5 สิ่งเล็กๆ ที่ไม่เล็ก สังเกตได้จากการไป สิงคโปร์

เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา rgb72 ได้นำทีมงานระดับ Senior ประเภทอยู่ยงคงกระพันไปเดินเล่นในต่างแดน

ไม่ใกล้ไม่ไกล.. ประเทศสิงคโปร์

เกาะเล็กๆที่อยู่ทางใต้ หลายคนคงรู้จักดี ประเทศที่มีพื้นที่น้อยกว่ากรุงเทพของเราเสียอีก แต่กลับเป็นเมืองท่าสำคัญของภาคพื้นบริเวณนี้ ประเทศที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยดีเลิศ เป็นประเทศที่สะอาดที่สุดในโลก และเท่าที่ส่วนตัวผมเคยอยู่มาหลายเดือนในช่วงสมัยเป็นเด็กมัธยม ผมสังเกตว่า ผมไม่เคยโดนยุงประเทศนี้กัด.. หรือเป็นเพราะมันไม่มียุง!!??

แต่การกลับมาเยือนในครั้งนี้นอกจากจะพาทีม rgb72 มาเที่ยวแล้ว ผมยังอยู่ต่อเพื่อพูดคุยกับคนในวงการออนไลน์ของประเทศนี้ด้วย เอาเป็นว่าไม่ลงรายละเอียดเรื่องงานละกัน เดี๋ยวจะเครียด

แต่ว่าพฤติกรรมอะไรหลายๆอย่างของคนสิงคโปร์ มันน่าสังเกต น่าสนใจมาก มากจนทำให้ผมต้องเก็บรายละเอียดเอามาเล่าสู่กันฟังเป็นข้อๆ วันนี้เอาซักห้าข้อก่อนละกัน

1. ทำงานเร็ว เดินเร็ว

เคยแอบสังเกตมาตลอดว่า ประเทศที่เจริญ ประเทศที่ทำงานกันอย่างบ้าคลั่ง จะมีประชาชนที่นิยมเดินเร็ว

เร็วที่สุดที่ผมเคยเห็นมาคือที่ นิวยอร์ค ผู้คนเดินเร็วมีจำนวนมาก มากเสียจนหากคุณจะเดินสวนทางกับเค้า คุณอาจจะต้องแอบหลบไปข้างๆทาง เพราะถ้าไปเดินแหวกกลางอาจจะโดนพัดปลิวออกมาก็เป็นได้

ญี่ปุ่นนั้นเร็วรองลงมา ส่วนสิงคโปร์นี่น่าจะติดอันดับ Top 5

ผู้คนเดินเร็วอย่างเดียวไม่พอ ทำงานก็เร็ว

บริษัทที่สิงคโปร์รายหนึ่งถามผมว่า “คนไทยทำงานเหมือนคนสิงคโปร์มั้ย?”

ผม งง เลยถามเค้าไปว่า หมายความว่าไง?

เค้าตอบว่า “ผมมีจ้างบริษัทในมาเลเซีย เวียดนาม และอินเดีย.. คนมาเลเซียและเวียดนามจะอืดๆ หน่อย จะมีพักเบรกนาน และจะทำงานกันชิวๆ ไม่เร็วเหมือนคนสิงคโปร์”

ผมคิด แล้วจึงตอบไปด้วยความจริงที่ว่า “คนไทยคงไม่ได้ทำงานเร็วเหมือนคนสิงคโปร์ แต่ก็ไม่ได้มีพักนอนกลางวันเหมือนบางประเทศ”

บางทีคนที่ทำงานกันเร็วๆ มากๆ มันก็ทำให้การทำงานในช่วงบ่าย ไม่รู้สึกง่วงเลยซักนิด แต่กลับตื่นเต้นตลอดเวลาเสียด้วยซ้ำ

2. การออกแบบ

“ประเทศไทยหานักออกแบบยากมั้ย?” บริษัทหนึ่งถาม

“หาคนออกแบบสวยน่ะ ไม่ยาก แต่หาคนออกแบบได้ดีน่ะยาก” ผมตอบ

“อ่อ.. เหมือนๆกัน”

“แต่เมืองไทยมีนักวาดรูป illustration เก่งๆ เยอะนี่!!” เค้าถามอีก

“เยยยสสสสส.. we have great Art university” ผมตอบด้วยความภูมิใจ

ที่สิงคโปร์มีโรงเรียนสอน Art มากมาย และหลายที่เน้นเฉพาะเจาะจง เช่น ออกแบบเสื้อผ้า หรือ ออกแบบ interactive แต่การออกแบบได้สวยไม่ใช่สิ่งเดียวที่สำคัญ แต่หากเป็นการออกแบบให้ดี ให้สามารถใช้งานได้ง่ายต่างหากที่สำคัญ

จะด้วยเรื่องของรูปแบบตัวอักษร หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมก็ชอบการออกแบบแนวเรียบๆ แต่ดูมีอะไรดีของคนสิงคโปร์เหมือนกันนะ

แต่ถึงแม้กระนั้น แรงงานยังเป็นปัญหาหนึ่งของเค้า เมื่อประเทศที่เล็ก ประชากรก็น้อยไปด้วย และนั่นทำให้บางครั้งเค้าก็ขาดกำลังการผลิตงานที่มีความต้องการมากด้วยเช่นกัน

ประเทศเราใหญ่กว่า คนมากกว่า งานมากกว่า วิชาความรู้ก็หาได้เหมือนกัน.. จริงๆแล้วเราได้เปรียบกว่าเค้าเยอะครับ แต่สุดท้ายแล้วมันติดอยู่ที่ตัวเรานี่แหละ จะเอาสิ่งที่ได้เปรียบกว่า มาทำให้เราได้เปรียบกว่าได้รึเปล่า


งานออกแบบงานหนึ่งที่สะดุดตามากคือ โลโก้ของ National Museum 

3. Landmark ของเมืองไทยคือ?

คนสิงคโปร์คนหนึ่งคุยกับผมเรื่อง “น้ำท่วม” ในเมืองไทยเมื่อปีที่แล้วว่า บริษัท rgb72 โดนผลกระทบอะไรบ้างหรือไม่ ผมตอบไปว่า “อ่อ.. ออฟฟิสผมรอด ไม่มีอะไรต้องห่วง น้ำมาไม่ถึง”

เค้าบอกว่า “นั่นเป็นเรื่องดี จบจากน้ำท่วมก็ดีแล้ว”

แต่ผมกลับตอบเค้าไปว่า “แต่เมื่อเช้านี้มีหลุมยักษ์โผล่ที่กลางกรุงเทพ”

“หลุม!!???….. กลางกรุงเทพ!!??????” เค้าถาม เหมือนจะให้ผมบอกพิกัดรายละเอียดว่า เหตุเกิดตรงจุดไหนของกรุงเทพกันแน่

“ถนน สาทร” ผมบอก แต่คิดว่า เค้าคงอาจจะคุ้นสีลมมากกว่า แต่เค้ากลับส่งเสียงดังกันทั้งห้องแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“อ่ออออออ… Healthland!!!”

โอเค.. ระแวกนั้นล่ะครับ เพิ่งจะรู้ว่า Healthland Spa เป็น landmark สำคัญของกรุงเทพไปเสียแล้ว -_-”

4. ทุเรียน

ที่สถานนี MRT มีป้าย “ห้ามนำทุเรียนขึ้นรถไฟ” เต็มไปหมด รวมถึงป้ายโปรโมทให้คนซื้อทุเรียน มีมากมาย

ตอนเด็กๆที่ผมมาเรียนก็จำได้ว่า มีฝรั่งหลายคนมาเที่ยวสิงคโปร์แล้วก็อยากจะกินทุเรียนสิงคโปร์

โดยเค้าอาจจะไม่รู้ว่า.. สิงคโปร์ไม่เคยปลูกทุเรียนเองเลย

ก็มันไม่มีพื้นที่จะปลูกนี่นา

แต่ก็นั่นแหละ ด้วยแรงโปรโมท และการชอบกินทุเรียนกันอย่างสะบั้นหั่นแหลก ทำให้น้อยคนนักจะรู้ว่า ทุเรียนที่กินๆกันอยู่นั้น แท้จริงแล้วมาจากประเทศไทย

5. สิ่งที่ไม่ควรผิด

ทุกอาชีพมีสิ่งที่ไม่ควรผิด ช่างตัดผมต้องไม่หยิบกรรไกรผิด ดีไซน์เนอร์และโปรแกรมเมอร์ต้องเลือกโปรแกรมใช้ให้ถูกต้อง

นักบินก็เช่นกัน เครื่องบินที่ผมนั่งกลับมาก็เหมือนเครื่องบินทั่วๆไป เมื่อแอร์โฮสเตจทำหน้าที่อธิบายอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่น้อยคนนักจะตั้งใจฟังจบแล้ว นักบินก็จะนำเครื่องบินขึ้นสู่น่านฟ้า

เมื่อเครื่องบินบินได้ระดับที่คงที่ กัปตันก็จะพูดผ่านไมค์โครโฟนออกมา

“สวัสดีครับ ผมกัปตัน จุด จุด จุด.. จะพาผู้โดยสารเดินทางสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรุงเทพ”

แม้เสียงกัปตันจะเหมือนง่วงนอนนิดๆ เพราะไฟล์ทบินผมมันก็ตั้งสามทุ่ม แต่ผมก็ยังนั่งฟังต่อ

“เราบินอยู่ที่ความสูง 60,000 ฟิต จากระดับน้ำทะเล…”

“เราบินด้วยความเร็ว 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง….”

“ขณะนี้เรากำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก…”

“อ่อ.. ไม่ใช่ครับ ทิศตะวันตกครับ..”

เอ่อออ… ผมสะดุดเลยครับ.. แล้วนั่งขำอยู่คนเดียวได้ตั้งนาน

ผมคิดว่า คุณกัปตันจะผิดเรื่องความเร็ว หรือความสูง ผมก็คงไม่ว่าอะไรนะครับ

แต่ผิดทิศนี่ มันไม่ได้แล้ว

ผมเกรงว่า รู้ตัวอีกทีผมจะได้ยินคุณกัปตันพูดเป็นเสียงง่วงนอนอีกทีว่า

“ท่านผู้โดยสารครับ ขณะนี้เรากำลังร่อนลงสู่ท่าอากาศยานแห่งชาติ ณ กรุงฮานอย…”

ฟังแล้วรู้สึกว่า คืนนี้ยังคงอีกยาวไกล

บรรยาย “ฉันคือใคร” ตอบปัญหานศ.ใกล้จบฯ

March 13, 2012 Class / Training Comments

เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ นศ.ที่คุ้นหน้าส่งข้อความมาเชิญให้ไปบรรยายให้กับนศ.ที่กำลังจะเรียนจบในภาคการศึกษานี้ (รวมไปถึงพวกเขาเองด้วย) โดยหัวข้อที่ต้องการให้บรรยายนั้น มีมากมายหลายหัวข้อ เรียงออกมาได้ประมาณ 8 หัวข้อ เห็นจะได้

หัวข้อที่เรียงออกมาก็เช่น จบแล้วจะไปทำอะไรดี, ต้องทำงานมากเท่าไร่จึงจะประสบความสำเร็จ, จะสร้างแบรนด์หรือทำให้คนรู้จักเรา จะทำได้อย่างไร ประมาณนี้

ผมจึงนำเอาคำถามต่างๆมารวบให้อยู่ในหัวข้อเดียว โดย นศ.ตั้งชื่อหัวข้อการบรรยายในครั้งนี้ว่า “ฉันคือใคร”

นั่นสิ ฉันคือใคร?

ขณะที่เตรียมการบรรยาย การร่างหัวข้อต่างๆ ทำให้นึกถึงคำถามที่เราโดนถามกันทุกคนในวัยเด็กว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร?”

“อยากเป็นนางฟ้า อยากเป็นนักบินอวกาศ อยากเป็นพ่อครัว.. อยากเป็นกระเป๋ารถเมล์”

ตอนเด็กๆ ถ้าตอบไม่ได้ เราก็ตอบมั่วๆไปบ้าง ตอบเพ้อฝันไปบ้าง แน่นอน คำถามนี้ผมไม่ลืมที่จะถามนักศึกษาในวันที่ได้ไปบรรยาย เพราะเมื่อเรานำกลับมาถามตอนโตอีกรอบ มันชักจะไม่ขำเหมือนตอนเด็กๆเสียแล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ผมจึงได้กลับไปยังมหาวิทยาลัยที่คุ้นเคย ในฐานะอดีตอาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

มหาวิทยาลัยนี้มีบรรยากาศที่ผมชอบมากเป็นการส่วนตัว ความอบอุ่น และเป็นกันเองของนศ.ทุกรุ่นที่ได้สอน คณะอาจารย์ที่คุยกันอย่างถูกคอ และใจดี ^^

และวันนี้ ผมได้มาบรรยายที่โรงภาพยนตร์ของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน ด้วยจำนวนคนชมเต็มห้อง และแอร์ที่เย็นเจี๊ยบ

ผมขึ้นบรรยายเวลาประมาณ บ่ายสองครึ่ง ถ้าจำไม่ผิด การบรรยายดำเนินไปโดยมี presentation ที่วาดโดยน้องจูนที่ rgb72 เป็นตัวดำเนินเรื่อง

เรื่องราวมีแค่ว่า.. เราคือใคร? แล้วเราจะขายตัวเราเองได้อย่างไร? และสุดท้าย เราจะไปถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้อย่างไร?

ผมเชื่อว่า คนเรามันจะมีสิ่งที่ตนเองชอบ และ สนใจอยู่แล้ว เพียงแต่บางครั้งเราอาจยังไม่รู้ คนที่รู้ก่อนว่าตนเองต้องการเป็นอะไร ต้องการทำอะไรนั้น ถือว่าเป็นคนโชคดี และได้เปรียบผู้อื่นอยู่มาก เพราะเมื่อเรามองเป็นเส้นชัยของเราแล้ว เราก็จะเลือกทางวิ่งไปไม่ยากนัก

ไม่เหมือนคนที่ยังไม่รู้ วิ่งวนไปเรื่อยๆ กว่าจะเจอทางที่ใช่ บางคนใช้เวลาหลายปีมาก

แม้แต่เถ้าแก่น้อยก็เคยพูดว่า เค้าโชคดีที่รู้ว่าตนเองต้องการจะทำอะไรตั้งแต่อายุ 18

แต่สำหรับคนที่ไม่รู้เลยจริงๆว่าเราต้องการจะเป็นอะไร อย่างน้อย วันนี้เราน่าจะรู้ได้มั้ยว่า..​”แล้วเราเป็นอะไรได้บ้าง?”

การบรรยายวันนั้นผมได้พูดถึงอาชีพหลายอาชีพที่บางคนนึกไม่ถึงว่ามันจะเป็นอาชีพได้ และยังเป็นอาชีพที่ทำเงินได้ดีเสียด้วย นอกจากนั้นผมยังได้พูดถึงคู่แข่งในแต่ละสายอาชีพ ว่าทุกอาชีพ ย่อมมีการแข่งขันที่สูง

การได้เปรียบ เสียเปรียบ การสร้างความแตกต่าง ระหว่างคนที่จะประสบความสำเร็จในช่วงต้นๆของชีวิต มันตัดสินกันอยู่แค่ไม่กี่ปี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาในชีวิตของผมเอง แม้จะไม่นานนัก แต่ก็สร้างความแตกต่างให้กับตัวผมเมื่อ 10ปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด ผมบอกกับนศ.อย่างนี้

ขณะที่คนอื่นเอาเวลาว่างไปดูหนัง จีบสาว หากเราสามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งไหน “ควร” ทำ สิ่งไหน “ต้อง” ทำ และ สิ่งไหนที่เรา “อยาก” ทำ เราก็จะสามารถจัดลำดับสิ่งที่สำคัญในชีวิตได้ไม่ยาก ชัยวุฒิเพื่อนสนิทของผมเคยบอกผมไว้อย่างนี้

การใช้เวลาให้มีคุณค่ามากที่สุดคือสิ่งสำคัญ เพราะ เวลา คือสิ่งที่เราเอากลับคืนมาไม่ได้ (พูดจาซะดี จำเค้าเอามาบอกต่อ) หากเรายังไม่เป็นคนเก่ง เราใช้เวลาในการฝึกฝน ในขณะที่เพื่อนเราไปกินเหล้า เที่ยวผับ

เมื่อเรารู้จักตนเอง รู้จักอาชีพ รู้จักคู่แข่ง เท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นง่ายๆ ในการที่เราจะเริ่ม “ขายตัวเอง” การขายตัวเองจะทำได้มีประสิทธิภาพมาก ถ้าของที่เราจะขายนั้น เป็นของดี มีคุณค่า

พูดง่ายๆว่า ถ้าเราเก่งซะอย่าง จะไปสมัครงานที่ไหน ใครๆก็อ้าแขนรับ

หมั่นศึกษา หมั่นหาความรู้ ขยันๆ ทำงานๆ หัดสังเกต เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น ผมเชื่อว่า เป้าหมายที่คุณตั้งไว้จะไม่ไกลอย่างที่คิด

เรื่องราวประมาณนี้ที่บรรยายไปในวันนั้น

อ่านจากด้านบนจะฟังดูซีเรียสมาก แต่การบรรยายวันนั้นแสนจะเต็มไปด้วยความขำ

กำลังคิดว่าคราวหน้าถ้าไปบรรยายอีกครั้งจะเตรียมถาดไปด้วย น่าจะตั้งวงตลกได้เลย

จบการบรรยายภายใน 1 ชม.นิดๆ ด้วยความเร่งรีบนิดหน่อยเพราะเวลาหมด แต่ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี พูดไปหมดครบถ้วนไม่มีขาดตกบกพร่อง ส่วนหนึ่งเพราะนักศึกษาจัดงานได้ดี

ขอบคุณที่เชิญผมไปบรรยายนะครับ ทุกครั้งที่ได้บรรยาย ผมจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า หากใครที่มีความรู้ความสามารถ ลองไปบรรยายให้คนอื่นๆได้ฟังสิครับ การที่เราได้ปันประสบการณ์ของเราให้คนอื่น บางครั้งเค้าอาจได้ความรู้ บางครั้งเค้าอาจได้แรงบันดาลใจ บางครั้งเค้าเข้ามาฟังเพื่อขำอย่างเดียว

มีหลับไม่ถึงสิบคนผมก็ดีใจแล้วครับ ^^

บรรยาย “การตลาดล่องหน” ณ ม.ราชภัฏพระนคร

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครในหัวข้อเรื่อง “การตลาดล่องหน”

การบรรยายในหัวข้อ “การตลาดล่องหน” หรือ invisible marketing พูดถึงการทำการตลาดของสินค้าและห้างร้านต่างๆ กับผู้บริโภค โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ตัว

แบบที่ “รู้ตัว” ก็เช่น การโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างๆ หรือการแจกใบปลิว

แต่แบบ “ไม่รู้ตัว” ที่ว่านี้ เช่่น การโฆษณาโดยใช้ กลิ่น, เสียงเพลง, หรือการนำคนจำนวนมากมาต่อแถว เข้าคิวซื้อสินค้า เพื่อสร้างให้เกิดกระแส เกิดความน่าสนใจ

ห้างร้าน หรือสถานที่อย่างเช่น คาสิโน ก็มีการออกแบบทางเดิน ทางเข้า ทางออก แอบสร้างเส้นทางให้เราเดิน สร้างเส้นทางให้เราเข้าง่าย แต่ออกยาก

เป็นการบรรยายที่จับเอาสิ่งที่เราเห็น สัมผัส และได้ยินอยู่ทุกวัน ตลอดเวลา มาวิเคราะห์ให้เห็นว่า การทำการตลาด ไม่ใช่เพียงแค่ทำโฆษณาทางทีวี หรือ สื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น

โดยรวมแล้วสนุกดีครับ นักศึกษาน่ารักมากๆ ให้ความสนใจดี และบรรยากาศก็เป็นไปด้วยความเป็นกันเอง

ไว้มีโอกาส จะไปบรรยายอีก ^^

แนะนำ App แต่งรูป

ปัจจุบันมือถือกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในการช่วยบันทึกภาพ เพราะนอกจากจะสามารถเก็บภาพความทรงจำของเราได้แล้ว ยังช่วยให้ภาพที่ดูแสนจะธรรมดาของเราให้ “ดูดี” ขึ้นมาได้

สำคัญมากขนาดที่ เดี๋ยวนี้กล้องตัวใหม่ๆที่ออกมาขายในท้องตลาด กลับต้องมีคุณสมบัติแต่งภาพให้ได้เหมือนถ่ายจากมือถือ

จากเดิมที่มือถือลอกความสามารถกล้อง ตอนนี้กลับกลายเป็นตรงกันข้าม

วันนี้จึงนำเอา App แต่งภาพดีดีที่ใช้อยู่เป็นประจำมาให้รู้จักกัน

บางตัวฟรี บางตัวเสียเงิน แต่บอกได้เลยว่า App เสียเงินที่มารีวิวให้ดูในวันนี้นั้น ซื้อแล้วไม่เสียดายเงินอย่างแน่นอน!

1. Snapseed ($4.99)

(http://itunes.apple.com/th/app/snapseed/id439438619?mt=8)

โปรแกรมตกแต่งภาพที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยความสามารถที่หลากหลาย ปรับความชัด เบลอ ปรับสี เข้ม สว่าง และปรับ contrast ได้ดี นอกจากนี้ยังมี interface ที่ใช้แสนง่าย ตัวนี้แนะนำเป็นอย่างมาก

2. Camera+ ($1.99)

(http://itunes.apple.com/th/app/camera+/id329670577?mt=8)

อีกโปรแกรมตกแต่งภาพ ไม่เน้นปรับแต่งละเอียดมากนัก แต่เน้นใช้ง่าย แต่งง่าย มี preset ไว้ให้เลือกใช้ ปรับแต่งได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ในตัว app เองสามารถใช้ถ่ายรูป และตั้งเวลาถ่ายรูปได้ด้วย

3. MoreBeaute 2 (ฟรี)

(http://itunes.apple.com/th/app/morebeaute2/id347331305?mt=8)

ขึ้นชื่อว่า “โปรแกรมแต่งหน้าใส” ถ่ายรูปมา ไม่ว่าหน้าจะเหนื่อย หน้าจะเหงื่อขนาดไหน เพียงแค่ผ่านโปรแกรมนี้ หน้าก็ใสปิ๊งได้ในทันที แทบจะไม่ต้องปรับแต่งอะไรเพิ่มอีกแล้ว แค่เปิด แล้วก็​ save อะไรจะง่ายขนาดนั้น!

4. Grid Lens ($0.99)

(http://itunes.apple.com/th/app/grid-lens/id490495120?mt=8)

หลายครั้งที่เราอยากจะรวมหลายๆภาพ ให้อยู่ในภาพเดียว โปรแกรมนี้จะช่วยสร้างช่อง สร้างกรอบรูปภาพ โดยเราสามารถแยกถ่ายรูปให้ลงในแต่ละช่องได้ ปรับขนาดของช่องได้ เพิ่มจำนวนช่องได้ และใช้ง่ายมาก ด้วย interface ที่แปลกแหวกแนวไม่น่าเบื่อเหมือนคนอื่น

5. Phoster ($1.99)

(http://itunes.apple.com/th/app/phoster/id396306670?mt=8)

จับภาพสวยๆของคุณมาออกแบบให้เป็น Poster! ด้วยรูปแบบ template ที่มีมาให้เลือกอยู่แล้วหลายสิบแบบ ทำให้ภาพธรรมดาๆ ของคุณดูดี เหมือนออกมาจาก แมกกาซีน หรือ เป็น Poster โรงหนังไปง่ายๆซะอย่างนั้น

6. 360 Panorama ($0.99)

(http://itunes.apple.com/th/app/360-panorama/id377342622?mt=8)

ถ่ายแบบแนวกว้าาาาาาางงงง 360 องศา ได้ง่ายๆด้วย app นี้ เพื่อเก็บภาพที่เราชอบในกรณีที่มันสวยไปหมดทุกมุม เพียงใช้ app นี้ กดถ่าย แล้วหมุนตัวไปรอบๆ เท่านี้ก็ได้ภาพ 360 องศาได้อย่างง่ายดาย

7. Labelbox (FREE)

(http://itunes.apple.com/th/app/labelbox/id417694704?mt=8)

App นี้ฟรี!!! สำหรับใส่ตัวอักษร หรือชื่อที่ต้องการลงไปได้ มีแทปสติกเกอร์หลากหลายสี หลายรูปแบบให้เลือก ทำได้ง่ายๆ และ ฟรี ของดีแบบนี้ ไม่ลองไม่ได้แล้ว!!

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

AdSense
– ระบบการโฆษณาบน Google
— WEB101 by rgb72

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus