยืดเยื้อ

ในทางกลับกัน เทรนด์ในการ “ทำความดี” และเทรนด์ “การให้ความรู้” นั้นเป็นเรื่องที่ดึงความสนใจให้กับผุ้คนบน social ได้มากทีเดียว เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนสนใจมาช่วยกันทำความดี ช่วยแพ๊คของ ช่วยปั้น EM Ball และก็ยังไม่ลืมที่จะ “แชร์”

3. Non-Voice

เป็นเรื่องแปลกที่มนุษย์เรากลับชอบสื่อสารด้วยการ “พิมพ์” มากกว่าการ “คุย” ทั้งๆที่การพิมพ์มีข้อเสียมากมาย เช่น ช้า, สื่อสารผิดพลาด, และเสียสมาธิ (ในการเดินและการขับรถ) แต่เราก็ยังเลือกที่จะกดปุ่มคำเป็นประโยคๆ แทนการกดเลข 10 หลักเพื่อโทรออก

WhatsApp (http://www.whatsapp.com) โปรแกรมชื่อแปลกที่โด่งดังติดอันดับหนึ่งมานานหลายสัปดาห์ ด้วยความสามารถในการส่งข้อความระหว่างโทรศัพท์มือถือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย! พูดง่ายๆก็คือ WhatsApp ทำหน้าที่เหมือนการ รับ-ส่ง SMS แต่ “ฟรี” นั่นเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ WhatsApp คือคำตอบสำหรับคนในยุค smart phone ครองเมือง และยุคที่คนนิยมสื่อสารแบบไร้เสียง

ความนิยมที่ว่าสามารถวัดได้ด้วยจำนวนการส่งข้อความที่มากถึง 1 พันล้าน ข้อความต่อ 1 วัน!!!

นั่นคือ 41 ล้านข้อความต่อชั่วโมง หรือ.. เกือบ 7 แสนข้อความต่อนาที หรือ.. ประมาณ 1 หมื่นข้อความต่อวินาที!!!! (ข้อมูลจาก blog ของ WhatsApp: http://blog.whatsapp.com/index.php/2011/10/one-billion-messages/)

ความแรงของ WhatsApp น่าจะเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิด iMessage โปรแกรมการส่งข้อความผ่านอินเตอร์เน็ทแบบไม่เสียเงิน เมื่อผู้ส่งและผู้รับอยู่ในพื้นที่ที่มีอินเตอร์เน็ท โปรแกรมที่มาพร้อม iOS 5 ของ Apple

แต่สำหรับในประเทศไทย ความแรงของ WhatsApp ต้องถูกกระชากลงด้วยม้ามืดอย่าง “LINE”

LINE (http://line.naver.jp/en/) เป็น App ที่ถูกสร้างโดยบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Naver มีคุณสมบัติเหมือน WhatsApp ทุกประการ แต่มีจุดเด่นหนึ่งที่แตกต่างและโดนใจผู้ใช้งานชาวเอเชียและคนไทยเราเป็นอย่างมาก

นั่นคือ “Sticker”

Sticker คือภาพกราฟฟิคตัวใหญ่ๆ น่ารักๆ ที่ WhatsApp ไม่มี และคนเอเชียอย่างเราๆก็กระหายสิ่งนี้มานาน แม้ว่าจะมี Emoji คอยช่วยลดความอยากไปบ้าง แต่การมีกราฟฟิคที่ตัวใหญ่ว่า Emoji หลายเท่า ทำให้หลายคนอดใจไม่โหลดไม่ได้จริงๆ

ที่สำคัญคือ “ฟรี”

LINE จึงมีความโดดเด่นมาก เหมือนม้ามืดที่จู่ๆ ก็เข้ามาโดยไม่ทำให้รู้เนื้อรู้ตัว

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบกับเกม Non-voice นี้มากที่สุดกลับเป็น ค่ายโทรศัพท์มือถือต่างๆนั่นเอง เพราะการมี 2 สุดยอด App นี้ ทำให้ยอดการส่ง SMS นั้นตกลงไปมาก โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ที่เมื่อก่อนส่งคำอวยพรกันมากมายจนสัญญาณเต็ม ส่งกันไม่ได้ แย่งกันส่ง แต่ในปีนี้ผู้คนหันไปนิยมส่งข้อความกันแบบฟรีๆ กันด้วย WhatsApp และ LINE

ปี 2012 นี้อาจจะมี app ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ตรงนี้อีก แต่ถ้าไม่มีจุดเด่นเหมือน LINE ก็น่าจะเข้ามายาก เพราะแม้แต่ LINE เองที่ว่ามาแรงๆแล้ว ยังไม่สามารถล้ม WhatsApp ได้ เพราะ LINE นั้น ยังขาด “เพื่อน” เช่นกัน

4. Browser

สถิติในปี 2554 ที่ผ่านมา Internet Explorer และ Firefox ค่อยๆแผ่วลง จำนวนคนใช้ลดลง ในทางกลับกัน ผู้คนนิยม Google Chrome เพิ่มขึ้น นักวิเคราะห์ต่างประเทศคาดว่า ปลายปี 2555 นี้ จำนวนคนใช้ Google Chrome น่าจะขึ้นมาแข่งกับ Internet Explorer ได้อย่างน่าสนใจ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความสามารถในการแสดงผลของ Internet Explorer ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเร็ว และการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไม่สามารถสู้กับ Google Chrome หรือแม้กระทั่ง Firefox เองได้

จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า แม้ Internet Explorer จะถูกรวมมากับระบบปฎิบัติการ Windows แล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมเสียเวลาดาวน์โหลด browser อื่นเข้ามาใช้แทน

แต่ความเป็นไปได้ที่ Google Chrome จะแซง Internet Explorer ได้ในเร็ววันนั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะยังมีผู้ใช้งานอีกมากมายที่อย่าว่าแต่รู้จัก Google Chome หรือ Firefox เลย แม้แต่ชื่อก็ยังไม่เคยได้ยิน

นั่นแปลว่าอะไร? การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้ Google Chorme ทำให้นักพัฒนารู้ว่า วันนี้เราสามารถเขียนโค๊ดที่แสดงเทคนิคแพรวพราวได้มากขึ้น เพราะมีจำนวนคนที่สามารถมองเห็นได้มากขึ้น แต่ด้วยจำนวนคนใช้ Internet Explorer ที่ยังคงเป็นคนหมู่มากอยู่นั้น แปลว่า การพัฒนาก็ยังต้อง “เผื่อ” ไว้สำหรับคนที่มองไม่เห็นได้ทั้งหมดอยู่ดี

5. iOS และ Android

iOS คือระบบปฎิบัติการที่ใช้ใน iPhone และ iPad ทุกเครื่อง ส่วน Android คือระบบปฎิบัติการที่เป็นระบบเปิด พัฒนาโดย Google และ ฝังตัวอยู่ในมือถือ Smart Phone หลายยี่ห้อ เช่น Samsung, LG, HTC เป็นต้น

คำถามที่พูดกันหนาหูในช่วงหลังคือ iOS จะตายมั้ย? การมาของ Android อย่างมากมายจะฆ่า iOS มั้ย? แล้ว Android เองจะเกิดรึเปล่า?

ผมมองว่า โทรศัพท์มือถือ เป็นเหมือนร่างกาย ระบบปฎิบัติการคือ วิญญาณ ส่วน App ต่างๆคือ ความสามารถ

โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวกัน ระบบปฎิบัติการเดียวกัน แต่มี App ที่ต่างกัน ก็ให้ความสามารถที่ไม่เหมือนกัน

ดังนั้น ความสามารถจะมากน้อยขนาดไหน ขึ้นอยู่กับ App ที่มี

3 ส่วนที่ความพิจารณาในเรื่องนี้คือ

1. นักพัฒนา
ในวันนี้เรารู้แล้วว่ามีนักพัฒนา iOS มากมายหลายล้านคน และผลิต App ออกมาหลายล้าน Apps สำหรับฝั่ง Android ก็เช่นกัน ดังนั้นจำนวนผู้ผลิตคงไม่ต้องกังวลนัก

2. การพัฒนา
ในส่วนนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่อง “ลำดับความสำคัญ” มากกว่า แม้ว่าเราจะมีนักพัฒนาสำหรับทุก platform แล้ว แต่ในกรณีที่ “งบประมาณ” มีจำกัด หรือ “เวลา” มีน้อย นักพัฒนาหรือเจ้าของผลงานอาจจะต้อง “เลือก” ว่าจะพัฒนาแบบไหนก่อน ซึ่งจะเลือก หนึ่ง หรือ สอง นอกจากจะอยู่ที่ความง่ายในการพัฒนาแล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สามด้านล่างนี้

3. การดาวน์โหลด
สร้างมา แต่ไม่มีคนดาวน์โหลดก็เท่านั้น ดังนั้น ในการพัฒนา App แต่ละตัว เจ้าของผลงานควรต้องดูว่า App นั้นแหมาะกับลูกค้ากลุ่มไหนอย่างไร ในกรณีที่ต้องเลือกพัฒนา จะเลือกระบบปฎิบัติการไหนก่อน?

การพัฒนา App ในช่วงนี้ที่มีสองระบบให้เลือกนั้น ทำให้หวนนึกไปถึงการพัฒนาโปรแกรมสำหรับคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ ยุคที่โปรแกรมอย่าง Adobe Photoshop, Illustrator จะถูกสร้างเริ่มต้นที่ Mac ก่อน จากนั้นจึงค่อยไปที่ Windows และในทางกลับกัน โปรแกรมอย่าง Word, Excel หรือ เกมต่างๆ จะถูกพัฒนาที่ Windows ก่อนแล้วค่อยไปที่ Mac

สุดท้ายแล้ว ระบบไหนจะ win ก็คงต้องอยู่ที่ จำนวนผู้ใช้ และ จำนวนผู้ดาวน์โหลด ว่าอย่างไหนจะมากกว่ากัน เป็นตัวตัดสิน

สรุป ในปีนี้ การพัฒนา App จำเป็นต้องทำ iOS อย่างแน่นอน ด้วยการวางระบบที่มีมานานกว่า ช่วยให้นักพัฒนาสามารถทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้น ดีขึ้น แต่สำหรับ Android ก็ยังเป็น option ที่ไม่ควรทิ้ง เพราะผู้ใช้งาน Android ก็เริ่มโหลด App กันไม่น้อยแล้วเช่นกัน

6. Cloud Service

หากเราจะยกเว้นการพูดคำว่า “กลุ่มเมฆ” ให้มันยาก แต่สรุปเราง่ายๆว่า Cloud Service คือ การเก็บรักษาข้อมูลไว้บนอินเตอร์เน็ท เพื่อความง่ายในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ ทุกที่ และ ทุกเวลา ที่มีเน็ทใช้

ไมว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเป็น อีเมล์ รายชื่อผู้ติดต่อ ไฟล์งานต่างๆ หรือแม้แต่ ระบบฐานข้อมูล ระบบจัดเก็บสินค้า ก็สามารถเก็บไว้บนอินเตอร์เน็ทได้

อธิบายง่ายๆ ไม่ต้องลงลึกมากก็น่าจะพอเข้าใจ concept

ดังนั้นเมื่อวันนี้อินเตอร์เน็ทมีกระจายอยู่ในทุกพื้นที่บนโลกนี้ มันก็เป็นเรื่องที่ดีอย่างแน่นอน ที่เราจะเก็บข้อมูลของเราไว้บนพื้นที่ที่เราสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา แม้ในวันนั้นเราจะยืมคอมพิวเตอร์คนอื่นใช้

หากจะลงลึกไปกว่านั้น ผู้ให้บริการ Cloud Service ก็ยังมีระบบการป้องกันข้อมูลหาย หรือ Back up ให้เราในแบบที่เราไม่เคยคิดจะทำเสียด้วย

นักวิเคราะห์ต่างประเทศเห็นพ้องต้องกันว่า Cloud Service ไม่ใช่อนาคต แต่เป็นปัจจุบัน เป็นเทคโนโลยีที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นไปเรื่อยๆ

Cloud Service อาจจะเป็นเรื่องเชิงเทคนิคมากไปนิด ดังนั้นจึงขอเขียนไว้เพื่อให้ได้ยินกันคุ้นๆหู พอจะรู้จักกันคร่าวๆ โดยระบบ Cloud Service ที่เด่นๆ ณ เวลานี้ก็มีเช่น iCloud ของ Apple, Google Cloud Service, Amazon Cloud Drive, SkyDrive โดย Microsoft, และ Dropbox

สำหรับเจ้าอื่นก็อาจจะนำ concept ของ Cloud Service นี้ไปประยุกต์เพื่อสร้างบริการใหม่ๆ อย่างเช่น Evernote (www.evernote.com) ที่ทำระบบการ “จดโน๊ต” ผ่านคอมพิวเตอร์, มือถือ, เว็บไซต์ โดยไม่ว่าคุณจะจดโน๊ตไว้เมื่อไหร่ที่ไหน ข้อมูลของคุณจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน คือบนอินเตอร์เน็ท

และทั้งหมดนี้คืออัพเดทเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปี 2554 ที่ผ่านมา และสิ่งที่ควรจับตามองในปีนี้.. หวังว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการอ่านภาพรวมแบบง่ายๆนะครับ

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

Adobe
– บริษัทผู้ผลิตและเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมชื่อดังที่ใช้ในงาน graphic มากมาย เช่น Photoshop, Illustrator, InDesign, Dreamweaver, Flash, Premiere, After Effect
เว็บไซต์ http://www.adobe.com
— WEB101 by rgb72

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus