Home » *CREATIVE & IDEA » Recent Articles:

ไม่ได้มีแค่เราที่เข้าไปนั่งประชุมในสตาบัคส์ ลองดูแคมเปญระดับโลกตัวแรก “Meet me at Starbucks” แล้วจะรู้ว่าเรานั้นยังธรรมดาไป

อย่างที่พวกเราเคยรู้กันมาก่อนแล้วว่า สตาบัคส์เป็นร้านกาแฟไฮโซราคาแพง ที่ไม่ได้เน้นขายกาแฟที่กาแฟ แต่เน้นขาย “ประสบการณ์” ที่ดีให้กับลูกค้า ดังนั้นการทำโฆษณาแคมเปญต่าง ๆ จึงต้องพยายามเน้นไปที่ “ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ” มากกว่าความหอมกรุ่นของกาแฟ หรือรสชาตของกาแฟ

“Meet me at Starbucks” (http://meetme.starbucks.com) จึงเป็นแคมเปญที่สตาบัคส์ร่วมกันกับ 72andsunny สร้างหนังขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ที่ถ่ายจากสตาบัคส์ 59 สาขา ใน 28 ประเทศ โดยใช้บริษัททำหนังในประเทศนั้น ๆ ถึง 39 บริษัท กับช่างถ่ายภาพนิ่งอีก 10 คนและผู้กำกับ ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียว โดยถ่ายทั้งหมดภายใน 24 ชั่วโมง!!!

ถ่ายมาจากหลากหลายสถานที่จากทีมงานหลายทีม แม้ว่าจะถ่ายกันแค่ 24 ชั่วโมงแต่ว่าทางทีมงานก็ได้ภาพแบบที่ยังไม่ตัดต่อได้ยาวถึง 220 ชั่วโมงเลยทีเดียว

แล้วทาง สตาบัคส์ ต้องการนำเสนออะไร??

สตาบัคส์ต้องการนำเสนอให้ทุกคนทั่วโลกได้รู้ว่า ในหนึ่งวันที่ผ่านไป หลายคนแวะเวียนมาที่สตาบัคส์ไม่ใช่เพื่อกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้ทุกคนได้มา “Connect” กันด้วย

ในภาพยนตร์ความยาวเกือบ 6 นาทีจะนำเสนอให้เราเห็นว่า บางคนมาที่นี่ก็เพื่อทำงาน บางคนก็มานั่งดูอัลบั้มภาพถ่าย หรือที่เด็ดกว่านั้นคือ บางคนก็มา audition นักร้องนักดนตรีกันที่สตาบัคส์เลย.. และบางคนก็มาซ้อมกีฬากันด้านนอกสตาบัคส์ หรือแม้แต่ด้านในสตาบัคส์เองก็มี!!

ทำให้รู้สึกว่า การที่เรามานั่งประชุมกันที่สตาบัคส์นั้น ถือว่า basic สุด ๆ

ภาพยนตร์ที่ออกฉายบน YouTube ที่ (http://www.YouTube.com/Starbucks) นั้น ทำออกมาเป็นแบบ Interactive ด้วย นั่นคือ ระหว่างที่ดู คุณสามารถที่จะกดเข้าไปดูเป็น mini-documentary ของเรื่องราวนั้น ๆ เพื่อเข้าไปดูภาพยนตร์สั้น ดูรายละเอียดของเรื่องให้เข้าใจได้มากขึ้นได้

สำหรับเรื่องที่ผมชอบนอกจากคนมา audition นักร้องที่สตาบัคส์แล้ว ก็มีเรื่องของคนใบ้ที่มาพบปะสังสรรค์กันที่นี่ด้วย..

แคมเปญ “Meet me at Starbucks” นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ดีมาก ๆ หลังจาก “My Starbucks Idea” (http://mystarbucksidea.com) เลยก็ว่าได้

12 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากบรรยายของคุณฝน ประสานสุข วีระสุนทร ในหัวข้อเรื่อง “VISUAL STORYTELLING FROM FROZEN”

งาน Bangkok Comic Con ที่เพิ่งจบไปเมื่อศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ (4-6 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่อลังการมากมาย โดยในงานนั้นเต็มไปด้วยเหล่าฮีโร่ในดวงใจของคนมากมาย ตั้งแต่ Batman, spiderman, cartoon network, ยาวไปถึง Game of Throne และนั่นทำให้จำนวนคนที่มาร่วมงานนั้นไม่เรียกว่าแน่น แต่ต้องเรียกว่า “ล้น” ถึงจะถูก (ล้นมากๆ จนผมแทบจะหายใจไม่ออก)

ซึ่งงานนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับวงการการ์ตูน เกมส์ ที่เปิดกว้างให้กับทั้งคนสร้างและคนเสพได้อย่างชัดเจนมากที่สุดงานหนึ่ง

แต่งาน comic con ก็ใช่ว่าจะมีแต่คนแต่งตัวเป็น Super Hero เดินไปเดินมาให้คนถ่ายรูปเล่นเท่านั้น ช่วงบ่ายวันเสาร์ผมได้มีโอกาสไปฟังคุณฝน ประสานสุข วีระสุนทร หนึ่งในทีมงานของดีสนีย์ ผู้สร้างเรื่องราวให้กับหนังการ์ตูนสุดดังเรื่องล่าสุด “Frozen” ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า และแน่นอนว่างานนี้ “ฟรี”

คุณฝน ประสานสุข วีระสุนทร เป็นคนไทย (อ่ะแน่นอน) ที่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ animation มายาวนาน เธอมาเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปในการคิด story หรือเรื่องราว ก่อนจะมาเป็นเรื่อง Frozen ที่เราดูๆกันนั้น จะต้องผ่านการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง

Skill อย่างหนึ่งที่จำเป็นมากสำหรับคนคิดเนื้อเรื่องคือการ “วาด Storyboard” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนเลย ซึ่งคุณฝนบอกว่า การสร้าง Storyboard นั้นเริ่มต้นโดยคุณวอล์ท ดิสนี่ย์ นี่แหละ โดยเมื่อเราคิดโครงเรื่องเสร็จแล้ว เราจึงวาดภาพออกมา แล้วมาเรียงร้อยให้เป็นเรื่องราว จากนั้นจึงเรียกทุกคนเข้ามาตั้งแต่ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ ยันทีมงานทั่วไป

ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างทางที่ “ขายเรื่องราว” ให้ผู้คนได้ฟังนั้น งานจะต้องมีการปรับเปลี่ยน แก้ไข ฉีกทิ้ง นับครั้งไม่ถ้วน ..แต่เอาล่ะ นี่คือ 12 สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการฟังบรรยายของ คุณฝน ประสานสุข วีระสุนทร ในหัวข้อเรื่อง “Visual Storytelling from Frozen”
(ในงานกำชับมากๆว่าห้ามถ่ายรูป ดังนั้นเราจะมีภาพเฉพาะช่วงที่เค้าอนุญาตให้ถ่ายเท่านั้นนะครับ)

1. ที่ดิสนี่ย์มีคนทำงานรวมๆแล้วประมาณ 900คน ซึ่งนอกจากจะมีคนทำการ์ตูนแล้ว ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกด้วย! ส่วนหนังเรื่อง Frozen นั้นใช้คนสร้างรวมแล้วประมาณ 300 คน

2. ในบริษัทดิสนีย์ปัจจุบันมีคนไทยทำงานอยู่ด้วย รวมคุณฝนเองก็ สามคน

3. วิธีการอธิบายเรื่องราวของหนังได้ดีที่สุดก็คือการอธิบายผ่านรูปภาพ และบางครั้ง รูปภาพนั้นก็ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆเลย

เช่นภาพนี้ที่คุณฝนบอกว่า แค่ดูก็รู้สึกตลกแล้ว ไม่ต้องอธิบายอะไรเลย

4. ความชัดเจน หรือ “Clarity” นั้นสำคัญมากถึงมากที่สุดในการวาดภาพเพื่ออธิบายเรื่องราว เราไม่ควรให้หนึ่งภาพมีเหตุการณ์เกิดขึ้นสองอย่างพร้อมกัน ซึ่งนั่นจะทำให้คนดู งง และไม่แน่ใจว่าจะสนใจเหตุการณ์ไหนในภาพดี และนั่นจะทำให้การเล่าเรื่องของเราไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

5. การให้ “แสง” สามารถช่วยแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ของการ์ตูน ณ ฉากนั้นๆได้

6. หนังเรื่อง Frozen มีการใช้ “สัญลักษณ์” บางอย่างเพื่อแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ “กั้นขวาง” ระหว่างสองพี่น้อง ซึ่งนั่นคือ “ถุงมือ”และ “ประตู”

ประตู.. สิ่งที่กั้นขวางระหว่างสองพี่น้อง

7. ในหนังของดิสนี่ย์ทุกเรื่องจะต้องมีเพลงหนึ่งที่เค้าเรียกกันว่า “I Want Song” คือเพลงที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการของตัวละคร เช่น หนังเรื่อง Lion King ก็จะมีเพลง “I just can’t wait to be King” ที่ซิมบ้าต้องการจะบอกทุกคนว่า ฉันต้องการเป็นเจ้าป่าแล้วนะ! ส่วนเรื่อง Frozen นั้นก็มีเช่นกัน นั่นก็คือเพลง “For the First Time in Forever”

8. เพลง “For the First Time in Forever” ที่ว่าเป็นเพลง “I Want Song” นั้น เดิมที่เกือบจะไม่ได้เป็นเพลงนี้แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการแต่งอีกเพลงขึ้นมาชื่อ “More Than Just the Spare” ซึ่งพูดถึงการที่แอนนา น้องสาวนางเอกนั้นไม่อยากจะเป็นคนที่ไม่สำคัญ ไม่อยากจะเป็นตัวสำรองอีกต่อไป

9. คุณฝนเองได้ยกตัวอย่าง ฉากที่มีการปรับเปลี่ยนไป เช่น ฉากงานเลี้ยงที่แอนนาพยายามจะขอเอลซ่าว่าเธออยากจะแต่งงาน ฉากนี้เดิมทีเป็นการสนทนาระหว่าง พี่กับน้อง เท่านั้น แต่ภายหลังถูกปรับเปลี่ยนให้มี เจ้าชายฮานส์ เข้ามายืนอยู่ในฉากด้วย โดยสามารถสังเกตได้ว่า เจ้าชายนั้นจะยืนอยู่ “ระหว่าง” สองพี่น้องนี้ตลอดเวลา เพื่อแสดงให้เห็นถึงการแบ่งแยกสองคนออกจากกัน

10. คุณฝนพูดถึงการทำงาน animation และเปิดโอกาสให้คนได้ซักถาม ซึ่งสิ่งที่คุณฝนพยายามบอกทุกคนก็คือ “ถ้าถามว่าอยากทำอะไร อย่าบอกว่าอยากทำ animation หรืออยากทำหนังการ์ตูน แต่ต้องลงลึกไปเลยว่า อยากทำส่วนไหนของหนัง เช่น เป็นคนสร้างเรื่อง เป็นคนทำ movement.. เราต้องลงลึกไปในรายละเอียด ไม่ใช่แค่บอกว่าอยากทำการ์ตูน”

11. แล้วก็มีคนถามคุณฝนว่า แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า เราชอบอะไร? คุณฝนบอกว่า “ของแบบนี้ต้องลอง ลองทำดูนานๆ แล้วเราจะรู้ว่าเราชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร”

12. สุดท้าย มีคนถามว่า “เงินดีมั้ย?” คุณฝนตอบว่า “ถ้าจะทำอาชีพนี้เพื่อเงินล่ะก็… แนะนำให้ไปทำอย่างอื่นดีกว่านะ!” และนั่นเรียกเสียงเฮได้ดังก้องโรงภาพยนตร์สกาล่าเลยทีเดียว

โฆษณาที่น่าเบื่อที่สุดของ Leica กลับทำให้คิดถึง Apple

นี่น่าจะเป็นโฆษณาที่น่าเบื่อที่สุด..

ขณะที่โฆษณาทุกตัวพยายามทำให้คนสนใจและเข้าใจมันภายใน 30วินาที แต่โฆษณาตัวใหม่ของ Leica ตัวนี้มีความยาว 45นาที ซึ่งนำเสนอสิ่งเดียวคือภาพวิดีโอการขัด body ของกล้อง Leica T ตัวใหม่ ซึ่งขัดด้วยมือนานถึง 42นาที หรือเป็นการขัดมากกว่าสี่แสนครั้ง

แน่นอนว่าน้อยคนจะดูจบ และแน่นอนว่า Leica เองก็ไม่ได้คาดหวังว่าคนจะนั่งดูตลอด 45นาที ถึงกับมีการบอกให้ skip ไปดูตอนจบเลยก็ได้!!

แล้วอะไรที่ Leica ต้องการสื่อ!?

ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ระหว่างดูไป ผมกลับเห็นถึงสิ่งที่เหมือนกันระหว่าง Leica และ Apple ..

The Most Boring Ad Ever Made? from Leica Camera on Vimeo.

คำตอบ…

Leica ต้องการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของงานฝีมือในแบบที่ไม่มีใครทำ และไม่มีใครสามารถทำได้ งานที่ Leica เรียกเองว่าเป็น obsessive German craftmanship หรืองานฝีมือที่ทำอย่างหมกมุ่นตั้งใจในแบบเยอรมัน โดยทั้งหมดก็เพื่อให้งานนั้นเนี๊ยบในระดับที่สูงที่สุดหรือที่เค้าเรียกว่า highest level of perfection.

ซึ่งแน่นอนว่าเหล่านี้เราจะไม่ได้เห็นในกล้องส่วนใหญ่ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด

แต่ระหว่างที่ดูโฆษณาตัวนี้ไป ผมกลับได้เห็นถึงความ “เหมือน” กันของ Leica และ Apple ซึ่งสิ่งที่สังเกตได้ง่ายๆไวไวเลยก็คือ

1. ไม่เน้นลูกเล่นละลานตา

ขณะที่หลายๆบริษัทพยายามขาย features หรือความสามารถต่างๆที่สินค้าตัวเองสามารถทำได้ มีลูกเล่นมากมายละลานตา มีปุ่มและ interface มากมายขายลูกค้า แต่ Apple และ Leica กลับเลือกเฉพาะสิ่งที่ “จำเป็น” จริงๆสำหรับลูกค้า และพัฒนาสิ่งที่จำเป็นจริงๆเหล่านั้นให้เจ๋งที่สุด เรียบง่ายที่สุด และให้คนได้ enjoy กับการใช้งานผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

2. Perfection

ทำงานให้ออกมาให้ดีที่สุดในระดับที่คู่แข่งรายอื่นๆทำไม่ได้ ซึ่งสำหรับ Apple แล้ว ใกล้ตัวพวกเราที่สุดก็น่าจะเป็น iPhone สินค้าที่เราสามารถสัมผัสได้ว่าถูกสร้างจากวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน และถูกออกแบบมาด้วยความละเอียด ทุกตารางนิ้วมี detail ที่น่าสนใจ และผ่านความคิดทั้งในด้านความสวยงามและการใช้งานที่มองที่ user centric เป็นสำคัญ และสำหรับ Leica เองยังได้บอกออกมาว่า “ไม่มีอะไรที่ไม่มีความสำคัญ ถ้าเราให้ความสำคัญกับทุกสิ่ง” Nothing is extraneous where everything is essential.

3. Tell them “Why” and “How”

เมื่อทุกอย่างถูกสร้างมาแล้วเป็นอย่างดี Apple และ Leica จึงมี “เรื่องราว” มานำเสนอได้ บอกคนอื่นได้ว่า “ทำไม” ฉันจึงผลิตสินค้าออกมาแบบนี้ และการจะได้สินค้าออกมาได้ดีขนาดนี้จะต้องมีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง

จะสังเกตได้ว่า ทั้ง Apple และ Leica นั้นเป็นสินค้าที่สามารถนำเสนอขั้นตอนการผลิต แนวคิดการออกแบบ อธิบายได้ลงลึกถึงทุกสัดส่วนได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะการจะพาตัวเองขึ้นมาถึง the highest level of perfection ได้นั้น ทุกมุม ทุกพื้นที่ ต้องถูกคิดมาเป็นอย่างดีแล้ว

ขณะที่ features นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ลอกกันได้ง่ายๆ แต่งานฝีมือนั้นกลับตรงกันข้าม แน่นอนว่าการผลิตสินค้าแบบนี้จะใช้เวลานานกว่าและยากกว่า แต่นั่นเป็นการสร้างความแตกต่างที่ไม่ทำให้ตัวเองตกลงมาอยู่ในระบบการขายของที่ต้องสู้กันด้วยราคา

การนำเสนอว่าตัวเองได้ทำสินค้าที่ใช้ความตั้งใจทำมากๆ ลูกค้าจะได้สินค้าที่ล้ำค่าอยู่ในมือ ทำให้ลูกค้ายังรู้สึกอินกับการได้ครอบครองสินค้าตัวนี้มากกว่าตัวอื่นๆอีกด้วย

วิเคราะห์ได้แบบเอียงและเชียร์ brand สุดๆ แต่ก็ใช่ว่าที่เขียนมาจะไม่จริงนะครับ

เมื่อ LINE เปิดโอกาสให้คุณทำ Sticker ขายเองได้.. แล้วคุณจะต้องทำอะไรบ้าง!!??

February 27, 2014 *CREATIVE & IDEA, MOBILE Comments

แล้วอะไรหลายอย่างจะเปลี่ยนไป!! เมื่อวันนี้ LINE ประกาศ LINE Creators Market!!

ใครจะไปรู้ว่า เมืองไทยนักวาดการ์ตูน illustration เจ๋งๆ เพียบ!!! และการมี account line, submit รูปแค่ 42 รูป ก็ถือว่าเป็นเรื่องจิ๊บๆ สำหรับ illustrator เมืองไทยเพราะที่ผ่านมาวาดกันมาแล้วเป็นร้อย

สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันนี้เลย หลังจากที่เรารู้แล้วว่า LINE กำลังจะเปิด LINE Creator Market ตลาดที่เปิดกว้างให้ใครก็ได้วาดรูป illustrator “ขาย” ได้ก็คือ

1. เรียนรู้ กฎ กติกา มารยาท!

เค้ามี Guideline ออกมาแล้วนะครับ รีบเข้าไปอ่านให้ละเอียด วาดกี่ภาพ ต้องเว้นระยะห่างเท่าไร่? มีขอบเท่าไร่? อ่านให้ครบๆ ของ blog คนไทยก็มีแปลมาแล้วมากมาย ลองเข้าไปหาอ่านดูครับ (LINK ข้อมูลตรงจาก LINE: https://creator.line.me/en/ )

2. เงิน เงิน เงิน!!

แน่นอนว่า การเปิดตลาด sticker นี้ สิ่งที่นักวาดจะได้คือ “เงิน” ครับ เราควรจะรู้ว่า LINE นั้นจะแบ่งรายได้ที่เราได้จากการขาย 50% ครับ (หารกันครึ่งๆ) ซึ่งแม้ว่าจะมากกว่า App Store แต่ก็ถือว่า แฟร์มาก เพราะงานนี้จะเป็นการเปิดโลกให้กว้างกว่าเดิมสำหรับ Illustrator ไทยมากๆ

3. คิดๆๆๆๆ ทำๆๆๆๆ

ถ้าคุณยังไม่มีการ์ตูน charector เป็นของตัวเอง วันนี้แนะนำให้คิดมากๆ เลยนะครับ คิด และ ทำ อย่างมี ทิศทาง เจาะไปเลยว่าเรามาแนวไหน บอกให้ลูกค้าคนที่จะ load sticker รู้เลยว่า การ์ตูนฉันมี character อย่างไร อย่ามั่ว

4. เริ่มวาด! และวาดอย่างตั้งใจ!!

เค้าบอกทุกอย่างมาหมดแล้ว แล้ววันนี้จะรออะไรครับ! เริ่มได้เลย!!! ขออย่างเดียว ขอให้วาดด้วยความตั้งใจครับ อย่าลวก! มันมีเหตุผลมากมายครับที่ทำไม Sticker ที่มีขายอยู่แล้วบางตัวจึงขายไม่ออก และบางตัวจึงขายได้ดีเป็นเทน้ำเทท่า

5. ระวังข้อห้าม!

ต้องอย่าลืมข้อห้ามที่เค้าห้ามเอาไว้นะครับ! ไม่ใช่ว่าทำมาแทบตาย จะเริ่มขาย LINE ยังไม่ให้ผ่านที่จะเหนื่อยฟรีเอา LINE เค้ามีข้อห้ามนิดๆหน่อย ซึ่งโดย common sense ของเราก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วเช่น ห้าม “ขายของ” ห้ามโปรโมทสินค้าหรือแบรนด์ยี่ห้อใดๆ ห้ามลอก ห้ามเอาลิขสิทธิ์คนอื่นมาใช้ ลองเข้าไปศึกษาดูครับ

ผมไม่เชื่อครับว่า.. นักวาดการ์ตูนที่โด่งดัง และมีลิขสิทธิ์ของตัวเองอยู่แล้วในวันนี้จะ “ได้เปรียบ” นักวาดมือใหม่ที่กำลังจะเข้ามาเล่นเกมนี้ ในทางกลับกันผมกลับคิดว่า นี่จะเป็นช่องทางที่จะทำให้นักวาดรูปหน้าใหม่ๆ ได้เกิด และโด่งดังขึ้นมากมาย 

LINE Creator Market นี้ก็เหมือนเป็นรถบัสอีกคันที่วิ่งมาให้นัก Illustrator ได้กระโดดขึ้นกันครับ ใครจะรวย ใครจะดัง ก็อยู่ที่รถบัสคันนี้ล่ะ แต่อย่าลืมครับว่า โอกาสที่มาดีดีง่ายๆ เร็วๆ แบบนี้ คู่แข่งที่จะแย่งเราขึ้นรถก็คงไม่น้อยเช่นกัน คิดให้ดีก่อนทำ เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆครับ

 

Creative Talk by Sittipong with ONG ARTTASAN

เพิ่งจะรู้ว่าลืมเขียนถึง Event เจ๋งๆครั้งนี้ (สงสัยจะตื่นเต้นไปหน่อยช่วงนั้นจนลืมมาเขียนเลย) ดังนั้นวันนี้จึงขอเขียน ย้อนหลังหน่อยนะครับ

ผมได้จัดงานเมื่อกลางเดือนธันวาคม (14 ธันวาคม 2556) ท่ามกลางความวุ่นวายของสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ แต่ว่าจะทำไงได้ เมื่อ “พี่อ๋อง” พี่ที่รู้จักที่ทำงานเป็น Asso. Creative Director อยู่ RazorFish บริษัท Online Agency ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง บินตรงมาจาก New York

จุดประสงค์ในการมาของพี่อ๋องในครั้งนี้คือ การกลับมาเที่ยว มาเยี่ยมบ้าน แต่เมื่อผมรู้ ผมก็เลยจับพี่อ๋องมาร่วมจัดงาน เป็น Guest ซะเลย

งานนี้จึงได้มี concept ที่เรียกว่าเป็น “Creative Talk” หมายถึงการพูดคุยกันง่ายๆ ไม่ได้มีหัวข้ออะไรมากมาย แต่เน้นการแชร์ประสบการณ์ของ Guest Speaker ซึ่งงานนี้จึงได้ชื่อเต็มไปว่า “Creative Talk by Sittipong S. with ONG ARTTASAN”

อย่างที่บอกข้างต้นไปแล้วว่า งานนี้มีเรื่องการเมืองร้อนระอุเป็นอุปสรรคที่ทำให้คน “อาจจะ” สนใจน้อย แต่ถึงเวลาจัดงานจริงๆ คนก็มาไม่น้อยเลย

รวมๆแล้วมาประมาณ 50 คนได้

เร่ิมงานด้วยผมเอง พูดเกริ่นเป็น intro ก่อนว่า Creative Talk คืออะไรแล้วทำไมเราถึงจัดงานแบบนี้ แล้วสุดท้ายก็คือ ทำไมถึงต้องเป็นพี่อ๋อง แล้วพี่อ๋องนั้นเป็นใคร

จากนั้นจึงให้พี่อ๋องได้พูดถึงตัวเอง ประวัติและเรื่องราวความเป็นมาต่างๆ

ช่วงากลางๆ ของงาน พี่อ๋องได้นำเอา slide ที่ได้เตรียมมา มาพูด มาแชร์ ไม่ใช่แค่เรื่องวิธีการทำงานให้ได้ประสิทธิภาพ แต่เรื่องการพัฒนามุมมอง การปรับเปลี่ยน attitude ความรู้เพิ่มเติม เรียกได้ว่า จิปาถะมากมาย

ผู้ฟังได้ประโยชน์มากๆ คนฟังแล้วติดใจมากมาย หลายคน add พี่อ๋องไปเป็น friend ใน Facebook เรียบร้อย หลายคนจดจำเรื่องราวสนุกๆที่พี่อ๋องเล่าให้ฟังในงานได้ งานนี้สุดยอดจริงๆ

Creative_Talk_by_Sittipong_with_Ong_Arttasan

จบงานประมาณ 6โมงเย็น แม้ว่างานจะเริ่มตั้งแต่บ่ายโมง แต่ผู้ฟังและผู้พูดไม่มีใครเหนื่อยเลย

งานนี้ดีมากๆ โชคดีที่มีถ่าย video เก็บไว้สำหรับ review เองด้วย แม้ว่า quality จะไม่ดีเท่าไร่แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ไปก็สามารถดูได้สาระพอสมควร และ คิดว่าจะจัดให้ได้แบบนี้อีกเรื่อยๆนะครับ

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

Adobe
– บริษัทผู้ผลิตและเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมชื่อดังที่ใช้ในงาน graphic มากมาย เช่น Photoshop, Illustrator, InDesign, Dreamweaver, Flash, Premiere, After Effect
เว็บไซต์ http://www.adobe.com
— WEB101 by rgb72

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus