Home » Currently Reading:

ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์

Generation 1 (ยุคที่ 1 : บุกเบิก)

2000 – 2005

จุด เริ่มต้นของ rgb72 การก่อตั้งขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว ในห้องนอนที่มี computer 3 เครื่อง เครื่องหนึ่งได้มาช่วงเรียนหนังสือ อีกเครื่องได้มาจากการชนะเลิศการประกวด อีกเครื่องเจ้านายที่ทำงานเก่ายกมาให้ใช้

เริ่มต้นที่ศูนย์

หลายคนเชื่อว่าการเปิดบริษัทนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผมเองก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน เริ่มจากการเป็นพนักงานประจำ หรือมนุษย์เงินเดือนที่เข้างานเช้า ออกเย็น รับเงินเดือนตอนสิ้นเดือน พอเราคิดว่าอยากจะก้าวหน้า อยากมีเงินมากขึ้น เราก็จะเริ่มรับงานนอก เหมือนเหยียบเรือสองแคม เช้าก็ทำงานประจำที่บริษัท ตกเย็นกลับบ้านก็มานั่งปั่นงานนอกที่บ้านจนมืดค่ำ การทำงานสองอย่างควบคู่กันแบบนี้ ข้อดีของมันก็คือ เรายังมีเงินเดือนที่ได้รับแน่นอนทุกเดือน รับประกันได้ว่าเราจะไม่อดตายแน่ๆ แถมเรายังมีรายได้เสริมจากการทำตอนกลางคืน ที่จะช่วยให้เรามีอิสระมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย

อย่างไรก็ตาม ความต้องการของคนมันไม่ได้หยุดแค่นั้น เมื่อวันหนึ่งคนเราคิดว่าการทำงานประจำนั้นเหมือนติดอยู่ในกรอบ ไม่สามารถเลือกงานได้ ไม่สามารถเลือกเวลาเข้างานได้ ดังนั้น หลายคนเมื่อมีงานนอกเข้ามามากขึ้น จึงมีความคิดว่าอยากจะเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัวบ้าง แต่การที่คนๆ หนึ่งตัดสินใจที่จะทิ้งงานประจำ เงินเดือนที่ได้รับประจำทุกเดือนเพื่อออกมาหาอิสระน่ะเหรอ? มันก็ต้องใช้ความกล้ามากอยู่ สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งที่ทุกคนคิดถึงก็คือ หากว่าเราออกมาแล้วไม่มีงานล่ะ? เราจะเอาอะไรกิน บางคนหนักกว่านั้นคือมีรถยนต์ต้องผ่อน มีห้องที่เช่าอยู่ แต่ในทางตรงกันข้าม บางคนกลับโชคดีที่บ้านก็ไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ คืออยู่กินกับพ่อแม่ ในกรณีนี้ก็มีความเสี่ยงที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่ารายข้างต้น ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง มีเงินเก็บสะสมมากพอที่จะออกมาอยู่บ้านได้โดยไม่ต้องทำอะไรเลยได้ถึง 6 เดือนสำหรับการใช้เงินปกติ นั่นคือหากเค้าใช้เงินด้วยความประหยัด อาจจะอยู่ได้เกือบปี แต่เค้าก็ยังไม่คิดที่จะออกมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว ทั้งๆ ที่งานก็มีเข้ามาเรื่อยๆ อยู่ทุกวัน ส่วนเหตุผลที่ไม่ออกมาทำนั้น เค้าบอกผมว่า “ถ้าไม่มีงานเข้าล่ะ แม้ว่าจะอยู่ได้ 6 เดือน แต่ 6 เดือนนี้ก็ใช้เวลาเก็บเงินไม่น้อยนะ นั่นหมายความว่าที่เก็บมาทั้งหมดจะหายไปหมดเลยหรอ”

เอาล่ะ บางคนผ่านขั้นตอนการเป็นฟรีแลนซ์ สามารถออกมาทำงานคนเดียวอยู่ในห้องคนเดียว รับงานประสานงาน คุยงานกับลูกค้าได้ และทำงานได้ด้วยตัวคนเดียว นี่คือฟรีแลนซ์เต็มตัว หลายคนที่ผมเห็นว่าสามารถเป็นฟรีแลนซ์ได้จริงๆ นั้น นอกจากจะมีอิสระอยากจะไปเดินห้างฯ วันไหนก็ได้แล้วนั้น ยังมีเงินให้ใช้มากพออีกด้วย เพราะการเป็นฟรีแลนซ์นั้นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตน้อยกว่าคนที่ทำงานออฟฟิศ เสื้อผ้าก็ไม่ต้องตามเทรนด์ทุกวัน ค่าเดินทางก็ไม่มี ค่าสังสรรค์ปาร์ตี้ก็ไม่ต้องมาก แต่ที่พูดมาก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จแบบนี้ทุกคน บางคนที่ผมเห็นว่าอยากเป็นฟรีแลนซ์ มีความกล้าพอที่จะออกมาทำงานคนเดียวเต็มตัวแต่ไม่สามารถอยู่ได้นาน เหตุเพราะว่าไม่มีงานเข้า การเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัวนั้น นอกจากจะอาศัยความกล้าแล้ว ยังต้องเป็นคนขยัน อดทน มีมานะ และความรับผิดชอบเป็นอย่างมาก คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยมากเป็นคนที่รักสบาย พอเห็นว่าไม่มีกรอบ ไม่มีกฎเกณฑ์ว่าต้องเข้างาน ต้องทำงาน ก็เลยชิว ไปเดินเล่น ดูหนัง ใช้จ่ายเงินไปวันๆ  แบบนี้ซักวันหนึ่งก็ต้องหมดอย่างแน่นอน

คราวนี้มาถึงไฮไลท์ การก้าวจากฟรีแลนซ์มาเปิดบริษัท อย่างที่บอกไปแล้วข้างต้นว่าการจะเปิดบริษัทนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และสำหรับผมมันก็ไม่ได้จะง่ายกว่าคนอื่นซักเท่าไร่นัก ผมโชคดีที่มีบ้านอยู่ฟรี มีข้าวให้กินทุกมื้อ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของการตัดสินใจเปิดบริษัท หากแต่เป็นการได้รับงานแรกของเรา เป็นเหตุให้เราจำเป็นต้องเปิดบริษัท

เดี๋ยวนั้น!!

ลูกค้า รายแรกของเราคือ ร้าน LOFT ที่ Siam Discovery เราได้งานหลังจากการไป present แบบน่าตื่นเต้นเพียงครั้งเดียว (ก็เกินพอ) หลังจากที่ลูกค้าโทรมาแจ้งว่า เราได้งานแล้วเราก็ดีใจมากๆ แต่มันยังไม่จบแค่นั้น ลูกค้า LOFT เราแจ้งว่า “ทางคุณเก่งมาในนามบริษัทใช่มั้ยคะ?” เราตอบกลับไปอย่างรวดเร็วว่า “ใช่ครับ” …  เยี่ยมไปเลย ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่า บริษัทจะชื่อว่าอะไร

ห้องนอนเล็กๆ ของผมซึ่งอยู่บนชั้นที่ 4 ของโชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิบนถนนพัฒนาการได้ถูกแบ่งครึ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกถูกกินพื้นที่ไปกว่า 60% ด้วยเตียงนอนขนาดคิงไซส์ที่สามารถนอนได้สองคน แบ่งแยกส่วนที่หนึ่งและส่วนที่สองออกจากกันด้วยทางเดินแคบๆ กับตู้เสื้อผ้าแล้วก็โต๊ะสำหรับตั้งโทรทัศน์หนึ่งตัว ส่วนที่สองคืออีกครึ่งหนึ่งที่เหลือถูกจัดให้เป็นสถานที่ทำงานของ rgb72 ซึ่งตรงนั้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทเลยก็ว่าได้

ณ ขณะนั้นที่ออฟฟิส rgb72 จะมีอุปกรณ์สำนักงานอยู่ไม่กี่อย่าง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นฮาร์ดแวร์ พวก computer และ printer เรามี computer อยู่ทั้งหมด 2-3 ตัว ที่ต้องบอกว่า 2-3 ตัวก็เพราะว่ามีอยู่ตัวหนึ่งที่ไม่ได้เป็นของเรา แต่ว่าเราไปยืมเขามาใช้นั่นเอง

rgb72 first office

ตัวแรกเป็น Computer แบบ Desktop ตั้งโต๊ะ จอ 15นิ้ว ยี่ห้อ Acer Aspire ซึ่งตัวนี้ได้มาจากการชนะที่ 1 การประกวดทำ e-card สำหรับเว็บไซต์ lemononline.com  Computer ตัวนี้มี spec สูงที่สุดในบรรดา computer ทั้งหมดที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น เนื่องจากเพิ่งได้มาเป็นรางวัลได้ไม่นาน

ตัวที่สองเป็น PowerMac G3 สีน้ำตาล เป็น Mac ที่ผมขนกลับมาจากอเมริกา ยังสามารถใช้งานได้ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม และใช้ในการออกแบบงานต่างๆ มากมาย

ตัวที่สามเป็น PowerMac G4 สีฟ้า ตัวนี้เป็นตัวที่ยืมเขามา ซึ่งคนที่ยืมมาก็คือพี่ Patrick จริงๆ แล้วพี่ Patrick ให้ยืมเพื่อให้เอามาทำงานที่เค้าส่งมาให้ แต่เราก็เอามาใช้ในการทำงานบริษัทในช่วงเริ่มต้นนี่เอง

Computer 3 ตัว กับคนสองคน ผม วุฒิ และงานที่ไม่ได้มีมากนัก จึงไม่ได้อึดอัดหรือขัดสนในด้าน resource แต่อย่างใด และนั่นคืออุปกรณ์สำนักงานของ rgb72 ในช่วงเริ่มต้นทั้งหมด

การเริ่มต้นของ rgb72 นั้นถือว่าโชคดีมาก เพราะว่าเราเริ่มต้นที่ศูนย์ ไม่ได้เริ่มต้นที่ติดลบเหมือนคนอื่นๆ สถานที่ก็ไม่ต้องเช่า อุปกรณ์สำนักงานก็มีแล้ว พลังงานมนุษย์ก็มีชัดเจน เราจึงทำงานกันได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องซีเรียสกับค่าใช้จ่าย

กลับมาที่เรื่องการจัดตั้งบริษัท

การจัดตั้งบริษัทนั้นจำเป็นจะต้องมีการจดทะเบียนบริษัท ซึ่งกว่าจะได้มาซึ่งทะเบียนบริษัทนั้นก็แสนจะยากเย็น

ความยากนั้นไม่ได้อยู่ที่การจัดเตรียมเอกสารแต่อย่างใด สำหรับผม ขั้นตอนที่คิดว่ายากที่สุดในการจดทะเบียนบริษัทก็คือ การคิดชื่อบริษัท รองลงมาก็คือการหาชื่อผู้ถือหุ้น ซึ่งขณะนั้นต้องใช้คนถึง 7 คน และสุดท้ายก็คือการที่ต้องมาเรียนรู้ขั้นตอนและเอกสารในการจัดตั้งบริษัท ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มากๆ สำหรับผม

ก่อนจะตั้งชื่อ ผมได้มีการสังเกตและศึกษาชื่อบริษัทของคนอื่นที่เค้ารุ่งเรืองกันว่า เค้ามีพื้นฐานอย่างไร และแบบไหนที่ตั้งแล้วคนพูดติดปาก ฟังแล้วไม่ขัดหู หรือแม้กระทั่งว่าชื่อแบบไหนที่ตั้งแล้วเจริญรุ่งเรือง รวย สิ่งแรกที่สังเกตก็คือ จำนวนพยางค์ บริษัทที่รุ่งเรืองส่วนมากจะมี 2 หรือ 3 พยางค์ เช่น กลุ่มสองพยางค์ : Gucci, Hilton, Apple, Sony, Google กลุ่มสามพยางค์ : Microsoft, Louis Vitton, Starbucks, Calvin Klein,  Swensen บริษัทไทยๆ ก็มีเช่น แสนสิริ, land and house เป็นต้น สิ่งที่สองที่สังเกตได้คือ หากเราจะให้ชื่อพูดแล้วติดปาก ลื่นหู ก็ต้องมีลักษณะของคำคล้องจอง เช่น Baskin Robbins แบบนี้เป็นต้น (อันนี้ไม่รู้ว่าเค้าตั้งใจรึเปล่านะ แต่ยกตัวอย่างชื่อที่ลื่นหูละกัน) ข้อที่สามคือ บริษัทไหนที่มีตัวเลขเข้ามาอยู่ในชื่อบริษัทแล้วล่ะก็ จะทำให้ดูเท่ขึ้น และดูสมัยใหม่ เช่น Gr8 หรือ A49 (ในกรณีนี้ ขออนุญาติยกเว้น 7-eleven)

หลังจากคิดทฤษฎีได้อย่างเข้าข้างตัวเองสุดๆ แล้ว เราก็ได้ชื่อบริษัทของเราจนได้

ชื่อ rgb72 นั้นใช้เวลาคิดประมาณ 2-3 วัน ถ้าจำไม่ผิด เราคิดกันทั้งวันทั้งคืนกว่าจะได้มาซึ่งชื่อ rgb72 ซึ่งมีความหมายถึง สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีที่ใช้ผสมเพื่อแสดงผลในจอ computer  และ 72 ก็คือค่าความละเอียดของจอ (resolution = 72 dpi) และเมื่อทั้งสองความหมายรวมกัน จึงทำให้เกิดเป็นความหมายว่าบริษัทนี้จะทำเฉพาะงานที่สามารถแสดงผลออกมาได้ทางจอ computer เท่านั้น

แล้วชื่อ rgb72 นั้นตรงกับทฤษฎีอย่างไร เราก็คิดเข้าข้างตัวเองไปอีกว่า หากว่าชื่อ rgb72 ถูกเรียกเมื่อไร่ ผุู้คนคงจะต้องย่อชื่อโดยอัตโนมัติแน่ๆ และชื่อย่อที่ว่านั้นก็น่าจะเหลือแค่คำว่า RGB เท่านั้น ซึ่งนั่นก็สามพยางค์พอดี ส่วนการตั้งชื่อแบบมีตัวเลข มันก็ฟังดูแล้วทันสมัยไม่เบา (อันนี้คิดเอาเอง) แต่ที่สุดแล้วคือเราชอบ concept ที่ว่าชื่อนั้นมีความเกี่ยวเนื่องกันกับการทำงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเรา

A49 บริษัทสถาปนิกที่โด่งดังมากแห่งหนึ่งในประเทศ คือแรงบันดาลใจอย่างมากในการตั้งชื่อบริษัท rgb72 ความหมายของ A49 นั้น ย่อมาจาก Architect 49 และสำหรับ เลข 49 นั้นเป็นตัวเลขของซอยสุขุมวิท 49 ที่บริษัทนี้ตั้งอยู่ในอดีต แม้ปัจจุบันย้ายมาตั้งอยู่ในซอย 26 แต่ A49 ก็ยังต้องใช้ชื่อว่า A49 ต่อไป และนั่นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เรากังวลว่า หากวันหนึ่งเทคโนโลยีก้าวไกลแล้วเพิ่มความละเอียดหน้าจอเป็น 96 หรือมากกว่า เมื่อนั้นชื่อเราจะเป็นอย่างไร

การไปจดทะเบียนบริษัท เราต้องคิดชื่อไปเผื่อไว้อีกประมาณ 4-5 ชื่อ ทั้งนี้เมื่อเวลาเราทำการจดทะเบียนแล้ว หากชื่อที่เราเลือกไปซ้ำกับชื่อบริษัทอื่น เราก็ต้องใช้ชื่อที่ 2 และ 3 รองลงมาเรื่อยๆ ต่อไป สมัยนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ทให้ได้เช็คชื่อกันผ่านทางออนไลน์ ทำให้เราต้องไปลุ้นกันเอาเองที่กรมทะเบียนการค้าพาณิชย์ว่า ชื่อที่เราเลือกนั้นมีโอกาสได้ใช้หรือไม่ ซึ่งนั่นก็ไม่สนุกเลย หากชื่อที่ 2 และ 3 นั้นเราไม่ชอบ แต่ว่าจำเป็นต้องใช้เพราะไม่สามารถเดินกลับมาบ้านแล้วมาขอคิดชื่อใหม่อีกครั้ง กว่าจะไปถึงกรมทะเบียนการค้า กว่าจะยืนเข้าแถว แม้ว่าช่วงนั้นเค้าพยายามจะปรับระบบให้มีการบริการที่รวดเร็ว แต่การไปทำเอกสารที่นั่นใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งวันทุกครั้ง

ความยากลำดับรองลงมาคือการหาชื่อผู้ถือหุ้น ในสมัยนั้นต้องใช้ทั้งหมด 7 ชื่อ จริงๆ แล้วชื่อคน 7 คนนั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องยากอะไร เพราะว่าเราเองก็มีญาติพี่น้องมากมาย แต่คนที่ให้คำปรึกษาบอกว่า หากเอาคนที่ต่างนามสกุลมาร่วมด้วยบ้าง จะทำให้ดูดีน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ดังนั้นผมจึงต้องขอหยิบขอยืมชื่อเพื่อนอีก 2-3 คนมาร่วมวงเป็นหุ้นลมให้กับ rgb72 จึงทำให้การจดทะเบียนนั้นสำเร็จ ฟังดูแล้วเหมือนจะง่าย แต่บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าง่ายมันก็กลับยากอย่างไม่น่าเชื่อ การขอชื่อคน รวมถึงสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชนเค้ามาเพื่อทำการจดบริษัทนั้น บางคนกลับไม่อยากให้ไม่กล้าให้ เพราะกลัวว่าจะมีเรื่องไม่ดีเข้ามาถึงตนได้ หากเกิดกรณีที่บริษัทเรานั้นไปทำอะไรที่ไม่ดีมา เช่น ฉ้อโกง ล้มละลาย หรือทำธุรกิจผิดกฎหมาย เอาเป็นว่า กว่าจะได้ชื่อคนครบ 7 คน ก็ต้องอาศัยคนที่สนิทและเชื่อใจกันได้จริงๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว

ความยากอย่างที่ 3 ก็คือการทำความเข้าใจกับระบบและกระบวนการ การจดทะเบียนบริษัท รวมไปถึงศัพท์ทางเทคนิคต่างๆที่เกิดมาไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็ต้องการนั่งไล่เรียนรู้กันคราวนี้ ก็คงเหมือนกับการจับนักบัญชีมาเรียนเขียน Code HTML เค้าคงจะต้องรู้จักกับไฟล์ประเภท HTML ทำความรู้จักกับ tag ต่างๆ คำศัพท์ทางเทคนิคอย่างเช่นคำว่า Browser ที่เราคิดว่าง่ายนักหนา แต่สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย มันก็ยากไม่ใช่เล่น

สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ต้องเรียนรู้ใหม่มีมากมายเช่นคำว่า หนังสือรับรองบริษัท, หนังสือบริคนธ์สนธิ ชื่อที่ถึงแม้จะเป็นภาษาไทยแต่ก็ไม่สามารถเดาความหมายออกได้เลยแม้แต่น้อย, ทุนจดทะเบียนบริษัท คืออะไร เราไม่มีเงิน ต้องจ่ายเลยมั้ย และหากไปดูบริษัทอื่น จดทะเบียนตั้ง 10ล้านนี่เค้าเอาเงินมาจากไหน  และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำให้ช่วงนั้นผมต้องมึนไปเลย การศึกษาที่พณิชยการพระนคร วิชาธุรกิจ ที่เคยเข้าเรียนและได้คุ้นหูมาบ้างนั้น กลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย แค่การได้รู้คร่าวๆ พอให้สามารถสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ได้เป็นใช้ได้แล้ว

เรื่องสุดท้ายคือการทำป้ายบริษัท หนึ่งในสิ่งที่ต้องใช้ประกอบการจดทะเบียนบริษัทคือ ภาพด้านหน้าของบริษัทที่สามารถมองเห็นป้ายบริษัทได้ อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าออฟฟิส rgb72 ช่วงแรกคือห้องนอนของผมเอง ดังนั้นจะให้ไปถ่ายรูปออฟฟิสที่ไหนได้ ส่วนป้ายนั้นก็ไม่มี

ผมเกิดไอเดียว่า ดีเลย! อยากจะทำป้าย rgb72 ให้มันเท่ๆ สวยๆ ไปเลย! แต่พี่สาวมาห้ามไว้บอกว่า “จะทำไปทำไม ถ้าทำเป็นภาษาอังกฤษ ก็ต้องมีภาษาไทยกำกับด้านบนนะ ไหนจะภาษีป้ายอีก ถ้าทำใหญ่ๆ” ผมฟังแล้วงงไปเลย แต่ยังไม่ทันหายงง พี่สาวผมก็พูดต่อว่า “เอางี้ ง่ายๆเลยนะ ไปให้ร้านทำป้าย ทำมาเลยแล้วเขียนเป็นภาษาไทยล้วนว่า บริษัท อาร์ จี บี เซเว่นตี้ทู จำกัด แบบนี้ ง่าย เร็ว ถูก ดี”

เหมือนว่าเธอจะฟันธงไปแล้วว่าป้ายบริษัทผมต้องเป็นแบบนี้

หลังจากได้ป้ายมาแล้ว เราก็เลยมาร่วมมือกัน แปะป้ายไว้กับหน้าประตู … ในที่นี้คือ “ห้องนอน”

การแปะเป็นไปอย่างทุลักทุเล ผู้ที่ช่วยในการแปะป้ายมีสองคนช่วยกันแปะป้ายด้วยกระดาษกาวสองหน้าที่สามารถยึดให้ป้ายติดอยู่กับกำแพงได้ไม่เกิน 10 วินาที ส่วนอีกคนที่เหลือทำหน้าที่ถ่ายภาพ

เมื่อถ่ายภาพเสร็จ “แช๊ะ” ป้ายก็หล่นลงกระทบพื้นตัง “ตั๊บ!”

แล้วภาพที่ได้ก็อย่างที่เห็นด้านล่างนี้

rgb72 office sign

หลังจากที่ upgrade ตัวเองขึ้นมาเป็นบริษัทแล้ว สิ่งที่ผมได้เห็นถึงความแตกต่างที่มีอย่างมากมายจากการเป็นฟรีแลนซ์ นั่นก็คือความสามารถในการต่อรองเรื่องราคา การเป็นบริษัททำให้มาตรฐานราคาของงานที่ทำนั้นสูงเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั้งๆ ที่เนื้องานเท่าเดิม คนที่ทำงานก็คนเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด ต่างกันตรงที่ความเป็นบริษัท

ผมอดสงสัยไม่ได้ จึงได้ถามคนรอบข้างหลายๆ คน ซึ่งได้รับคำตอบมาว่า การเป็นบริษัทมันทำให้ดูมั่นคงกว่า ทำให้ผู้คนเชื่อใจเรามากกว่า ไว้ใจว่าเราทำงานให้เค้าและไม่หนีไปไหน

“ไม่หนีไปไหน?” ผมคิดและยังไม่ค่อยจะเชื่อในสิ่งที่เค้าพูดกันซักเท่าไหร่ เพราะจริงๆ แล้วถ้าคิดจะหนีจริงๆ ก็คงจะหนีได้ไม่ยากหรอก แต่ไม่เป็นไร เอาตามนั้นไปก่อน ตอนนี้คิดว่าจะทำอย่างไรให้มีงานทำและจะทำอย่างไรกับงานที่เข้ามาอยู่ในมือแล้ว เท่านั้นก็พอ…

Currently there are "4 comments" on this Article:

  1. พี่เอก says:

    อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วพี่เก่ง

  2. iballbaa says:

    เก่ง.การเว็บ

  3. ann says:

    ชื่นชอบในหลักความคิดค่ะ ^_^

  4. Isaraporn_on says:

    เเวะเข้าอ่าน เหมือนเห็นชีวิตตัวเอง
    ต่างกันเพียง เเปะป้ายบ.หน้าห้อง เป็นหน้าบ้าน

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

Adobe
– บริษัทผู้ผลิตและเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมชื่อดังที่ใช้ในงาน graphic มากมาย เช่น Photoshop, Illustrator, InDesign, Dreamweaver, Flash, Premiere, After Effect
เว็บไซต์ http://www.adobe.com
— WEB101 by rgb72

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus