Home » Currently Reading:

ตอนที่18: ขึ้นศาล… มันไม่สนุก

มีคนบอกกับผมว่า..

“การได้ขึ้นศาลในฐานะโจทย์ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ได้ประสบการณ์ ดีกว่าต้องไปขึ้นศาลในฐานะจำเลย”

เมื่อครั้งหนึ่งผมตัดสินใจว่า จะทำเรื่องฟ้องศาล เนื่องจากไม่ได้รับค่าจ้างจากการทำงาน ตามที่ได้ตกลงกันไว้ หลังจากที่ลูกค้ารายหนึ่งปฎิเสธไม่รับโทรศัพท์ผม และทำเป็นไม่รู้เรื่องให้คนอื่นมารับหน้าแทนแม้ผมจะเดินทางไปหาถึงที่ก็ตาม

ลูกค้ารายนั้นของผมคือ ลูกค้าที่สมุย ลูกค้าที่มาพร้อมความสนุกในตัวงานและประสบการณ์ที่ได้เล่าในตอนที่ผ่านมา

ผมเชื่อว่าหลายคนที่ได้ทำงาน ไม่ว่าจะรับงานฟรีแลนซ์หรือเปิดบริษัท ก็คงไม่พลาดกับสถานะการณ์สุดคลาสิก นั่นคือการโดนเบี้ยวเงินค่าจ้าง ผมเองก็โดน แม้จะไม่บ่อยนักแต่ก็โดน

วิธีการหลีกเลี่ยงการโดนเบี้ยวนั้นคงทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม การป้องกันนิดๆหน่อยๆ ก็พอจะช่วยได้ เช่น การประเมินลูกค้า ดูว่าสิ่งที่เค้าต้องการ กับ ธุรกิจที่เค้าทำนั้น มันเป็นไปได้รึเปล่า, การเน้นรับงานกับบริษัทใหญ่, การเลือกทำงานให้กับกลุ่มธุรกิจที่มีกำไรดี, การทำสัญญาว่าจ้าง, การขอรับเงินค่ามัดจำล่วงหน้า ต่างๆเหล่านี้ดูเหมือนว่าเราเป็นคน งก หรือเห็นแก่เงิน แต่เมื่อถึงเวลาที่โดนเบี้ยวแล้ว ใครก็ช่วยเราไม่ได้ จะมาขอทำสัญญาย้อนหลังก็ไม่สามารถทำได้แล้ว

เราต้องยอมรับว่า คนไทยเรามีนิสัยง่ายๆ ทำอะไรง่ายๆ และขี้เกรงใจ โดยเฉพาะเมื่อเราเป็นฟรีแลนซ์ การที่เราจะบอกผู้ว่าจ้างให้เซ็นสัญญา เราก็เกรงใจ ลูกค้าบางคนก็มองหน้าหาว่าเราไม่เชื่อใจ สุดท้ายเราก็ต้องจบด้วยการยอมๆ กันไป

แต่การที่เรายอมๆแบบนี้ล่ะ ที่ทำให้เรานั้นเสียเปรียบ เพราะถึงเวลาอยากได้งาน ก็ต้องการงานเร็ว งานด่วน แต่เมื่อได้งานแล้ว ก็มักจะจ่ายเงินช้า รอนาน และแน่นอน เราเองก็ไม่กล้าทวง

น้อยครั้งนักที่จะเจอลูกค้าที่ดียอมจ่ายเงินก่อน ซึ่งผมก็โชคดีที่ได้เจออยู่บ้าง เช่นเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีลูกค้าชาวต่างชาติ นัดผมเข้าไปประชุมรับ brief แล้วถามว่า ได้รับเงินงวดแรกหรือยัง ทั้งๆที่เป็นการประชุมครั้งสองเท่านั้น ผมตอบไปว่า ยังครับ แต่ว่ามาวางบิลแล้ว เค้าต่อว่าผมกลับว่า แล้วคุณทำงานโดยไม่ได้รับเงินหรอ เค้าบอกว่า “Don’t do free design, it’s not the way it works” แล้วก็บอกผมว่าให้รีบมารับเงินโดยเร็ว อย่าทำงานฟรี

ในกรณีลูกค้าที่สมุยนี้ ผมได้ว่าจ้างให้ไปถ่ายรูปที่ไซต์งาน ทำเว็บไซต์ ทำ CD Presentation ปั้มแผ่นและทำหน้าปกพร้อม ลูกค้าได้ชำระเงินมาให้แล้วบางส่วน แต่ก็ยังคงเหลืออยู่ในก้อนสุดท้ายที่เป็นจำนวนเงินมากที่สุด

ผมได้โทรศัพท์ไปหาลูกค้าผมหลายครั้ง ในช่วงแรกลูกค้ารับสายแต่บอกปัดการจ่ายเงิน และเลื่อนเวลาไปเรื่อยๆ แต่ในช่วงหลัง เค้าเริ่มไม่รับสาย บางครั้งกดสายทิ้ง หรือบางครั้งก็ให้เลขาช่วยรับเพื่อแจ้งว่าเค้าไม่อยู่

จริงๆผมก็โทรไปไม่บ่อยเท่าไร่ ได้แต่บอกเค้าว่าเราคือค่าใช้จ่ายตรงนี้ ยังงัยก็ต้องจ่ายเรานะ ไม่งั้นเราแย่แน่ ส่วนทางเค้าเองก็ทำเป็นไม่สนใจ บอกปัดไปเรื่อยๆ มีครั้งหนึ่งผมไปหาเค้าถึงที่บริษัท แต่ว่าไม่เจอคนที่ผมประสานงานด้วย

ผมจึงตัดสินใจปรึกษาทนายที่พอรู้จักว่าจะทำอย่างไรดีกับกรณีนี้ ทนายผมบอกว่า บางทีการมีหมายศาลอาจจะช่วยได้

การออกหมายศาลนั้นต้องทำโดยทนาย ซึ่งการออกหมายศาลก็เพื่อแจ้งให้ผู้จ้างได้รับทราบว่า ขณะนี้เราได้ทำเรื่องทางกฎหมายแล้วนะ หากไม่ยอมจ่ายเงินเสียที เราจะทำการฟ้องแล้วนะ

หลายคนตกใจเมื่อเห็นหมายศาล และหลายคนก็ยอมจ่ายเพราะไม่อยากมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลให้เสียประวัติ ดังนั้นการที่ทนายผมบอกว่า การออกหมายศาลนั้นพอจะช่วยได้ เพราะถ้าผู้จ้างยอมจ่าย เราก็สามารถยกเลิกเรื่องได้ ไม่ต้องฟ้องศาลให้เรื่องยาว

อย่างไรก็ตามผมลังเลอยู่นานมาก เพราะเกิดมาไม่เคยฟ้องใคร ไม่เคยขึ้นศาล แต่คุณทนายผมบอกว่า “การได้ขึ้นศาลในฐานะโจทย์ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ได้ประสบการณ์ ดีกว่าต้องไปขึ้นศาลในฐานะจำเลย” ผมเห็นด้วย และคิดว่าโอกาสแบบนี้คงมีไม่บ่อยนัก และเชื่อว่าหลายคนก็คงไม่อยากจะทำซักเท่าไร่นักเช่นกัน

ยอมรับว่า ณ เวลานั้นผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับการฟ้องร้อง หรือการขึ้นศาลใดๆเลย แม้กระทั่งศัพท์เทคนิคง่ายๆเช่นคำว่า โจทย์ และ จำเลย ยังไม่รู้เลยว่าคนไหนคือคนฟ้อง และคนไหนคือคนที่ถูกฟ้อง

กระบวนการเริ่มต้นด้วย ทนายส่งหมายศาลออกไป แจ้งว่ามีการติดหนี้เท่าไร่ และต้องการให้มีการไกล่เกลี่ย แต่ก็ไ่ม่ได้รับการตอบรับใดๆ โดยปกติแล้ว เวลาส่งหมายศาลจะต้องมีคนเซ็นรับ เมื่อมีคนเซ็นรับก็แสดงว่ามีคนรับรู้แล้ว หรือหากที่บ้านไม่มีคนอยู่ เค้าก็จะแปะหมายไว้หน้าบ้าน เพื่อนบ้านแถวนั้นถ้าใครเห็นก็ต้องรีบแจ้ง เพราะต้องตอบรับหมายศาล นี่คือกฎหมาย

จนท้ายสุด ผมจึงต้องดำเนินการฟ้องร้องอย่างชัดเจนและเตรียมพร้อมที่จะขึ้นศาล

ต้องขอลงลึกไปในรายละเอียดซักหน่อยเพราะเห็นว่าตรงนี้เป็นความรู้ ลูกค้าที่ติดต่อผมรายนี้ จริงแล้วไม่ใช่เจ้าของโรงแรม แต่เป็นน้องสาวเจ้าของ เธอเข้ามาช่วยดูแลงานบริหาร และการตลาด แต่การฟ้องร้อง ผมจำเป็นต้องฟ้องที่ตัวเธอ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา เหตุก็เพราะว่า เวลาที่เธอเซ็นเอกสารว่าจ้าง เธอเซ็นใบเสนอราคา แต่ไม่ได้ทำการประทับตรายางของโรงแรม จึงทำให้คดีนี้เป็นการว่าจ้างระหว่างตัวเธอเอง กับ บริษัทของผม ไม่ใช่โรงแรม กับ บริษัท เพียงแค่การไม่ประทับตรายางเท่านั้น มีผลให้เธอต้องมารับภาระค่าใช้จ่ายของโรงแรมทั้งๆที่เธอเป็นผู้ที่เข้ามาช่วยดูแลกิจการ

ผมเองก็เห็นใจเธออยู่ แต่ผมก็ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเงินที่ทางโรงแรมติดผมอยู่ก็ไม่ได้มากมายอะไร หากเทียบกับความยิ่งใหญ่ของโรงแรมแล้ว พี่สาวของเค้าน่าจะนำเงินมาชดใช้ได้ไม่ยากนัก แต่ไม่ทำ ปล่อยให้เรื่องราวมันเกินเลยไปเรื่อยๆ

จนถึงวันที่ต้องขึ้นศาล

สามวันก่อนหน้านั้น ทนายของผมได้ส่งแฟกซ์มาให้ โดยได้บอกผ่านทางโทรศัพท์กับผมว่า “คุณเก่งต้องท่องทุกอย่างที่มีอยู่ในกระดาษพวกนี้ให้หมดนะครับ ห้ามผิดแม้แต่ตัวเดียว และห้ามเอาเอกสารแผ่นนี้เข้าไปในศาลด้วย”

ผมตรวจดูเอกสารทั้งหมดสามหน้าที่ส่งมา พบว่าเนื้อความในนั้นเป็นข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับคดีความ โดยมีการจัดเรียงคล้ายบทพูด อ่านแล้วรู้สึกเหมือนผมกำลังจะท่องบทยังงัยยังนั้น ความยาวของเอกสารคืออุปสรรค์อย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่โหดร้ายกว่าคือตัวเลขยุบยั้บที่อยู่ในนั้น ตัวเลขที่บอกถึงจำนวนเงินว่าจ้างทั้งหมด จำนวนเงินที่จ่ายไปแล้ว จำนวนเงินที่ยังติดค้าง ซึ่งลงรายละเอียดไปว่า มีค่าถ่ายรูปเท่าไร่ ค่าเว็บไซต์เท่าไร่ ค่าพิมพ์เท่าไร่ รวมแล้วได้เท่าไร่ เมื่อบวกภาษีแล้วกลายเป็นเท่าไร่ ซึ่งต้องจำให้ได้ในระดับทศนิยมสองตำแหน่ง เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องมีวันที่เข้ามาแจ้งด้วยว่าทั้งหมดที่ว่ามานั้น เกิดเหตุการณ์ขึ้น ณ วันที่เท่าไร่บ้าง

ผมไม่เก่งเลข แถมความจำยังสั้นอีกต่างหาก เมื่อผสมกับความตื่นเต้น ในเรื่องของเวลาที่ต้องไปปรากฎตัวที่ศาล ที่ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วนั้น ทำให้ผมยิ่งจำอะไรได้ยากขึ้นไปอีก

ผมยืนท่องอยู่สามวันสามคืน แต่ก็ไม่ช่วยให้หายกังวลใจ

จนวันที่ต้องขึ้นศาลมาถึง…

วันนี้เรียกอย่างเป็นทางการว่า วันนัดสืบพยาน

การที่เราเป็นคนฟ้องเค้าก็ไม่ได้แปลว่าเราจะสบายใจ ในทางกลับกันผมเครียดมาก ตื่นเต้นเพราะไม่เคย อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าหากเราเจอลูกค้าเราที่เค้าต้องมาฟังเราในศาลด้วยแล้วนั้น จะเป็นอย่างไร จะมองหน้ากันยังงัย ผมคิดไม่ออก

จนถึงวันที่นัด ผมไปถึงก่อนเวลา

ที่ศาล มีลักษณะเหมือนโรงเรียน มีห้องแยกออกไปในทุกชั้น มีหลายห้องมากมาย อยากรู้ว่าห้องที่เราต้องเข้าอยู่ไหน ต้องอาศัยการมาเช้านี่แหละ ทำให้เราไม่ตื่นเต้น และมีเวลาเหลือพอที่จะเดินหาห้องได้อย่างใจเย็น

เมื่อเข้าไปในห้อง พบว่ามีทนายอีกหลายคนในนั้น มีคู่กรณีอีกหลายคู่ที่เข้ามาในห้องนี้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน บางคนมีปัญหาเรื่องรถชนกัน บางคนมีปัญหาเรื่องสมบัติ บางคนมีปัญหาเรื่องการหยิบยืมเงิน

หลังศาลขึ้นบัลลังก์ผมได้ฟังเรื่องราวของคนอื่นๆมากมาย และได้เรียนรู้อะไรมากพอสมควร จริงๆแล้วหากใครอยากลองสัมผัสบรรยากาศการขึ้นศาลโดยไม่ต้องฟ้องใครแล้วล่ะก็ คุณสามารถวิ่งไปที่ศาลแล้วเข้าไปนั่งฟังคดีในห้องได้เลยนะครับ ถือว่าเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดี และเข้าใจว่านักศึกษากฎหมายของไทยเราก็ต้องหัดมานั่งฟังคดีแบบนี้อยู่บ้าง

เมื่อศาลหันมาทางทนายของผมเหมือนเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า คดีของเรากำลังจะเริ่มขึ้นในเวลาอีกไม่นาน

และแล้ว ศาลก็เริ่มกล่าวว่า “เบิกคดีความ ค้างชำระค่าทำเว็บไซต์ และ ซีดี” (ประมาณนี้ ผมจำได้ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์)

จากนั้นศาลก็กล่าวเรียกตัวผมขึ้นไปบนแท่น

เค้าให้ผมพนมมือ พร้อมกับให้กล่าวสาบานตนตามกระดาษแผ่นหนึ่งที่แปะอยู่ด้านหน้า มีใจความว่า

“ข้าพเจ้าขอสาบานตนต่อพระแก้วมรกต เจ้าพ่อหลักเมือง พระสยามเทวาทิราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ว่าข้าพเจ้าจะเบิกความต่อศาลด้วยความสัตย์จริงทั้งสิ้น หากข้าพเจ้านำเอาความเท็จมากล่าวแม้แต่น้อย ขอภยันตรายและภัยพิบัติทั้งปวงจงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าโดยพลัน หากข้าพเจ้ากล่าวความจริงต่อศาล ขอให้ข้าพเจ้าจงประสบแต่ความสุขความเจริญ”

จริงๆต้องบอกว่า กระดาษที่แปะอยู่นั้นมีอยู่สามแผ่น แบ่งออกไปตามศาสนาต่างๆ ไม่ว่าเรานับถือศาสนาอะไร ก็ให้เราว่าตามคำสาบานของศาสนานั้นๆ และต้องบอกว่า ทุกคำสาบานดูศักดิ์สิทธิ์และน่ากลัวจริงๆ

ผมกลัวมากครับ และตื่นเต้นมากด้วย

ศาลเริ่มต้นด้วยการถามชื่อผมว่าชื่ออะไร จากนั้นตามด้วยข้อมูลส่วนตัวต่างๆ

“ชื่ออะไร?”

“สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม ครับ”

“เกิดวันที่เท่าไร่?”

“5 มิถุนายน 2520 ครับ”

“อายุเท่าไร่แล้ว?”

…..  ตายล่ะ ..​ตกใจมาก ลืม..​ว่าอายุเท่าไร่แล้ว ???

“เอ่อออ..​อ่าาา..​” ผมจำไม่ได้!!

“27 ครับ” ผมมั่วออกไป

ศาลไม่ได้สนใจอะไร แต่ก็มีพนักงานพิมพ์ดีดคอยจดบันทึกทุกคำพูดที่ผมได้พูดออกไป

ระหว่างการตอบคำถามศาล ซึ่งค่อยๆลงลึกไปในเรื่องของคดีความ ผมเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า จริงๆแล้ว ผมอายุ 28! ไม่ใช่ 27 ผมเครียดมากจนแทบจะลืมทุกอย่างที่ท่องมา มัวแต่เป็นกังวลว่า หากศาลมารู้ภายหลังจะหาว่าเราโกหกมั้ย? หรือการที่ผมเพิ่งได้สาบานไปว่าจะพูดความจริงทุกอย่าง หากโกหกจะขอให้พบภัยพิบัติ ผมจะพบมั้ย?

จนการไต่สวนใกล้จบ ศาลถามผมว่ามีอะไรจะพูดอีกมั้ย? ผมจึงตัดสินใจพูดไปว่า

“มีครับ..​ เมื่อตอนต้นที่ผมแจ้งไปว่า ผมอายุ 27 นั้น จริงๆแล้วผมอายุ 28 ครับ ผมลืมไป”

ศาลคงเห็นว่าผมดูเครียดและตื่นเต้นมาก ขนาดว่าบอกอายุตัวเองยังผิดเลย ผมจำได้ว่า ศาลหัวเราะ หึๆ นิดหนึ่งก่อนที่จะบอกให้พนักงานจดบันทึกแก้ไขอายุของผม

ก็ยังดีครับ อย่างน้อยผมจะได้ไม่เป็นกังวลว่า ชีวิตผมจะพบโชคไม่ดีหรือไม่เพราะการบอกอายุตัวเองผิด

คดีนี้ปิดตัวลงหลังจากการนัดเข้ามาสืบพยานทั้งหมด 4 ครั้ง และในครั้งสุดท้ายผมจึงจะได้พบกับลูกค้าของผม แบบผ่านๆ สำหรับเรื่องการจ่ายเงินค่าเสียหาย ได้จบลงที่การประนีประนอม และลดหย่อนค่าใช้จ่ายลงประมาณ 30% ซึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่ายของทนายไปแล้ว ผมเหลือติดตัวกลับบ้านไม่ถึงสองหมื่นบาท

ในต่างประเทศ นอกจากค่าเสียหายที่ต้องฟ้องทางจำเลยแล้ว ยังต้องรวมค่าทนาย ค่าเสียเวลาในการเดินทางมาขึ้นศาล และค่าอื่นๆอีกจิปาถะมากมาย นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้การฟ้องร้องในบางกรณีมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ผมเข้าใจว่าในไทยก็มีทำเช่นนั้นบ้างเหมือนกัน ทั้งนี้เราก็คงต้องดูครับว่าคนที่เราจะฟ้องเป็นใคร

การฟ้องร้องคนมีผลทำให้คนที่โดนฟ้อง คนที่ผิดนั้นได้รับความเสียหายมากกว่าการใช้เงินที่ติดหนี้เรานะครับ หลายคนเสียเครดิตในการกู้ยืมเงินกับทางธนาคาร และบางคนหากต้องไปทำงานติดต่อกับสถานที่ที่เค้าต้องมีการสืบประวัติ เมื่อเห็นว่ามีประวัติที่ไม่ดีเรื่องการเงิน ก็จะทำให้เค้าเสียหายได้มากกว่าที่คิด

ดังนั้นเราคงต้องดูที่ต้นตอครับ ถ้าคุณเป็นคนที่คิดจะเบี้ยวเงิน หากเป็นบริษัทที่คิดจะไม่จ่ายเงินฟรีแลนซ์หรือดึงเงิน บางครั้งความเสียหายมันก็เกิดขึ้นได้มากกว่าที่คุณสามารถจะคาดการณ์ได้เหมือนกัน

จากเรื่องนี้ ทำให้รู้ว่า…

1. การเซ็นเอกสารทุกครั้ง หากคุณเป็นผู้มีอำนาจเซ็นการสั่งงาน สั่งสินค้า รับผิดชอบค่าใช้จ่าย จำเป็นต้องมีตราประทับบริษัท ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้คดีของบริษัทกลายเป็นคดีของคุณ

2. การทำงานทุกครั้งควรมีเอกสารให้ครบถ้วน มีการเซ็นสัญญา เพื่อปัองกันการไม่จ่ายเงินของผู้ว่าจ้าง

3. การฟ้องร้อง ไม่ได้สนุก แต่ก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด โดยเฉพาะเมื่อเราคิดว่าเราถูก หาหลักฐาน และสามารถจัดการกับคนที่ไม่จ่ายเงินเราได้เลย

ผมไม่ได้แนะนำให้ไปฟ้องใคร และไม่อยากให้ใครโดนฟ้อง ดังนั้น หากจ้างงานใคร ก็่จ่ายเขาคนนั้นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้เถอะครับ เพราะมาคิดค่าเสียเวลา ค่าทนาย แล้ว ผมว่ามันไม่คุ้มกันทั้งคนฟ้องและคนถูกฟ้อง

Currently there are "7 comments" on this Article:

  1. […] ตอนที่18: ขึ้นศาล… มันไม่สนุก […]

  2. […] This post was mentioned on Twitter by icez network and iMenn, sittipong. sittipong said: http://bit.ly/aa88oX rgb72 ตอน "ขึ้นศาล… มันไม่สนุก" เขียนมาให้เป็นประสบการณ์คนที่คิดอยากจะฟ้องนายจ้างที่ชอบเบี้ยวไม่จ่ายตัง […]

  3. เป็นความรู้ให้กับคนทำงานวงการนี้มากเลยครับ คุณเก่ง
    หนังสือออกเมื่อไร ผมขอเล่มแรกนะครับ เอาลายเซนต์ด้วย 🙂

  4. iballbaa says:

    555 อ่านแล้วตื่นเต้นตาม แล้วโรงแรมที่ว่าคือที่เดียวกะตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว รึป่าว?

  5. sittipong says:

    5555555 คุณนี่.. ผมอุตส่าห์ไม่พูดแล้วนะคับ..​พยายามมาขุดคุ้ยอยู่นั่น 555555

  6. Sittipat says:

    เป็นประสบการณ์ที่ดีครับ แต่ผมคิดว่าพี่ไม่น่าจะเป็นคนที่ความจำสั้นนะ เล่าได้ซะยาวขนาดนี้ – -“

  7. Nopparut_fishery says:

    ต้องท่องสำนวนด้วยของผมยาวมากตัวเลขเยอะตายแน่อีก 2 วันต้องเป็นโจทก์ฟ้องลักษณะคดีคล้ายกันเลย…

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

Air (คำที่เกี่ยวข้อง: Adobe, Flash, HTML, JavaScript)
– หนึ่งใน technology ที่พัฒนาโดย Adobe ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างโปรแกรมสำหรับคอมพิวเตอร์ได้ใช้เทคนิคเดียวกันกับการเขียน code สำหรับเว็บ ไม่ว่าจะเป็น HTML, JavaScript หรือ Flash โดยคำว่า AIR นั้นย่อมาจาก Adobe Integrated Runtime

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus