Home » My View » Currently Reading:

เพิ่งรู้จัก.. มาเลเซีย

April 19, 2012 My View Comments

ช่วงนี้เดินทางบ่อย.. แต่เดินทางใกล้ๆ

ล่าสุดไปมาเลเซีย โดยจุดประสงค์ของการไปครั้งนี้คือ ไปเที่ยวและชมบ้านเมืองเค้า

แต่สิ่งที่ได้เห็นและได้ยินกลับค่อนข้างผิดคาด ในความคิดเดิมที ที่คิดว่ามาเลเซียจะเป็นเมืองที่ล้าสมัย (แม้จะไม่มาก แต่ก็น่าจะล้ากว่าไทย)

ดังนั้นการเดินทางทั้ง 4 วัน จึงเป็นการเดินทางที่ผมพยายามสังเกตหาสิ่งรอบๆมาเลเซีย ที่ได้พบได้เห็นได้รู้สึก มาแชร์ให้ได้รู้กัน

โดยต้องออกตัวก่อนว่า ผมไม่มีพื้นฐานข้อมูลทางด้าน เศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม ของเค้าเลย ที่จะว่าไปต่อจากนี้นั้นเป็นสิ่งที่สังเกตได้เอง รู้สึกเองทั้งหมด

1. ความเจริญ

ไปคราวนี้เถียงไม่ได้เลยว่า มาเลเซีย แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่มีความเจริญไม่น้อยไปกว่าไทย ผมได้พูดคุยกับคุณอาที่เดินทางมาที่นี่บ่อยมาก เค้าบอกว่า มาเลเซียเมื่อ 20 ปีที่แล้วยังล้าสมัยมาก รถเมล์สกปรก หลายคนเดินถนนไม่ใส่เสื้อผ้า ค่าแรงต่ำ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว ค่าแรงขั้นต่ำมาเลเซียตกอยู่ประมาณ 400 บาท ฮ่องกง 700 บาท ส่วนไทยนั้นอยู่ที่ 300 บาท

นอกจากนี้ผมยังได้เห็น รถไฟฟ้าเต็มเมือง ทั้งแบบไฟฟ้าธรรมดาและแบบโมโนเรล การเดินทางสะดวก รถแท๊กซี่มีระเบียบ มีกฎกติกา ห้ามขึ้นมากกว่า 4 คน เหมือนสิงคโปร์ ถนนเรียบลื่น ไม่ขรุขระ ทางด่วนมี express lane หลายแบบ เดาว่าการคอรับชั่นของรัฐบาลคงมีน้อยกว่าไทยมาก

2. สถาปัตยกรรม

ตึกที่โดดเด่นและเป็นที่พูดถึง ไม่ดูไม่ได้ของมาเลเซียคือตึกแฝด “ปิโตรนาส” (Petronas Towers) นอกจากนี้ยังมีหอคอยขนาดสูงอันดับเจ็ดของโลก ชื่อ “กัวลาลัมเปอร์ ทาวเวอร์ (Kuala Lumpur Tower) ที่มีจุดประสงค์เพื่อถ่ายทอดสัญญาณทีวีแบบดิจิตอล และยังเป็น landmark ของมาเลเซียที่มีผลพลอยได้จากการเก็บเงินค่าขึ้นไปชมวิว และรับประทานอาหารสุดโรแมนติกอีกด้วย

ระหว่างการนั่งรถ ผมก็ได้เห็นอีกตึกหนึ่งที่น่าสนใจ ตึกนี้โดดเด่นตรงที่ ทั้งตึกถูกห่อหุ้มไปด้วยจอภาพขนาดใหญ่ มองจากระยะไกลคิดว่าตึกนี้สูงไม่น่าต่ำกว่า 30 ชั้น (เสียดายที่ถ่ายรูปมาให้ไม่ทัน) ดังนั้น เมื่อมองดู จะเหมือนมี TV ขนาดใหญ่มากปกคลุมทั่วทั้งตึก เป็นที่สังเกตได้ไม่ยากสำหรับผู้ที่พบเห็น เจ๋งมากๆ

แต่สิ่งเล็กๆที่สังเกตได้ระหว่างการเดินทางในมาเลเซียคือ สีของตึก เค้าบอกว่าตึกของมาเลเซีย ไม่ว่าจะเป็นลายอะไรทาสีแบบไหน แต่ถ้าเป็นโทนสีน้ำเงิน แปลว่าเป็นตึกของรัฐบาล ซึ่งก็ถือว่ายอดเยี่ยมไปเลย เพราะมีการกำหนดมาตรฐานชัดเจน ดูแล้วเป็นระเบียบดี

3. ภาษา

คนมาเลเซียมีภาษาท้องถิ่นที่พูดกันอยู่แล้วคือ ภาษามาลายู แต่ทุกคนก็รู้ภาษาอังกฤษครับ หากแต่ว่าภาษาอังกฤษที่เค้าใช้นั้นเรียกว่า “Manglish” ซึ่งมีพื้นฐานมาจากภาษาอังกฤษนี่แหละ แต่หากจะให้อธิบายง่ายๆ ก็จะเป็นภาษาอังกฤษแบบมั่วๆหน่อย ไม่ได้เรียงตามหลัก grammar ซักเท่าไร่ การสะกดก็มีแปลกๆ ตามอำเภอใจอยู่บ้าง เช่นคำว่า “BUS” ที่แปลว่ารถเมล์ ที่นั่นก็สะกดว่า “BAS’ เป็นต้น

ภาษาอังกฤษที่นี่เค้าพูดแล้วมีตามท้ายด้วยคำว่า “Lah” (อ่านว่า ล่า) “What do you want, lah”, “I don’t have it, lah” (คิดแล้วเหมือนเราที่พูดว่า “ล่ะ” ตามท้ายนั่นล่ะ!)

การใช้คำว่า Lah นั้น ไม่ได้ใช้เพียงแค่ในมาเลเซียเท่านั้น แต่กลับใช้มากในสิงคโปร์ด้วยเช่นกัน นศ.ไทยหลายคนที่ไปเรียนสิงคโปร์ มักจะติดคำว่า Lah กลับมาด้วยไม่น้อย

การใช้ Lah นั้น มีความแพร่หลายมาก จนทำให้ Oxford ต้องกำหนดไว้ใน Dictionary เลยทีเดียว ซึ่งนั่นทำให้คนมาเลเซียดีใจมาก (ในช่วงแรก) แต่แอบเสียใจเล็กๆ เมื่อคำว่า Lah ถูกเขียนอธิบายใน Oxford ว่าเป็นภาษาของสิงคโปร์

4. เล่นน้ำที่มาเลฯ

สวนน้ำแห่งใหญ่ที่สุดของมาเลเซียคือสวนน้ำที่มีชื่อว่า Sunway Lagoon

Sunway Lagoon เป็นสวนน้ำขนาดใหญ่มาก มีสไลด์เดอร์หลายตัวนับไม่ถ้วน แต่ละตัวความตื่นเต้นไม่แพ้รถไฟเหาะ

แต่ที่แปลกใจกลับเป็นวิธีการลงเล่นน้ำ

การแต่งกายลงน้ำของเค้า ไม่เน้นให้ใส่ชุดว่ายน้ำครับ แค่ขอเป็นชุดอะไรก็ได้ที่ปกปิดมิดชิด ดังนั้น เราจะเห็นคนที่ลงไปว่ายน้ำในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ หรือแม้แต่เสื้อเชิ้ตก็ยังมี หรือแม้กระทั่งชุดมุสลิม ลงไปพร้อมผ้าคลุมผม

ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วคนมุสลิมในไทย เวลาลงเล่นน้ำ จะทำอย่างไร?

5. อาหารยอดฮิต

คนมุสลิมที่นี่มีมาก สิ่งที่เห็นแปลกตานอกจาก “ไก่แดง” ที่มีหน้าตาคล้ายหมูแดงมาก ศัพท์ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า “BBQ Chicken” (ส่วนหมูแดงเรียก BBQ Pork) ก็จะมี “ไข่ต้ม” ที่ต้มอยู่ในน้ำต้มสมุนไพรจีน ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง รู้แต่ว่ากลิ่นหอมดีมาก ชวนหลงไหลให้ต้องลองกิน สามารถกินได้ดี ง่าย ราคาถูก ที่สำคัญรสชาตก็ไม่ได้ต่างจากไข่ต้มปกติซักเท่าไร่ ช่วยคลายความหิวเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วทันใจ

6. ของไทยๆ

ประเทศเพื่อนบ้านมีชายแดนติดกันขนาดนี้ สินค้าเราจะไม่ไหลมาหาเค้าบ้างเลยก็คงเป็นไปไม่ได้

แต่จากภาพด้านล่างนี้ ทำให้รู้แล้วว่า เจ้ามังกรบาร์บีกอนของเรามันถูกจับมาซ่อนตัวไว้ที่ไหน!!

7. เกนติ้ง

เกนติ้ง คาสิโนที่ผสมกับการเป็นสถานที่พักผ่อนยามว่างของคนมาเลเซีย

ต้องบอกว่าคนมาเลเซียโชคดีมากที่มีเกนติ้งแห่งนี้อยู่ในเมือง แม้ว่ามันจะเป็น คาสิโน สถานที่มอมเมาประชาชนที่ติดพนันอย่างที่เราเชื่อๆกัน (มั้ง) แต่ที่นั่นก็สร้างงาน สร้างเงิน สร้างรายได้ ให้กับประชาชนในประเทศมากมาย

ด้วยการเดินทางจากตัวเมืองออกมาเพียง 1 ชม.กว่าๆ เราก็จะได้อยู่บนยอดเขาที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ของเล่น สวนสนุกที่ยิ่งใหญ่ และที่สำคัญ อากาศที่หนาวเย็นต่างจากตัวเมืองด้านล่างที่ร้อนเป็นตับแล่บ

เกนติ้งถือว่าเป็นสถานที่ที่น่าพอใจที่สุดในการเยือนมาเลเซียครั้งนี้

แม้จะผ่านการเดินทางด้วยรถแท็กซี่ บนถนนคดเคี้ยว ขึ้นเขา แต่ไม่หวาดเสียว เนื่องจากถนนที่เรียบ เนียน และกว้างใหญ่ (ไม่มีเสียวว่าจะตกเขาหรือไม่) ผมก็คิดว่าคุ้มที่ได้ขึ้นมาเยือนที่แห่งนี้

อย่างไรก็ตาม คนขับเองก็ต้องมีฝีมือไม่น้อย ผมชมคนขับแท๊กซี่ว่าเป็น “Professional Driver” ซึ่งเค้าตอบกลับมาว่า “จะไม่ให้ Professional ได้ไง ในเมื่อเค้าขับขึ้นแขาแห่งนี้วันละ 4 รอบ มาตลอด 20 ปี!!”

20 ปี วันละ 4 รอบ.. รอบละ 60 ริงกิต เท่ากับ 600 บาทต่อรอบ ดังนั้นวันหนึ่งเค้าจะได้ประมาณ 2,400 บาท แค่ขึ้นเขารอบละ 1 ชม.กว่าๆ เท่านั้นเอง

คิดแล้วอยากให้เมืองไทยมีสถานที่แบบนี้บ้างจัง

การมาเยือนมาเลเซียครั้งนี้ บอกตรงๆว่าไม่มีอะไรเที่ยวเท่าไร่ครับ สำหรับที่เที่ยวยังไงก็สู้ประเทศไทยเราไม่ได้ คนมาเลเซีย คนสิงคโปร์ถึงได้แวะมาเที่ยวเมืองไทยเป็นจำนวนมาก ปีละหลายๆครั้ง แต่การมาเปิดหูเปิดตาในครั้งนี้ทำให้ได้รู้ว่า ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ เรา แม้เค้าจะเริ่มพัฒนาช้ากว่าเรา แต่วันนี้เค้าเติบโตเร็วกว่าเรามาก และเชื่อว่าอีกไม่นาน เค้าคงจะเจริญนำหน้าเราขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว นี่ยังไม่พูดถึงเวียดนามที่ตอนนี้เป็นประเทศที่หลายคนให้ความสนใจ หรือที่น่าสนใจกว่าในขณะนี้ก็น่าจะเป็นพม่า หลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปใน “ทางที่ดี”

ดังนั้น เราควรจะต้องมองย้อนดูตัวเองครับ ประเทศไทยเรา ถ้าเราไม่ช่วยกันพัฒนา ช่วยกันดูแลแล้ว ใครจะมาช่วยเรา? อีกไม่นาน เพื่อนบ้านเราคงจะแซงหน้าเราไปหมดแน่ๆ!

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

APP (คำที่เกี่ยวข้อง: iOS, Android, iPhone, iPad)
– ย่อมาจาก Application (หรือเรียกง่ายๆว่า โปรแกรม) โดยมากใช้กับโปรแกรมที่ใช้กับ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์พกพาต่างๆ
การทำ App ต้องทำแยกสำหรับมือถือต่างยี่ห้อ โดยยึดเอาระบบปฎิบัติการเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ระบบปฎิบัติการบนมือถือและอุปกรณ์พกพาในปัจจุบันสามารถแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ iOS (พัฒนาโดย Apple) และ Android (พัฒนาโดย Google)

72's Friends

Useful Links

Related Articles: