There’s a will, there’s a way

October 23, 2012 My View Comments

เคยถามใครว่าทำอย่างนั้นได้มั้ย ทำอย่างนี้ได้มั้ย แล้วถูกปฎิเสธกลับมาไหม?

“ทำไมได้หรอก”

“ทำยาก กว่าจะทำเป็นก็นาน”

“โหหห..แบบนี้ถ้าทำได้ก็เทพแล้ว”

“ปัญหามันเยอะนะถ้าจะทำอ่ะ”

หรือหากจะมองย้อนกลับไปดีดี คนที่ตอบปฎิเสธด้วยคำเหล่านั้น อาจจะเป็น..  ตัวเราเอง

คนส่วนใหญ่มักกลัวที่จะทำสิ่งใหม่ๆ ลองสิ่งใหม่ๆ โดยอ้างว่า สิ่งใหม่ๆ เหล่านั้นมัน “ยาก” หรือ “เป็นไปไม่ได้”

แต่คนส่วนน้อย จะลองทำ ลองจนทำได้ แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะ ยากจริง หรือบางครั้งยากเกินกว่าที่จะเป็นไปได้

แต่ความพยายามที่จะลองทำนี่แหละ คือสิ่งที่แยกความแตกต่างระหว่าง คนเก่ง และ คนธรรมดา

มันไม่แปลกหรอก ที่เราไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง แต่มันจะแปลกหากเราไม่คิดจะลองทำก่อนที่จะบอกว่าเราทำไม่ได้

“There’s a WILL, there’s a WAY”

ถ้าเราคิดจะทำซะอย่าง มันก็ต้องมีทางสินะ!

คำนี้เป็นคำที่ฝรั่งพูดกันบ่อย แต่ผมได้ยินครั้งแรกจากหนังเรื่อง SHREK

เชร็คยักษ์เขียวตัวใหญ่ๆ ที่ต้องไปช่วยเจ้าหญิงฟิโอน่า โดยมีเพื่อนเป็นเจ้าลาดองกี้ และ แฟนของเจ้าลาคือมังกรไฟยักษ์ สีชมพู

ฉากนี้เจ้าเชร็คกำลังจะวิ่งกำลังไปหาเจ้าหญิงที่ปราสาท เพื่อไปยังพิธีแต่งงาน แต่เชร็คคิดว่า วิ่งกลับไป ยังไงก็ไม่ทัน มันสายไปเสียแล้ว

เมื่อเชร็คบอกเจ้าลา เจ้าลาดองกี้ จึงตอบกลับด้วยสำเนียงสดชื่น สบายๆ ตามสไตล์ ว่า

“Ha-ha-ha! Never fear! Where there’s a will, there’s a way. And I have a way.”

“ฮ่า ฮ่าา.. ไม่ต้องกลัวหรอก ถ้าคิดจะทำซะอย่าง มันก็ต้องมีทางสิ! .. ฉันมีวิธีนะ!!”

“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”

มันไม่ใช่เป็นคำพูดของต่างชาติเท่านั้น แต่ของไทยก็มี

ทำให้เรารู้ว่า มันเป็นความจริงที่ยอมรับกันทั่วหล้า

ดังนั้นถ้าวันหนึ่งเราถึงทางตัน คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร อย่าเพิ่งปฎิเสธ อย่าเพิ่งคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้.. ถ้าเราตั้งใจอยากทำซะอย่าง มันก็ต้องทำได้

ส่วนหนึ่งก็เพื่อแยกให้เราไปอยู่ในกลุ่มคนเก่ง ไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนธรรมดา

ขนาดหนังการ์ตูนเค้ายังสอนให้เด็กคิดอย่างนั้นเลยนะ ^^

 

Update being72 ตอนสุดท้าย ตอนที่33: Too Far from the Dream

Update ตอนสุดท้ายที่ตั้งใจจะบอกว่า ถึงวันนี้ วันที่เราเดินทางมาถึงปีที่ 12 หลายอย่างที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ไกลเกินจากที่เราเคยฝันเอาไว้มาก

อ่านทั้งหมดได้จากที่นี่ครับ

Being72 ตอนที่ 33: Too Far from the Dream

ทำไมเราถึงควรจะอ่านข่าวภาษาอังกฤษเอง?

อย่ามัวแต่รออ่านข่าวจากสื่อออนไลน์ต่างๆที่มารายงานให้เรา ไม่ว่าจะเป็นข่าวทั่วๆไป, รายงานโหลดแอ๊พฟรี, ไอคอนฟรี หรือแม้กระทั่งเทคนิคการใช้ photoshop

ไม่ใช่จะบอกว่าไม่ให้อ่านเลย (เพราะอ่านภาษาไทยยังไงก็ง่ายกว่าอยู่แล้ว) แต่จะบอกว่า ให้ค้นหาข่าวภาษาอังกฤษอ่านเองด้วย เหตุผลก็เพราะ…

1. ข่าวที่เราได้อ่าน มันเป็นเพียงข่าวอันน้อยนิด

เคยคิดไหมครับว่า ก่อนที่เค้าจะมาแปลข่าวให้เราอ่าน เค้าต้องอ่านมาก่อนหน้านี้แล้วกี่ข่าว? สิบ ยี่สิบ หรือร้อยข่าว??

แล้วเค้าก็คัดเลือกเฉพาะข่าวที่เค้าเห็นว่า “สำคัญ” หรือข่าวที่ “อยากให้เรารู้” มาให้เราอ่าน

ไอ้ตรงนี้สิคือเหตุผลที่ทำไมเราต้องอ่านเอง เพราะข่าวที่ “สำคัญ” ในวิจารณญานของเค้า จะเป็นข่าวที่สำคัญสำหรับเราจริงๆหรอ? แล้วข่าวที่เค้าว่า “ไม่สำคัญ” ล่ะ?

หรือข่าวที่ “อยากให้เรารู้” อันนี้มีประเด็น.. สิ่งที่อยากให้เรารู้ อาจจะเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่เขา “ไม่อยากให้เรารู้” บางครั้งไม่ดี ไม่น่าสนใจ หรือ อาจจะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ จนเค้าอยากจะเก็บไว้ไม่อยากจะให้คนอื่นรู้ น่าจะเก็บไว้เป็นข้อมูลเองเสียมากกว่า

เป็นไปได้มั้ย?

2. เปิด Dict เดี๋ยวนี้มันง่ายมาก

บางคนอาจจะคิดว่า ก็ภาษาฉันไม่แข็งแรงนิ เลยไม่อยากอ่านข่าวภาษาอังกฤษ

มองในมุมกลับ นี่น่าจะเป็นหนทางที่ดีในการพัฒนาภาษาของคุณนะครับ และข่าวในสมัยนี้ก็ไม่ได้เขียนให้อ่านยากเลย โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวกับเรื่องราวในวงการออกแบบ ดีไซน์ หรือ ไอที เป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว เราก็ใช้คำทับศัพท์กันมามากมาย

ที่สำคัญ ปัจจุบันนี้การเปิด Dictionary นั้นง่ายกว่าแต่ก่อนมาก เพียงแค่เปิดโปรแกรม หรือ search จากเว็บ ก็ได้คำตอบแล้ว (คิดถึงสมัยก่อนที่ต้องเปิด dict เป็นเล่มๆ แล้วต้องเอาสก๊อตเทปแปะทับตัวอักษรเพื่อขั้นหน้าให้รู้ว่า อักษร A, B, C เริ่มตรงไหน ทำให้รู้สึกว่า สมัยนี้ง่ายกว่ามาก แต่อาจจะเป็นเพราะการค้นหาที่ยากกว่า จึงทำให้จำได้เก่งขึ้นรึเปล่า? เพราะเราไม่อยากจะต้องค้นหามันอีก)

3. รู้ข่าวได้ไวกว่า

แน่นอนครับ อ่านก่อน รู้ก่อน ได้เปรียบกว่า ยุคนี้ ใครช้า คนนั้นอด แล้วคุณจะมัวรอคนอื่นแปลข่าวให้คุณอ่านทำไม อ่านเองซะเลยแน่นอนกว่าเยอะ

4. หาข่าวจากแหล่งอื่น

ทุกวันนี้ ทุกสำนักข่าว หาข้อมูลจากแหล่งเดิมๆ เหมือนๆกัน ที่ฮิตๆ ก็อย่างเช่น Techcrunch, Mashable, Macrumors, Engadget แม้ว่าแหล่งเหล่านี้จะเป็นศูนย์รวมข้อมูลที่เร็วและเชื่อถือได้ แต่หากเราสามารถหาได้จากแหล่งอื่น ที่อาจจะให้ข่าวที่ “เหมาะ” กับเรามากกว่า จะดีกว่ามั้ย?

ลอง app ชื่อ ZITE ครับ ตัวนี้เคยแนะนำกันไปแล้ว ขอบอกว่าดีจริง ฟรีด้วย แล้วผมก็ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด มีทั้ง version iPhone, iPad, Android มันจะเลือกดึงข่าวจากแหล่งต่างๆมากมาย โดยดูจากความต้องการของเรา เช่น เรื่อง technology, art, architect, design, film, photography เยอะแยะไปหมด ลองครับ มันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีหากคุณคิดจะหา ข้อมูลใหม่ๆ ด้วยตัวคุณเอง

ผลวิจัยผู้ใช้เว็บผ่านมือถือ โดย Google

October 9, 2012 MOBILE Comments

ผลวิจัยนี้ออกมาจาก Google เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์เห็นจะได้แล้ว แต่กว่าผมจะสรุป และกว่าจะมีเวลานั่งเขียน ก็ล่วงเลยมาจนบัดนี้

แต่มันก็ยังไม่สายเกินไปครับ เพราะมีข้อมูลมากมายที่เรายังไม่เคยรู้

การวิจัยนี้ทำจากคนอเมริกัน 1,088 คน ที่เล่นอินเตอร์เน็ทผ่านมือถือ เมื่อเดือนกรกฏาคม ปี 2012 ครับ

พบว่า…

75% ของคนที่เล่นมือถือ ต้องการใช้เว็บไซต์ที่เป็น Mobile version นั่นคือ เว็บไซต์ที่มีขนาดหน้าจอ “พอดี” กับมือถือ (ไม่ใช่ขนาดปกติแต่ดูบนมือถือได้นะครับ)

และคนที่ได้เข้าเว็บไซต์ผ่านมือถือแล้ว 74% มักจะกลับมาอีก

67% บอกว่าทำให้มีแรงจูงใจอยากซื้อของจากเว็บนี้

แม้ว่าจะมีคนมากมายที่บอกว่า อยากใช้เว็บที่มีขนาดหน้าจอ “พอดี” กับมือถือ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ 96% ของเว็บที่เข้าไปดู ไม่ใช่เวอร์ชั่นมือถือเลย!!

เค้าก็เลยถามไปอีกว่า.. แล้วถ้าเข้าไปในเว็บของสินค้าที่เรารู้จักแล้ว มันเป็นเว็บธรรมดา แบบที่ต้องใช้นิ้วมา zoom เพื่ออ่านข้อความแล้วนั้น เค้าจะทำอย่างไรต่อไป?

79% บอกว่า จะกลับไป search หาเว็บบริษัทอื่น (หรือคู่แข่ง)…  79% !! เลยนะครับ!!! นั่นแปลว่า เรากำลังช่วยคู่แข่งเราทีมีเว็บสำหรับมือถืออยู่รึเปล่า?

52% คิดว่า ไม่ค่อยอยากจะเข้ามาดูมาสนใจอะไร

แต่นี่น่าสนใจสุด.. 48% เค้าคิดว่า การที่บริษัทไหนไม่มีเว็บสำหรับมือถือ แปลว่า บริษัทนั้นไม่ได้ใส่ใจในธุรกิจของตัวเองเลย!

นี่มันการเป็นเรื่องของภาพลักษณ์องค์กรแล้ว

งั้นมาดูกันต่อว่า.. แล้วคนที่เข้ามาใน Mobile Site นั้น ส่วนใหญ่แล้วเข้ามาทำอะไร? ไล่จากสูงสุดไปต่ำสุด


ภาพจาก marketingland.com

76% บอกว่ามาดูที่อยู่ สถานที่ตั้งอาคาร และ เวลาทำการ

61% มาเพื่อหาเบอร์โทรศํพท์ แล้วก็กดโทรออกจากเว็บ (ก็เล่นมือถือ อยู่แล้วนิ กดโทรออกเลยง่ายดายมาก)

54% ต้องการจะหาที่อยู่อีเมล เพื่อส่งถึง

53% มาดาวน์โหลด App, 48% มาดู social network, 41% มาดูคลิปวิดีโอ

ส่วนในแง่การใช้งาน พบว่า…

ภาพจาก marketingland.com

78% อยากเห็นข้อมูลที่ต้องการภายใน 2 คลิ๊กเท่านั้น! และต้องการหา Search box ได้ง่ายๆด้วย

64% ชอบการ scroll แบบ บน-ล่าง ไม่ใช่ ซ้าย-ขวา

69% ชอบปุ่มใหญ่ๆ!

74% ชอบดีไซน์สะอาดๆ เรียบๆ, และอยากให้มีปุ่มเพื่อให้สวิทช์กลับไปยัง Full non-mobile version

73% ต้องการแบบฟอร์มที่ “สั้น”

ยังมีรายละเอียดอีกมากนะครับ ลองไปติดตามอ่านต่อกันได้จาก reference site ด้านล่างนี้ครับ

REF: http://googlemobileads.blogspot.com/2012/09/mobile-friendly-sites-turn-visitors.html
http://marketingland.com/google-survey-what-users-want-from-mobile-sites-22606
http://blog.hubspot.com/blog/tabid/6307/bid/33631/The-20-Things-Users-Want-Most-From-Your-Mobile-Site-New-Google-Data.aspx

 

We are now on “PINTEREST”

October 3, 2012 rgb72 Comments

rgb72 on Pinterest

Pinterest คือหนึ่งใน Social Network รูปแบบใหม่ ที่แม้จะไม่ได้เพิ่งมาใหม่ แต่ด้วยจำนวนผู้คนที่เข้ามาเล่นในPinterest มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้วันนี้ Pinterest เป็นอีกหนึ่ง Social Network ที่จะมองข้ามไม่ได้

Pinterest เปิดตัวครั้งแรกด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการให้ “ผู้คนทั่วไป” ได้เข้ามาแชร์ หรือ “PIN” ปักหมุด มาร์ค ในสิ่งที่ตนเองสนใจเอาไว้ แล้ว share ออกไปให้คนอื่นๆได้เห็น และในทางกลับกัน ผู้ใช้งานสามารถดูเพื่อนๆ หรือคนที่สนใจในสิ่งเดียวกัน

เช่น เราชอบกระเป๋าหลุยส์ เราก็จะไปดูเว็บ หรือ ถ่ายรูปกระเป๋าหลุยส์ที่เราชอบ แล้วนำมาแชร์ไว้ใน Pinterest..  ขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นเพื่อนทั่วโลกที่ชอบหลุยส์เหมือนเรา แล้วแชร์ link เว็บไซต์ หรือรูปภาพกระเป๋าหลุยส์รุ่นต่างๆให้เราได้ชมกันอีกด้วย

คล้ายการแชร์ทั่วๆไป แต่แยกตามประเภทของสิ่งที่เราชอบ จับคนที่ชอบอะไรเหมือนๆกัน มาเจอกัน

และก็เหมือน Social Network รูปแบบอื่นๆ เมื่อมี “คน” เข้าไปอยู่ในนั้นมากๆแล้ว ก็เป็นที่สนใจต่อ “ธุรกิจ”

เมื่อธุรกิจเราเป็นที่น่าสนใจ หรือเราแชร์เรื่องที่น่าสนใจ ก็จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้คนรู้จักเรามากขึ้น

เช่น เว็บไซต์ของ Ana White (www.ana-white.com) ผู้หญิงคนหนึ่งที่เขียน blog แนว Home Maker

การแชร์งานของเค้าผ่านทาง Pinterest ทำให้มีคนที่สนใจงานในแนวนี้ เข้ามายัง blog เค้าเป็นจำนวนหลายหมื่นคนภายในเวลาอันสั้น

ที่เขียนมาตั้งนานก็เพื่อจะบอกว่า วันนี้ rgb72 ก็มี Pinterest แล้วเช่นกัน

แวะเข้าไป Follow กันได้ที่ http://pinterest.com/rgb72/

ในนั้นนอกจากจะมีภาพงาน ภาพ lifestyle ของคนใน rgb72 แล้ว ยังมี collection งาน design ที่เราได้ไปเห็นไปพบ จาก Pinterest ของคนอื่นบ้าง จากเว็บไซต์อื่นๆบ้าง หรือจากที่เราไปพบประสบเจอเองบ้างเช่นกัน

ลองเล่นดูนะครับ บางที Pinterest อาจจะเป็น resource อะไรใหม่ๆทางความคิด อย่างที่ทีมงาน rgb72 หลายคนใช้มันเป็นประจำอยู่ก็เป็นได้ ^^

Follow Me on Pinterest

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

AdSense
– ระบบการโฆษณาบน Google
— WEB101 by rgb72

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus