Home » Hardware » Recent Articles:

รีวิว “August” smart door lock กลอนประตูบ้านอัจฉริยะ

August 2, 2015 Hardware, Tech Comments

ขณะที่ตัว smart door lock ออกมาหลายยี่ห้อ แต่ยี่ห้อที่ดูเหมือนจะถูกใจต้องตาผมมากที่สุดเห็นจะเป็น “August” (www.august.com)

ด้วยหน้าตา รูปลักษณ์ และดีไซน์ของมันตั้งแต่ตัวสินค้าเอง ตัว packaging หรือแม้แต่เว็บไซต์ที่ให้ข้อมูล ดูดีมีดีไซน์จึงทำให้ผมตัดสินใจเลือกได้ไม่ยาก

แต่ก็ไม่วายไปดูรีวิวในต่างประเทศ ซึ่งก็พบกับรีวิวที่บอกว่า August นั้น เหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดีมากในระดับหนึ่งของกลุ่ม Smart door lock จริง ๆ

ด้วยราคาของมันที่ $249.99 เหรียญ หรือประมาณ 8,700 บาท ทำให้ผมต้องคิดหน้าคิดหลังอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะถ้าเทียบกับกลอนประตูบ้านแบบธรรมดา ๆ ที่ขายกันตาม HomePro ใช้มือล็อคเองราคาก็แค่ 200กว่าบาท

8,000 กว่าบาทสำหรับความไฮเทค และความขี้เกียจ !!??

August นี้จะสั่งทางเน็ทให้มาส่งก็ไม่ได้นะครับ เพราะเค้าไม่ส่งออกนอกประเทศ ได้ไกลสุดก็แคนนาดา ซึ่งสำหรับผมนั้น ผมให้น้องที่กำลังเดินทางกลับมาเมืองไทยไปซื้อมาให้ซักตัว เอามาเป็นเครื่องทดลอง

เมื่อได้กล่องมา เราก็หาเวลาให้พร้อม .. พร้อมที่จะพังประตูบ้านตัวเอง!

Concept ของ Smart door lock อย่าง August ก็คือ การสร้างเครื่องให้ทำงานเสมือนมือเรา คือเมื่อเรากดปุ่มทีนึง มันก็จะหมุนบิดกลอนให้ปิด กดปุ่มอีกทีมันก็จะเปิด ง่าย ๆ แค่นั้น

ดังนั้นการติดตั้งก็ไม่ได้ยาก ดูจากวิดีโอการสอนที่ต่างประเทศเค้ารีวิวมาให้ดูกันก็พบว่า มันไม่น่ายากเลยจริง ๆ น่าจะสามารถติดตั้งเสร็จได้ภายใน 10-20 นาทีอย่างที่บอก….

ถ้าประตูบ้านเรามีกลอนที่ถูกต้องตรง spec !!!

แต่ของผมไม่!

ดังนั้น.. เสีย 8พันสำหรับกลอนล็อคประตูแล้ว จะเสียอีกไม่กี่ร้อยเพื่อซื้อกลอนใหม่เพื่อให้ทุกอย่างใช้ได้มันจะไปเปลืองเงินอะไร!

เมื่ออุปกรณ์พร้อม คนพร้อม ช่างพร้อม (งานนี้ต้องเรียกช่างมาเพราะต้องทำกลอนใหม่) งานติดตั้งก็เริ่มขึ้น…

ถ้าไม่นับรวมการเจาะกลอนใหม่ ผมคิดว่านายช่างที่ไม่มีประสบการณ์ด้านไอ.ที. เท่าไหร่เลยนั้น ใช้เวลาประมาณ 20นาทีในการติดตั้ง August Smart Lock ตัวนี้

ซึ่งก็ถือว่าไม่ยากจริง ๆ

ทีนี้มาถึงการใช้งานกันบ้าง

วิธีการใช้นั้นไม่ยากเลย เพียงแค่เราลง App ของ August จากนั้นก็ทำการ pair ให้ app กับ ตัวล็อคนั้นรู้จักกัน เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

การสื่อสารระหว่างมือถือของเรากับตัวล็อคนั้น ทำได้โดยผ่าน Bluetooth ดังนั้นถ้าใครไม่นิยมเปิด Bluetooth งานนี้เห็นทีจะต้องเปิดเป็นประจำมิเช่นนั้นจะเข้าบ้านไม่ได้นะครับ

การใช้งานก็ไม่มีอะไร เพราะทั้ง interface ของ app นี้ จุดเด่นนั้นมีอยู่ปุ่มเดียว ปุ่มที่กดแล้วเปิด กดอีกทีก็ปิด!

แต่ความเจ๋งของ app นี้ก็คือการ set ให้ประตูสามารถเปิดเองได้เมื่อเรากำลังเดินทางกลับเข้าบ้าน

ด้วย GPS จะทำให้ smart door lock สามารถรู้ตำแหน่งของเราและทำการเปิดประตูเมื่อเราเข้ามาถึงหน้าบ้านได้

** อย่างไรก็ตาม ถึงเวลาใช้จริงแล้ว อย่างที่บอกว่า August สื่อสารกับมือถือของเราผ่าน Bluetooth ดังนั้นแม้ว่ามือถือเราจะรู้ว่าเราอยู่ใกล้บ้านแล้วก็ตาม แต่มือถือยังไม่สามารถสื่อสารกับล็อคได้ ดังนั้นประตูก็จะไม่เปิด จนกว่าเราจะเดินเข้ามาใกล้ในระดับที่ Bluetooth สามารถสื่อสารได้เสียก่อน ยกเว้นเสียแต่ว่าเราจะติดตั้งตัว August Connect ซึ่งมีหน้าที่เชื่อมโยงตัว Smart lock ให้สื่อสารผ่านทาง wifi ได้ (ซึ่งจะพูดถึงในลำดับต่อไป)

สำหรับ features ที่น่าสนใจก็ยังมีอีกไม่น้อย เช่น การอนุญาติให้มีคนร่วมใช้ประตูนี้กับเราได้ด้วย การแชร์ให้เข้าออกได้แบบถาวร หรือการแชร์ให้เฉพาะวันและเวลาที่กำหนด (สำหรับกรณีของ visitor)

นอกจากนี้เรายังสามารถเช็คว่าประตูล็อคแล้วหรือยัง หรือเปิดประตูให้เพื่อนเข้าบ้านได้ขณะที่เรากำลังอยู่ที่ทำงานได้ด้วยการสั่งผ่าน Wifi

อ่าวไหนบอกว่า August สื่อสารผ่าน Bluetooth แล้วไหงมาพูดเรื่อง Wifi อะไรกัน!?

August มีอุปกรณ์เสริมอีกหนึ่งตัว ชื่อ “August Connect” เจ้าตัวนี้มีราคาอยู่ที่ $49.99 เหรียญ หรือประมาณ 1,750บาท

สำหรับ August Connect นั้น มีหน้าที่ “ต่อ wifi ให้เข้ากับตัว August Smart Door Lock”

นั่นหมายถึง ถ้าเรามีตัวนี้อยู่ เราจะสามารถสื่อสารกับล็อคของเราในระยะไกลได้

ปลดล็อค หรือใส่ล็อคได้จากข้างนอก เช็ดดูเวลาคนเข้าออกได้จากที่อื่น เท่านี้ก็ยอดเยี่ยม

ตัว August Connect นี้เป็นเครื่องพลาสติกสีขาว หน้าตาไม่มีอะไรมาก ความหนาก็ไม่ต่างกับ mouse ที่เราใช้อยู่ซักเท่าไหร่ การติดตั้งเจ้าตัวนี้ก็ง่ายมาก ๆ แค่เสียบมันเอาไว้ที่ปลั๊กใกล้ ๆ ประตูของเรา แค่นี้ก็เรียบร้อย

ใช้แรก ๆ ยอมรับว่ายังไม่ค่อยชิน แต่ใช้ไปนาน ๆ แล้วรู้สึกดีมาาาากกกก! เพราะจากนี้เราไม่ต้องคอยพกกุญแจ แล้วลืมไม่รู้ว่าไว้ไหน หรือพกกุญแจแต่มันพวกใหญ่เสียเหลือเกิน จนหากุญแจดอกที่ต้องการไม่เจอ ด้วย August ผมกดปุ่มเดียว ทุกอย่างก็เรียบร้อย

และล่าสุด.. August ตอนนี้มีพร้อมสำหรับ Apple Watch แล้วด้วย

ความ Super ง่ายจึงบังเกิด เพียงแค่ ยกข้อมือของคุณขึ้น แล้วคุณก็สามารถกดเปิดประตูได้เลย

หรือเดี๋ยวนี้ผมออกจากบ้านไม่ต้องล็อคบ้าน… พอเข้ารถสตาร์ทเครื่อง ค่อยกดปิดประตูบ้านจากในรถ ก็ดูง่ายดี

สรุปแล้ว August Smart door lock นี่ต้องบอกว่าใช้แล้วชอบมาก! ข้อดีของมันก็คือ ต่อไปนี้ไม่ต้องพกกุญแจบ้านอีกแล้ว แถมเปิดบ้านให้คนอื่นได้โดยที่เราไม่ต้องอยู่ที่บ้าน หรือต้องเอากุญแจของเราให้

ข้อเสียของมันคือ “แพง” สำหรับตัวเปิดปิดประตูเองราคา 8,000 + ตัว connect wifi อีก 1,750 รวม ๆ แล้วก็ร่วมหมื่น ก็ถือว่าแพงเอาเรื่องอยู่

กรณีของ August Smart Door Lock นี่อาจจะ work มาก ๆ ถ้าบริษัทอสังหาฯ ที่ไหนจะเอามันไปติดตั้งเพราะด้วยความง่ายของมันทำให้งานไม่เพิ่มมากนัก แต่ที่สำคัญคือ ด้วยราคา หมื่นบาท บริษัทสามารถ “เพิ่มมูลค่า” ให้กับคอนโด หรือ บ้าน ที่กำลังขายได้เป็นอย่างดี ในแง่ของ gimmic ความเป็น smart home ซึ่งแม้ว่าจะไม่เป็น full function แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สามารถขายลูกค้าและทำให้โครงการดูน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นได้

รีวิว Apple Watch ในมุมของคนเคยใช้ Pebble SmartWatch

July 21, 2015 Hardware Comments

จะเรียกว่าเป็นการ compare เปรียบเทียบก็ได้ แต่คงไม่ได้เปรียบเทียบชนกันจัง ๆ ระหว่าง Apple Watch กับ Pebble Time ตัวล่าสุด แต่เป็น Pebble Steel ที่ใช้มานานเกิน 6 เดือน

ในฐานะของคนที่ใช้ Smart Watch มาก่อน จึงค่อนข้างรู้อยู่แล้วว่า Smart Watch นั้นหน้าที่ของมันที่ “ควรจะเป็น” คืออะไร

จะให้มานั่งกด ๆ ถู ๆ หรืออ่านอะไรยาว ๆ ที่นาฬิกานี่คงไม่ใช่เรื่อง จอก็เล็ก แถมก้มมองนาน ๆ ก็ปวดคอ

ดังนั้นจึงไม่ได้ “ผิดหวัง” เหมือนคนอื่นที่บอกว่า “ใส่ Apple Watch แล้วยังต้องพกมือถืออีก” หรือ “ทำไม Apple Watch ต้องคู่กับ iPhone ตลอดเวลา”

เพราะว่านาฬิกายี่ห้ออื่น ๆ ก็ต้องเป็นแบบนี้ทั้งนั้น และอย่างที่บอกว่า ถ้าต้องให้กดเบอร์หรือตอบ message โดยกดแป้นเล็ก ๆ ในจอนาฬิกาคงเหนื่อยน่าดู

แต่ถามว่า แล้วถ้าไม่พก iPhone จริง ๆ ล่ะใช้ได้มั้ย? …ได้สิครับ!! Pebble ก็ทำได้ และเชื่อว่า Smart Watch ยี่ห้ออื่นก็ทำได้.. แค่ว่ามันจะเป็น นาฬิกา digital ธรรมดา ๆ ตัวหนึ่งก็เท่านั้นเอง

เอาล่ะ ในเมื่อรู้แล้วว่า Smart Watch มีหน้าที่อะไรแล้ว ดังนั้นผมคงไม่มานั่ง review ถึงความสามารถที่เลิศหรูประเภทเล่นเกม หรือตกแต่งรูปภาพในนาฬิกา แต่จะมาดูสิ๊ว่า โดย “หน้าที่ของมันจริง ๆ แล้วนั้น มันทำได้ดีจริงหรือไม่”?

หน้าที่หลัก ๆ ของมันมันแยกออกเป็น สามอย่างคือ

Track health & fitnes,
แจ้งเตือน Notification,
บอกเวลาและข้อมูลพื้นฐาน

ซึ่งบอกได้เลยว่า Pebble ก็ทำได้ทั้งหมดนี้ เป๊ะ!! ในราคาที่ “ถูกกว่า” !! อาจจะมีวัดการเต้นของหัวใจที่ยังไม่ได้ แต่นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นการเตือน facebook message, Line หรือการบอกเวลาต่างประเทศ พยากรณ์อากาศ ไม่ว่าจะยี่ห้อไหน ๆ ก็ทำได้หมด

ดังนั้น ข้อเสียแรก เลยของ Apple Watch ก็คือ “แพง”

เพราะยี่ห้ออื่นทำงานแบบนี้ได้หมด ในราคาที่ถูกกว่า และ ดีไซน์ก็ไม่ได้ด้อยกว่ามาก

เรื่องดีไซน์นี่ก็พูดยาก เพราะบางคนก็ว่ายี่ห้ออื่นสวย บางคนก็บอกว่า ยี่ห้อนี้สวยกว่า

ถัดมาคือข้อเสียอันดับสองที่คนพูดถึงกันหนาหู และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ไม่อยากได้ Apple Watch ก็คือ…

“แบตเตอรี่อยู่ได้วันเดียว”

แม้ว่าเพื่อน ๆ ที่ใช้มาก่อนหน้านี้จะบอกว่า “อยู่ได้นาาาานนน” แต่เราก็ไม่เชื่อ

Pebble เองอยู่ได้นานถึง 4 วัน (แม้จะ promote ว่าอยู่ได้ถึง 7 แต่ผมอยู่ได้แค่ 4 จริง ๆ)

ซึ่งข้อดีของการที่มันอยู่ได้ 4 วันคือ คุณจะได้อีกหนึ่ง feature แถมมาเลย นั่นคือ “Track การนอน”

ถ้า Apple Watch คุณต้องชาร์จไฟทุกคืน แล้วคุณจะ track การนอนได้อย่างไร?

กับ Pebble ผมใช้ Misfit app เป็นตัวช่วย track แต่สำหรับ Apple Watch ดูเหมือนจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ไปเลย

แต่ถ้าคุณไม่มายด์ที่จะต้องรู้ว่าเมื่อคืนหลับลึกมั้ย? หลับไปนานกี่ชั่วโมงแล้วล่ะก็ ผมว่าการชารจ์ไฟทุกคืนก็ดูจะไม่หนักหนาอะไร

แค่อย่าลืมละกัน.. มิเช่นนั้นวันรุ่งขึ้นนาฬิกา Apple Watch ของคุณจะแปลงร่างกลายเป็นหินในทันที

อย่างไรก็ตาม.. จากที่ได้ลองใช้ได้ซักพักก็พบว่า Apple Watch ใช้ผ่านไป 1 วันเต็ม แบตยังคงเหลืออยู่ 50กว่า % .. ซึ่งก็ไม่ได้บอกว่า “หมด” แต่จะใช้ต่ออีกวันก็คงไม่ได้แล้ว

อีกเรื่องที่อยากจะพูดถึงคือเรื่องการ “SET UP”

แม้ว่า Apple จะมีลีลาการ Set Up ที่แสนจะเท่ห์ คือการผูก iPhone ของเรากับ Apple Watch ด้วยการใช้ iPhone ส่องไปที่ Apple Watch เหมือนสแกน QR Code แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

ส่วนตัวผมคิดว่าตอนผมเริ่มเล่น Pebble ทุกอย่าง Setup ง่ายกว่ามาก ผมสามารถสวม Pebble และใช้งานมันได้เลยในวันแรก แต่สำหรับ Apple นี่ใส่มาสองวันแล้วยัง งงๆ อยู่มิใช่น้อย

เรื่อง การสั่น!

review หลายที่บอกว่ามันสั่นได้ดีมาก feeling เหมือนมีคนมาสะกิดจริงๆ ส่วนตัวผมเฉย ๆ นะครับ จะสั่นมากน้อย มันก็รบกวนอยู่ดี ดังนั้นผมจึงไม่เห็นว่า feature นี้จะพิเศษอะไร

สิ่งที่ผมแพ้ Apple Watch และทำให้ต้องซื้อในครั้งนี้มีเพียงสองปัจจัยคือ

1. มันสวยครับ.. ถ้าเทียบกับ Pebble Steel ที่เคยใช้ หรือ Pebble Time ที่ออกมาใหม่ ผมว่าขอบของ Pebble Time ที่หนากว่ามากทำให้ Apple ดูดีกว่าจริง ๆ รวมไปถึงหน้าจอ interface ที่คมชัด animation ที่ดูดีกว่า เรื่องนี้ Apple ชนะขาด

แน่นอนว่ามี Smart Watch ยี่ห้ออื่นที่สวยกว่าจริง ๆ และผมก็แอบชอบอยู่ด้วยเช่น Nevo (http://nevowatch.com) นาฬิกา minimal หรือ Withings Activité (http://www2.withings.com/us/en/products/activite)นาฬิกาหรูเนี๊ยบไฮโซ แต่ทั้งสองไม่ตอบโจทย์ผมในเรื่องของ Notification อย่าง Withings Activité นี่ก็แค่ Track health & Fitness ส่วน Nevo นี่แจ้ง Notification ได้แต่ก็ minimal ไปนิดนึง

2. ซื้อมาลองให้รู้ พูดง่าย ๆ ว่าต้องตาม trend นิดนึง อย่างน้อย ๆ ใครถามจะได้ตอบถูก

สรุปแล้วการซื้อ Apple Watch ในฐานะของคนที่ใช้ Smart Watch อย่าง Pebble อยู่แล้ว และเรือนเก่าก็ไม่ได้เสียอะไร การซื้อเรือนใหม่นี้คือเป็นเสมือนการ “เปลี่ยนนาฬิกาตามแฟชั่น” เพราะทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ได้ความสวย ความใหม่ และความอินเทรนด์

ดังนั้นถ้าใครคิดจะซื้อ Apple Watch ตอนนี้ ลองดูสิ๊ว่า ความสามารถของ Apple Watch ที่มี มันเพียงพอกับความต้องการของคุณหรือไม่ ถ้าต้องการจะกดจะจิ้มจะเล่น facebook ในนี้ได้เลยก็ขอบอกว่า ซื้อมาแล้วจะผิดหวังแน่นอน แต่ถ้าต้องการจะซื้อมาเพื่อใช้ track health & fitness ซื้อมาเพื่อเปลี่ยนนาฬิกาใหม่ เน้นความสวยงาม ทำตามแฟชั่น ผมว่าซื้อเลยครับ อย่าคิดมาก

ขอจบการ review แบบ user บ้าน ๆ ไม่เน้น spec แต่เพียงเท่านี้

 

รีวิว Pebble Smart Watch นาฬิกาอัจฉริยะตัวแรก

December 13, 2014 Hardware Comments

Pebble หนึ่งใน smartwatch ที่เกิดขึ้นจากโครงการของ Kickstarter เมื่อกลางปี 2012 จนสุดท้ายได้แล้วได้รับเงินลงทุนจากคนจำนวนมาก รวมมูลค่าเกิน 10ล้านเหรียญ!! ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ Kickstarter และนั่นทำให้ Pebble สามารถสร้าง project นาฬิกาอัจริยะนี้ให้เป็นจริงได้ และแน่นอน ด้วยความสำเร็จใน Kickstarter ทำให้ Pebble เป็นที่ฮือฮาและถือว่าเป็นนาฬิกาอัจริยะที่ประสบความสำเร็จตัวหนึ่งของโลกด้วย

ทำไม?

เหตุผลดั้งเดิมที่ซื้อ Pebble ก็เพราะคิดว่าอยากจะได้นาฬิกาซักเรือน แต่ว่าก็แอบเบื่อนาฬิกาหน้าตาปัจจุบันหลาย ๆ ตัว อีกอย่างก็คิดว่าไหน ๆ จะมีเรือนใหม่แล้วลองให้มันดูล้ำ ๆ ซักหน่อยก็น่าจะดี ให้นาฬิกาได้เป็นตัวบอกอะไรเราบ้าง นอกจาก “เวลา”

จะว่าไปก็มีแอบอยากรอ Apple Watch อยู่เหมือนกัน แต่หลังจากที่ Apple เปิดตัวแล้วประกาศว่า Apple Watch ที่มีความสามารถมากมายนั้น กลับมีข้อเสียที่ผมเองรับไม่ได้เลยก็คือ “แบตหมดภายในหนึ่งวัน”

นั่นคือต้องชาร์จไฟใหม่ทุกวัน..และนี่ยังไม่นึกถึงว่า ถ้าแบตเสื่อมเหมือนที่เราเจอกับ iPhone แล้วจะต้องมีการชาร์จระหว่างวันมั้ย??

สุดท้ายจึงตัดสินใจซื้อ Pebble ได้ไม่ยาก

และหลังจากที่ได้ลองใช้มา 1 สัปดาห์พบว่า นาฬิกาเรือนนี้ใช้ง่ายครับ จากเดิมคิดว่าน่าจะต้องมีการ config อะไรมากมายให้ยุ่งยาก แต่หลังจากแกะกล่องออกมา ชาร์จไฟเพิ่มเล็กน้อย โหลดแอพของ Pebble ลง iPhone แค่นี้ก็เสร็จแล้วครับ

แต่ที่ทำให้ผมต้องใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมงกับหน้าจอ iPhone ก็คือการนั่งเลือกหน้าตานาฬิกา (Watchfaces) เลือกไม่ถูกว่าจะเอาแบบไหน จะเอาพยากรณ์อากาศมั้ย อะไรแบบนี้

Pebble สามารถให้เราใส่ได้ 8 หน้าตาเต็มที่ หรือถ้าจะมี app อื่น ๆ ใส่เข้ามาด้วยก็รวมอยู่ใน 8 นี้แหละ.. บางคนมีบ่นว่าน้อยไป (ซึ่งก็น้อยจริง) แต่เอาเข้าจริง ๆ ตอนนี้ผมใช้แค่ 5 เท่านั้นเอง

ทุกอย่างที่คิดว่าอยากจะให้เตือนก็เตือนมาหมดเลยครับ sync ตรงผ่าน bluetooth จาก iPhone มายัง Pebble ใครโทรมา ใครตอบ facebook เรา ใครทักมาทาง LINE ใครส่งเมลมาได้รับหมด หรือจะตัดสาย cancel call ใครที่โทรมาก็ทำได้จาก Pebble นี่แหละ

มันก็เจ๋งดีนะครับ แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่แน่ใจว่าผมต้องการรู้เรื่องที่เตือนนี้ตลอดเวลารึเปล่า เพราะบางทีคนมาเม้น facebook มากมาย มันก็เตือนเรื่อย ..อันนี้คงแล้วแต่ความชอบ แต่สำหรับผม มันเตือนมาก็ดีแล้วแต่ก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่ แต่ work มาก ๆ เวลาดูชื่อคนโทรเข้ามาโดยที่ไม่ต้องควักมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง

ผมใช้ Pebble Steel ครับ ..รุ่นที่เป็นเหล็ก แน่นอนว่าผมไม่ชอบรุ่นแรกที่เป็นพลาสติกเพราะผมคิดว่า นาฬิกานั้นไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเวลา แต่มันคือ “แฟชั่น” ด้วย นาฬิกามันจะช่วยบ่งบอกความเป็นเรา และเราต้องสามารถใส่มันออกงานได้หลากหลายด้วย การเลือก Pebble Steel กับสายเหล็กก็จะทำให้ดูดีมีระดับขึ้นมาอีกนิด

มาถึงข้อเสียกันบ้าง เดี๋ยวจะหาว่าอวย..

Pebble นั้นก็ต้องใช้แบตเตอรี่ครับ..ตามสเปคเห็นบอกว่าอยู่ได้ 4-7 วัน แต่เอาเข้าจริง ๆ 4 วันก็ต้องชาร์จแล้ว

ด้วยความที่ไม่ชินกับการที่ต้องชาร์จนาฬิกา การต้องชาร์จทุก ๆ 4 วันจึงเป็นอะไรที่ขี้เกียจเอาซะมาก ๆ แถมเคยลืมสายชาร์จไว้ที่อื่น ทีนี้พออยากจะชาร์จจริง ๆ ก็หายืมสายใครก็ไม่ได้ เพราะมันไม่มีใครใช้ Pebble เลย

ข้อเสียอีกอย่าง ซึ่งอันนี้เป็นส่วนตัวจริง ๆ เลยก็คือ นาฬิกาสายเหล็กนั้นมักจะไม่ถูกกันกับ laptop ที่ใช้อยู่

มันขูดกันครับ..

ถ้าต้องใส่ตลอดเวลา และใส่ทำงานด้วยเน๊ยะ คงไม่ work แน่ ๆ เพราะมันจะพาให้ macbook air ของผมเป็นรอยซะงั้น ดังนั้นก็เลยจำเป็นต้องใส่ ๆ ถอด ๆ

รีวิว Pebble แบบง่าย ๆ ไม่ได้ลงลึก detail อะไรมาก เอาตามความรู้สึกล้วน ๆ ก็ประมาณนี้นะครับ ส่วนตัวถือว่าพึงพอใจมากครับสำหรับ Smart watch หรือนาฬิกาอัจฉริยะตัวแรก

4 เทคโนโลยีของ TV ที่ควรรู้จักในปี 2013

January 22, 2013 Hardware, Tech Comments

เป็นผลมาจากงาน CES 2013 หรือที่มีชื่อเรียกเต็มๆว่า Consumer and Electronics Show ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวันที่ 7-10 มกราคม ที่ ลาสเวกัส เป็นงานแสดงโชว์สินค้าไฮเทคจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่ง เรียกว่างานนี้ใครมีอะไรดีดี เจ๋งๆ ทั้งที่พร้อมขาย และ ยังไม่พร้อมขาย ก็ขนเอาความเป็นสุดยอดของตัวเองมาไว้ที่นี่

บริษัทใหญ่ยักษ์อย่าง Sony, Samsung, LG, Microsoft ต่างก็ขนของตัวเองมาโชว์กัน รวมๆแล้วงานนี้มีสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ, ทีวี, ตู้เย็น, คอมพิวเตอร์, เครื่องเล่นเกม, และอื่นๆอีกมากมาย ตามข่าวกันไม่ทันเลยทีเดียว

แต่เทคโนโลยีที่ดูจะแข่งขันกันมากในช่วงนี้ก็คือ จอภาพ ซึ่งหลายตัวถูกเปิดเผยมาให้เราๆ ได้รับรู้กันนานแล้ว แต่ในปีนี้ เทคโนโลยีที่ล้ำๆเหล่านี้ มันเข้าใกล้เรายิ่งขึ้น เริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ในราคาที่ถูกลง

1. 4K

จอทีวี ยิ่งใหญ่ภาพก็ยิ่งหยาบ ยิ่งเบลอ เมื่อความละเอียดของภาพเท่าเดิม แต่ขนาดของจอมันใหญ่ขึ้น เปรียบเหมือนเราเอาหน้าไปจ้องทีวีในระยะใกล้ๆ เราก็จะเห็นถึงความเบลอ

ปีที่ผ่านมาหลายคนที่ซื้อทีวีเริ่มสังเกต (และโดนคนขายบิ้ว) ให้ซื้อทีวีที่เรียกว่า Full HD 1080p คือทีวีที่มีความละเอียดสูง 1920×1080 ส่วนทีวีที่ราคาถูกลงมาหน่อยจะเรียกว่า HD 720p (1280×720) ย้ำอีกทีว่า ยิ่งละเอียดสูง ภาพก็ยิ่งชัด

และเมื่อเราเริ่มที่จะอยากได้ทีวีจอใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ความละเอียดที่ 1920×1080 อาจไม่พอเพียง วันนี้จึงมีความละเอียดที่เป็นสุดยอดมากกว่าที่เค้าเรียกว่า 4K

4K Ultra high definition television คือมาตรฐานใหม่ของจอทีวี ที่ให้ความละเอียดถึง 3840 x 2160 และเมื่อเอาตัวเลขมาคูณกันจะได้ 8,294,400 pixels พอดี

ตัวเลข 8ล้านกว่านี้ สูงกว่า Full HD ที่เราพอจะหาซื้อได้ในท้องตลาดถึง 4 เท่า!

ความละเอียดขนาดนี้ บางคนบอกว่า เราสามารถที่จะหยุดภาพวิดีโอที่ถ่ายด้วยความละเอียด 4K และสามารถ print ลงกระดาษได้เลย

ความจริงแล้ว 4K ไม่ใช่เรื่องใหม่ และความละเอียดของ 4K มีหลายมาตรฐาน (อ่านต่อได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/4K_resolution) ในตลาดมีการทำจอ 4K ออกมาขายแล้ว เพียงแค่ราคายังไม่เหมาะกับกระเป๋าคนทั่วไปเท่าไร่นัก

2. ทีวีจอใหญ่ที่สุด 110 นิ้ว

เราว่าจอทีวีขนาด 50กว่านิ้วก็ใหญ่แล้ว ดูในห้องเล็กๆ แสงก็สาดเข้าตาจนแทบจะบอด แต่วันนี้ที่งาน CES 2013 บริษัท Westinghouse ได้เปิดตัวจอที่เค้าว่าใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีขนาด 110 นิ้ว!!

110 นิ้วไม่พอ จอใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้เทคโนโลยี 4K Ultra high definition television ที่กล่าวไปด้านบน

เว็บไซต์ the Verge บอกว่า จากที่ได้ไปดูตัวทดลองที่งาน CES 2013 นี้ พบว่า สีของภาพดูไม่สดเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเค้าคิดว่านี่น่าจะเป็นปัญหาเฉพาะรุ่นทดลองนี้เท่านั้น เพราะทาง Westinghouse แจ้งว่า เค้าใช้จอจากบริษัท ChinaStar บริษัทเดียวกันกับที่ผลิตจอให้ Samsung

สำหรับราคาน่ะหรอ? ตัวที่เห็นนี้อยู่ที่ 300,000 เหรียญ หรือประมาณ 10 ล้านบาทครับ !! ราคาสูงจนแอบสงสัยว่า ด้วยเงินเท่านี้น่าจะสร้างโรงหนังเองได้เลยนะนี่ น่าจะได้จอใหญ่กว่ามาก

(ภาพจาก http://www.theverge.com/2013/1/10/3862522/westinghouses-300000-dollar-custom-110-inch-4k-tv-isnt-for-everyone)

3. OLED (Organic Light Emitting Diodes)

OLED (อ่านว่า โอ-เลท) เป็นเทคโนโลยีจอภาพแบบใหม่ที่กำลังจะมาแทนที่ LED ด้วยคุณสมบัติที่บางกว่า (1/4 นิ้ว) ประหยัดไฟกว่า ทำให้เทคโนโลยีนี้กำลังถูกผลักดันให้ขึ้นมาใช้

จุดเด่นของ OLED ที่พูดถึงกันมากคือ การทำจอภาพที่ยืดหยุ่นได้ หรือ Flexible Display จอภาพที่สามารถโค้ง งอ หรือแม้กระทั่งม้วนเก็บได้ และที่สำคัญ จอ OLED นั้นสามารถมองเห็นได้จากทุกมุม กว้างสุดๆ 180 องศา (คงจะไม่มีองศาที่กว้างกว่านี้แล้วมั้ง?)

ด้วยความที่มันยืดหยุ่นได้ ตอนนี้หลายๆ บริษัทต่างจินตนาการไปถึงการที่จะพัฒนา OLED นี้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ทำเป็นแผนที่ เครื่องเล่นเกม และที่เคยได้ยินมานานแล้วคือ ทำเป็นเสื้อผ้า ประมาณว่า ถ้าวันนี้อยากจะเปลี่ยนสีเสื้อผ้าเป็นลายต่างๆ ก็แค่ดาวน์โหลดสีหรือลายใหม่ก็สามารถใช้ได้ทันที

ทางด้านเทคนิคเกี่ยวกับการทำงานของจอ OLED ไม่ขออธิบายไว้ตรงนี้นะครับ ใครต้องการไปหาข้อมูลอ่านต่อ สามารถตาม link ด้านล่างนี้ได้เลย มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษครับ

OLED – Wikipedia http://en.wikipedia.org/wiki/OLED
เทคโนโลยี Oled คืออะไร http://www.siamget.com/buyerguide/3156
OLED TV คืออะไรเเละดีกว่า led tv เเละ lcd tv ยังไง http://www.bt-50.com/topic.php?q_id=29406
OLED เทคโนโลยีเพื่อจอภาพบาง http://www.eclubthai.com/board/index.php?topic=33125.0;wap2 

4. Multiview screen

หลายครั้งที่คนในบ้านเดียวกัน อยากดูทีวีคนละช่อง คนละรายการ คนหนึ่งอยากดูบอล ส่วนอีกคนอยากดูละคร

วงการทีวีได้แก้ไขปัญหานี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว ด้วยความสามารถในการแสดงสองช่องในจอเดียวกัน ช่องหนึ่งได้เต็มจอ อีกช่องจะแสดงอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆทางมุมด้านล่าง

ที่งาน CES ปี 2013 นี้ Samsung ได้เปิดตัวทีวีที่สามารถดูแบบเต็มจอได้สองช่องพร้อมกัน

อีกครั้งครับ สองช่อง และ เต็มจอ.. พร้อมกัน

เค้าเรียกว่า “MultiView Screen”

วิธีการแยกกันดูแต่ยังอยากนั่งกอดกันบนโซฟาเดียวกันนั้นทำได้ด้วยการใส่แว่นที่มาพร้อมหูฟัง ให้คุณสามารถรับชมรายการโปรดของแต่ละคนได้ พร้อมเสียงที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง

หน้าตาการทำงานเป็นอย่างไร ดูได้จากวิดีโอด้านล่าง

และนั่นคือ 4 เทคโนโลยี โทรทัศน์ที่คุณควรรู้ให้ทันโลกในปี 2013 นี้

iPad

Apple iPad

เป็นเวลาเกือบสองวันแล้ว หลังจากที่ iPad ได้ถูกเปิดตัวโดย Apple สำนักข่าวหลายเจ้าต่างก็เขียน review มีทั้งชมถึงข้อดี ความเจ๋งและความเป็นสุดยอดในหลายๆด้าน และแน่นอนก็มีอีกหลายสื่อที่ต่อว่าถึงความธรรมดาของผลิตภัณฑ์่ว่าเป็นเหมือน iPhone ยักษ์ดีดีนี่เอง และที่ร้ายไปกว่านั้น ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์บางเจ้าอย่างเช่น Fujisu ก็เตรียมตัวฟ้อง Apple เรื่องการใช้ชื่อ iPad ที่ Fujisu แจ้งว่าเป็นเจ้าของมานานแล้ว

อย่างที่บอกว่า สื่อหลายที่ได้เขียนเกี่ยวกับ iPad ไปเรียบร้อยในแง่ของ tech spec และข้อดีของมัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชิพของ Apple เองที่มีชื่อว่า A4 (ผลิตโดย Samsung) ขนาดของจอที่กว้างเกือบ 10น้ิว, ความอึดของ battery ที่อยู่ได้ 10ชั่วโมง และ Standby ได้มากกว่า 1เดือน (ที่ Steve jobs พูดในงานว่า .. คุณสามารถบินจาก San Francisco ไปญี่ปุ่นและดู video ได้ด้วยการ charge เพียงครั้งเดียว, ความสามารถในการใช้ App ของ iPhone ที่มีอยู่แล้ว, การจัดการรูปภาพ, ดู video, อ่านหนังสือ, การเปิดตัว e-book store ที่ใช้ชื่อว่า ibooks, program iWorks version สำหรับ iPad, และที่สำคัญ ราคาเปิดตัวต่ำสุดที่ $499

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าตัว iPad ก็คือ ผลกระทบของมันที่มีต่อสินค้าตัวอื่นๆ และการออกแบบที่มีต่อ design บนโลกนี้

เอาเรื่องผลกระทบของสินค้าก่อน…

คนที่โดนเต็มๆเห็นจะหนีไม่พ้น Amazon Kindle ที่เกิดมาเพื่ออ่าน e-book โดยเฉพาะ มีจอเป็นสีขาวดำ แต่ราคาถูกกว่า แน่นอนว่า ถ้า iPad ออกมาเมื่อไร่ คนก็อาจจะเปลี่ยนใจจากที่จะซื้อ Kindle มาเป็น iPad แน่นอน เพราะด้วยการเพิ่มราคาอีกแค่นิดเดียว แต่สามารถทำอะไรได้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว อย่างที่ได้อ่านจากพี่เอก ewit เขียนไว้ว่า “Amazon ไม่น่าทำจอขาวดำตั้งแต่แรกแล้ว”

คนกลุ่มที่สองที่โดน และรู้ตัวว่าโดนตั้งแต่ก่อนออก iPad แล้วก็คือ กลุ่ม Tablet ของ Windows ที่ Microsoft ถึงต้องชิงออกมาประกาศก่อนในงาน CES2010 ให้มีชื่อว่า SlatePC โดย HP คาดว่าจะออก SlatePC ภายในปีนี้ ภายใต้ระบบปฎิบัติการของ Windows7 ผลกระทบของ iPad ที่มีต่อกลุ่มนี้แรงมากขนาดที่ทำให้ SlatePC ถูกลดความน่าสนใจลงตั้งแต่วันที่เปิดตัว เพราะหลายคนกลับเผื่อใจไว้รอความน่าตื่นเต้นที่จะออกมาจาก Apple

อีกกลุ่มคือ กลุ่มที่โดน Steve Jobs กัดในงาน นั่นคือ Netbook.. Steve บอกว่า เค้าต้องการหาอะไรที่ดี ที่อยู่ระหว่าง smart phone อย่าง iPhone และ computer อย่าง Macbook, ดังนั้นจะเป็นอะไรดี? หลายคนบอกว่า Netbook แต่ Steve Jobs เห็นว่าปัญหาของ Netbook ก็คือ มันไม่มีอะไรดีซักอย่าง มันช้า, จอเล็ก, และทำงานไม่ได้จริง สิ่งเดียวที่มันดีก็คือ ราคาถูก มันคือ Laptop ราคาถูกนั่นเอง

ในแง่ของการออกแบบ..

หลังจากที่ Apple ได้กลายเป็นต้นแบบในการออกแบบของหลายๆอย่างในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นแบบในการออกแบบเว็บที่ใครๆก็มักจะอยากลอก หรืออยากจะใช้เป็น inspiration แล้ว ..​การทำปุ่มแบบมีเงา ปุ่มนูน หรือการทำ effect แสงสะท้อนที่พื้น ทำให้ Apple ได้เปลี่ยนแปลงโลกของการออกแบบไปเลยทีเดียว

การออกแบบของ iPad นี้ หลายคนเซอร์ไพร์ส หลายคนไม่ อาจจะเป็นเพราะข่าวลือที่ออกมาหนาหูมากๆ อย่างไรก็ตาม หน้าแรกของ Apple นั้นได้มีการออกแบบที่ผิดหูผิดตาอีกครั้ง

หลังจากการเปิดตัว iTunes 9 ที่ Apple ได้มีการจัดภาพในมุม bird eyes view อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนแล้ว การเปิดตัว iPad ในครั้งนี้ Apple ได้ลบ design เดิมที่เคยเป็น box banner ใหญ่ตรงกลางด้านบน ตามด้วย banner เล็กๆสามตัว ในสามคอลัมน์ มาเป็น banner ตัวใหญ่มาก และเป็นแนวตั้ง (ขนาดที่ไม่สามารถจุได้ภายในหน้าจอเดียว) ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะต้องการให้รับกับความเป็นจอแนวตั้งของ iPad หรืออาจะต้องการให้ product ดูยิ่งใหญ่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ด้วยตัว product และความใหญ่ของ banner ก็สามารถ get attention คนดูได้อยากมาก และยากที่จะข้าม banner นี้ไปได้

Apple จะขายตัว iPad นี้ในอีก 60วันข้างหน้า หลายคนคาดการณ์ไว้ต่างๆนานา บ้างก็จะซื้อ บ้างก็จะไม่ บ้างก็คิดว่าจะเป็น gadget ที่ยอดเยี่ยมที่สุด บ้างก็คิดว่า product ตัวนี้จะไปเรียกร้องความสนใจจากคนกลุ่มไหน คนไหนจะทิ้ง macbook เพื่อ iPad หรือคนไหนจะทิ้ง iPhone .. แม้ว่า Appleจะจัดให้ iPad อยู่ตรงกลางระหว่างสอง products นี้ แต่การพกของสามอย่างนี้ไปด้วยกัน เห็นว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย เลย

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

Adobe
– บริษัทผู้ผลิตและเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมชื่อดังที่ใช้ในงาน graphic มากมาย เช่น Photoshop, Illustrator, InDesign, Dreamweaver, Flash, Premiere, After Effect
เว็บไซต์ http://www.adobe.com
— WEB101 by rgb72

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus