Home » Currently Reading:

ตอนที่4: rgb72 เริ่มต้นอย่างเงียบๆ (Quietly Started)

Rgb72 quietly started

คนที่ทำงานในสายออนไลน์นั้นแยกเป็นกลุ่มออกมาได้ง่ายๆ 3 กลุ่มคือ กลุ่มดีไซน์เนอร์ พวกนี้ทำงานออกแบบเว็บไซต์ สร้างสรรค์งานออกมาให้สวย หรือบางครั้งต้องแหวกแนว แต่ยังคงต้องใช้งานง่าย และสามารถสะท้อนภาพลักษณ์ของบริษัทลูกค้าได้ คนกลุ่มนี้ผมเรียกว่าเป็นพวก “สร้างฝัน” คือ คิดอยากจะทำอะไร อยากจะฝันอะไรให้ลูกค้า ก็ฝันไปเลย ทำไปเลย หลายครั้งที่คนกลุ่มนี้บอกผมว่าไม่อยากจะออกแบบให้มันหลุดมาก หรือเว่อร์มากเพราะกลัวว่าคนกลุ่มที่สองที่จะพูดถึงนี้เค้าทำไม่ได้ ผมจึงบอกกลับไปว่า เรามีหน้าที่สร้างฝัน เราก็สร้างไป ส่วนอีกกลุ่มจะทำได้หรือไม่ มันเป็นหน้าที่ของเค้า ซึ่งคนกลุ่มที่สองนี้ ผมเรียกว่า กลุ่ม “ทำฝันให้เป็นจริง”

กลุ่มนี้ผมหมายถึงกลุ่มโปรแกรมเมอร์ ที่ rgb72 เราจะแยกทีมงานกลุ่มนี้ออกเป็นสองกลุ่มย่อย คือทีม HTML กับทีม Programming สองทีมนี้จะทำงานต่างกัน ทีม HTML ก็จะคอยตัด HTML จากดีไซน์ที่ได้มา โดยจะต้องค้นหา coding ที่ทันสมัยและเหมาะที่สุด ซึ่งนั่นหมายถึงความเบาของ code ที่ไม่กินพลังงานของเครื่องผู้ที่เข้ามาดูเว็บไซต์ และความสามารถในการมองเห็นได้ดีเหมือนกันในทุก web browser และ ทุกเพลตฟอร์ม (PC, Mac) ซึ่งนั่นทำให้ทุกอย่างที่กล่าวมา ยากขึ้นไปอีก ส่วน programmer หลังจากที่ได้รับ code จากทางทีม HTML แล้ว หน้าที่ของเค้าเริ่มจากการเรียนรู้สิ่งที่ทางทีม HTML เขียนมา และทำงานโดยไม่ทำลาย code เหล่านั้น จากนั้นจึงค่อยเพิ่มหน้าที่การทำงาน การเชื่อมต่อ database และทำให้เว็บไซต์นี้เป็น dynamic กล่าวคือ เป็นเว็บไซต์ที่มีระบบคอยจัดการอยู่ด้านหลัง ไม่ว่าจะเป็นการ update ข้อมูลง่ายๆ เช่นข่าว ไปจนถึงการทำระบบสั่งซื้อของออนไลน์หรือที่เราเรียกกันว่า อีคอมมเมอร์ซ กลุ่มนี้คือกลุ่มสุดท้ายที่จะได้จับงานเว็บไซต์ ก่อนที่จะส่งไปยังมือของทีมที่มีหน้าที่ “ขายฝัน”

กลุ่มคนขายฝันคือกลุ่ม marketing หรือบางทีก็เรียกว่า AE (Account Executive) บ้าง คนกลุ่มนี้มีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้า ตั้งแต่เริ่มงาน นำเสนอประวัติบริษัท (company profile) และงานที่ได้ทำผ่านมา (portfolio) ติดต่อระหว่างการทำงาน คอยรับ comment จากลูกค้า และสุดท้ายคือส่งมอบงาน อย่างที่ผมบอกว่า คนกลุ่มนี้มีหน้าที่ขายฝัน นั่นคือ ขายงานที่ผ่านการสร้างฝันจากทีมดีไซน์ งานของคนกลุ่มนี้หลายคนที่ไม่รู้จะคิดว่าเป็นงานที่ง่าย สบาย สนุก บางคนเห็นว่าวันๆได้ออกไปข้างนอก ไปหาลูกค้าตามออฟฟิสหรู นัดลูกค้าตามร้านกาแฟ หรือบางครั้งก็ได้เดินเล่นตามห้างสรรพสินค้า แต่หารู้ไม่ว่า งานของคนกลุ่มนี้ต้องใช้ความอึดและไหวพริบเป็นอย่างมาก เนื่องจากทีม AE เป็นทีมหน้าด่าน การไปพบปะลูกค้าตามที่ต่างๆ นั้นสุดแสนจะเหนื่อย หลายครั้งต้องเจอแดดเจอฝน หลายครั้งก็หลง และเมื่อพบลูกค้าแล้ว หากงานดี ลูกค้าก็ชม แต่หากงานไม่ดี ลูกค้าก็ด่า ซึ่งจะต้องคอยคิดหาคำตอบที่ดี ใช้ไหวพริบที่รวดเร็ว ผลก็คือการโดนด่าน้อยลง และ งานแก้ไขสำหรับทีม production ที่น้อยลงด้วย ใครที่คิดว่างานของกลุ่มนี้สบาย ผมอยากให้มาลองเป็นคนกลุ่มนี้ดูบ้างซักแค่ 2-3 วัน คุณจะรู้ว่า การได้นั่งทำงานนิ่งๆอยู่ที่ออฟฟิส นั้นดีกว่าเป็นไหนๆ

การทำงานแบบนี้ ผมเรียกว่าเป็นการทำงานแบบสายพาน หรือการทำงานแบบโรงงาน นั่นคือ เมื่องานออกแบบเสร็จจากฝั่งดีไซน์ งานก็จะถูกโยกมายังฝ่าย HTML จากนั้นจึงส่งต่อไปยังฝ่าย programming การทำงานในลักษณะนี้นอกจากงานจะเสร็จได้อย่างรวดเร็วแล้ว เรายังจะได้ทีมที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านของตน เช่นคนที่ทำ HTML ก็จะรู้เรื่อง coding ของตัวเองเป็นอย่างดี เพราะเค้าไม่ต้องมาคอยศึกษาว่าเทรนด์การออกแบบวันนี้ไปถึงไหนแล้ว Photoshop เวอร์ชั่นที่เท่าไร่แล้ว หลักการออกแบบเว็บให้ใช้งานง่ายตามหลัก usability นั้นเป็นอย่างไร เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของดีไซน์เนอร์ ส่วนดีไซน์เนอร์เองก็ไม่ต้องมาตามว่า browser ยี่ห้อนี้ เวอร์ชั่นล่าสุดเค้า update ไปถึงไหนแล้ว coding ตัวไหนบ้างที่ใช้กันไม่ได้

คงไม่แปลกหากคนที่ทำงานในสายออนไลน์อย่างเราๆ จะรับงานนอกหรือที่เรียกอีกอย่างว่าฟรีแลนซ์ในขณะที่มีงานประจำทำอยู่ คุณเจ้าของกิจการทั้งหลายคงต้องทำใจ เพราะคนที่ทำงานออนไลน์ในประเทศนี้มีน้อยมาก สำหรับ rgb72 แล้ว การรับงานนอกนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ เราไม่ได้ห้่ามอะไร เพียงแต่ว่าไม่ให้ทำในเวลางานเท่านั้น หากเราคิดในแง่ดี การที่คนของเราได้ทำงานอื่นๆ นอกจากงานที่ทำอยู่ประจำนั้น มันช่วยเปิดโลกให้เค้ามองเห็น ได้ศึกษา และได้ความรู้เพิ่มเติมเข้ามา และความรู้เหล่านั้น ก็ยังสามารถนำมาเป็นประโยชน์กับงานของบริษัทได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากพนักงานบางคนทำงานจนไม่ได้หลับได้นอน แล้วมาแอบหลับในออฟฟิส หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ อันนี้ผมถือว่างานนอกมันมามีผลที่ไม่ดีกับงานประจำ ซึ่งก็ต้องคอยห้าม คอยปรามกันไป

เจ้าของบริษัทหลายแห่งรับไม่ได้กับการที่พนักงานของตัวเองทำงานนอก แม้ว่าพนักงานจะทำนอกเวลางานก็ตาม เจ้าของบริษัทเหล่านั้นคิดว่าพนักงานเป็นของตน งานทุกชิ้นที่ทำออกไปต้องเป็นงานของบริษัทเท่านั้น หลายที่มีนโยบายว่าหากพบว่าพนักงานทำงานนอก จะโดนทำโทษ แต่ถึงเวลาแล้วจะทำได้จริงหรือ? เพราะคนที่ได้รับงานนอก แปลว่าต้องเป็นคนที่มีความสามารถ แล้วคนที่มีความสามารถ เราจะไปบังคับ ทำโทษ และไล่เค้าออก จะดีต่อบริษัทได้อย่างไร บางบริษัทยิ่งแล้วใหญ่ แอบอ่าน MSN ของพนักงาน ในความเป็นจริงแล้ว หากเจ้าของกิจการไม่สนับสนุนให้พนักงานของตัวเอง chat กันใน MSN แล้ว การ block ไม่ให้ใช้โปรแกรมก็น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด แต่การแอบอ่าน นอกจากจะไม่มีีมารยาทแล้ว หลายครั้งยังจะส่งผลให้เจ้าของกิจการนั้นเครียดเองด้วย เพราะเดาได้เลยว่า สิ่งที่จะเห็นจาก MSN นอกจากจะเป็นเรื่องเม้าส์นานาจิตตังแล้ว ก็จะมีเรื่องการนินทาเจ้านาย หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือการปรึกษากันเกี่ยวกับความคิดว่าจะลาออกจากงาน แน่นอนหลายครั้งมันเป็นแค่เรื่องเม้าส์กันสนุกๆ หลายคำพูดมันไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่เจ้าของกิจการที่มานั่งอ่าน MSN นั้น จะเกิดความเครียดขึ้นมาเอง เรื่องราวอาจจะใหญ่โตขึ้นมาถ้าเจ้าของกิจการนั้นมาตีโพยตีพาย มาแสดงออก มาต่อว่าพนักงาน จากที่เค้าไม่คิดจะลาออก อาจจะลาออกก็คราวนี้แหละ

ผมโชคดีที่ไม่เคยไปอยู่บริษัทประเภทที่กล่าวมาข้างต้น บริษัทที่ผมอยู่มานั้น ไม่ว่าจะเป็น ewit หรือบริษัทที่ต่างประเทศ ต่างรู้ขอบเขตซึ่งกันและกัน เราต่างมีความรับผิดชอบในงานต่อกัน กล่าวคือ ในเวลางานเราทุ่มเทให้กับงานบริษัทอย่างเต็มที่ นอกเวลางานเราก็ทำงานนอกของเรา และหากวันไหนงานประจำที่เราอยู่มีกรณีที่ต้องเร่งงาน งานต้องเสร็จ ต้องอยู่ดึก นั่นก็เป็นสปิริตของเราที่จะอยู่แล้วก็ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้อย่างเต็มที่

หากนับระยะเวลาหลังจากที่กลับจากอเมริกามาทำงานที่เมืองไทยจนเริ่มทำ rgb72 นั้น ผมใช้เวลาทั้งหมดแค่เพียง 1 ปี ก็อาจจะดูว่าน้อยเกินไป คงต้องยอมรับว่าตลอดเวลาตั้งแต่ที่ผมได้ทำงานประจำกับบริษัทต่างๆ ที่ได้เล่ามานั้น ผมได้รับทำงานนอกควบคู่ไปด้วยตลอด

ตั้งแต่สมัยที่ทำงานอยู่ Arcadian ผมได้ออกไปรับงานนอกกับชัยวุฒิ เพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนที่พาณิชยการพระนคร และเป็นเพื่อนร่วมงานที่ Arcadian ด้วย จนเมื่อผมย้ายมาทำงานที่ Ewit วุฒิยังอยู่ที่เดิมและมีหน้าที่ช่วยหางานและติดต่อประสานงานให้กับงานนอกของเรา

ในช่วงแรกของการทำงาน วุฒิได้เข้ามาช่วยรับหน้าที่ในส่วนงานต่างๆ ที่ผมไม่ชอบและรู้สึกไม่ถนัดที่จะทำ นั่นคืองานในส่วนของการติดต่อประสานงานกับลูกค้า การโทรติดต่อไปขอ present งาน ต่อมาผมก็เริ่มอยากจะหางานเองให้ได้มากขึ้น แทนที่เราจะรองานนอกจากพี่ Patrick อย่างเดียว การเริ่มหางานเองในช่วงนั้นของเรา เริ่มจากการที่ผมและวุฒินั่งรถไปด้วยกัน แล้วเมื่อเห็นป้ายโฆษณาของบริษัทอะไรก็ตามที่เราอยากทำ เราก็จัดการโทรเข้าไปหาบริษัทนั้นเพื่อขอแนะนำตัวกันเลย

ครั้งหนึ่งจำได้ว่านั่งรถผ่าน Siam Discovery แล้วผมกับวุฒิก็คุยกันว่า อยากจะทำเว็บให้ร้าน LOFT ซึ่งเป็นร้านขายของกิ๊ฟช๊อป เป็นร้านนำเข้าจากญี่ปุ่น และเพิ่งเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยได้ไม่นานนัก วันรุ่งขึ้นวุฒิก็จัดการติดต่อ โทรเข้าบริษัท และทำทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งการพูดคุยกับฝ่ายที่รับผิดชอบด้านเว็บไซต์โดยตรง ร้าน LOFT ในขณะนั้นไม่ใช่ร้านใหญ่ ทีมงานมีประมาณ 20 คนได้ ดังนั้นฝ่ายที่ดูแลเว็บไซต์โดยตรงจึงไม่มี แต่มีฝ่ายการตลาดที่ดูแลรับผิดชอบหน้าที่ตรงนี้แทน

ไม่น่าเชื่อว่าผลที่ได้รับดีเกินคาด ฝ่ายการตลาดของ LOFT แจ้งว่าสามารถเข้ามานำเสนองานได้เลย พูดตรงๆเลยว่า การนำเสนองานอย่างเป็นทางการแบบนี้ กับบริษัทที่เป็นจริงเป็นจังขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ และตรงนี้อาจจะบอกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ rgb72 เลยก็ว่าได้

แต่อะไรอะไรก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ปัญหาของเรา ณ ตอนนั้นก็คือ เราไม่มีอุปกรณ์ใดๆในการ present เลย วิธีการ present งานในสมัยนั้นมีอยู่สองวิธีก็คือ การ present ด้วยกระดาษ การ print งานของเราออกมาเป็นรูปสี แล้วนำใส่สมุดภาพดีดี นำไป present ให้ลูกค้าฟังด้วยการเปิดทีละหน้า วิธีที่สองคือการ present ด้วย laptop วิธีนี้ออกจะไฮโซหน่อยยุคนั้นซึ่งเป็นยุคที่ laptop ไม่ได้มีขายมากมาย และราคาของ laptop ก็สูงมากเกินว่าที่เราจะวิ่งไปซื้อเพื่อมา present ได้

โดยส่วนตัวผมเองเป็นคนที่ต้องการทำอะไรให้มันดูแล้ว pro ดูดี ไม่ชอบทำตัวให้คนอื่นเห็นว่าเราใช้ไม่ได้ ไม่ work ดังนั้นการหา laptop ไป present จึงเป็นทางเลือกที่ผมต้องการ แต่จะไปหา laptop จากที่ไหนนี่น่ะสิ

พี่สาวของผมมี laptop อยู่ตัวหนึ่ง ยี่ห้อ โตชิบ้า เป็นรุ่นที่มีขนาดใหญ่โตมาก กินไฟก็มาก หนักก็หนัก และ แบตเตอรี่ก็อยู่ได้ไม่นาน และจอก็ไม่สว่างด้วย แต่จะทำยังงัยได้เทคโนโลยีสมัยนั้นมันมีแค่นี้จริงๆ ผมจึงขอยืมเธอเพื่อนำไปใช้ในการ present งานครั้งแรกของผม

วันนั้นต้องโดดงาน Ewit เพื่อไปเจอวุฒิที่ Siam Discovery ร้าน LOFT เมื่อ 10 ปีที่แล้วมีออฟฟิสตั้งอยู่บนลานจอดรถชั้น 9 Siam Discovery มันน่าเหลือเชื่อมากที่ร้านหน้าตาสวยสดงดงามขนาดนี้จะมีออฟฟิสขนาดเล็กมากๆ อยู่บนลานจอดรถ

ผมและวุฒิเข้าไปตามนัดเวลา 10.00น.

วันนั้นผม present งานด้วยความตื่นเต้น เพราะตอนนั้นผมเองก็ไม่ค่อยได้ present งานมากเท่าไหร่ โดยเฉพาะได้มา present กับลูกค้าแบบตัวต่อตัวแบบนี้ ทำให้เกิดอาการสั่นมากๆ และอาการสั่นนี้เป็นประสบการณ์ทำให้ผมค้นพบวิธีการที่จะดูว่าคนที่มา present งานให้เราฟังนั้นเป็นมือใหม่หรือไม่ สามารถสังเกตได้จากสองจุดใหญ่ๆ ดังนี้

หนึ่ง การสั่น จุดที่ควรสังเกตเป็นจุดแรกคือมือ ถ้าเราสังเกตเห็นว่ามือสั่น แสดงว่าคน present คนนี้เป็นมือใหม่ จริงๆ แล้วเราอาจจะไม่ต้องสังเกตเลยด้วยซ้ำ เพราะว่าเมื่อคน present ต้องจับ mouse เพื่อชี้จุดต่างๆ ให้ดูใน computer แล้ว เราก็จะเห็นว่า mouse สั่น ได้เหมือนกัน

สองคือ เวลาชี้บอกจุดต่างๆ ในหน้าจอ computer ด้วยนิ้วมือ ปกติแล้ว หากคนที่ present งานบ่อยๆ ก็จะเคยชินกับการที่ต้องชี้จุดต่างๆ ใน computer ให้กับคนดูได้เห็นโดยการใช้ mouse แต่สำหรับมือใหม่บางคน อาจจะไม่ชินกับการใช้ mouse ก็จะให้มือของตัวเองแทน ใช้มือเท่านั้นยังไม่พอ ยังชี้ไปยังหน้าจอ computer ของตัวเองด้วย ไม่ได้ชี้ไปที่จอ projector วิธีนี้อาจจะใช้ได้ผลถ้าผู้ชม present นั้น กำลังมองจอ computer จอเดียวกันกับเราอยู่ แต่หลายครั้งที่ผมได้เห็นการ present งานใหญ่ ให้คนมากกว่า 5 คนขึ้นไป และจำเป็นต้องใช้ projector นั้น หากคน present งานมัวแต่ใช้นิ้วตัวเองชี้งานบนจอของตัวเอง ก็จะทำให้ผู้ที่ดูงานผ่าน projector นั้น ไม่เข้าใจในสิ่งที่พูดถึงอยู่เลย

จากที่ได้นอกเรื่องไป ก็เพื่อจะบอกว่า ครั้งแรกที่ได้ไป present กับ LOFT นั้น ผมได้โชว์ความเป็นมือใหม่ของผมด้วยข้อเสียทั้งสองข้อข้างต้นแต่มันก็ไม่ได้แย่ไปซะทุกอย่าง หลังจาก present ครั้งนั้น เราได้งาน (ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเค้าสงสารหรือว่าอะไร)


เว็บไซต์ LOFTBANGKOK.COM จัดทำโดย rgb72 ในปี 2000

ขั้นตอนต่อมาหลังจากได้งานแล้วก็คือการทำสัญญาว่าจ้าง ทาง LOFT แจ้งมาว่า ให้ช่วยทำสัญญาว่าจ้างการทำเว็บไซต์มาให้ผู้ใหญ่เซ็นด้วย แน่นอนครับว่า.. ผมไม่มีสัญญาว่าจ้างอะไรนั่น

ไม่มีแบบฟอร์ม ไม่มีตัวอย่าง ไม่มีอะไรเลย และด้วยธรรมชาติของความเป็นดีไซน์เนอร์ เรื่องการจัดการเอกสารอะไรนี่อย่าได้คุยกัน มึนสุดๆ แต่จะทำยังงัยได้ เมื่อลูกค้าต้องการให้เราทำสัญญาเข้าไปให้นายเค้าเซ็น เราก็ต้องทำ การทำสัญญานั้นปกติแล้วจะสรุปออกมามีกี่ข้อ มีเนื้อหาอย่างไรนั้น จะต้องเกิดขึ้นจากความเห็นชอบของคนทั้งสองฝ่าย ซึ่งในที่นี้ก็คือ ผู้ว่าจ้าง (ลูกค้า) และผู้รับจ้าง (เรา) หลายครั้งที่เราทำสัญญาไปแล้วลูกค้าก็จะมีแก้ไขกลับมาอีกหลายข้อ เพิ่มบ้าง ลดบ้าง แก้ไขบ้าง ไม่ว่าลูกค้าจะไปปรับอะไรที่ตัวสัญญาของเรา เราจำเป็นต้องกลับไปตรวจดูอีกครั้งว่าสิ่งที่เค้าแก้ไขมานั้น เรา OK หรือไม่

แต่สำหรับผมในตอนนั้น ยังไม่ต้องถึงขั้นแก้ไขข้อสัญญา ลำพังเพียงแค่ตัวอย่างสัญญาเราก็ไม่ีมีแม้แต่ฉบับเดียว

ผมโทรหาวุฒิทันที ขณะนั้นวุฒิยังทำงานอยู่กับพี่ Patrick แล้วบอกวุฒิว่า “เห้ยวุฒิ ช่วยหาสัญญาว่าจ้างให้หน่อยดิ.. เอาจากไหนก็ได้ ไปค้นๆดูใน computer พี่ Patrick น่ะ” ขอโทษที่ต้องบอกว่านี่มันขโมยชัดๆ แต่ว่าเอาล่ะ มันไม่ได้แล้ว ต้องส่งพรุ่งนี้

วุฒิก็จัดการหาเอกสารสัญญาเท่าที่พอจะหาได้ในช่วงเวลาอันสั้น ภายในวันเดียวก็ได้เอกสารมาตัวหนึ่ง เป็นเอกสารสัญญา ซึ่งช่วงนั้นต้องบอกตามตรงว่า ทางผมเองนั้น ไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายหรือเอกสารสำคัญใดๆเลย

ได้เอกสารมา ผมจัดการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เซ็นรับผิดชอบและชื่อลูกค้า โดยไม่ได้อ่านรายละเอียดด้านในเลย อาจจะเป็นเพราะอ่านแล้วรู้สึกว่ามีแต่ภาษาที่อ่านยากๆ ภาษากฎหมาย ไม่ค่อยเข้าใจ รีบแก้ รีบจัดการ แล้วก็รีบพิมพ์ออกจากเครื่อง printer แล้วก็ส่งให้ลูกค้าโดยด่วน

แล้วเอกสารชิ้นสำคัญชิ้นแรกของผมก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำมากสำหรับ rgb72

คืนนั้นเวลาประมาณ 5ทุ่ม ลูกค้าคนสวยชื่อคุณนก ก็โทรศัพท์มาหา พร้อมน้ำเสียงที่ค่อนข้างโมโห ฉุนเฉียว ทำให้ผมต้องเครียดตามไปด้วย คุณนกพูดว่า

“คุณเก่งไปเอาเอกสารอะไรมาให้คะ!!”

ผมก็ได้แต่อึ้ง แล้วก็พูดว่า “ก็เอกสารสัญญาว่าจ้างการจัดทำเว็บไซต์ที่ขอยังไงล่ะครับ”

เหมือนว่าคำตอบที่ผมให้นั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เธออยากจะได้ยิน เธอจึงพูดต่อว่า

“แล้วทำไมมันถึงมี เจ้าบ้าน และ ลูกบ้านด้วยคะ .. นี่มันสัญญาเช่าบ้านรึเปล่า?”

ตะลึงไปนานเลยครับ สัญญาฉบับแรกที่ให้ลูกค้า ดันไม่ตรวจตราดูให้ดี รู้ตัวอีกทีว่าสัญญาเราใช้ไม่ได้ ก็เมื่อถึงมือลูกค้าแล้ว ทีนี้ผมก็ได้แต่อ้ำอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก และก่อนที่ผมจะคิดอะไรได้ คุณนก เธอก็พูดว่า

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวให้ทางฝ่ายกฎหมายของ LOFT ช่วยดูให้ค่ะ” แล้วเธอก็วางสาย

เป็นอันว่าตามนั้น ผ่านไปไม่กี่วัน ผมได้สัญญาว่าจ้างการจัดทำเว็บไซต์ของ rgb72 เอง โดยมีฝ่ายกฎหมายของ Siam Discovery เป็นคนเขียนให้ ซึ่งผมต้องขอขอบคุณคุณนก และ ร้าน LOFT เป็นอย่างมากสำหรับการเป็นลูกค้ารายแรก และความช่วยเหลืออื่นๆอีกมากมายเป็นอย่างดี… ขอบคุณครับ

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

AdSense
– ระบบการโฆษณาบน Google
— WEB101 by rgb72

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus