Home » Design » Recent Articles:

ข้อผิดที่มักจะพลาด กับ 5 จุดที่ต้องตรวจก่อนสะกดชื่อลูกค้า

ชื่อลูกค้าเป็นอะไรที่ sensitive มาก และหลายครั้งเป็นเรื่องที่เรามักจะพลาด เพราะคิดว่าเรา “แน่” แล้ว สะกดได้แบบไม่ต้องตรวจไม่ต้องตรวจดู แต่หารู้ไม่ว่าบางบริษัท โดยเฉพาะบริษัทชื่อภาษาอังกฤษ พอสะกดเป็นไทยมักจะพาให้เราพลาดได้เสมอ ๆ

การสะกดชื่อลูกค้าผิด ไม่เพียงแต่จะเป็นการบ่งบอกถึงความ “ไม่ละเอียด” ในการทำงานแล้ว ยังจะบ่งบอกถึงความไม่เอาใจใส่ และนั่นสามารถสร้างความไม่พึงพอใจให้กับลูกค้าได้ถึงขนาดที่บางครั้ง งานที่เราทำมาแทบตายแค่สะกดชื่อเค้าผิดทีเดียวก็อาจจะทำให้ทั้งหมดถูกมองในแง่ลบได้ทันที

ทีนี้ลองมาสำรวจดู 5 จุด ที่ต้องเช็คทุกครั้งในการสะกดชื่อลูกค้าก่อนส่งงานกันดูบ้าง..

1. ชื่อไทย เขียนอังกฤษ

ชื่อบริษัทลูกค้าที่เป็นภาษาไทยนั้นเป็นเรื่องง่ายในระดับหนึ่งสำหรับการสะกดให้ถูก ถ้าสะกดเป็นภาษาไทย.. แต่หลายบริษัทกลับไม่เป็นเช่นนั้น

มีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่มีชื่อไทยแต่สะกดเป็นภาษาอังกฤษ และนั่นล่ะคือชื่อบริษัทปราบเซียนกันเลยทีเดียว

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าต้องสะกดชื่อบริษัท “ช. การช่าง” เป็นภาษาอังกฤษ? ตัว “ช.” คืออะไร? C? หรือ Chor? แล้วคำว่า “การช่าง” ล่ะ?

ลองคิดดูเล่น ๆ มั้ยครับ? คิดออกมั้ย?

ดังนั้นชื่อแบบนี้ มั่วไม่ได้กันเลยทีเดียว เช็คดูให้เรียบร้อย อย่าคิดว่าเรามั่วได้เก่ง เพราะชื่อ ช. การช่าง ที่ยกตัวอย่างมานั้นใครจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า “CH. Karnchang”

 

2. ชื่ออังกฤษ เขียนไทย

กรณีนี้ก็ปราบเซียนไปอีกแบบ ชื่ออังกฤษเขียนไทยนี่อย่าคิดว่าเราเซียนภาษาไทยแล้วจะสะกดได้ถูกต้อง ความประมาทไม่เคยสร้างเรื่องราวดีดีให้กับใคร..

บริษัทในไทยหลายที่ที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ ยกตัวอย่าง เช่น ห้างสรรพสินค้า The Emporium ..ถามว่าสะกดชื่อเป็นภาษาไทยยังไง? เอ็มโพเรียม หรือ เอ็มโพเรี่ยม หรือ ดิ เอ็มโพเรี่ยม .. ? ดังนั้นถ้าเราเดา โอกาสผิดพลาดจะมีสูงมาก ทางแก้ไขง่าย ๆ ก็คือ “หยุดเดา และตรวจสอบดูชื่อจริง” ว่าสะกดอย่างไร

 

3. เว้นวรรค ..เมื่อความว่างเปล่าคือความสำคัญ

เว้นวรรค ใครว่าไม่สำคัญ.. เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดว่าอะไรไม่สำคัญ เมื่อนั้นคือจุดเริ่มต้นของความผิดพลาด.. กรณีนี้ขอยกตัวอย่างใกล้ ๆ คือชื่อบริษัท rgb72 เอง .. ชื่อนี้ถ้าคนจะสะกดเป็นภาษาไทยให้ถูกก็ยากแล้ว แต่จะเว้นวรรคให้ถูกนี่เห็นหลายคนพลาดมามิใช่น้อย

ใครจะรู้ว่า อาร์ จี บี เซเว่นตี้ ทู ต้องเว้นวรรคทุกตัว บางคนก็เขียนติดกันไปหมด บางคนก็เว้นบ้างเป็นบางตัว ความผิดพลาดเหล่านี้แม้จะเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าเจอเจ้าของบริษัทบางคนที่ซีเรียสมาก ๆ ผลที่เกิดก็คือความรู้สึกที่ลูกค้าจะเข้าใจว่า “เรานั้นไม่ใส่ใจ”!!

 

4. ตัวย่อ จุด และเครื่องหมายประหลาด

บริษัท KPN มีจุดตรงไหนบ้าง? บริษัท IBM ล่ะ มีจุดหรือไม่? แล้ว SCG ล่ะ มีจุดเดียวหรือสามจุด หรือไม่มีเลย? แล้ว ส.ขอนแก่น ล่ะ?

เรื่องของการใส่จุดเป็นเรื่องที่ “ห้ามเดา” แน่นอนว่าถ้าคุณไม่เคยรู้ หรือศึกษามาก่อนว่าบริษัทเหล่านั้นมีจุดตรงไหนอย่างไรบ้าง การใส่จุดลงไปเลยก็คือการเดาแน่นอน และนั่นหมายถึงโอกาสที่คุณจะใส่จุดถูกก็มีแค่ 50% หรือน้อยกว่าเท่านั้น

นอกจากเรื่องของจุดแล้ว อีกสิ่งที่ควรใส่ใจคือเรื่องของตัวอักษรพิเศษ เช่นชื่อร้านขนม คาเฟ่ อย่าง “เดลิฟรองซ์” ที่ต้องเขียนให้ได้แบบนี้ “Délifrance” ดังนั้นถ้าลูกค้าที่ชื่อมีอักษรพิเศษ คุณต้องมั่นใจว่าตัวเองรู้จักวิธีการพิมพ์อักษรพิเศษเหล่านี้โดยขึ้นใจ

 

5. บริษัทจำกัด? บริษัทมหาชน หรือห้างหุ้นส่วน?

แม้ว่าเราจะคุ้นกับคำว่า บริษัทจำกัด แต่ก็ใช่ว่าลูกค้าเราทุกคนจะเป็นบริษัทจำกัดทั้งหมด

ศึกษาให้รู้ว่าบริษัทของลูกค้าเป็นประเภทไหน? บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน หรือห้างหุ้นส่วน แล้วก็อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งแต่ละประเภทก็มีการเขียนทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น

บริษัทจำกัด จะเขียนดังนี้ บริษัท อาร์ จี บี เซเว่นตี้ ทู จำกัด / ภาษาอังกฤษ: rgb72 Co., Ltd.

บริษัทมหาชน เขียนดังนี้ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) / ภาษาอังกฤษ: Bangkok Expressway Public Company Limited

บริษัทห้างหุ้นส่วนจำกัด เขียนดังนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.รุ่งเลิศ / ภาษาอังกฤษ: Tor Runglert Ltd., Part.

 

แถม 6. อย่ามั่วที่อยู่

ที่อยู่นั้นก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าชื่อ! แน่นอนว่าไม่มีใครมั่วที่อยู่ลูกค้าได้ถูกหรอก (มันไม่ได้มั่วง่ายเหมือนชื่อขนาดน้าาานน!!) แต่บางครั้งเรามั่วเพราะเราเชื่อว่าเรา “จำได้”

จำเบอร์ได้ จำเขตได้.. เอาเป็นว่า แม้เราจะมั่นใจว่าจำได้ แต่เช็คซะหน่อยก็ดี จะได้ไม่ไปหน้าแตกกลางงาน present พาลจะทำให้งานทั้งหมดที่ทำมากว่า 20ชั่วโมงต้องถูกมองในแง่ลบว่าเราเป็นคนทำงานไม่ใส่ใจ!!

 

เช็คลิสต์รายการสั้น ๆ แค่ 6 ข้อ ลองนำกลับไปใช้ดูแล้วตรวจสอบชื่อลูกค้าของเราให้ดีก่อนส่งงาน เพราะงานคุณภาพต้องเริ่มตั้งแต่จุดเล็ก ๆ เช่นนี้ล่ะ

 

ทำ Design demo ยังไงให้ผ่าน? กับ 4 ความรู้สึกที่ลูกค้าอยากมี เมื่อฟังเราเสนอ Design demo

March 1, 2015 Design Comments

ในการนำเสนอ Design demo หรือที่เรียกกันแบบไทย ๆ ว่า ตัวอย่างงานต้นแบบ นั้น เป็นเรื่องปกติที่ทาง Design agency จะต้องทำออกไปเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นและเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ และแน่นอน จุดมุ่งหมายของเราในฐานะคนทำดีไซน์คือ ทำอย่างไรให้ลูกค้า “ตกลงซื้อ” !!

Designer มักจะอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างกดดันเมื่อต้องทำแบบไปนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาของเว็บไซต์ หรือ แอพมือถือ และจะยิ่งกดดันมากขึ้นเมื่อต้องขึ้นแบบในเวลาที่จำกัด และข้อมูลที่มีน้อยจนถึงกับต้อง “มโน” เองหลายครั้ง

ซึ่งแรงกดดันที่ว่านั้นมักจะทำให้งานที่เราทำออกมาไม่ได้ผลลัพท์ที่ดีเท่าที่ควร งานสวยไม่ประทับใจ งานไม่มีดีไซน์ ฯลฯ แต่นั่นหาใช่เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่! วันนี้ลองมาดูกับ 4 ข้อที่ลูกค้าอยาก “รู้สึก” เมื่อฟังเรานำเสนองาน Design demo ซึ่งส่วนตัวผมเชื่อว่า ถ้าทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ 4 ข้อเช่นนี้แล้ว น่าจะทำให้งานคุณมีโอกาสผ่านได้สูงขึ้น ลูกค้ามีแนวโน้มอยากจะ “ซื้อ” มากขึ้น

1. WOW

“ว้าาาวววววว” นี่คือโจทย์ที่ผมได้รับสมัยทำงานอยู่ต่างประเทศ เจ้านายผมบอกว่า ทำไงก็ได้ให้งานออกมาแล้วลูกค้าร้อง “ว้าาาววว” เมื่อเห็นแว่บแรก แล้วไอ้การที่จะเกิดคำว่า “ว้าว” ได้นั้นต้องทำอะไรบ้าง? คำตอบไม่มีตายตัว ไม่มีถูกมีผิด งานสวย ก็ทำให้ลูกค้าร้องว้าวได้ งานดีไซน์แปลกตาก็ทำให้ร้องว้าวได้ หรือการใช้สี ใช้ font ที่เค้าไม่เคยเห็น ลุกค้าก็ร้องว้าวได้.. เอาเป็นว่าไม่ว่าจะวิธีไหน เค้าจะร้อง “ว้าว” ในใจหรือร้องออกมามีเสียง แต่เมื่อเค้าร้องแล้ว ถือว่าคุณชนะใจเค้าแล้ว 25%

2. เป็นไปได้

จะว่าไปอาการ “ว้าาาววว” นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเค้าเห็นงานของเราใน “แว่บ” แรก ซึ่งเป็นแว่บแรกจริง ๆ แต่เมื่อเค้าจ้องมองงานของเรานานกว่า 15วินาทีแล้ว เค้าจะเริ่มมองดูรายละเอียด มองหาสิ่งอื่นที่ไม่ใช่แค่ความสวย หรือความว้าว

ลูกค้าจะมองหาความเป็นไปได้

งานที่ว่าสวยนี้มันมีโอกาสเป็นไปได้มั้ย? มันเว่อร์อลังการไปมั้ย? มันจะสามารถใช้งานได้จริงมั้ย? สร้างแอพตัวนี้ออกมาแล้วจะมีคนโหลดมั้ย คนใช้จะ งง มั้ย? เราสามารถป้องกันคำถามเหล่านี้ไม่ให้อยู่ในหัวของลูกค้าได้ด้วยการทำให้มันรู้สึกว่า “เป็นไปได้”

งานนี้เรื่องของการออกแบบการใช้งานมีส่วนทำช่วยได้ ต้องย้ำว่า “มีส่วนช่วย” นะครับ ไม่ได้แปลว่าทั้งหมด การออกแบบการใช้งานที่ดีมาใช้ขึ้นแบบสำหรับการขายงานดีไซน์นั้น ถ้าเราวางรูปแบบได้ดี งานออกแบบไม่เว่อร์จนเกินไป เช่น ปุ่ม Back ก็ควรจะอยู่ด้านซ้ายเหมือนทุกที หรือการวางเนื้อหาให้ดูแล้วอ่านง่าย เข้าถึงง่าย และยังมี look ที่ดูแล้วพอจะคุ้นตาลูกค้าอยู่บ้างก็น่าจะช่วยได้ครับ

ความเป็นไปได้คือ “จินตนาการ” ณ ส่วนนี้เราสร้างจินตนาการให้ลูกค้ารู้สึกว่างานนี้สามารถถูกสร้างได้ สร้างแล้วน่าจะมีคนชอบ น่าจะมีคนใช้ คนอยากโหลด คนอยากเข้าเว็บเราบ่อยๆ ถ้าเค้าไม่เกิดคำถามที่คิดว่างานเราเป็นแค่งาน Design เว่อร์ ๆ เอามาหลอกขายเค้า เราก็ win ไปอีก 50% แล้วล่ะครับ

3. นี่มันของฉัน

ชอบแล้ว Wow แล้ว รู้สึกว่าเป็นไปได้แล้ว.. งานนี้ต้องรู้สึกด้วยครับว่า “งานนี้มันงานของฉัน!!” แอพนี้ เว็บนี้สร้างมาเพื่อบริษัทฉัน สร้างมาเพื่อ product ของฉัน!

จะทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกเช่นนั้น?

การทำการบ้านก่อนขึ้นแบบจะช่วยได้.. การทำความรู้จักลูกค้า เข้าใจธุรกิจของลูกค้า เข้าใจ Branding ของลูกค้า และรู้จักกับคู่แข่งของลูกค้า จะช่วยทำให้เค้ารู้สึกว่า งานนี้เราทำมาเพื่อเค้าจริง ๆ การใช้สีที่ผิด การแอบไปดึงรูปจาก Google มาใช้ขึ้นแบบ “ชั่วคราว” แต่บังเอิญไปดึงรูปของคู่แข่งมา จะทำให้ 50% ที่คุณทำคะแนนมาซะดีเมื่อตอนต้นตกกระป๋องไปซะงั้น

เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการ “สะกดตัวอักษร” ผิด ๆ ถูก ๆ นี่ก็คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่งานของฉันเช่นกัน..  เพราะงานที่ไม่ละเอียด ไม่เนี๊ยบ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการให้ธุรกิจของเค้าเป็น

4. ตอบโจทย์ในสิ่งที่ต้องการ

เราทุกคนมีสิ่งที่ต้องการครับ เมื่อลูกค้ามองงานเรา ไม่ใช่แค่ว่าสวย ดูดี น่าใช้ แล้วดูเหมือนเป็นงานของเราแล้ว มันต้องตอบคำถามด้วยว่า “ทำแล้วได้อะไร!!??”

ทำแล้วตอบโจทย์ตามที่เค้าเคยบรี๊ฟมาให้เราหรือเปล่า? ทำแล้วยอดขายเค้าจะมากขึ้นมั้ย? ตอบให้ได้ครับ ตอบโจทย์ให้ได้ว่า “เค้าทำเพื่ออะไร” เพราะถ้าเราคนทำเองยังตอบไม่ได้ว่าลูกค้าจะทำงานนี้ไปเพื่ออะไรแล้วล่ะก็ ลูกค้าก็คงไม่รู้ว่าจะซื้องานเราไปทำไมแล้วล่ะครับ

ทั้งหมดนี้คือ 4 ความรู้สึกที่ลูกค้าอยากมี.. เมื่อฟังเราขายงานดีไซน์ ผมเชื่อว่าถ้าทำได้ครบ 4 ข้อนี้ โอกาสที่งานจะขายผ่านมีสูงครับ.. ถ้าลูกค้าไม่ติดเรื่องราคา.. เวลา .. และอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับดีไซน์

Passport ใหม่ สไตล์นอร์เวย์

November 24, 2014 Design Comments

พาสปอร์ต บอกชื่อก็นึกได้เลยว่าหน้าตาเป็นอย่างไร สมุดเล่มเล็ก ปกแข็ง สีแดงทึบ ๆ และมีคำว่า Passport ตัวใหญ่ ๆ อยู่ด้านหน้า

ซึ่งหน้าตาแข็ง ๆ แบบนี้ ไม่ได้มีเฉพาะที่ประเทศไทยเราประเทศเดียวเท่านั้น แต่ประเทศอื่นก็เป็น ลองสังเกตดูเวลายืนเข้าแถวที่หน้าเคาน์เตอร์เช็ค-อิน ผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น หรืออเมริกา ก็หน้าตาแบบนี้แหละ

ประเทศนอร์เวย์ก็คงเป็นเช่นกัน (ที่บอกว่า คง เพราะไม่เคยเห็นของนอร์เวย์กับตาจริง ๆ เลยซักครั้ง)

เพราะล่าสุด รัฐบาลนอร์เวย์ได้เรียก designer ให้มาประกวดออกแบบ Passport กัน ทั้งนี้เพื่อให้รูปแบบของ Passport นั้นหลุดออกจากความน่าเบื่อแบบเดิม ๆ ซึ่ง Neue Design Studio ได้นำเสนอ concept ภายใต้ชื่อ “The Norwegian landscape” และชนะใจกรรมการมากที่สุด

การออกแบบของ Neue Design Studio เป็นอย่างไร?

หน้าตาการออกแบบภายนอกนั้นเรียบง่าย สไตล์มินิมอล แต่โดดเด่นด้วยสีสันและแน่นอนว่า จะสวย จะมินิมอลยังไง ก็ต้องสามารถอ่านและเข้าใจได้ว่า “นี่คือ พาสปอร์ต ของนอร์เวย์นะเฟร้ย”

ส่วนภายในนั้นเจ๋งกว่า เมื่อเปิดออกมาจะเห็นภาพ landscape ด้านใน (เป็นรูปภูเขา) ซึ่งเจ้ารูปด้านในของ Passport นั้นสามารถปรับเปลี่ยนสีและภาพได้ตามรังสี UV ที่ตกกระทบลงบนกระดาษ.. พูดง่าย ๆ ว่า ตอนกลางวันจะเห็นภาพแบบหนึ่ง กลางคืนอีกแบบหนึ่ง

^ กระดาษด้านในเมื่อโดนแสง UV ในเวลากลางวัน

^ กระดาษด้านในเปลี่ยนเป็นภาพกลางคืน เมื่อปราศจากแสง UV

ไอเดียแบบนี้เจ๋งมาก ๆ ครับ จริง ๆ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องอะไรน่าตื่นเต้นสำหรับการทำกระดาษเปลี่ยนสีตามแสง UV แต่ที่มันน่าตื่นเต้นคือ ..

1. เค้ากล้าปรับเอกสารที่เป็น official มาก ๆ เอกสารทางราชการ ให้แลดูไม่น่าเบื่อ

2. เค้าจัดให้มีการประกวดอย่างกว้างขวาง เปิดรับการออกแบบ และให้เหล่าดีไซน์เนอร์ในประเทศได้โชว์ฝีมืออย่างเต็มที่

มีอะไรแบบนี้ก็อยากให้มีในไทยบ้าง จะช่วยกระตุ้นพลังไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ของดีไซน์เนอร์ไทยได้มากจริง ๆ

งานออกแบบที่นักออกแบบสมควรจะทำ.. และลูกค้าสมควรจะได้รับ

October 16, 2014 Design Comments

เมื่อพูดถึงการออกแบบแล้ว ทุกครั้งที่เริ่มทำงานแต่ละชิ้น ผมจะคิดว่า คำว่า “ออกแบบ” นั้น หมายถึง “การสื่อสาร”

สื่อสารในสองรูปแบบคือ สื่อสารเพื่อให้ “เข้าใจ” และสื่อสารเพื่อให้ “รู้สึก”

สื่อสารเพื่อให้เข้าใจก็คือ การออกแบบของให้มีรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย วางอยู่ในตำแหน่งที่สมควร และสามารถใช้งานได้ง่าย ได้ถูกต้อง เช่น เข้าใจว่าปุ่มที่มีลูกศรชี้ไปทางซ้ายอยู่มุมซ้ายบนหมายถึงย้อนกลับ ตัวอักษรที่ใหญ่สุดคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เหล่านี้เป็นต้น

ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ว่ายากแล้ว.. แต่การสื่อสารอย่างที่สองนี่ยากกว่า

สื่อสารเพื่อให้ “รู้สึก”

รถยนต์มีไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรก กันชน เหมือนกัน ภายในก็มีพวงมาลัย เกียร์ ที่เปิดกระจกที่ไม่ใช่แค่เหมือนกัน แต่อยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกันมาก ๆ ซะด้วย แต่ทำไมเราถึงรู้สึกแตกต่าง ซึ่งเราสามารถแยกออกได้โดยอัตโนมัติเลยว่า นี่คือรถหรู นี่คือรถวัยรุ่น นี่คือรถสำหรับแม่บ้านจ่ายตลาด

ขนาด? ความกว้าง? สี? วัสดุที่ใช้? หรือแม้แต่เสียงเครื่องยนต์ เสียงแตร เสียงปิดประตูรถ หรือแม้แต่น้ำหนักของพวงมาลัย

เหล่านี้เป็นการออกแบบเพื่อตั้งใจสื่อสารให้เราได้ “รู้สึก” ทั้งสิ้น

นักออกแบบหลายคนให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่าง บางคนให้ความสำคัญกับอย่างแรกเท่านั้น และบางคนไม่ให้ความสำคัญกับอะไรเลยนอกจากความสวยงาม

ซึ่งจะสังเกตว่า ตั้งแต่พูดมายังไม่ได้พูดว่าการออกแบบคือการทำให้สวยเลยซักนิด

ไม่ใช่มันไม่สำคัญ แต่ถ้าคุณทำงานออกมาให้คนรู้สึกได้อย่างที่คุณอยากให้รู้สึกแล้ว การออกแบบให้สวยงามจะไม่ใช่ประเด็นเลย

ลูกค้าเองก็เช่นกัน การลงสีน้อย การใช้ตัวอักษรแค่สองรูปแบบ ไม่ได้หมายความว่านักออกแบบทำงานไม่คุ้มกับเงิน นอกจากความ “สวยงาม” ที่ลูกค้าทุกคนมองหาแล้วนั้น การใช้งานที่ “ง่าย” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรพิจารณา

สุดท้ายก็ลองค้นหาดูว่าในงานชิ้นนี้ เรา “รู้สึก” ว่ามันเป็นงานขององค์กรเรา เป็นงานนของเราหรือไม่

เพราะนี่คืองานออกแบบที่นักออกแบบสมควรจะทำ.. และลูกค้าสมควรจะได้รับ

5 คู่สี ที่ต้องระวังในการเลือกใช้ เพราะจะทำให้ลูกค้าเข้าใจงานของคุณผิด!

August 4, 2014 Design Comments

ในการออกแบบแต่ละครั้ง “สี” คือสิ่งที่สำคัญมาก

ใครที่เคยได้ฟังผมบรรยาย มีหลายครั้งที่ผมได้พูดถึงช่วงหนึ่งในการทำงานขณะอยู่ที่ New York การทำงานที่จำได้ไม่เคยลืม นั่นคือการได้มีโอกาสทำงานร่วมกับบุคคลเก่งระดับโลก “Martha Stewart” ซึ่งในการทำงานครั้งนั้น หน้าที่หลักของผมคือการ “เลือกสี” ที่จะใช้สำหรับการออกแบบเว็บไซต์ใหม่

การเลือกสีในครั้งนั้น ทำให้ผมไม่ลืมเนื่องจากกว่าเราจะได้คู่สีที่มั่นใจแล้วว่า จะใช้กับเว็บตัวนี้จริงๆ ก็ใช้เวลาเลือกนานถึง 2-3 สัปดาห์ เรียกว่าการเลือกสีนั้นไม่ใช่แค่เปิด Photoshop มาแล้วก็จิ้มๆ สีที่เราพอใจเข้าไป แต่การเลือกสีนั้นต้องคิดให้ไกล ไกลแบบที่เราสามารถจินตนาการได้ว่า ในอนาคต เมื่อสีนี้ถูกนำไปใช้ในหลากหลายสถานการณ์ มันคงยังต้องสามารถ “สื่อสาร” สิ่งที่เราต้องการส่งให้ถึงผู้ใช้งานได้ดังเดิม

ดังนั้นวันนี้จะมาพูดถึงเรื่องการ “เลือกสี” .. แต่แทนที่จะบอกว่า เลือกสีอะไรดี เรามารู้จักกับ “คู่สีที่ไม่ควรเลือก หรือ ต้องระมัดระวังให้มากในการเลือก” ดีกว่า

** บอกไว้ก่อนนะครับ ..คำว่า “ไม่ควรเลือก” ไม่ได้หมายถึงว่า “ไม่ให้เลือก” แต่ในหลากหลายสถานการณ์ การเลือกคู่สีของคุณ อาจจะทำให้คนคิดถึงสิ่งอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณหรือสิ่งที่คุณต้องการจะบอกลูกค้า.. ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่งความเข้าใจผิดได้ **

เรามาดูกันว่ามีสีอะไรบ้างครับ..

คู่ที่หนึ่ง: แดง – เขียว

คู่นี้ เป็นคู่สีที่มีความโดดเด่นทั้งสองสี แน่นอนว่า ใช้ที่ไหน เป็นสะดุดตาที่นั่น ซึ่งเหมือนจะดีนะครับ แต่สองสีนี้ บางครั้งอาจทำให้คนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นสีของ “คริสต์มาส” ก็เป็นได้

เพราะเวลาที่เราต้องการสื่อสารถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลคริสต์มาส แดง เชียว คือสีที่จะถูกใช้อย่างแพร่หลาย เรียกได้ว่ามองไกลๆ ก็รู้เลย ดังนั้นเพื่อไม่ให้ลูกค้าเข้าใจผิด.. คู่สีนี้คือคู่สีแรกที่ควรระวังให้มากครับ

คู่ที่สอง: ส้ม – ดำ

คู่นี้สีไม่แย่งกันเด่นมากเหมือนคู่แรก แต่ทั้งสองสีนี้ก็มีความต่างอย่างชัดเจน จริงๆแล้ว ส้ม ดำ ถูกใช้ในโลโก้ หรือ artwork ของงานหลากหลายงานนะครับ แต่อย่างที่บอกว่าถ้าเราใช้งานได้ไม่ดี ไม่ถูกต้อง สีส้ม ดำ นี้ อาจจะถูกมองผิดไปว่าเป็นสีของงาน “ฮาโลวีน” ไป ก็เป็นได้…!!!

คู่ที่สาม: เขียว – น้ำตาล

ไม่ต้องบรรยายมาก ถามเลยครับว่า เห็นแล้วคิดถึงอะไรครับ? สีเขียวนั้นมองยังไงก็รู้สึกถึง “ธรรมชาติ” ส่วนสีน้ำตาล มองยังไงก็ไม่พ้น “พื้นดิน ภูผา ต้นไม้”

ถ้าเป็นสีโทนเข้มแบบนี้ มองพลาดก็อาจจะเข้าใจได้เลยว่า นี่มันคู่สีของ “ทหาร” มั้ยครับ?

อย่างไรก็ตาม ถ้าคู่สีนี้ถูกเปลี่ยนให้สี สดขึ้น สว่างขึ้น คู่สีทหารที่ว่านี้ก็จะกลายเป็นคู่สีแห่งธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ และ Organic กันเลยทีเดียว

คู่ที่สี่: แดง – เหลือง

คู่นี้ไม่ได้มองว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด!! (รีบออกตัวโดยไว) แดง กับ เหลือง เป็นอีกหนึ่งคู่สีที่มีความแรงด้วยกันทั้งคู่ แน่นอนว่า มีโอกาสสูงมากที่เราจะเลือกมาใช้กับงานต่างๆ เพื่อให้ผู้ชมสามารถมองเห็นได้ชัดๆ เด่นๆ แต่…

สำหรับคู่สีนี้ คิดถึงอะไรบ้างครับ??

ตรุษจีน! คนจีน สีของความเฮงๆ โชคดีๆ ถ้าสินค้าหรือโฆษณาของคุณไม่ได้เกี่ยวข้องกับอะไรแถวนี้แล้วล่ะก็ ควรจะหลีกเลี่ยงคู่สีสองสีนี้ เพื่อความเข้าใจที่ไม่คลาดเคลื่อนของลูกค้า โดยเฉพาะในช่วงต้นปี ที่มีป้ายโฆษณาขายเป็ด ขายหมู กันเต็มไปด้วย โดยใช้คู่สีนี้เป็นตัวนำ!

คู่สุดท้าย.. จะว่าเป็นคู่ก็คงไม่ได้สินะ เพราะ set นี้มี สามสี

คู่สุดท้าย แดง – ขาว – น้ำเงิน

เดาสิครับว่าจะไปคล้ายคลึงกับสีของอะไร? เอาเป็นว่า เป็นหนึ่งในกลุ่มสีที่ ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจให้สื่อถึงความหมายของธงชาติไทยสามสีแล้วล่ะก็ การใช้สีสามสีนี้ร่วมกัน จะถูกมองเป็นธงชาติไปโดยปริยาย โดยเฉพาะถ้าเราใช้สีสามสีนี้เรียงกันเป็นแถว จะยิ่งชัดใหญ่

ในโลกความเป็นจริง ก็มีโลโก้หรือ artwork หลายตัวที่ใช้สามสีนี้นะครับ แต่ก็ไม่ได้จะเห็นเด่นชัดว่าเป็นธงชาติแต่อย่างใด นั่นก็เป็นเพราะการใช้สีใน “สัดส่วน” ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น สีขาวอาจจะมากสุดๆ สีน้ำเงินรองลงมา ส่วนสีแดงมีแค่จุดนิดเดียวอย่างนี้เป็นต้น

** สุดท้ายนี้ขอ NOTE ไว้อีกนิดนึง.. แม้ว่าจะพูดถึง โอกาสของการใช้คู่สีที่ผิด จะทำให้คนเข้าใจผิดได้จริงๆ แต่ก็ยังมีธุรกิจอยู่จำนวนหนึ่งที่ “สีสันและคู่สี” เหล่านี้ไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่! และหนึ่งในนั้นคือธุรกิจสำหรับ “เด็ก”

ธุรกิจสำหรับเด็กนั้น ทำลายเกือบทุกกฎเกณฑ์ที่กล่าวมา เนื่องจากการใช้สีเพื่อดึงดูดความสนใจจากเด็กนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และคู่สีทั้งห้าที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคู่สีที่โดดเด่น เตะตาเด็กๆมากมาย

ดังนั้น ก่อนจะเลือกใช้คู่สี ก็ควรศึกษาดูซะก่อนนะครับว่า คู่สีที่เราเลือกนั้น จะไปสร้างความสับสนให้กับผู้ชมของเราหรือไม่ ตรงนี้ถือว่าเป็น guideline คร่าวๆ เพื่อพึงระวังในคู่สีทั้งห้า ก่อนที่เราจะเลือกใช้ไปจนทำให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

APP (คำที่เกี่ยวข้อง: iOS, Android, iPhone, iPad)
– ย่อมาจาก Application (หรือเรียกง่ายๆว่า โปรแกรม) โดยมากใช้กับโปรแกรมที่ใช้กับ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์พกพาต่างๆ
การทำ App ต้องทำแยกสำหรับมือถือต่างยี่ห้อ โดยยึดเอาระบบปฎิบัติการเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ระบบปฎิบัติการบนมือถือและอุปกรณ์พกพาในปัจจุบันสามารถแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ iOS (พัฒนาโดย Apple) และ Android (พัฒนาโดย Google)

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus