Home » Online Marketing » Recent Articles:

Black Friday และ Happy Bag! (มาดูฝรั่งและญี่ปุ่นช้อปปิ้ง)

ผ่านไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (25 พฤศจิกายน 2554) กับ Black Friday เทศกาลช้อปปิ้งอันแสนสนุกที่ลดราคากันสะบั้นหั่นแหลกของคนอเมริกัน

คนอเมริกันจะมีวัฒนธรรมการซื้อของขวัญให้กับญาติ เพื่อน คนรู้จัก และ คนรู้ใจกันในช่วงเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะคริสมาส

มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขจริงๆ เมื่อทุกคนไม่สนใจเรื่องงาน แต่จะสนใจว่า วันนี้จะไปซื้อของที่ไหนให้ใคร และด้วยเทคนิคการตลาดที่มีสินค้าใหม่ๆ ออกมาให้ได้ช้อป พร้อมกับการลดราคากันอย่างมากมาย ทำให้การช้อปปิ้งเลือกซื้อของขวัญยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่

Black Friday เป็นวันศุกร์วันเดียวที่มีการลดราคาแบบพิเศษสุดๆ โดยคุณสามารถหาซื้อของในราคานี้ได้ในวันเดียวเท่านั้น โดย Black Friday จะเริ่มหลังจาก วันขอบคุณพระเจ้า หรือ Thanks Giving Day ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการซื้อของขวัญให้กับคนที่เรารักในช่วงคริสมาส

ดังนั้นใครอยากจะขายของ ออกสินค้าตัวใหม่ หรือแม้กระทั่งจะโละของเก่าๆออกจากสต๊อก ช่วงนี้แหละ สำคัญที่สุด

Black Friday ที่ผ่านมา ผมจึงได้เข้าไปลองเล่น ลองดูราคาในเว็บ Amazon.com เว็บไซต์ขายของที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ซึ่ง  Amazon เองก็ไม่พลาดเทศกาล Black Friday นี้

ที่เว็บของ Amazon มีโปรโมชั่นลดราคามากมายในราคาพิเศษ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ให้หาสินค้าได้ง่าย เช่น หนัง, เพลง, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เสื้อผ้า, ของเล่นเด็ก ฯลฯ

ดูๆไปแล้วก็เหมือนกับเว็บขายของทั่วไปที่ต้องร่วมกับเทศกาลนี้ แต่ Amazon ไม่ได้มีดีแค่นั้น

Amazon มีการจัดสินค้าราคาพิเศษ สุดๆๆๆๆๆ แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องซื้อสินค้าภายในเวลาไม่กี่นาทีที่กำหนด

ตัดสินใจให้ไว ซื้อเดี๋ยวนี้!

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ในภาษาของคนไทยเราก็คือ ช่วงเวลา “นาทีทอง”

แต่ Amazon มีชื่อเรียกในแบบของเค้าว่า “Amazon Lightning Deals”

เมื่อคุณเข้าเว็บไซต์ของ Amazon คุณจะได้พบกับกล่องพิเศษที่โผล่ขึ้นมาตรงกลาง พร้อมกับมีรายการสินค้าที่หากคุณเลือกซื้อในช่วงเวลา 10 นาทีนี้ คุณจะได้ราคาพิเศษที่เท่าไร่

หนังบางเรื่องราคา 40 เหรียญ แต่เฉพาะช่วงพิเศษนี้ก็เหลือแค่ไม่ถึง 10 เหรียญ

หรือหนังที่ผมลองดู เรื่อง Batman The Dark Knight แบบ Blu-Ray สองแผ่น จากเดิม 24.98 เหรียญ ก็เหลือแค่ $4.99 เหรียญ!!

ลดลงไปประมาณ 80% !!!

เมื่อลองเลือกซื้อ ใส่สินค้าลงตะกร้าเรียบร้อย Amazon จะมี Pop-Up แจ้งว่า ให้รีบเช็คเอ้าท์ และจ่ายเงินภายใน 15 นาทีนี้เท่านั้นนะ คุณถึงจะได้ราคาพิเศษนี้!

หากคุณยังอยากช้อปอยู่ ก็ช้อปไปเถอะ แต่เมื่อเวลาเหลืออีกแค่ 10 นาที ก็จะมี Pop-Up ขึ้นมาอีก.. แจ้งว่า “เหลือเวลาอีกแค่ 10 นาทีเท่านั้นนะ รีบๆซื้อนะ!!!” พร้อมกับเริ่มนับถอยหลัง

โอ๊ววว สนุกมากๆ และตื่นเต้นมากๆ ทำให้การซ้อปปิ้งออนไลน์ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป คุณได้ของราคาถูก ส่วน Amazon ก็ได้ขายของไว

แต่สินค้าที่เราซื้อในช่วง Lightning Deals ก็มีการจำกัดจำนวนเช่นกัน (นี่มันเหมือน นาทีทองของเราจริงๆ)

หากเราอยากได้สินค้าชิ้นนี้แต่ถูกลูกค้าคนอื่นเก็บใส่ตะกร้าไปหมดแล้ว เราก็อด

Amazon ก็ยังใจดี มีระบบ “ต่อคิว” ให้คนที่มาทีหลัง รอคนก่อนหน้ายกเลิกการซื้อสินค้า เพื่อที่จะได้จับจองเป็นเจ้าของคนต่อไป

Amazon เรียกระบบนี้ว่า “Wait List”

เมื่อคุณเห็นของที่คุณต้องการซื้อหมดลงแล้ว คุณเพียงลงชื่อต่อคิวใน Wait List ระบบของ Amazon จะแจ้งให้คุณทราบทันทีเมื่อมีคนยกเลิกการซื้อสินค้า

เหมือนการต่อคิว Waiting List กับสายการบิน

เท่านั้นยังไม่พอ..

เมื่อของราคาพิเศษหมดเวลา ก็ต้องมีของใหม่ใส่เข้ามาเพิ่ม

พร้อมเริ่มช่วงนาทีทองใหม่

แต่ของจะเป็นอะไรน่ะหรอ? เรามิอาจรู้ได้ครับ

Amazon จะยังไม่บอกว่า สินค้าตัวต่อไปที่จะลดราคานั้นคืออะไร คุณจะต้องรอเวลาเท่านั้น!

มีเวลาที่ชัดเจนแน่นอน แต่ไม่บอกว่า อะไรเท่าไร่

สนุกสุดๆ

ผมไม่แน่ใจว่า Amazon Lightning Deals นี่มีเฉพาะช่วงเทศกาลหรือมีตลอดเวลา แต่บังเอิญเพิ่งสังเกตเห็นเมื่อศุกร์ที่ผ่านมานี้เอง

เทศกาลช้อปปิ้งของขวัญเป็นเทศกาลของฝรั่งที่ผมชอบที่สุด นั่นไม่เพียงแต่เฉพาะคนอเมริกันเท่านั้น แต่คนยุโรปก็เช่นกัน

เพราะคนฝรั่งนั้นนิยมอยู่คนเดียว ครอบครัวเดียว ไม่ได้มีวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันกับพ่อแม่และญาติๆเหมือนคนเอเชีย

ดังนั้นเมื่อถึงช่วงคริสมาสที่ครอบครัวจะได้มาอยู่รวมกัน ญาติๆจะได้พบกัน ทุกคนต่างตื่นเต้นที่จะซื้อของขวัญและรับของขวัญ ผู้ใหญ่ตื่นเต้นที่จะได้ซื้อของให้หลานๆที่ไม่ได้เจอกันมานาน ส่วนเด็กๆก็ตื่นเต้นที่จะได้ค้นหาว่า ของขวัญที่อยู่ใต้ต้นคริสมาสนั้นคืออะไร

ไม่ทำงาน นั่งผิงไฟหลบความหนาวของหิมะอยู่ในบ้าน สมองโปร่งโล่ง มีแต่การพูดคุยกัน ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ

15 วันหรือ 1 เดือนของการหยุดพักประจำปีในช่วงเทศกาลนี้จึงดูไม่มากเลย

ในตอนหน้าจะขอพูดถึงการช้อปปิ้งของญี่ปุ่นบ้าง การช้อปปิ้งแสนสนุกที่ผมสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่า “ทำไมคนไทยจึงไม่ทำบ้าง”

ตอนหน้าพบกับ Fukubukuro หรือ Happy Bag ครับ

Facebook Timeline การเปลี่ยนแปลงและรอยต่อที่สำคัญ

ตรวจทาน: จ๋า

Facebook กับ 1 ปีที่ผ่านมา

Facebook.. เว็บไซต์ Social Media อันดับหนึ่งของโลกที่ปัจจุบันนี้รู้จักกันแทบทุกคน ด้วยยอดผู้ใช้ทั่วโลกที่มีมากกว่า 800ล้านคน ซึ่งแยกออกเป็นคนไทยไปแล้วมากกว่า 12 ล้านคน และด้วยตัวเลขจำนวนนี้ ทำให้จำนวนคนเล่น facebook ในไทยมีจำนวนสูงสุดเป็นอันดับที่ 16 ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 25 กันยายน 2554 จากเว็บไซต์ SocialBakers.com http://www.socialbakers.com/facebook-statistics/thailand)

Facebook timeline

ด้วยจำนวนผู้ใช้ที่มีมากขึ้นทุกวัน จึงทำให้ Facebook เป็นแหล่งรวบรวมคนที่สูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง และที่ใดที่มีคน ที่นั่นก็ย่อมมีโฆษณา

แผนการตลาดมากมายถูกผุดขึ้นมาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่อยู่ใน Facebook ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญกด LIKE หรือ แคมเปญ TAG เพื่อนลงไปในรูป ที่ส่งผลให้สุดท้ายแล้ว กลายเป็น Spam ระบาดไปทั่ว สร้างความรำคาญให้กับหลายคนใน Facebook จึงเป็นผลให้ Facebook ต้องออกกฎ “ห้าม” กลยุทธ์ทางการตลาดแบบนี้

Facebook timelineด้วยความโด่งดังของ Facebook ทำให้มีผู้กำกับฝีมือดีอย่าง เดวิด ฟินเชอร์ ซึ่งมีผลงานที่โดดเด่นอย่าง The Curious Case of Benjamin Button, Seven และ Fight Club ทำภาพยนตร์ออกมาเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของ Facebook โดยใช้ชื่อเป็นภาพรวมๆว่า “The Social Network” ภาพยนตร์เรื่องแรกและเรื่องเดียวที่เล่าถึงประวัติการก่อตั้งเว็บไซต์ (ขนาด Google ยังไม่มีทำเป็นภาพยนตร์ออกมาเลย)

ด้วยความดังระดับนี้ แน่นอนว่าใครๆก็อยากจะเป็น Facebook ไม่เว้นแม้แต่ Google

28 มิถุนายน 2554 Google ประกาศตัวเว็บไซต์ Social Media ตัวใหม่นามว่า Google+ แม้ผู้ที่สามารถเล่นได้ในช่วงแรกจะต้องเป็นผุ้ที่ถูกรับเชิญเท่านั้น แต่ด้วยความเป็น Google จึงทำให้ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกไม่น้อย มีคนเข้าไปขอทดลองมากมาย คนที่ได้ Account แล้วก็จะโดนเพื่อนรอบข้างขอให้ช่วย “เชิญ” เค้าเข้าไปทดลองเล่นด้วย

ความโด่งดังนี้ ทำให้เกิดคำวิจารณ์มากมาย หลายคนมองว่า Google+ ดีกว่า Facebook (โดยพูดถึงจุดเด่นที่ Facebook ไม่มี นั่นคือ “CIRCLES” การแยกกลุ่มเพื่อนที่จะแชร์ข้อมูลต่างๆ) หลายคนก็ว่า Facebook ยังไงก็ดีกว่า หลายคนเล่นทั้ง 2 อย่าง และหลายคนที่หันมาสนใจ Google+ เป็นคนที่มาจาก Twitter  นอกจากนี้ หลายคนยังแอบมองว่า Google+ จะเหมือนกับ Google Wave ระบบอีเมล์รูปแบบใหม่ที่แสนจะโด่งดังรึเปล่า ระบบอีเมล์ที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ สวยงาม ใครๆก็อยากทดลองใช้ แต่ก็ถูกปิดตัวลงไปอย่างน่าเสียดายในเวลาไม่นาน สร้างความผิดหวังให้กับหลายคน

และเมื่อ Google+ เป็นที่น่าสนใจสำหรับใครหลายคน Mark Zuckerburg เจ้าของ Facebook ก็ไม่พลาดที่จะร่วมทดลอง ชื่อบัญชีของ Mark Zuckerburg และทีมงาน Facebook ถูกพูดถึงในเว็บข่าวทั่วไป ประมาณว่า Facebook ก็แอบมาศึกษาและทดลองเล่น Google+

แม้ว่า Facebook เป็นเว็บไซต์ที่มีการอัพเดทระบบ ทั้งในด้านการออกแบบ และ ความสามารถ อยู่สม่ำเสมอมาโดยตลอด แต่การเข้ามาร่วมสนามแข่งของ Google+ ทำให้ Facebook นั้นจะมัวแต่อัพเดททีละนิดละน้อยเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว

ล่าสุด Facebook ได้ประกาศในงาน f8 ถึงสิ่งที่กำลังจะเปิดให้ผู้ใช้งานทุกคนในวันที่ 30 กันยายนที่จะถึงนี้ นั่นคือ Facebook Timeline

Facebook Timeline – ของเล่นใหม่สำหรับผู้แอบติดตาม?

Facebook timeline

Facebook Timeline จะช่วยให้คุณและเพื่อน สามารถย้อนดูอดีตของคุณได้ สามารถที่จะเลือกดูได้ว่า เมื่อเดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว เราไปเขียนอะไรไว้, Post รูปอะไรบ้าง หรือแม้แต่ Status ว่า เราเคยเป็นแฟนกับใคร โดยสามารถย้อนกลับไปได้จนถึงปีเกิดของเราได้เลยทีเดียว

เว็บไซต์ใหญ่ๆในโลกและในประเทศไทยหลายเว็บได้พูดถึง Facebook Timeline มีการแนะนำการใช้งาน และแจกแจงความสามารถต่างๆกันอย่างละเอียด ซึ่งสามารถติดตามอ่านได้จาก Mashable : Facebook’s New Profiles: First Impressions (http://mashable.com/2011/09/22/facebooks-new-profiles-first-impressions/) และ Blognone : งาน Facebook f8 วันนี้: Timeline และ Open Graph รุ่นใหม่ (http://www.blognone.com/news/26566/งาน-facebook-f8-วันนี้-timeline-และ-open-graph-รุ่นใหม่)

แต่สิ่งหนึ่งที่เริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้นคือเรื่องของ ความเป็นส่วนตัวที่เริ่มจะไม่เป็นส่วนตัว

เมื่อผู้คนสามารถรู้จักคุณได้ สามารถที่จะดูย้อนหลังได้ว่า คุณเคยทำอะไรมาบ้าง ยิ่งจะทำให้ความเป็นตัวตนของคุณถูกเปิดเผยมากขึ้น

ถูกที่คุณอาจจะบอกว่า ใน Facebook ก็มีระบบที่สามารถควบคุมได้ว่า ให้เฉพาะเพื่อนของเราเท่านั้นที่สามารถเห็นได้ แต่นั่นก็เป็นแค่ภาพลวงตา เพราะบางคนก็ยังตั้งค่าไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ หรือ “เพื่อน” ที่เรารับเข้ามาอยู่ใน Facebook ของเรานั้น บางครั้งอาจรับมาด้วยความไม่เต็มใจ (เช่น เจ้านาย, แฟน, พ่อ, แม่ – เพราะบางครั้งคุณคงไม่อยากจะให้พ่อของคุณรู้ใช่มั้ยว่า เมื่อคืนนี้คุณไปเมาที่ไหนมา)

Facebook อาจกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ฝ่าย HR ของบริษัทจะเข้าไปตรวจดูประวัติและความเป็นไปของคุณก่อนที่จะรับเข้าทำงาน และด้วย Facebook Timeline ที่ว่านี้ จะทำให้ฝ่าย HR นั้นคงจะสนุกไม่น้อยที่จะรื้อประวัติของคุณลึกลงไปอีกๆๆๆ

Mark Zuckerburg มีแนวความคิดว่า ปัจจุบันนี้ผู้คนเปลี่ยนไป เค้าบอกว่า เมื่อตอนเค้าสร้าง Facebook แรกๆ สมัยที่อยู่ยังอยู่ในหอพักที่มหาวิทยาลัย มีหลายคนทักเค้าว่า “ใครจะมาบอกประวัติของตัวเองให้ชาวโลกรู้ ใครจะมาบอกว่าตอนนี้ฉันทำอะไรอยู่”

แต่วันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ผู้คนบนโลกต้องการได้รับความสนใจจากผู้อื่น และการได้รับความสนใจได้นั้น คือการแบ่งปันข้อมูลของตัวเองให้มากขึ้น ยิ่งมากยิ่งดี โดยวิธีการแบ่งปัน ก็มีมากกว่า Facebook มีอีกหลาย Social Media ที่ให้คุณได้เปิดเผยความเป็นตัวตนของคุณ

พีท แคชมอร์ ซีอีโอของ Mashable ได้พูดกับ CNN ว่า “ความเป็นส่วนตัวได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะมี Social Media ต่างๆ ถือปืนจ่อหัวอยู่ (privacy was dead, and social media was holding the smoking gun)” เค้าบอกว่า เราอยู่บนโลกที่ปัจจุบันนี้ คนที่มีคุณค่ามากที่สุดคือคนที่มีผู้ให้ความสนใจมากที่สุด ยิ่งเราแชร์ข้อมูลของเราไปในหลากหลาย media เท่าไร่ เราก็จะเป็นคนที่โด่งดังมากเท่านั้น

การออกแบบฤา Facebook จะกลายเป็น Hi5?

ในมุมของการออกแบบ Facebook Timeline ได้เพิ่มภาพขนาดใหญ่มากทางด้านบน แบ่งวิธีการอ่าน timeline เป็นสองคอลัมน์ ซึ่งการออกแบบนี้สร้างควาาม “ไม่ชิน” ให้กับ user เก่าๆ ของ Facebook ได้ไม่น้อย

ความไม่ชินดังกล่าวทำให้ผุ้ใช้งาน Facebook หลายคนถึงกับงง การที่ต้องใช้เวลานานกว่า 15 นาทีเพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมาเรียนรู้ใหม่ เพราะตนเองก็อยู่ในเว็บไซต์เดิมอยู่แล้ว ทำให้ถึงกับถอดใจ คงต้องหาเวลาว่างๆ เพื่อที่จะมานั่งทำความเข้าใจกันอีกที

แต่สำหรับผุ้ใช้งานอีกหลายคนก็มีความสุขกับการนั่งแต่งหน้า profile ใหม่ของตนเอง เหมือนของเล่นชิ้นใหม่ และด้วยความสามารถในการให้เรา post ภาพ หรือ ประวัติเราย้อนหลังได้ คาดว่าน่าจะทำให้ผู้ใช้งาน Facebook หลายคนต้องยุ่งกันเป็นพันละวันในช่วง 2-3 วัน หลังจากเปิด ตัว Facebook Timeline อย่างเป็นทางการ

โดยส่วนตัว ผมเองไม่ได้ set อะไรมาก หน้าตาของ Facebook timeline ดูยุ่งยากจริง และงง ในช่วงแรก แต่สิ่งที่ยากสุดคือการหารูปมาไว้ตรงพื้นที่ด้านบนที่แสนจะใหญ่โตมโหรทึก (ขอสารภาพว่าเสียเวลาไปเกือบ 15 นาที)

การเปลี่ยนแปลงหน้าตาในรอบนี้ ทำให้เกิดการวิจารณ์มากมายว่า Facebook เริ่มจะหน้าตาเหมือน Hi5 เข้าไปเสียแล้ว

หากเรายังจำได้ Hi5 เคยเป็น Social Media ที่มีผู้ใช้มากมาย แต่ด้วยความที่ Hi5 ไม่สามารถควบคุมรูปแบบการออกแบบหน้าของแต่ละ user ได้ จึงทำให้หน้า Hi5 ของแต่ละคนมี effect มากมาย เข้าไปทีเจอแสงระยิบระยับเป็นประกาย บางทีก็จะเจอรูปภาพแบบ slide show ซึ่งนอกจากจะรกสายตา น่ารำคาญ แล้ว ยังทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคนที่เข้าไปดูต้องใช้พลังงานมาก บางครั้งมากจนทำให้เครื่องค้างเลยก็มี

จึงไม่แปลกว่าทำไมคนถึงได้ย้ายจาก Hi5 มายัง Facebook ซึ่งมี interface ที่เรียบง่าย สบายตา และที่สำคัญโหลดได้เร็วกว่า

แต่การเปลี่ยนแปลงของ Facebook ในครั้งนี้จะร้ายแรงถึงขนาด Hi5 เลยหรือไม่?

ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าคงไม่ถึงขนาดนั้น ผู้คนยังคงสนใจที่จะติดตาม “เพื่อน” ของเขาอยู่ว่า วันนี้เขาทำอะไรบ้าง เขาคิดอะไรอยู่ ดังนั้นกับแค่การเปลี่ยนแปลงหน้าตาที่ดูน่าสับสนคงไม่เป็นปัญหา ใช้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชิน อีกอย่าง หน้าตาใหม่ก็ไม่ได้ดูแย่มากขนาดนั้น

ถามว่าแล้วคนที่รำคาญมากๆจะหนีไปใช้ Google+ ที่ดูเรียบง่ายกว่าหรือไม่? ผมคิดว่า “อาจจะมีบ้าง” เพราะในปัจจุบันก็มีเพื่อนหลายคนที่ย้ายไปใช้ Google+ แล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ย้ายขาด ไม่ได้ย้ายไป Google+ แล้วจะทิ้ง Facebook ไปเลย กลายเป็นว่า ต้องเล่น 2 เว็บไซต์ ในเวลาเดียวกัน (ยุ่งไปกว่าเดิม)

นานาจิตตังครับเรื่อง Facebook Timeline มันเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคลล้วนๆ บางคนก็ว่าสวยดี บางคนก็ว่ายุ่งยาก คงไม่แปลกหากวันนี้เราจะพบบทความโจมตีการออกแบบใหม่ของ Facebook ว่ามีข้อเสียอย่างไร เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ ส่วนตัวผมแล้ว ผมชอบภาพใหญ่ๆ ด้านบนครับ มันอลังการมาก การเปลี่ยนแค่ภาพด้านบนภาพเดียวจะช่วยเปลี่ยนอารมณ์โดยรวมของหน้า profile เราได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม เจ้าสองคอลัมน์ด้านล่าง ดูแล้วสู้ของเดิมแบบคอลัมน์เดียวไม่ได้

Facebook Timeline อาจจะเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นสำหรับใครหลายคน และอาจจะเป็นอะไรที่น่าเบื่อ น่ารำคาญสำหรับใครอีกหลายคน แต่จะเป็นจุดเปลี่ยน จุดตกของ Facebook คงไม่ใช่ และคงไม่ได้เป็นผลดีกับ Google+ อย่างมากมาย เหตุเพราะคำว่า “เพื่อน” ที่ปัจจุบันนี้ยังวนเวียนอยู่ใน Facebook ถึง 800ล้านคน อย่างไม่คิดจะเปลี่ยนใจไปนั่นเอง

Online Trend ปี 2011

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา rgb72 ได้มีโอกาสไปวิเคราะห์เทรนด์ปีหน้าให้กับบริษัทต่างๆ ระยะเวลาในการนำเสนอทั้งสิ้น 2 ชม. โดยเนื้อหานั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา และสิ่งที่ “คาดว่า” กำลังจะมาในปีนี้ ซึ่งข้อมูลที่ได้มานั้น นอกจากการ research จากเว็บไซต์ที่มาวิเคราะห์เทรนด์ต่างๆแล้ว ยังได้ข้อมูลดีดีจากคุณ ตั้น Brand Baker และแน่นอน จากประสบการณ์ของเราเอง

และในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เราได้ทำการส่งต่อ presentation ตัวนี้ให้กับกลุ่มลูกค้าที่เราไม่ได้ไปพบปะในรูปแบบของไฟล์ PDF และได้รับกระแสตอบรับว่าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนั้น blog72 วันนี้จึงขอนำเสนอและอธิบาย slide พร้อมทั้งเพิ่มความคิดเห็นต่างๆ ดังนี้

เริ่มต้นด้วยการ recap ย้อนหลังกลับไปว่าเมื่อปี 2010 ที่ผ่านมามีอะไรที่น่าตื่นเต้น มีอะไรที่เป็นของใหม่ๆ บ้าง ในมุมของอุปกรณ์ดิจิตอลต่างๆก็คงหนีไม่พ้น iPad ซึ่งในปีนี้ได้ติดอยู่ใน top innovation ของหลายๆสำนักในต่างประเทศ ตามติดมาด้วย iPhone 4 ที่เปลี่ยนรูปลักษณ์ พร้อมนำเสนอ “Retina Display” จอแบบใหม่ที่ให้ความละเอียดเพิ่มขึ้นจากเดิม 72 pixels ต่อหนึ่งตารางนิ้ว เป็น 326 pixels ต่อหนึ่งตารางนิ้ว เป็นความละเอียดที่ Steve Jobs บอกว่า ละเอียดเกินกว่าที่ตาคนเราจะสามารถมองเห็นได้ สิ่งที่ตามมาตัวที่สามก็คือ Android ระบบปฎิบัติการจาก Google ที่กำลังคืบคลานเข้ามาเบียดพื้นที่อุปกรณ์มือถือยี่ห้ออื่นๆ รวมถึง iPhone

มาดูทางด้าน Social Network กันบ้าง ปีที่ผ่านมาเก็บสถิติเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายนพบว่ามีผู้ใช้ facebook อยู่ประมาณ 7ล้านคน โดย 34% เป็นคนที่เล่น facebook ก่อนสิ่งอื่นใดในชีวิตประจำวัน และผู้ที่เล่น facebook จะใช้เวลาอยู่ใน facebook ประมาณ 32 นาที ต่อครั้ง!! ซึ่งนั่นหมายถึงวันหนึ่งอาจจะมีมากกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน

ทีนี้เรามาดูสิ่งที่ “ยังไม่มา” ในปี 2010 สองสิ่งที่ผมนึกขึ้นได้ก็คือ Social Bookmarking เช่น digg ที่โด่งดังในต่างประเทศแต่ไม่เกิดในเมืองไทย มีหลายคนได้คุยกับผมว่า Social Bookmarking เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะเกิดภายในเวลาไม่นาน แต่จะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องมารอดูกัน ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่ “มาแล้ว” แต่ยังไม่เกิดนั่นคือ Windows Phone 7 แม้จะดูจาก interface design ซึ่งทำได้น่าสนใจมากๆแล้ว แต่การปล่อย Windows Phone 7 ออกมานั้นถือว่า ช้าไปมาก ทำให้การที่จะกลับมาสู่สังเวียนที่โดดเด่นโด่งดังเหมือนแต่ก่อน เป็นเรื่องที่ยาก และนั่นหมายถึงการที่ต้องต่อสู้กับคู่แข่งที่แข็งแรงมากๆไปแล้วอย่าง iPhone และ Android

ทีนี้ลองมาดูกันว่า ปี 2011 นี้ เราคาดหวังว่าจะได้เห็นอะไร

สิ่งแรกที่เราจะได้เห็น และเกิดขึ้นแล้วนั่นคือ คนไทยจะได้ใช้อินเตอร์เน็ทที่แรงขึ้น นั่นหมายถึงความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น และสิ่งที่น่าสนุกที่สุดก็คือการที่จะได้นำเอาวิดีโอมาใช้ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

บางคนอาจจะไม่ค่อยได้ดูวิดีโอบนเว็บ อาจจะเป็นเพราะไม่ชินที่จะดูจากคอมพิวเตอร์ แต่เชื่อเถอะครับว่า วิดีโอนั้นเป็นสื่อที่นักท่องเว็บหลายคนได้ทำความรู้จักกับมันเป็นอย่างดีแล้ว เห็นได้ชัดจากการที่หลายคนได้เข้าไปดูหนังซีรี่ส์ หรือละครหลังข่าวย้อนหลังกันเป็นวันๆ ได้จากเว็บต่างๆ

แต่หากเราจะพูดถึงเว็บในปี 2011 นั่นอาจจะไม่ได้หมายถึง YouTube เพียงอย่างเดียว แต่เรากำลังพูดถึงวิดีโอที่เป็นมากกว่านั้น เช่น Interactive Video หรือวิดีโอที่ผู้เล่นสามารถมีปฎิสัมพันธ์ได้ เช่น อาจจะสามารถมีทางเลือกในหนังเป็นของตัวเองได้ อาจจะเลือกตอนจบในฉบับที่ตนเองชอบได้ แต่เว็บไซต์ http://www.attraction-lemanga.fr ทำไปมากกว่านั้น ขณะที่ภาพการ์ตูนเล่นอยู่นั่น ผู้ชมสามารถเลื่อนศีรษะของตนเองซ้ายขวาไปมา เพื่อเลื่อนกล้อง ดูการ์ตูนตัวอื่นๆ ที่อยู่ในทิศทางนั้นๆ หรืออย่างเว็บของ Doritos UK (http://www.youtube.com/doritosuk) ที่ทำวิดีโอในแบบ 360 องศา นั่นคือระหว่างที่ภาพยนตร์กำลังดำเนินเรื่อง เราสามารถเลื่อนกล้องไปทางซ้ายขวาเพื่อดูสิ่งต่างๆรอบตัวได้ตามใจชอบ

แม้ว่าเราอาจจะยังไม่ไฮเทคขนาดนั้น แต่การนำวิดีโอเข้ามาใช้เพื่อช่วยในการสื่อสารคือสิ่งที่น่าจะเป็นผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนเล่นเน็ทอย่างเราๆที่ไม่นิยมการอ่านหนังสือที่มีตัวอักษรมากมาย เว็บไซต์ Starbucks.com เป็นหนึ่งในตัวอย่างของเว็บต่างประเทศที่เริ่มขยับเข้าสู่การนำเสนอด้วยวิดีโออย่างเต็มตัว นั่นคือ แทบทุกหน้าของ Starbucks.com จะมีใช้วิดีโอเพื่ออธิบายเรื่องราวต่างๆ

สิ่งที่เป็นเรื่องฮือฮาที่สุดในปี 2010 ที่ผ่านมานั่นคือ iPad และ Apple คงไม่พลาดที่จะสร้างกระแสต่อไปในปีนี้ iPad2 คือสิ่งที่หลายคนคาดหวัง มีการพูดถึงกันว่า iPad2 น่าจะออกมาได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ บ้างก็บอกว่า อาจจะซื้อได้จริงเดือนเมษายน จะเท็จจริงอย่างไรนั้น คงต้องรอดูกันไป ถึงกระนั้นก็ตาม ข่าวรั่วก็ยังออกมาอยู่เรื่อยๆ และที่เห็นจะชัดเจนมากๆคือ คุณสมบัติใหม่ๆที่โดดเด่นและคาดว่าจะมากับ iPad2 นั่นคือ “กล้อง” ที่ต่อไปนี้จะสามารถให้เราเล่นอะไรได้อีกเยอะมาาากกก สิ่งที่สองคือ จอที่มีความละเอียดสูงขึ้น หลายสำนักข่าวแจ้งว่าน่าจะไม่ละเอียดขนาด Retina Display ของ iPhone4 แต่ก็น่าจะใกล้เคียง สุดท้ายคือระบบสัมผัสที่ดีกว่าเดิม เอาล่ะ ไม่ว่าคุณสมบัติใหม่จะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ iPad2 คงจะทำรายได้ถล่มถลายไม่แพ้รุ่นที่ 1 อย่างแน่นอน (จากตัวเลขล่าสุดแจ้งว่า ด้วยปรากฎการณ์ของ iPad ทำให้ปัจจุบันมี Tablet แล้วถึง 17ล้านเครื่องทั่วโลก)

iPhone 5 และ Android คืออีกสิ่งที่ควรจับตามอง สำหรับสองตัวนี้สิ่งที่ดีเหมือนกันคือการเปิดให้นักพัฒนาสามารถสร้าง APP ได้ (ซึ่งต่างกับ OS อื่นๆ) ที่มากไปกว่านั้น นักวิเคราะห์หลายท่านกำลังมองว่า อีกไม่นาน Android น่าจะมีจำนวนคนใช้งานมากกว่า iPhone และเบียด iPhone ตกขอบไปได้มายากนัก เพราะอุปกรณ์มือถือในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น LG หรือ Samsung ต่างหันมาใช้ระบบปฎิบัติการนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่คำถามยังอยู่ที่ว่า การที่มีคนใช้งานมาก จะแปลว่าสัดส่วนการซื้อ APP นั้นจะสามารถช่วงชิงจาก iPhone ได้ด้วยรึเปล่า อันนี้ยังเป็นคำถามที่น่าสนใจอยู่

จากสอง slide ด้านบนที่พูดถึง iPhone, iPad และ Android เรากำลังจะบอกว่า ในปีนี้ ผู้คนจะหันมาใช้อุปกรณ์พกพา (Mobile Device) กันมากขึ้น

และจากการที่ผู้คนกำลังจะใช้ Mobile Device กันมากขึ้น สิ่งที่ตามมานั่นคือ ปัญหาเรื่อง “Multiple Screen” ก็เนื่องจากผู้ผลิตแต่ละเจ้า ต่างทำทั้ง tablet ทั้งมือถือออกมากันโดยไม่มีมาตรฐานที่ตายตัวร่วมกัน ปัญหาที่ตามมาก็คือขนาดของจอที่ไม่เท่ากัน ในมุมนี้อาจจะมองว่าไม่ได้เป็นปัญหาของการตลาด แต่แน่นอนมันเป็นปัญหาของทีมผู้ผลิตที่ต้องทำงานออกมาให้ “ทุกจอ ทุกเครื่อง สามารถเห็นข้อมูลได้ครบถ้วน และใกล้เคียงกันให้ได้มากที่สุด” ซึ่ง Adobe เองก็เข้าใจถึงปัญหานี้อย่างถ่องแท้ตั้งแต่งาน Adobe MAX ที่ผ่านมา ที่ได้พูดถึงประเด็นนี้อย่างจริงจังและเพิ่มความสามารถหลักให้กับโปรแกรมอย่าง Dreamweaver ในการทดสอบงานที่ทำ ได้ที่หน้าจอหลายๆขนาด

นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว เรื่องวิถีชีวิต และอุปนิสัยที่ “เปลี่ยนไป” ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ท เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าจับตามอง

การมีส่วนร่วม… การสร้างเกมหรือกิจกรรมให้ผู้เล่นได้มีส่วนร่วมมากๆ จะมีผลทำให้กิจกรรมเป็นที่น่าสนใจ นอกจากรางวัลที่แจกกันทั่ว facebook นิตยสารระดับโลกอย่าง Time Magazine ได้จัดกิจกรรมให้ผู้โชคดีที่มาสมัครเป็น Fan กับ Time Magazine ในช่วงเวลาที่กำหนด จะมีโอกาสได้ ขึ้นปกนิตยสารระดับโลก!! และแน่นอน กิจกรรมนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แม้ว่ารูปของคนที่ได้ขึ้นปกจะเล็กกว่าหนึ่งตารางเซนติเมตรก็ตาม

อยู่ที่ชอบที่ชอบ… ผู้ใช้อินเตอร์เน็ทเริ่มที่จะไม่สนใจ Banner โฆษณาที่ติดอยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆอีกต่อไป เพราะการกดแต่ละครั้ง ทำให้เค้านั้นถูกเตะออกจากเว็บไซต์ที่เค้ากำลังสนุกอยู่ การผูกโฆษณาเข้ากับเว็บไซต์ที่เค้าชอบนั้นเป็นทางเลือกใหม่ในต่างประเทศ เช่น IBM ได้เข้าไปเขียนบทความอยู่ในเว็บไซต์ของนิตยสารชื่อดังอย่าง WIRED Magazine ในเรื่อง Thoughs on a Smarter Planet

เป็นคนดี… สังเกตว่า มนุษย์เราช่วงหลังๆเริ่มที่จะเป็นคนดีกันมากขึ้น รักโลกกันมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะเห็นว่าโลกเรากำลังจะพังอยู่แล้วก็เป็นได้ หรืออาจจะเป็นเพราะการศึกษาที่ดีขึ้น ทำให้การรณรงค์เพื่อทำ “สิ่งที่ดีกว่า” กลายเป็นเทรนด์อย่างหนึ่ง ดังนั้นการทำกิจกรรมที่สร้างแรงจูงใจให้คนหันมาทำความดี จึงน่าจะสร้างความน่าสนใจได้ไม่น้อย

ติดมือถือ และไม่ชอบอ่าน… สมัยนี้คนติดมือถือกันมากขึ้น ว่างหน่อยก็กดมือถือขึ้นมาดู ดังนั้นหากจะทำเว็บเพื่อสนับสนุนการดูผ่านอุปกรณ์พกติดตามตัวเช่นนี้แล้วล่ะก็ เป็นเรื่องที่ดีมิใช่น้อย ส่วนเรื่องคนไม่ชอบอ่านนั้น น่าจะเป็นเรื่องปกติของคนไทย ดังนั้นเรื่องราวของวิดีโอที่เรากล่าวถึงในข้างต้น น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาการไม่ชอบอ่านของคนไทยได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้แล้ว.. มีอะไรอีกล่ะ??

สิ่งที่เกิดแล้ว เกิดนิดหน่อย หรือยังไม่เกิด เราก็ยังไม่ลืมที่จะต้องคอยเฝ้าระวังไว้ ไม่ว่าจะเป็น Four Square ซึ่งดูเหมือนจะเกิดในเมืองไทยแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เล่นกันอย่างเต็มที่เหมือนในต่างประเทศที่เล่นกันขนาดให้มีส่วนลดเมื่อเข้ามา check-in กันบ่อยครั้ง หรือพวก Location Based Service ต่างๆ และที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ Places จาก Facebook นั้น จะมีผลกระทบกับ Four Square มากน้อยเพียงใด

Del.ici.us หรือสังคมประเภท Social Bookmark ซึ่งก็มี Stumbleupon และ Digg ที่ยังต้องดูกันต่อไปว่าจะเป็นเช่นไร ส่วน Windows Phone 7 หลายคนว่าเรื่องของ Windows Phone 7 นั้นจบไปแล้ว แต่เอาน่ะ ติดตามกันอีกซักนิดจะเป็นไรไป และสุดท้าย Instapaper ได้ยินไม่ค่อยบ่อยแต่เหมือนจะถี่ขึ้น ระบบการเก็บหน้าไว้เพื่อ “อ่านทีหลัง” เป็นอีกหนึ่งบริการที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

การคาดการณ์เทรนด์ในปี 2011 สรุปคร่าวๆได้ประมาณนี้ อย่างที่ได้แจ้งว่า นี่คือ “การคาดการณ์” ดังนั้นอาจจะมีจริงหรือไม่จริงบ้าง หากข้อมูลที่ได้นำเสนอไปมีผิดพลาดอย่างไร สามารถแจ้งเพื่อแก้ไขและเป็นความรู้ต่อไป ขอบคุณครับ

สีสันและดีไซน์มีผลต่อการซื้อของมากน้อยเท่าใด?

January 6, 2011 Online Marketing No Comments

เปิดเรื่องแรกสำหรับปีนี้ เป็น infographic ที่ได้มาจากเว็บ Penn Olson (http://www.penn-olson.com/2011/01/06/color-and-design-in-purchase-behavior) ซึ่งจัดทำโดยบริษัท KISSmetrics (http://www.kissmetrics.com) ที่พูดถึงสถิติการ shopping การเลือกซื้อของ และการใช้งานเว็บไซต์ โดยมีสีสันและการออกแบบเป็นปัจจัย

แน่นอนว่า สีสันและการออกแบบนั้น มีผลต่อการตัดสินใจ “ซื้อ” หรือ “ไม่ซื้อ” เพราะหากเว็บไซต์ดูไม่สวย ไม่น่าเชื่อถือ ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาซื้อของจากเว็บของเรา เปรียบเหมือนเราเปิดร้านขายของ หากจัดน่าร้านดูไม่ดี ดูสกปรก ลูกค้าก็ไม่อยากเข้า

Infographic ด้านล่างนี้ รวบรวมสถิติที่น่าสนใจมาก เช่น การออกแบบ หน้าตา ภาพลักษณ์ (visual appearance) มีผลต่อการตัดสินใจซื้อถึง 93% และ 85% ตัดสินใจซื้อของเพราะสีที่ถูกใจ ส่วนสีสันนั้นมีผลถึง 80% ในการสร้างความจดจำให้กับตัว branding

สีสันแต่ละสีสร้างความรู้สึกให้กับนัก shopping ได้แตกต่างกัน แน่นอนว่าบทสรุปนี้ไม่สามารถใช้ได้กับทั่วโลก แต่ข้อมูลที่รวบรวมมานี้ มาจากการวิเคราะห์ผู้คนในอเมริกา ทีนี้มาดูว่าแต่ละสีสร้างความแตกต่างได้อย่างไรบ้าง

สีเหลือง: ให้ความรู้สึกถึงความเป็นวัยรุ่น และมักใช้เพื่อดึงดูดความสนใจจากนัก shopping ที่เดินไปเดินมาได้
สีแดง: ทำให้รู้สึกตื่นตัว ตกใจ มักใช้กับป้าย SALE ที่เรามักจะเห็นตัวใหญ่ๆ
สีน้ำเงิน: ให้ความรู้สึกปลอดภัย มั่นใจได้ มักใช้กับธุรกิจทั่วไป บริษัท ธนาคาร และสถาบันการเงิน
สีเขียว: มักใช้กับร้านที่ค่อยข้างจะ relax เพราะสีนี้เป็นสีที่สบายตา
สีส้ม: ใช้เน้นกับสิ่งที่เราต้องการให้ลูกค้ากระทำ (Call to Action) เช่น การทำปุ่ม subscribe หรือปุ่ม ซื้อ ขาย
สีชมพู: ความโรแมนติก ความเป็นผู้หญิง เหมาะสำหรับสินค้าที่เน้นลูกค้าเป็นผู้หญิงหรือเด็กผู้หญิง
สีดำ: ความมีอำนาจ และ ความเท่ห์ มักใช้กับสินค้าหรูหรา ราคาแพง
สีม่วง: ความใจเย็น นุ่มนวล ใช้กับสินค้าประเภทความสวยงาม จำพวกเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงต่างๆ

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น สำหรับเว็บไซต์ที่ดูไม่ดี ไม่สวย 52% ของนักช๊อปบอกว่า จะไม่ขอกลับมาที่เว็บนี้อีก

ในขณะที่ Amazon.com ได้ทำสถิติไว้เกี่ยวกับความเร็ว-ช้า ในการ load ของเว็บไซต์ไว้ว่า ในทุกๆ 100 Milliseconds ที่เว็บไซต์กำลัง load ทาง Amazon จะเสียรายได้จากการขายถึง 1% เลยทีเดียว

สุดท้าย เค้าได้รวบรวมว่า 52% ของนักช๊อปมักจะอยากเดินเข้าร้านที่มีป้ายขึ้นว่า “SALE” และหากมีคำว่า “GUARANTEED” จะทำให้ลูกค้า 60% รู้สึกกล้าซื้อของมากขึ้น

color purchase

เมื่อเว็บ Property Perfect ถูกยึด!!!

November 3, 2010 Design, Online Marketing, rgb72 1 Comment

Property Perfect - Perfect Showcase

ครั้งแรกของประเทศไทยที่เว็บใหญ่ๆที่ขึ้นอยู่จริงๆในปัจจุบัน โดนยึดด้วยแคมเปญงานที่ยิ่งใหญ่ เพื่อโปรโมทงานที่จะมีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้

นั่นคือเว็บของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ Property Perfect (http://www.pf.co.th)

หลักการทำงานของแคมเปญนี้ก็คือ เมื่อผู้ใช้งานเว็บเข้าไปในเว็บไซต์ก็จะเห็นหน้าตาเว็บปกติ แต่เมื่อเค้ากดปุ่มที่เม้าส์แค่ครั้งเดียว ทุกอย่างก็จะเหมือนถูกรื้อถอน ไม่ว่าจะเริ่มจาก Banner ยักษ์ตรงกลางหุบ บุ๋มลงไปในช่องตรงกลาง ตามด้วยประตูที่ปิดอย่างรวดเร็ว ต่อด้วยพื้นที่ทะลุได้ใต้โซน banner เล็กทั้งสามอัน ทั้งนี้เพื่อนำเอา banner ทั้งสาม หดเข้าไปใต้เว็บไซต์ ไม่นานนักมีตะขอลงมาเกี่ยวเอาเมนูบาร์ออกไปทางด้านบน ตามด้วยเสียงอึกทึกของรถแทรกเตอร์ที่วิ่งเข้ามาจากทางด้านซ้ายเพื่อด้นเมนูอื่นๆที่ยังเหลือ ออกให้หมด ไม่นานนัก ไฟช๊อตเป็นระยะถี่ๆ จากนั้นจึงดับลง ทำให้เว็บไซต์ของ Property Perfect ที่เราหลงคิดว่าจริงมื่อสักครู่ หายวับไปกับตา เสมือนว่าจมอยู่ในความมืด

Property Perfect - Perfect Showcase

จากนั้นเว็บจะมีเสียงดังก้องตลอดเวลา เหมือนมีการก่อสร้างอะไรบางอย่างดูด้านหลังผ้าม่านที่เพิ่งเข้ามาปิดเอาไว้ และไม่นานฝ้าจึงเปิด และ graphic ในการ PR งานก็เปิดตัวขึ้น ช่างยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร

Property Perfect - Perfect Showcase

นานทีเราจะได้มีอะไรที่ตื่นตาน่าสนใจ เพราะการยึดพื้นที่เว็บที่กำลังดำเนินการอยู่ทั้งหมดนั้น จำเป็นต้องได้รับโอกาสที่ดีจากลูกค้าและความสามารถในการทำงานให้ประสบผลสำเร็จได้ด้วยดีด้วย

Property Perfect - Perfect Showcase

เว็บไซต์ในรูปแบบพิเศษที่ถูกยึดจะมีให้เห็นจนถึงสิ้นสุดงาน Perfect Showcase นี้เท่านั้น ใครอยากดูอย่ามัวช้าอยู่ใย รีบเข้าไปดูพร้อมทั้งเล่นเกม “ถ่ายรูปคู่กับบี้” ง่ายๆ เพื่อลุ้นบัตร Concert ในวันอาทิตย์ที่ 7 พ.ย.นี้ 50รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง เท่านั้นไม่พอ ผู้ที่ชนะเลิศ 5 คนสุดท้ายจะได้รับเลือกให้ไปขึ้นเวทียักษ์ ณ​ ชาเลนเจอร์ฮอลล์เพื่อร้องเพลงคู่กับ บี้ เดอะสตาร์ ท่ามกลางสายตาทุกคู่จากเกือบหมื่นชีวิตที่จรดจ้องมาทางคุณ ลองดูนะครับ โอกาสดีดีแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้ว!

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

Adobe
- บริษัทผู้ผลิตและเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมชื่อดังที่ใช้ในงาน graphic มากมาย เช่น Photoshop, Illustrator, InDesign, Dreamweaver, Flash, Premiere, After Effect
เว็บไซต์ http://www.adobe.com
— WEB101 by rgb72

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง





Recent Comments

Powered by Disqus