Home » Currently Reading:

ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง

หนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดในการออกแบบเว็บไซต์นั่นคือรูปภาพ การคัดเลือกรูปภาพที่นำมาใช้ประกอบการออกแบบนั้นมีผลกับงานเป็นอย่างยิ่ง อยากบอกว่าขั้นตอนที่ใช้เวลามากที่สุดในการขึ้นแบบคือ การหารูปที่เหมาะสม

งานออกแบบบางงานดูแสนจะธรรมดา แต่เมื่อได้รูปภาพประกอบที่สวยงามมากๆเข้าไปวางแล้ว ก็ทำให้ภาพรวมของงานออกแบบนั้นดูดีขึ้นมาทันที ในทางตรงกันข้าม งานออกแบบหลายงานที่สร้างมาอย่างดี มีรายละเอียดมากมาย แต่ไม่ใส่ใจในการเลือกรูปภาพ ก็ทำให้งานนั้นดูด้อยลงไปทันตาเห็น ในกรณีการเลือกรูปภาพเช่นนี้ ผมขอแบ่งความหมายของ “รูปภาพที่ดี” ออกเป็นสองอย่างคือ

หนึ่ง รูปภาพที่มีความหมายดี ตรงกับงานที่ออกแบบ

สองรูปภาพที่สวยงาม หมายถึงมีการจัดแสงเงาที่ดี ภาพละเอียดคมชัด

รูปที่มีความหมายดี เข้ากับงาน ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเราทำเว็บเกี่ยวกับการประกาศรับสมัครงาน ถ้าคิดแบบง่ายๆ ก็อาจจะเป็นภาพ คนจับมือกัน หรือ ภาพเอกสารสมัครงาน ซึ่งนั่นก็เป็นอะไรที่น่าเบื่อมากๆ ใครๆ ก็ใช้รูปแบบนี้กันทั้งนั้น แต่หากเราใช้รูปอื่นๆเช่น รูปเก้าอี้ทำงานที่ยังว่างเปล่า เปรียบเสมือนว่าตำแหน่งงานตรงนี้ยังว่าง ก็จะทำให้ภาพของเรา นอกจากจะได้ความหมายที่ถูกต้องแล้ว ยังดูแตกต่างจากงานของคนอื่นๆด้วย

เมื่อเรานึกได้แล้วว่าอยากจะได้รูปอะไร ขั้นตอนต่อไปคือ แหล่งที่มาของรูป หลายคนค้นหาด้วยการ search จาก Google  ซึ่งสำหรับผมแล้วมันเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร Google มีรูปมากมาย แต่จะหารูปสวยๆนั้นช่างยากเหลือเกิน นี่ยังไม่คิดถึงเรื่องของลิขสิทธิ์ หากเรานำรูปมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และเรื่องของขนาดที่บางครั้งเราพบรูปที่ต้องการแล้ว แต่ไม่มีขนาดใหญ่เพียงพอ

ผมหารูปจาก Google บ้างบางครั้ง แต่การหารูปจาก Google นั้นเสียเวลามาก อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า การค้นหารูปที่ดีที่สุดนั้น เป็นหนึ่งในขั้นตอนการออกแบบที่ใช้เวลามากที่สุด ดังนั้น หากเราสามารถลดขั้นตอนตรงนี้ได้มากเท่าไร่ ก็จะทำให้งานออกแบบของเราเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น การขอแรงจากคนอื่นให้มาช่วยหารูปก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยย่นระยะเวลา เพียงอธิบายลักษณะของรูปที่เราต้องการ แล้วให้เค้าช่วยหาให้ ไม่ว่าจากแหล่งไหนก็ตาม แม้ว่ารูปที่ได้จะไม่ถูกใจเราร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยเราก็ได้คนมาช่วยเรากรองรูปแล้วในระดับหนึ่ง

เกริ่นมาซะนาน ขอมาเข้าถึงแหล่งที่มาของรูปภาพอีกแหล่งหนึ่งที่อุตส่าห์ขึ้นไว้เป็นหัวข้อของบทนี้ แหล่งที่มาของรูปภาพที่ว่าคือ คลังรูปภาพทางอินเตอร์เน็ทที่มีให้บริการในลักษณะของการ เช่า หรือ ซื้อขาด นั้นมีอยู่หลายเจ้าด้วยกัน เช่น iStockPhoto, Corbis  และแน่นอน Getty Images

Getty Images ถือว่าเป็นผู้ให้บริการด้านภาพถ่ายทางอินเตอร์เน็ทอันดับต้นๆ ของโลก ภาพที่อยู่ในคลังของ Getty Images จะมีคุณภาพสูง และมีความสวยงามมาก โดยผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี

บริษัทให้บริการขายรูปเหล่านี้ทำตัวเป็นเอเจนซี่รับซื้อรูปจากช่างภาพทั่วทุกแห่งบนโลก โดยให้ช่างภาพที่สนใจ ส่งรูปที่ตนถ่ายมาให้ดู จากนั้นหากฝีมือผ่านเกณฑ์ก็สามารถนำรูปเข้ามาขายได้ ซึ่ง Getty Images ก็ใช้ระบบเดียวกัน ผมไม่แน่ใจว่าเค้าเป็นผู้เริ่มต้นรึเปล่าด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม Getty Images นั้นมีวิธีการคัดเลือกช่างภาพที่แตกต่าง และเรื่องมากอยู่พอสมควร เพราะนอกจากผลงานที่ต้องเข้าตาแล้วนั้น อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายรูปก็ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ด้วย เพราะความละเอียดในการคัดเลือกรูป ทำให้รูปในคลังของ Getty Images นั้นอยู่ในระดับสูงสุด เรียกได้ว่า หากวันไหนคิดงานไม่ออก หรือทำแบบออกมาไม่สวย ลองเรารูปจาก Getty Images ไปแปะ เท่านี้งานก็ดีขึ้นทันตาเห็น

ในช่วง 3-4 ปีแรกของการทำ rgb72 ผมไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์รูปภาพเท่าไรนัก ไม่รู้ว่าบริษัทเหล่านี้ทำงานกันอย่างไร ไม่รู้ว่ามีระบบการซื้อขาดที่เรียกว่า Royalty Free ที่หลายคนคิดว่าเป็นรูปที่ให้ฟรี และระบบการเช่ารูปที่เรียกว่า Rights Managed ประกอบกับความมักง่ายที่คิดว่า เราอยู่ในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นประเทศโลกที่สาม ไม่น่าจะมีใครให้ความสนใจ ดังนั้นหากผมจะแอบขโมยรูปจาก Getty Images เพื่อใช้ในงานซักนิดหน่อย คงไม่เป็นไร

ผมคิดผิด….

เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เปิดบริษัทมา ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีในช่วง 3-4 ปีแรกที่ผมขโมยรูปจาก Getty Images มาใช้ แต่มันมาเกิดขึ้นในปีที่ 6 เมื่อวันหนึ่งผมได้รับแฟกซ์จาก Getty Images

เนื้อความในเอกสารที่แฟกซ์มานั้นแจ้งว่า ผมได้ทำการขโมยรูปจากทาง Getty Images จำนวน 5 รูป บางรูปเป็นรูปที่อยู่ในระบบเช่า บางรูปเป็นระบบซื้อขาด และทาง Getty Images ได้คำนวณค่าใช้จ่าย สำหรับรูปซื้อขาด และค่าใช้จ่าย ย้อนหลัง สำหรับรูปเช่าซื้อมาให้แล้ว ซึ่งทั้งหมดเป็นจำนวนเงินประมาณ 6แสนบาท

“หกแสนบาท !!!!!! “

ผมตะโกนในใจกับตัวเอง ขณะนั้นในหัวคิดว่า เกิดอะไรขึ้น!!?? รูปภาพอะไรกัน!!?? รูปภาพไหนที่โดนฟ้อง!!?? หากเราเอาออกตอนนี้จะทันไหม!!?? แล้วถ้าเราโดนปรับจริงๆ จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย แล้วถ้าไม่มีจ่ายล่ะ?? ต้องยืมไหม หรือว่าบริษัทจะต้องโดนปิด!!!??? ยอมรับว่างงมากๆ และเครียดเป็นที่สุด ใจหนึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าเราขโมยรูปเค้ามาใช้บ่อยครั้ง ดังนั้นการที่เค้าจับได้คงไม่ได้มั่วมาแน่ๆ

เอาล่ะ มาดูเอกสารกันดีดี เนื้อความมีแจ้งไว้ว่า รูปที่ผมขโมยไปนั้น ผมนำไปใช้กับงานของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งขนาดของรูปนั้น ต้องบอกว่า เล็กมากๆ ไม่น่าเชื่อว่ายังจะจับผมอีก ขนาดของรูปนั้นกว้างและสูงประมาณ 200×200 pixels หากใครไม่ทราบว่า 200 pixels นั้นขนาดไหนผมเปรียบเทียบง่ายๆเอาว่าใหญ่กว่าปุ่มหนึ่งปุ่มบนแป้นคีย์บอร์ดนิดหน่อย

โอ้โห ใครจะตาดีปานนั้น ผมคิด เค้าจับได้อย่างไร มีอะไรที่เป็นตัวติดตามรึเปล่า ว่าผมขโมยรูปไป เท่าที่เราเข้าใจ ก็ไม่น่าจะสามารถติดตามได้นี่นา นอกจากจะตาดีแล้ว ทาง Getty Images ยังรู้อีกว่า ผมขโมยรูปนี้มาใช้แล้วประมาณ 3ปี

เหตุการณ์เลวร้ายยังไม่จบแค่นั้น ทาง Getty Images ได้เคยส่งแฟกซ์เอกสารชิ้นนี้ไปถึงบริษัทลูกค้าผมแล้ว ทางลูกค้าผมจึงตกใจมาก และแน่นอน รีบแจ้งกับทาง Getty Images อย่างไม่รอช้าว่า rgb72 เป็นคนพัฒนาเว็บตัวนี้

เข้าใจล่ะครับ ว่านี่เป็นความผิดของผมโดยตรง เรื่องของการฝ่าฝืนของที่มีลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือตัวอักษร ในสัญญาก็มีกำหนดอยู่แล้วครับว่า rgb72 จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด แต่นี่มันเงินตั้งหกแสน สำหรับผมแล้ว มันไม่น้อยเลย

หลังจากที่ตั้งหลักได้แล้ว ผมกลับมารวบรวมข้อมูลแล้วดูเอาว่า ผมจะแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างไร

ช่วงที่อยู่อเมริกา ผมได้ซื้อแผ่น CD รวมรูปภาพลิขสิทธิ์ที่สามารถนำมาใช้ได้จากบริษัทชื่อ Photodisc ซึ่งภายหลังถูกควบรวมอยู่ในกลุ่มของ Getty Images และรูปที่ผมนำมาใช้ ก็มีบางส่วนมาจาก Photodisc นี่แหละ

มีถึงสองรูป!! ผมดีใจมากๆ

ไม่นานนักผมตัดสินใจโทรศัพท์ไปคุยกับทาง Getty Images ซึ่งในเอกสารแจ้งว่ามีสำนักงานอยู่ที่ตึก All Seasons และเซอร์ไพร์สก็ยังไม่หมด เมื่อคนที่ผมได้ยินเสียงปลายสายเป็นคนไทย และเธอแจ้งว่า เธออยู่ในสิงคโปร์ ผมเพิ่งจะถึงบางอ้อว่า Getty Images ในช่วงนั้นไม่ได้มีสำนักงานอยู่เมืองไทย แต่ไม่เป็นไร นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมต้องการจะคุยด้วยในวันนี้ ผมโทรไปเพื่อจะคุยว่า รูปจากทั้งหมดห้ารูปน่ะ ผมซื้อมาอย่างถูกต้องถึงสองรูปเชียวนะ!

เจ้าหน้าที่แจ้งผมว่า “โอเคค่ะ สองรูปนั้นเช็คแล้วว่าถูกต้องจริง ซึ่งหากลบจากห้ารูปข้างต้นแล้ว เงินที่ยังค้างชำระนั้นจะอยู่ที่ สี่แสนบาทโดยประมาณ”

ให้ตายเถอะ ลบไปสองจากห้า มันไม่ช่วยไปหายไปได้เกือบครึ่งหรอ โชคมันไม่เป็นใจเอาซะเลย ก็ไอ้รูปที่เหลืออีกสามนั่นเป็นรูปที่อยู่ในระบบการ เช่า และผมก็ใช้มาแล้วถึงสามปี

ผมไม่มีมุขอื่น และนึกอะไรไม่ออกเลย ไม้ตายเดียวที่ผมมีก็คือ  ขอร้อง

นาทีนี้ผมไม่อายอะไรเลยครับ ผมขอร้องเจ้าหน้าที่ของ Getty Images ว่า ผมเป็นบริษัทเล็กมากๆ ทำเว็บก็ไม่ได้จะได้เงินอะไรมากมาย ทำงานกันอยู่ไม่กี่คน และถ้าผมต้องจ่ายเงินจำนวนสี่แสนจริงๆล่ะก็ ผมว่าผมปิดบริษัทไปเลยซะดีกว่า

ผมบอกเธอต่อว่า หากผมปิดบริษัท ก็จะมีแต่เสียกับเสีย บริษัทผมก็เจ๊ง ส่วนคุณก็ไม่ได้เงินเลยซักนิดเดียว ผมจึงขอร้องอยากให้เธอช่วยลดค่าปรับในการใช้รูปละเมิดลิขสิทธิ์ของผมหน่อย

เธอเห็นใจแล้วบอกผมว่า เธอสามารถลดให้ได้สุดๆเลย คือครึ่งหนึ่ง และนั่นทำให้ราคาลงมาได้ถึง สองแสนบาท

ว้าวววววว…!!! ฟังดูเยอะนะ ซึ่งมันก็เยอะจริงๆแหละ แต่ว่า.. มันยังเหลืออีกตั้งสองแสน แล้วผมจะไปหาที่ไหนอีกล่ะ สองแสนก็ยังไม่น้อยสำหรับผมเช่นกัน

ในช่วงนั้นผมโทรหาเจ้าหน้าที่คนนั้นอยู่ไม่ต่ำกว่าห้าครั้งในหนึ่งอาทิตย์ แน่ล่ะ ผมไม่ได้เป็นคนจ่ายค่าโทรศัพท์ แต่ถึงแม้ว่าผมต้องจ่ายค่าโทรศัพท์ ผมก็คิดว่าหากมันทำให้ค่าใช้จ่ายตรงนี้ลดไปอีก การคุยข้ามประเทศซักไม่กี่พัน ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร

ผมคุยกับเธอหลายครั้ง และทุกครั้งก็เป็นการอ้อนวอนชนิดที่ว่าไม่กลัวอาย ผมเคยคุยกับเธอถึงขนาดที่ว่า ผมสามารถบินไปหาเธอตอนนี้เพื่อเลี้ยงข้าวเธอหรือทำอะไรให้ก็ได้เพื่อให้ผมไม่ต้องเสียเงินมากขนาดนี้ ซึ่งสุดท้ายแล้วเธอก็ไม่ได้มีแววจะเห็นด้วยเลยซักนิด

สุดท้ายผมไม่แน่ใจว่า เธอสงสารหรือรำคาญกันแน่ แต่เธอลดราคาลงมาให้ผมเรื่อยๆ เธอบอกว่าเธอต้องไปคุยกับผู้จัดการหรือผู้ที่มีอำนาจมากกว่าเพื่อขอให้ลดราคาลงให้ได้มากกว่านี้ ซึ่งราคาก็ค่อยๆ ไต่ระดับลงมาเรื่อยๆ จากสองแสนบาท เป็นหนึ่งแสน เรื่อยลงมาจนถึงตัวเลขสุดท้าย หกหมื่นบาท

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอแจ้งว่า หกหมื่นนี่ลดได้สุดๆแล้ว ซึ่งผมก็เข้าใจ ก็เลขศูนย์มันหายไปตั้งตัวหนึ่ง จากราคาเริ่มต้น ผมขอบคุณเธอเป็นยกใหญ่ ในใจก็แอบดีใจว่า นี่เป็นการต่อรองราคาที่ผมทำได้มากที่สุดในชีวิตเลยนะเน๊ยะ

ผมขอร้องเธอครั้งสุดท้ายว่าเงินก้อนนี้ขอผ่อนเป็นรายเดือน แต่รับประกันว่าจะไม่ขาดซักบาทเดียว ซึ่งเธอก็ยินดี

ก่อนจะวางสายครั้งสุดท้าย ผมไม่ลืมที่จะถามเธอว่า “ไม่ทราบว่าทาง Getty Images ทราบได้อย่างไรว่าผมขโมยรูปมาใช้ เค้ามีระบบการติดตามรูปได้ด้วยหรอ หรือว่าเค้ามีการค้นหาได้อย่างไร?” เธอตอบผมว่า Getty Images มีพนักงานที่วันๆไม่ทำอะไร เอาแต่นั่งค้นหารูปที่ผิดลิขสิทธิ์ หากันเป็นทีม และหากันทั้งวันทั้งคืน ดังนั้นการที่เค้าจะลดราคาให้ผมมากๆนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากค่าลิขสิทธิ์ที่เค้าจะต้องจ่ายคืนให้กับเจ้าของภาพแล้วนั้น เค้ายังมีค่าใช้จ่ายสำหรับคนหารูปตรงนี้ด้วย

ผมคิดว่า เรื่องราวของ Getty Images ทำให้ผมเข้าใจในระบบการซื้อขายรูปมากยิ่งขึ้นและแน่นอนระบบลิขสิทธิ์ที่ไม่อยากจะมองข้ามอีกเลย บางคนอาจจะมองว่าทำไมผมต้องไปขอร้องเค้า ทำไมต้องตอบรับกับเอกสารของ Getty Images ผมขอบอกว่า ทุกครั้งที่มีการฟ้องร้องแบบนี้ ผมไม่คิดจะหนี ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หากมันเป็นเรื่องที่เห็นควรแล้วว่าเป็นความผิดของเราจริง เราก็ต้องรับผิดชอบ แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัวอย่างศูนย์ออกกำลังกายฟิตเนสที่หลายคนแจ้งว่าโดนหลอก ผมก็ยอมจ่าย ส่วนหนึ่งก็คิดถึงคำที่เพื่อนผมพูดไว้ว่า อย่าติดหนี้ใครเพราะเราอาจจะต้องตามไปใช้เค้าอีกในชาติหน้า ดังนั้นเอาเป็นว่า ถ้าเราสามารถเคลียอะไรได้ก็เคลียไปเลยในชาตินี้ ในกรณีของ Getty Images นี้ก็เช่นกัน ผมไม่สามารถใช้หนี้เค้าได้ แต่ผมผิดจริง ดังนั้นสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดคือ ให้เค้ายินยอมในตัวเลขที่ผมรับได้ แม้จะให้ผมต้องยอมขอร้องเค้าแทบตายก็เถอะ

อ่านแล้วเหมือนจะเป็นคนดี แต่แค่อยากให้คนที่ได้อ่านตรงนี้ คิดเหมือนผมบ้าง

หมายเหตุ:
1. ตัวเลขที่กล่าวอ้างในบทนี้ อาจจะมีความผิดเพี้ยนไปบ้างต้องขอโทษด้วยครับ เผอิญว่าผมไม่ได้จดข้อมูลโดยละเอียดของเอกสารตรงนั้นไว้จริงๆ
2. การกล่างอ้างถึง Getty Images ในครั้งนี้ เป็นการกล่าวถึงตามความจริงที่ผมได้พบและได้เข้าใจในช่วงเวลานั้นจริงๆ หากมีอะไรผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย และหากมีข้อมูลส่วนใดต้องการให้แก้ไข สามารถแจ้งได้ตลอดเวลาครับ และได้โปรดอย่าฟ้องผมอีกเลย
3. สุดท้าย ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ Getty Images คนนั้นด้วย ต้องขอโทษด้วยครับที่ผมจำชื่อเธอไม่ได้ แต่ขอขอบคุณจริงๆ
4. ขอบคุณชื่อหัวข้อเรื่อง “Getty Images ฟ้องจริง ถึงจริง” โดยคุณ iannnnn

Currently there are "49 comments" on this Article:

  1. iannnnn says:

    ขอบคุณสำหรับประสบการณ์
    ขออนุญาตนำไปเผยแพร่ต่อเป็นอุทาหรณ์นะครับ

  2. […] This post was mentioned on Twitter by ไอ้แอนนนนน, patchara, Na, Ekaphot Pattananarak, Yod and others. Yod said: RT @iPattt: RT @iannnnn: ข้อคิดจาก RGB72: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง http://bit.ly/a3Lizj ใครชอบเอารูปมาใช้ "จากกูเกิล" ให้ระวังนะครับ … […]

  3. admin says:

    ยินดีมากๆครับ

  4. dahoba says:

    ขอนำไปเผยแพร่ cms ภายในองค์กรนะครับ

  5. iMenn says:

    เจ๋งจริง!! ขอแสดงความนับถือครับ 🙂

    ยังดีที่ผมตอนผมตั้งบริษัท ลูกค้ายังไม่ไฮโซนัก และมีงานสิ่งพิมพ์จำนวนมาก ทำให้ต้องใช้ iStockphoto โดยปริยาย แต่มองย้อนกลับไป ผมก็จ่าย iStock ไปซัก 3 แสนได้แล้วมั้งเนี่ย 😀

    ผมเชื่อว่าถ้าเราเป็นคนทำงานไม่ขโมยของคนอื่น ต่อไปคนอื่นก็จะไม่ขโมยของเราครับ

  6. ธายุกร says:

    ขออนุญาติไปแชร์นะครับ (^___^)

  7. nana161 says:

    เป็นความรู้มากเลยค่ะ ขอบคุณมากที่นำมาบอกให้ทราบกัน
    ในฐานะที่อยู่ในวงการ IT เหมือนกัน เก็บรูปสวยๆไว้เยอะอยู่ แต่ไว้ดูเอง ไม่เคยเอามาใช้งาน
    จะได้ระมัดระวังตัว ขอบคุณค่ะ
    ขออนุญาต นำไปเผยแพร่นะคะ

  8. อู says:

    ที่น่าเจ็บใจในครั้งนั้นคือพอเอารูปออกแล้ว เอารูปใหม่ใส่เข้าไปเป็นรูปที่ถ่ายกันเอง ปรากฏว่าดูดีกว่ารูปเก่า
    -*-

  9. joke says:

    สุดยอดครับ หายไป 540k
    ปล.พี่เก่งน่าจะมีบอกวันที่นะคับว่าพี่เขียน entry นี้วันไหน

  10. sittipong says:

    เออ นั่นดิ..​มันไม่มีเขียนหรอเน๊ยะ เพิ่งรู้!!

  11. ann says:

    ขอบพระคุณมาก ๆ สำหรับอุทธาหรณืในครั้งนี้ ขออนุญาตนำไปเผยแพร่ที่องค์กรณ์เพื่อเป็นความรู้นะคะ

  12. แอม says:

    รบกวนขอปรึกษาค่ะ พอดีทางดิฉันก้อได้รับจม.จาก Getty Image ทางอเมริกาค่ะ ว่าได้นำรูปลิขสิทธิ์มาใช้งานจำนวน 3 รูป ต้องชำระเงินให้เค้า ประมาณ 3 หมื่นกว่าบาท

    ขอให้รายละเอียดเพิ่มเติมคือดิฉันนำรูปนั้นมาจากwebsite นึงที่ดิฉันได้เข้าเป็นสมาชิก Affiliate เมื่อกลางปี 2552 แต่แล้วก้อได้เลิกทำไป และปล่อยให้เว๊ปไซด์นั้นเป็นเว๊ปร้างไป โดยที่ไม่ได้เข้าไปยุ่งกะมันอีกเลย จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านที่ได้รับเอกสารจากแผนกกฎหมายของ Getty Image จึงพยายามจะเข้าไปดูในเว๊ปไซด์ที่ตัวเองได้ทำไว้ แต่ปรากฎว่าไม่สามารถเข้าได้เพราะเว๊ปไซด์มันหมดอายุไปแล้วตั้งแต่เมื่อเดือนมิย. 2553 และพอเข้าไปดูในเว๊ปไซด์ของบริษัทที่เป็นสมาชิก Affiliate ด้วยนั้นกลับกลายเป็นว่าบริษัทนั้นได้ลบโปรแกรมนำเที่ยวที่มีรูปภาพดังกล่าวออกไปหมดแล้ว เลือกเพียงแพคเก็จทัวร์อยู่ไม่กี่อัน

    ดิฉันไม่ได้มีเจตนาที่จะเอารูปของเค้ามาใช้ แต่ใครจะไปรู้ได้ว่าบริษัทที่เราเป็นสมาชิกอยู่นั้นไปเอารูปจากที่ไหนมา และถูกต้องหรือไม่ เงินค่าคอมก้อไม่เคยได้เลย แถมยังต้องมารับผิดชอบอีก เฮ้อ…มืดแปดด้านดิฉันควรจะทำอย่างไรดี รบกวนขอคำแนะนำจากคุณเจ้าของ blog72 ด้วยนะค่ะ จักขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

  13. sittipong says:

    ผมตอบไปทางอีเมล์แล้วนะครับ 🙂

  14. yujikung says:

    เพิ่งโดนมาเหมือนกันค่ะ สดๆ ร้อนๆ web ของบริษัท ทำไปประมาณ 5-6 ปีแล้ว ทาง getty แจ้งหนังสือมาว่าเราละเมิด เป็นจำนวนเงิน หมื่นกว่าบาทค่ะ อยากให้ทุกท่านที่มีประสบการณ์ เรื่อง license ต่างๆ มาแชร์ความรู้ให้ด้วยนะค่ะ จะเป็นพระคุณอย่างมากค่ะ ชักเริ่มหวั่นๆ เกี่ยวกับ icon ที่เขามีแจกฟรีค่ะ –‘

  15. com71 says:

    ขอปรึกษาด้วยคนครับ พอดีลูกค้าผมพึ่งโดนจดหมายจากทาง getty images ให้ชำระค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 22577 ซึ่งรูปทีนำมาใช้ก็แค่ 1 รูปเองครับ และใช้ทดสอบเว็บไม่นานก็เอาออกครับ ไม่ทราบว่าตอนนี้ต้องทำยังไงดีครับ รบกวนตอบเมลด้วยครับ >< ขอบคุณครับ

  16. ww says:

    ต้องรบกวนผู้รู้ ขอความช่วยเหลือหน่อย พึ่งโดนเหมือนกัน ลักษณะกรณีคล้ายๆ คุณแอม
    เรื่องมีอยู่ว่าผมเป็นคนทำหน้าเว็บ (แต่ความรู้ก็เท่าหางอึ่ง ไม่เก่งอะไร) ก็เห็นเว็บอื่นๆ เค้ามีรูปภาพสวยๆ กัน ก็อยากมีเหมือนกันเค้า อยากทำให้เว็บสวยงาม น่ามอง จึงไปค้นหาโปรแกรมทำแบนเนอร์ แล้วก็ได้โปรแกรม FlasIntro มา (ซึ่งตอนนี้สามารถใช้งานได้ฟรี) ก็ลองเข้าไปทำดู ก็มีเทมเพลทต่างๆ ให้เราเลือก (ก็ดันไปเลือกเอาเทมเพลทที่มันมีรูปของ getty image) พอจัดแต่งอะไรต่างๆ เรียบร้อยก็เซฟแล้วก็เอาไปทำหัวเว็บเพจ แล้วก็โพสต์ขึ้น ผ่านไปได้ประมาณปีกว่าๆ แล้วก็เปลี่ยนหน้าเว็บเพจใหม่ โดยลบเพจเดิมออกหมดเลย รวมทั้งหัวเว็ปที่เป็นรูปของ getty image ด้วย เว็บเพจใหม่นี้ก็ใช้งานได้ซักราวๆ 5 เดือนเศษๆ ก็ได้รับจดหมายของ getty image ว่ามีการละเมิดเอารูปมาใช้งาน ซึ่งมีค่าเสียหายที่ต้องชดใช้ อยู่ที่ 2 หมื่นกว่าบาท พอเห็นแล้วก็ตกใจ จะเอาที่ไหนไปจ่ายเค้าหว่า บริษัทก็ใช่ว่าจะใหญ่โต แค่เป็นกิจการ sme เล็ก ผลประกอบการก็ไม่ค่อยจะมีกำไร 2 หมื่นสำหรับหลายๆ คนอาจมองว่าไม่เยอะ แต่สำหรับเรา มันเยอะมาก ก็เลยกลุ้มใจว่า จะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรดี จะโดนฟ้องหรือปล่าว แล้วต้องดำเนินอย่างไร รบกวนผู้รู้ช่วยให้คำแนะนำด้วยครับ

  17. jeap says:

    สวัสดีครับ ผมได้อ่านบทความที่ลงในหน้านี้เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองเป็นอย่างมากเลยครับ ส่วนตัวผมก็โดนเหมือนกันครับ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา 10 มค.54 นี้เองครับ ลักษณะจดหมายก็คือทวงค่าลิขสิทธิ์รูปภาพเป็นจำนวนเงิน 38,000.- ผมก็งงครับเพราะไม่เคยไปเอารูปจากเว็บของ Getty Images มาแต่ไหนแต่ไรและก็ไม่เคยโพสต์รูปเหล่านี้ลงในเว็บไซต์ใดนอกจากเก็บไว้ดูเป็นแบบอ้างอิงสำหรับงานส่วนตัวเท่านั้น แต่พอผมดูรูปที่เขา capture มากับจดหมายก็นึกขึ้นได้ว่าผมเคยซื้อเว็บไซต์สำเร็จรูปจากบริษัท Tarad.com มาเป็นเว็บแบบ package ราคา 3,800.-/ปี ซึ่งในเว็บไซต์ก็จะมีรูปภาพให้เราเลือกทำ template มากมายและก็บอกว่าเป็นของทาง tarad.comเองผมก็เลือกมารูปหนึ่งมาทำเป็นแบบ template หน้าเว็บไซต์ที่ผมซื้อกับทางบริษัท โดยไม่รู้เลยว่ารูปนั้นมีลิขสิทธิ์หรือไม่มี แต่ในความเป็นจริงแล้วทาง Tarad.com ก็น่าจะซื้อลิขสิทธิ์ภาพเหล่านี้เอาไว้แล้วเพราะเป็นบริษัทใหญ่ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้านำมาให้บริการกับลูกค้าอย่างแน่นอน หลังจากผมหมดสัญญา package กับทางบริษัทก็ไม่ได้ต่อสัญญาเว็บจึงปิดลงและอีกแค่สามเดือนจดหมายก็มาเลยครับ
    ในกรณีนี้ผมอยากจะขอรบกวนทางคุณ iannnnn กรุณาชึ้แนะผมด้วยได้ไหมครับว่าควรจะทำอย่างไร ผมได้ติดต่อไปที่บริษัท tarad.comแล้ว ว่าให้เขารีบติดต่อกลับไปที่ getty images แต่ก็ยังไม่ได้ข่าวจากเขาครับ
    ด้วยเจตนาผมเองไม่เคยเอารูปภาพใดจากพวกเว็บไซต์ไปโพสต์ต่อเลยครับเพราะรู้ดีว่ามันต้องมีลิขสิทธิ์ แต่ในกรณีนี้เหมือนถูกหลอกยังไงก็ไม่รู้ครับ ยังไงช่วยเมตตาให้ความรู้ความกระจ่างด้วยนะครับ ขอขอบคุณอย่างสูงครับ
    ่ำjeap

  18. pin says:

    ขอบคุณที่เอาประสบการณ์มาเผยแพร่ค่ะ ได้ความรู้มากขึ้น + ชอบทัศนคติที่ว่า ผิดก็ยอมรับผิด มากๆ 🙂

  19. เจเจ says:

    เพิ่งได้จดหมายเมื่อเช้านี้อ่ะ เราโดนไป 2 รูป รวมแล้ว 23.000 บาท
    cap รูปมาให้ดูด้วย แต่เราไม่ใช่คนทำเว็บนี่สิ น้องที่ทำเว็บให้บินไปเรียนต่อแล้ว
    เอายังไงดีเนี่ย ถึงลบรูปที่หน้าเว็บแล้วก็ยังมีหลักฐานอยู่ดี
    ทำอะไรไม่ถูกเลย รายได้น้อยนิด ควรต่อรองจ่ายเค้า หรือทำยังไงดี ขอคำแนะนำได้มั้ยคะ

  20. ภัทรภร says:

    โดนเหมือนกันค่ะ แต่แพงหน่อยนะค่ะ สองรูปหกหมื่นบาท ไม่ได้ทำมีคนทำมาให้ งงเหมือนกัน ตอนนี้เวบเราปิดไปแล้วค่ะ ไม่มีเงินจ่าย ติดต่อที่สิงคโปร์เค้าบอกว่าเค้าไม่มีอำนาจ เพราะเรื่องไม่ได้อยู่ที่เค้า จะทำอย่างไรดี ถ้าไม่แพงมากขนาดนี้คงจะจ่ายได้ค่ะ ไม่รู้จริง ๆ

  21. คิม says:

    อยากได้คำแนะนำเหมือนกันค่ะ โดนไปหกหมื่นบาท สองรูป ไม่มีเงินจ่ายค่ะ อีเมลล์ไปขอความเห็นใจแล้ว แต่ไม่ตอบกลับค่ะ โทรไปแล้วเหมือนกัน ที่สิงคโปร์ เค้าบอกว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของเค้าค่ะ

  22. nan says:

    สอบถามเรื่องรูปจากgetty image คะ เนื่องจากว่าเราไปก๊อบปี้บทความจากที่อื่นมาแล้วมีรูปติดมาด้วย ซิ่งเราไม่รู้เลยว่ารูปนั้นมีลิขสิทธิ์อยู่ ตอนนี้โดนgetty imageส่งจดหมายว่าให้เราเอารูปออกพร้อมทั้งเสียค่าลิขสิทธิ์ 10,753 บาทด้วยต้องทำยังไงดีคะถ้าเราเอาออกแล้วไม่มีเงินจ่ายเค้าแล้วเราจะโดนฟ้องหรือเปล่าหรือว่าเราจะคุยกับเค้าได้ไหมรบกวนช่วยตอบด้วยนะคะทางอีเมลก็ได้คะถ้าไม่เป็นการรบกวนมากเกินไปทิ้งเบอร์โทรไว้ที่อีเมลก็ได้คะไม่รู้จะปรึกษาใครจริงๆ

  23. vichai says:

    สวัสดีครับ
    ผมชื่อวิชัยนะครับ
    เข้ามาอ่านแล้วเห็นว่า มันมีประโยชน์มาก ก็เลยจะขอนำบทความไปลงในบล็อกของผมนะครับ
    ที่ http;//doggiestyle.exteen.com

    ขอบคุณมากครับ

  24. 96neko says:

    อ่านแล้วเนื้อหามีประโยชน์มาก ขอเอาลิงค์ไปเผยแพร่นะคะ

  25. sittipong says:

    ยินดีครับ ช่วยเอาไปเผยแพร่เยอะๆนะครับ ^^

  26. ช่างภาพรุ่นหนุ่ม says:

    ตอนนี้ มีเว็บไซต์ขายรูปของคนไทยเองแล้ว มีรูปให้ดาวน์โหลดฟรีด้วย ขนาดราวๆ 400px พอให้งานเว็บทั่วไปได้ มีเงื่อนไขนิดหน่อย ถ้าเป็นรูปใหญ่กว่านี้ก็ต้องซื้อ ราคาไม่แพง ดีกว่าไปเสี่ยงโดนฟ้อง ลองดูนะครับที่ http://www.stockphotojunction.com มีภาพดี ๆ ในแนวสต็อกเยอะมาก เพราะแต่ละคนก็มีภาพขายอยู่ในเว็บขายภาพระดับนานาชาติกันทั้งนั้น

  27. akanokwan says:

    ตามมาอ่านค่ะ ขอบคุณที่แบ่งปันประสบการณ์นะคะ

    เราเองก็ทำงานที่ต้องใช้ภาพสื่อบ่อยๆ
    และพอจะทราบว่า จะต้องระวังเรื่องลิขสิทธิ์มากๆๆๆๆ

    ยอมรับว่าบางครั้งก็ไปแอบขโมยภาพของชาวบ้านเหมือนกัน
    แต่จะเลี่ยงภาพที่มาจากเวป stock photo ต่างๆ
    จะหาภาพที่มาจากเวปส่วนตัวแทนน่ะค่ะ

    แต่ยังไงก็ตาม อยากให้ทุกคนมีจิตสำนึก คิดถึงใจเขาใจเรา
    ผลงานของใคร สมบัติของใคร ใครก็ต้องหวงเป็นธรรมดาค่ะ

  28. Job says:

    สวัสดีครับ

    ผมก็โดนเรียกเก็บค่ารูปจาก gettyimages เหมือนกัน 1 รูป 11000 บาท
    web ที่โดนเป็น web post สินค้าจาก amazon แล้วมันมีรูปจาก gettyimages มาได้ไง
    มั่นใจว่าไม่ได้เอารูปเค้ามาใช้แน่นอน
    ช่วยชี้แนะด้วยครับ

    ขอบคุณครับ

  29. PP says:

    ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์นะครับ
    ขออนุญาต แชร์ต่อนะครับ

  30. Kaow says:

    สวัสดีค่ะ
    พอดีเพื่อนแชร์ลิ้งค์นี้มากทางfacebook
    อยากจะขอคำปรึกษาหน่อยน่ะคะ
    พอดี คือเราได้นำรูปจากทางgettyimagesไปตัดต่อ เพื่อใช้ส่งประกวด
    ปรากฏว่าชนะรางวัลการประกวดขึ้นมาน่ะคะ
    ตอนนั้นก็กลัวเหมือนกันค่ะว่าจะโดนเรื่องลิขสิทธิ์
    เลยได้อีเมลไปถามอาจารย์ที่เค้าอยู่ในวงการที่ต้องใช้รูปลิขสิทธิ์พวกนี้น่ะคะ
    และได้ส่งภาพต้นฉบับของทางGettyimagesและภาพที่เราได้ทำการตัดต่อไปแล้ว
    ไปให้อาจารย์ดู อาจารย์ตอบกลับมาว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องซื้อภาพ เพราะว่าเราำด้ตัดต่อรูปไปเยอะแล้วน่ะคะ

    เราก็เลยไม่ได้เอะใจอะไร
    แต่พอเพื่อนแชร์ลิ้งค์นี้มาให้ ก็เลยรู้สึกกังวลขึ้นมาน่ะค่ะ
    ก็เลยอยากจะขอคำปรึกษาหน่อยค่ะ
    ขอบคุณนะค่ะ บทความนี้เป็นประโยชน์มากๆเลยค่ะ

  31. Sirinui says:

    เว็บไซต์ของรุ่นพี่ก็เพิ่งได้รับจดหมายเรียกเก็บค่าเสียหายมาหมาดๆครับ

    ขออนุญาตนำไปเผยแพร่ต่อนะครับ

  32. โอยน่ากลัวอ่ะ ทำเองน่าจะดีที่สุด

  33. idang says:

    ได้ความรู้มากมาย มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับคนทำเว็บค่ะ แอบเครียด จะโดนบ้างมั้ยว้าาา กลัวโดนโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์มากว่าค่ะ

  34. yuifreelance says:

    ตามมาจาก thaiseoboard อ่านแล้วอึ้งเลย โหลดรูปมาใช้ไม่ดูดีๆ โดนเป็นแสน
    แล้วยังงี้ถ้าจะหารูปฟรี จะหาได้จากไหนอ่ะครับ แล้วจะดู ยังไงว่าเป็นรูปฟรี ไม่ฟรีอ่ะครับ

  35. singgal says:

    สวัสดีค่ะ
    มาขอแชร์นะคะ คือตัวเองเปิดเอเจนซี่เล็กๆกับเพื่อนได้ประมาณ 5 ปี
    ทำพวกฟรีแลนซ์ทั่วไป product design, 3d, web devolper อะไรเทือกนี้หล่ะคะ

    ตอนทำงานจำพวกเว็บ ก็จะใช้ tool เหล่านี้แหล่ะค่ะ นำมาใช้ประกอบงานตลอด (สมัยนั้นตั้ง getty เป็นหน้า home เลย)
    สาเหตุที่ใช้ getty เนี่ย ก็เพราะว่า มันมีภาพขนาดเล็กแบบไม่ embeded watermark ให้ save ได้ (แต่ถ้าเป็นขนาดใหญ่ ต้องเสียตังค์)
    และถ้าเราออกแบบเว็บ มันไม่จำเป็นต้องใช้ความละเอียดเยอะไงคะ ขอแค่ 72dpi ก็เนียนมากแล้ว (แล้วภาพเล็กเหล่านั้น ส่วนใหญ่ค่าอยู่ที่ 96dpi..เอา shop ขยายได้อีก) ก็หยิบกันมาใช้ตามใจชอบเลย

    อยู่มาวันนึง (วันออฟฟิศแตกค่ะ จำได้ดี) ก็ได้รับโทร.จากลูกค้าค่ะ โทรมาต่อว่าเราขนานหนัก บอกว่าเราทำเค้าเสียชื่อเสียงมาก เอา brand เค้าไปละเมิดลิขสิทธิ์เหรอ….
    ดิชั้นกับเพื่อนๆ…..งงมากกกกกค่ะ……. “อะไรขอเค้าวะ” แล้วเค้าก็เลยส่งแฟ็กซ์มาให้เราดูค่ะ……. พร้อมกับบอกเราว่า ได้ปัดเรื่องโยนมาให้ฝ่ายเราแล้ว…….(อ้าว…เล่นงี้เลยแฮะ….)
    ในแฟ็กซ์ฉบับนั้น ทาง getty ระบุว่า “บริษัทคุณได้ละเมิดลิขสิทธิ์ภาพจำนวน 12 ภาพ คิดเป็นความเสียหาย 42,000 บาท (1,000 ยูโร)”
    ….

    …..

    กรี้ดแตกสิคะ……
    ….
    ไม่แค่นั้นค่ะ….วันถัดมา ก็ได้รับแฟ็กซ์อย่างเป็นทางการ (เป็นเกียรติมากกก)
    บอกว่าเราละเมิดลิขสิทธิ์ของเค้า ทั้งสิ้น 136 ภาพ คิดเป็นเงิน 2,550,000 บาท (ประมาณ 60,000 ยูโร ตอนนั้น)
    ……………
    …….

    วินาทีนั้น เจ็กตื่นกันทั้งออฟฟิศอ่ะคะ งานอะไรค้างอยู่ทิ้งมันหมด เดดลง เดดไลน์ไม่ยักกะอยู่ในเซเลบรัมสักกะติ้ดเดียว
    ทำไงดีๆๆๆๆ …. สองล้านห้า…..สองล้านห้า…..สองล้านห้า…….

    เอาล่ะ รวบรวมสติ …อาศัยลุงกุ็ก ขอข้อมูลแกหน่อย….
    …………….
    …..
    ..
    .
    ไม่มีแฮะ…….ไม่เห็นจะมีใครเลย ที่โดนเหมือนเรา…..หรือใช้คำผิด…..
    เอาใหม่ๆ….ค้นๆๆๆๆ ….. โหมีแต่คนยอมจ่ายทั้งนั้นเลย……
    โทรไปปรึกษาคุณอาที่เป็นทนาย แกก็บอกว่าให้นิ่งไว้ก่อน เพราะ พรบ.ละเมิดลิขสิทธิ์ในไทยมันยังไม่แข็ง ขั้นแรกให้ไปลบรูปออกก่อน

    วันนั้น……หุ้นส่วนทั้ง 3 คนของบริษัท เครียดจนแทบบ้า
    คุยคุยคุย ขบขบขบ หาทางออกยังไงก็ไม่ทางสว่างแม้แต่นิดดดดด….
    ก็ได้แต่ทำตามคำแนะนำของคุณอาอ่ะคะ…..

    อยู่จนกันจึง ตี 2
    เริ่มปลงกันแล้วค่ะ ยกธงแล้วค่ะ 3 ปีที่สร้างกันมา จบเพราะเรื่องบ้าๆอย่างนี้เหรอเนี่ย………?
    แต่ดิชั้นกับเพื่อนจะต่างกับจขกท.นิด ตรงที่ว่า……….จิตสำนึกต่ำมากอ่ะคะ…….คือว่า ให้ตายยังไง จะเล็กน้อยถึงแค่ระดับหมื่นสองหมื่น หรือ อย่าว่าแค่ระดับ 5 พันบาทเลย…..ดิชั้นกับเพื่อนๆก็ไม่มีปัญญาจะจ่าย และ ถ้าไม่ถึงขั้นต้องไปนอนในตะราง ก็จะไม่ยอมจ่ายเด็ดขาดค่ะ

    ก็เลยตัดสินใจร่วมกัน…….
    ……….
    …..
    ..

    ………ปล่อยเลยตามเลยค่ะ……จะเป็นยังไงช่างมัน
    …………………..

    วันถัดมาก็พากันไปแบงค์ ไปถอนเงินในบัญชีส่วนตัวออกมาทั้งหมด แล้วย้ายโอนไปให้คนอื่นถือ (พี่น้องพี่อแม่) แล้วเราถือบัตรเอทีเอ็มไว้
    จากนั้น ก็ค่อยๆเริ่มเปิด port ดูทีละเว็บ ว่ามีรูปไหนเอาของเค้ามาบ้าง พอเจอก็ลบออกแล้วเปลี่ยนรูปที่หาได้จาก Flickr (ที่เป็น CC – ครีเอทีฟคอมมอน) ขึ้นแทน

    ผ่านมาไป 2 วัน
    แฟ็กซ์ฉบับเดิมก็มาอีก พร้อมกับให้รีบเจรจา เพื่อจะได้ไม่ต้องถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล…..
    …….

    ..

    แหะแหะ……บอกจากใจจริงนะคะ….ณ ตอนนั้น คือ เราหมดแรงแล้วค่ะ เราปล่อยไปแล้ว
    เลยไม่ได้สนใจอะไรอีกเลย……

    ผ่านไปเดือนนึง ด้วยการมาทำงานแบบซังกะตายไปวันๆ….
    ยมทูตจะมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้…….โคตรๆๆๆๆๆๆจะเซ็ง…..เบื่อมาก….ไม่มีกะใจทำไรเลย……

    และแล้ว….

    ก็ผ่านไปอีกเดือน……

    อีกเดือน………..

    อีกเดือน……….

    อีกเดือน……

    …….

    ..
    ..
    ..
    ..

    ณ ขณะที่นั่งเขียนอยู่นี้ คือ วันที่เหตุการณ์นั้นผ่านมาแล้ว 2 ปีนิดๆค่ะ
    ……….แต่ก็ยังอดเสียวสันหลังไม่ได้นะคะ ไม่ใช่ว่าจะโล่งใจไปซะหมด…..

    คือเรื่องของเรื่องที่อยากจะแชร์เนี่ยก็คือว่า …..

    ข้อ 1. สำหรับเพื่อนๆที่โดนแบบนี้ ขอให้เก็บไว้เป็นบทเรียนเถอะค่ะ อย่าได้เอาของเค้ามาใช้ เปลี่ยนจาก getty เป็น flickr ดีกว่า เพราะมันเป็น CC สามารถเอามาใช้ได้
    ข้อ 2. ยังไงซะ…ห้ามจ่าย ห้ามเจรจา ค่ะ เพราะว่า……
    – หลังจากผ่านไป 2 ปี ดิชั้นเลยได้ศึกษามาว่า เค้าฟ้องกันทั้งโลกอ่ะค่ะ โดยมีสนง.ใหญ่อยู่ที่อเมริกา แล้วแตกสนง.ย่อยอยู่ตาม region ต่างๆ อย่างเอเซีย คือ ญี่ปุ่น จีน และ อินเดีย
    Getty Image Thailand ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มีตัวตนอยู่ที่เมืองไทยจริงหรือเปล่า? เหนว่ามี fanpage ใน FB เป็นภาษาไทย ก็ไม่ค่อยแน่ใจนะคะ แต่รู้ว่าย่อยมากๆๆอ่ะคะ
    -หากเพื่อนๆยังกลัว ลองเข้าไปเว็บ http://www.extortionletterinfo.com/forum/list.php?2 ดูนะคะ เป็นกรณีศึกษาสำหรับ ผู้ที่เคยโดนจดหมายจาก getty ….พออ่านเข้ามากๆเพื่อนจะรู้เลยค่ะว่า
    ถ้าบริษัทเราไม่ได้อยู่ ใน USA มันเป็นไปได้ยากมากกกกกกกกกกกกกกกกกๆๆๆๆๆๆ ที่เค้าจะฟ้อง หรือ จะดำเนินการขึ้นโรงขึ้นศาลข้ามประเทศมาอ่ะค่ะ
    – ถ้าหากมีจดหมายมาเมือไหร่ กรุณารีบไปลบรูปออกค่ะ แต่ขอย้ำนะคะ ว่า ห้ามเจรจา เด็ดขาด การเจรจา มันเปรียบเสมือน การบ่งบอกว่ามีตัวตน และ กำลังกลัวอยู่ ค่ะ มันทำให้ bargaining power เราหายไปวับในพริบตาเลยนะคะ
    – พอได้อ่านของ จขกท. ยิ่งมั่นใจใหญ่เลยค่ะ ว่าทาง getty ไม่มีวันที่จะขึ้นโรงขึ้นศาลกับบริษัทไทยแน่นอน เพราะว่ามีการต่อรองได้ มีการอะลุ้มอะหล่วยยอมตัดทอนกันได้ ทาง getty จะ benefit สูงสุดจากคนกลุ่มนี้ล่ะค่ะ ที่ตื่นไปเจรจา
    – ถ้าหากเพื่อนๆยังกลัว เมล์มาก็ได้นะคะ ปรีกษาให้ฟรีในฐานะคนเคยโดนค่ะ girlyberrycutie@hotmail.com ดิฉันมีคุณอาเป็นทนายค่อนข้างปึ้ก อย่ากลัวไปเลยค่ะ มันไม่มีอะไรหรอกค่ะ เหมือนโดนตำรวจไถตังอ่ะค่ะ ถ้าเพื่อนๆเป็นคนนึงที่จ่ายเป็นประจำก็คงกลัวเป็นธรรมดา แต่หากว่าเพื่อนๆเคยลองยืนคุยยื้อกับตำรวจไปนานๆเข้า เค้าก็ปล่อยเราอ่ะคะ (หาจากอีนี่คงยาก….อิอิ ไปเอาหมูตัวอื่นดีก่า)

    ข้อ 3. เกลียด getty มากๆค่ะ ทุกวันนี้เกลียดแบบเข้ากระดูกดำ ก็เข้าใจอ่ะนะ ว่าเราไปเอาของเค้ามา เราผิดเต็มประตู……แต่พอดีไม่แคร์สื่ออ่ะคะ….เกลียดมันมากค่ะ เกลียดดดค้ออดดดดด…….ถ้ามันเจ็งด้วยสาเหตุใดได้ จะดีใจมากๆค่ะ

    ข้อ 4. รัก flickr ค่ะ อยากให้เพื่อนๆหันมาใช้ http://compfight.com/search ดู ติ้กเลือกตรงที่เป็น Creative Commons นะคะ (อย่าทะลึ่งกด commercials นะคะ)

    แค่นี้หล่ค่ะ….

  36. sittipong says:

    ^ ด้านบน comment ยาวดีและแรงดีจริงๆครับ ส่วนตัวผมเองก็เคยสงสัยเหมือนกันว่า ถ้าไม่จ่ายซะอย่างจะเป็นอย่างไร

  37. singgal says:

    กราบอภัยคุณ Sittipong ด้วยนะคะ หากอ่านดูแล้วรู้สึกแรงแบบเหวี่ยงๆ…แบบ e-nee bitch สุดๆ……
    แต่พอดียิ่งเขียนไป ยิ่งมีอารมณ์โกรธ และรู้สึกเข้าอกเข้าใจคนที่ตื่นเต้นตอนได้รับจม.ครั้งแรกเหมือนดิชั้นกับเพื่อนๆมาก

    คุณ Sittipong คงเข้าใจดิชั้นนะคะ ในฐานะคนที่ไม่ไปเจรจา แล้วสุดท้ายรอดมา (แต่ไม่รู้ถึงไหน….โพสต์เสร็จปุ้ป…อาจจะโดนตำรวจแถวนี้ลากคอไปก็ได้..แหะแหะ) แล้วก็ …อ๊ะ..ได้มาเจอเว็บที่อ้างไว้ความเห็นก่อน กับ กรณีของคุณ Sittipong มันก็เลยอดจะเติมอารมณ์บ้าๆส่วนตัวลงไปไม่ได้อ่ะค่ะ…..

    ยังไงซะ เรื่องของคุณ Sittipong ก็ inspiring และน่าเยินยอให้เป็นแบบอย่างมากนะคะ
    ปรกติไม่เคยจะไปแสดงความเห็นอะไรกับเค้า แต่เจออันนี้เข้า ก็กดคีย์กันไม่หวั่นไม่ไหวเลยค่า…

    ขอบพระคุณที่กรุณาให้พื้นที่ระบายนะคะ
    และซาบซึ้งมากที่อุตส่าห์เขียนกระทู้แบบนี้ขึ้นมา

    ด้วยความนับถือ
    กิ้ฟค่ะ
    girlyberrycutie@hotmail.com

  38. itsutoryo says:

    ขออนุญาตนำบทความนี้ไปเผยแพร่ต่อนะคะ เป็นประโยชน์กับสังคมออนไลน์มากๆ
    ขอบคุณคะ

  39. sittipong says:

    ยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นครับ ผมรู้สึกสนุกดีที่ได้รู้ว่าแต่ละคนที่ได้รับจม.นั้นมี feedback อย่างไร เพราะที่ผ่านมา หลังจากที่ผมเขียนบทความนี้ ก็มีคนโทรศัพท์มาถามกันมากมาย รวมไปถึงคำถามที่ถามว่า “หากไม่ตอบจม.กลับเลยจะเป็นอย่างไรบ้าง” ซึ่งตรงนี้ผมตอบไม่ได้จริงๆ เนื่องจากยังเคยลอง (แฮ่ะๆ) การมีคนให้ความคิดเห็นมากๆบนพื้นที่ตรงนี้ ผมคิดว่าทั้งหมดมันจะเป็นวิทยาทานให้กับคนที่มาอ่านต่อๆไปได้ครับ

  40. มนต์ชัย says:

    ลูกผู้ชาย…ตัวจริง!

  41. ccpc says:

    เพิ่งเข้ามาเจอ …. ขอบคุณสำหรับประสปการณ์ ขออนุญาตนำไปเผยแพร่ต่อนะครับ

  42. Teerin says:

    เพิ่งโดนมาครับ เมื่อวานนี้แบบสดๆร้อนๆ เค้าเรียกเก็บผมเป็นเงิน 37,878 บาท จากภาพถ่ายภาพเดียวครับ
    ลองปรึกษากับทนายแล้วครับ เค้าบอกว่าให้ทำเฉยไว้ เพราะว่าถ้าเค้าจะมาฟ้องเราจริงมันคงได้ไม่คุ้มเสียครับ

    ผมคิดเหมือนแอดมินอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าเราทำผิดเราก็ควรยอมรับผิดครับ เพราะว่าอีกไม่ช้าไม่นานเราอาจจะ
    ต้องไปชดใช้ในรูปแบบอื่นๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

    แต่เห็นใจมากๆๆกับคนที่โดนค่าปรับเป็น แสนเป็นล้าน ซึ่งมันเป็นไปได้ยากที่จะจ่ายได้หมดครับ เพราะลำพัง
    แค่เงินจะกินเดือนหนึ่งๆก็หลักหมื่นแล้ว เงินแสนใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ

    ทางที่ดีที่สุด คือ เราน่าจะช่วยกันตีแผ่เรื่องนี้ออกไปให้มาก ก่อนที่จะมีคนเจอปัญหาแบบเราเพิ่มอีกครับ
    สุดท้ายขอบคุณแอดมินที่ช่วยนำประสบการณ์มาแชร์ เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อื่นครับ

  43. balloonzang says:

    โดนเหมือนกันครับ สองหมื่นกว่า อยากรู้ว่าผมต้องโทรไปที่เบอร์ไหนครับ เพื่อทำการเสียค่าปรับอ่ะครับ

  44. watchata says:

    ขออนุญาตนำไปเผยแพร่ต่อนะครับ(กำลังอยู่ในระหว่างอัพเดทข้อมูลใหม่)

  45. OXYGEN2 says:

    ขออนุญาตแสดงทรรศนะเรื่อง GettyImages ฟ้องด้วยคนครับ

    @ http://oxygen2.me/node/48

  46. เห็นแล้วแอบเสียวเหมือนกัน

  47. mast says:

    สวัดีครับ

    แล้วตกลงเป็นไงครับ คุณ singgal ครับ แล้วตอนนี้เข้าส่ง จดหมายมาอีไมครับ เพื่อนผมโดน 2xxxx thb ครับยังไม่รู้จะทําไงผมก็ไมมีความรู้เรื่องนี้ด้วยสิ

    panuwatt1@hotmail.com

  48. Verawat says:

    เว็บที่ผมทำก็โดนปรับ 30,000 US ประมาณ 900,000 บาทไทย !!! แค่รูปเดียวเท่านั้นโดนซะเกือบล้าน ผมก็ได้แต่นิ่งไว้ จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย พอทวงบ่อยๆเข้าแล้วมันก็เบื่อเลิกทวงไปเอง เท่าที่ผมสังเกตมักจะโดนกับเว็บที่มี content เป็นภาษาอังกฤษครับ (ความเห็นส่วนตัว)

  49. Vudhdy says:

    ผมว่าเป็นเรื่องที่ นักออกแบบหรือคนทุกคนต้องทราบดีอยู่แล้ว เป็นเรื่องของจริยธรรมในการทำงานครับ ถ้าจะบอกว่ายืมรูปแค่นิดเดียวเอง ทำไมคุณไม่ไปถ่ายเองล่ะครับ ยิ่งบอกขนาดแค่ 200 pixels ฝากบอกต่อกรณีนี้ไม่ได้มีเฉพาะแค่รูปนะครับ ตัวหนังสือ (FONT) เดี๋ยวนี้ก็มีฟ้องนะครับ

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

APP (คำที่เกี่ยวข้อง: iOS, Android, iPhone, iPad)
– ย่อมาจาก Application (หรือเรียกง่ายๆว่า โปรแกรม) โดยมากใช้กับโปรแกรมที่ใช้กับ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์พกพาต่างๆ
การทำ App ต้องทำแยกสำหรับมือถือต่างยี่ห้อ โดยยึดเอาระบบปฎิบัติการเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ระบบปฎิบัติการบนมือถือและอุปกรณ์พกพาในปัจจุบันสามารถแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ iOS (พัฒนาโดย Apple) และ Android (พัฒนาโดย Google)

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus