Home » Online Marketing » Recent Articles:

ไม่ได้มีแค่เราที่เข้าไปนั่งประชุมในสตาบัคส์ ลองดูแคมเปญระดับโลกตัวแรก “Meet me at Starbucks” แล้วจะรู้ว่าเรานั้นยังธรรมดาไป

อย่างที่พวกเราเคยรู้กันมาก่อนแล้วว่า สตาบัคส์เป็นร้านกาแฟไฮโซราคาแพง ที่ไม่ได้เน้นขายกาแฟที่กาแฟ แต่เน้นขาย “ประสบการณ์” ที่ดีให้กับลูกค้า ดังนั้นการทำโฆษณาแคมเปญต่าง ๆ จึงต้องพยายามเน้นไปที่ “ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ” มากกว่าความหอมกรุ่นของกาแฟ หรือรสชาตของกาแฟ

“Meet me at Starbucks” (http://meetme.starbucks.com) จึงเป็นแคมเปญที่สตาบัคส์ร่วมกันกับ 72andsunny สร้างหนังขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ที่ถ่ายจากสตาบัคส์ 59 สาขา ใน 28 ประเทศ โดยใช้บริษัททำหนังในประเทศนั้น ๆ ถึง 39 บริษัท กับช่างถ่ายภาพนิ่งอีก 10 คนและผู้กำกับ ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียว โดยถ่ายทั้งหมดภายใน 24 ชั่วโมง!!!

ถ่ายมาจากหลากหลายสถานที่จากทีมงานหลายทีม แม้ว่าจะถ่ายกันแค่ 24 ชั่วโมงแต่ว่าทางทีมงานก็ได้ภาพแบบที่ยังไม่ตัดต่อได้ยาวถึง 220 ชั่วโมงเลยทีเดียว

แล้วทาง สตาบัคส์ ต้องการนำเสนออะไร??

สตาบัคส์ต้องการนำเสนอให้ทุกคนทั่วโลกได้รู้ว่า ในหนึ่งวันที่ผ่านไป หลายคนแวะเวียนมาที่สตาบัคส์ไม่ใช่เพื่อกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้ทุกคนได้มา “Connect” กันด้วย

ในภาพยนตร์ความยาวเกือบ 6 นาทีจะนำเสนอให้เราเห็นว่า บางคนมาที่นี่ก็เพื่อทำงาน บางคนก็มานั่งดูอัลบั้มภาพถ่าย หรือที่เด็ดกว่านั้นคือ บางคนก็มา audition นักร้องนักดนตรีกันที่สตาบัคส์เลย.. และบางคนก็มาซ้อมกีฬากันด้านนอกสตาบัคส์ หรือแม้แต่ด้านในสตาบัคส์เองก็มี!!

ทำให้รู้สึกว่า การที่เรามานั่งประชุมกันที่สตาบัคส์นั้น ถือว่า basic สุด ๆ

ภาพยนตร์ที่ออกฉายบน YouTube ที่ (http://www.YouTube.com/Starbucks) นั้น ทำออกมาเป็นแบบ Interactive ด้วย นั่นคือ ระหว่างที่ดู คุณสามารถที่จะกดเข้าไปดูเป็น mini-documentary ของเรื่องราวนั้น ๆ เพื่อเข้าไปดูภาพยนตร์สั้น ดูรายละเอียดของเรื่องให้เข้าใจได้มากขึ้นได้

สำหรับเรื่องที่ผมชอบนอกจากคนมา audition นักร้องที่สตาบัคส์แล้ว ก็มีเรื่องของคนใบ้ที่มาพบปะสังสรรค์กันที่นี่ด้วย..

แคมเปญ “Meet me at Starbucks” นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ดีมาก ๆ หลังจาก “My Starbucks Idea” (http://mystarbucksidea.com) เลยก็ว่าได้

โฆษณาที่น่าเบื่อที่สุดของ Leica กลับทำให้คิดถึง Apple

นี่น่าจะเป็นโฆษณาที่น่าเบื่อที่สุด..

ขณะที่โฆษณาทุกตัวพยายามทำให้คนสนใจและเข้าใจมันภายใน 30วินาที แต่โฆษณาตัวใหม่ของ Leica ตัวนี้มีความยาว 45นาที ซึ่งนำเสนอสิ่งเดียวคือภาพวิดีโอการขัด body ของกล้อง Leica T ตัวใหม่ ซึ่งขัดด้วยมือนานถึง 42นาที หรือเป็นการขัดมากกว่าสี่แสนครั้ง

แน่นอนว่าน้อยคนจะดูจบ และแน่นอนว่า Leica เองก็ไม่ได้คาดหวังว่าคนจะนั่งดูตลอด 45นาที ถึงกับมีการบอกให้ skip ไปดูตอนจบเลยก็ได้!!

แล้วอะไรที่ Leica ต้องการสื่อ!?

ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ระหว่างดูไป ผมกลับเห็นถึงสิ่งที่เหมือนกันระหว่าง Leica และ Apple ..

The Most Boring Ad Ever Made? from Leica Camera on Vimeo.

คำตอบ…

Leica ต้องการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของงานฝีมือในแบบที่ไม่มีใครทำ และไม่มีใครสามารถทำได้ งานที่ Leica เรียกเองว่าเป็น obsessive German craftmanship หรืองานฝีมือที่ทำอย่างหมกมุ่นตั้งใจในแบบเยอรมัน โดยทั้งหมดก็เพื่อให้งานนั้นเนี๊ยบในระดับที่สูงที่สุดหรือที่เค้าเรียกว่า highest level of perfection.

ซึ่งแน่นอนว่าเหล่านี้เราจะไม่ได้เห็นในกล้องส่วนใหญ่ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด

แต่ระหว่างที่ดูโฆษณาตัวนี้ไป ผมกลับได้เห็นถึงความ “เหมือน” กันของ Leica และ Apple ซึ่งสิ่งที่สังเกตได้ง่ายๆไวไวเลยก็คือ

1. ไม่เน้นลูกเล่นละลานตา

ขณะที่หลายๆบริษัทพยายามขาย features หรือความสามารถต่างๆที่สินค้าตัวเองสามารถทำได้ มีลูกเล่นมากมายละลานตา มีปุ่มและ interface มากมายขายลูกค้า แต่ Apple และ Leica กลับเลือกเฉพาะสิ่งที่ “จำเป็น” จริงๆสำหรับลูกค้า และพัฒนาสิ่งที่จำเป็นจริงๆเหล่านั้นให้เจ๋งที่สุด เรียบง่ายที่สุด และให้คนได้ enjoy กับการใช้งานผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

2. Perfection

ทำงานให้ออกมาให้ดีที่สุดในระดับที่คู่แข่งรายอื่นๆทำไม่ได้ ซึ่งสำหรับ Apple แล้ว ใกล้ตัวพวกเราที่สุดก็น่าจะเป็น iPhone สินค้าที่เราสามารถสัมผัสได้ว่าถูกสร้างจากวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน และถูกออกแบบมาด้วยความละเอียด ทุกตารางนิ้วมี detail ที่น่าสนใจ และผ่านความคิดทั้งในด้านความสวยงามและการใช้งานที่มองที่ user centric เป็นสำคัญ และสำหรับ Leica เองยังได้บอกออกมาว่า “ไม่มีอะไรที่ไม่มีความสำคัญ ถ้าเราให้ความสำคัญกับทุกสิ่ง” Nothing is extraneous where everything is essential.

3. Tell them “Why” and “How”

เมื่อทุกอย่างถูกสร้างมาแล้วเป็นอย่างดี Apple และ Leica จึงมี “เรื่องราว” มานำเสนอได้ บอกคนอื่นได้ว่า “ทำไม” ฉันจึงผลิตสินค้าออกมาแบบนี้ และการจะได้สินค้าออกมาได้ดีขนาดนี้จะต้องมีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง

จะสังเกตได้ว่า ทั้ง Apple และ Leica นั้นเป็นสินค้าที่สามารถนำเสนอขั้นตอนการผลิต แนวคิดการออกแบบ อธิบายได้ลงลึกถึงทุกสัดส่วนได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะการจะพาตัวเองขึ้นมาถึง the highest level of perfection ได้นั้น ทุกมุม ทุกพื้นที่ ต้องถูกคิดมาเป็นอย่างดีแล้ว

ขณะที่ features นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ลอกกันได้ง่ายๆ แต่งานฝีมือนั้นกลับตรงกันข้าม แน่นอนว่าการผลิตสินค้าแบบนี้จะใช้เวลานานกว่าและยากกว่า แต่นั่นเป็นการสร้างความแตกต่างที่ไม่ทำให้ตัวเองตกลงมาอยู่ในระบบการขายของที่ต้องสู้กันด้วยราคา

การนำเสนอว่าตัวเองได้ทำสินค้าที่ใช้ความตั้งใจทำมากๆ ลูกค้าจะได้สินค้าที่ล้ำค่าอยู่ในมือ ทำให้ลูกค้ายังรู้สึกอินกับการได้ครอบครองสินค้าตัวนี้มากกว่าตัวอื่นๆอีกด้วย

วิเคราะห์ได้แบบเอียงและเชียร์ brand สุดๆ แต่ก็ใช่ว่าที่เขียนมาจะไม่จริงนะครับ

2014 เทรนด์ไหนจะอยู่ เทรนด์ไหนจะไป? พฤติกรรม user ที่มีผลต่อการออกแบบและการตลาดออนไลน์

การออกแบบที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของดีไซน์เนอร์ แต่ต้องอยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน

ดีไซน์เนอร์ที่เก่ง ไม่ใช่ว่าจะออกแบบได้สวยแล้วดีไซน์เนอร์ด้วยกันดูกันเองแล้วก็ชมกันเอง แต่ต้องให้ผู้ใช้งานหรือ user เป็นคนชม

การตลาดที่ดีก็เช่นกัน ใช่ว่าทำออกมาแล้วชอบกันเอง ผู้ใช้งานไม่ชอบด้วย ไม่เห็นด้วย อันนั้นก็ไม่ work

ดังนั้น หากจะถามว่า เทรนด์การออกแบบและการตลาดออนไลน์ในปี 2014 นี้จะมีแนวโน้มออกมาเป็นอย่างไร ผมก็คงจะต้องย้อนกลับไปดูที่ “พฤติกรรมของผู้ใช้งานที่คาดว่าจะเป็นในปี 2014” นี้ก่อน

ผมเชื่อว่าพฤติกรรมของผู้ใช้งานอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปมาก..  “แต่ต้องการมากขึ้น”

3 พฤติกรรมใหญ่ๆ ที่น่าจะมีผลต่อการออกแบบ และการตลาด มีดังนี้

1. ต้องการสินค้า hi-tech ใหม่ๆ ทุกรูปแบบที่กำลังจะออกวางตลาด (เพื่อทำให้ตัวเองดูอินเทรนด์ และ สนุกไปกับของเล่นใหม่ๆ ทั้งๆที่อาจจะไม่ได้จำเป็น)

2. ต้องการเสพ “เนื้อหา” ข้อมูล หรือ contents มากขึ้น เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น (ทำให้ตัวเองรู้เรื่องมากขึ้น คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง มีความรู้)

3. ต้องการแลดูเป็นคนดี คนเก่ง มีภาพลักษณ์ที่ดี (อันนี้ก็เรื่องเดียวกันกับข้อสอง คือ ต้องการให้คนอื่นๆยอมรับว่าตัวเองเป็นคนดี มีความรู้)

แล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้ มีผลกระทบต่อการออกแบบอย่างไรบ้าง?

1. More Screens

ปีที่ผ่านๆมา เราเจอปัญหา “จอหลายขนาด” ไปมากแล้ว แค่ตระกูล Apple อย่างเดียวก็มีมากกว่า 5 ขนาด ส่วน Android ไม่ต้องพูดถึง ไหนจะจอทีวีอีก ในปีหน้านี้ หลายคนคาดเดากันได้ว่าจะมีขนาดของหน้าจอหลากหลายกว่านี้ ไหนจะทีวี 4K หรือจะเป็น “Wearable Products” เช่น Google Glass และที่คาดเดากันอีกคือ iWatch นาฬิกาจาก Apple น่าจะถูกปล่อยออกมาให้ทุกคนได้จับจ่ายใช้สอยกัน และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น ขนาดของหน้าจอที่หลากหลายกว่าเดิมก็จะทำให้ดีไซน์เนอร์ได้ปวดหัวกันมากขึ้นทันที

ดังนั้น: Responsive Design ยังคงอยู่ต่อไปและอาจจะมีการเพิ่มเติมขนาดของหน้าจอพิเศษๆอีกด้วย

2. ภาพใหญ่ขึ้นกว่าเดิม วิดีโอใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

เวลานี้คงไม่ต้องพูดถึงความเร็วอินเตอร์เน็ทกันแล้ว วิดีโอหรือภาพใหญ่ๆ เราสามารถโหลดกันได้สบาย ความต้องการให้ผู้ใช้งานได้เห็น “ภาพอิ่มๆ” ขายของกันได้เต็มๆ ดึงความสนใจได้เต็มตานั้น เป็นเรื่องที่จำเป็น

จริงๆเราเริ่มเห็นกันบ้างแล้วสำหรับการใช้รูปภาพ และ วิดีโอใหญ่ๆ แบบเต็มจอตั้งแต่หน้าแรก จากเว็บไซต์ต่างประเทศ และแน่นอน สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเทรนด์การออกแบบไทย ในไม่ช้านี้

3. การออกแบบ “ย้อนกลับ”

หลังจากที่พยายามบิ้วลูกค้ามากว่า 4-5ปี ว่า Mobile Device หรืออุปกรณ์พกพากำลังมา เราต้องตื่นตัวกันแล้วนะ แต่สำหรับวันนี้คงไม่ต้องบิ้วกันอีกต่อไป

เป็นเรื่องชัดเจนมากว่า อุปกรณ์พกพาจำพวก สมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต เหล่านี้ แทบจะมีกันทุกครัวเรือน และ ใช้เล่นอินเตอร์เน็ท เล่นเกมกันอย่างแพร่หลาย

และใช้มากขึ้นกว่าการเล่นคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ

ดังนั้น การออกแบบจึงจำเป็นต้องออกแบบ “ย้อนกลับ” จากเดิมเราออกแบบสำหรับ จอคอมพิวเตอร์ก่อน แต่ในปี 2014 นี้ เราคงต้องออกแบบสำหรับมือถือก่อน ดูว่ามือถือใช้ feature อะไรได้บ้าง แล้ว คอมพิวเตอร์เล่น feature เหล่านั้นได้ไหม จากนั้นจึงมาทำการ mix and match กันว่า เราจะใช้เทคนิคอะไรบ้าง

ดังนั้น: Drop down เมนู (ที่ต้องใช้ mouseover) จะหายไป แต่ผมกำลังไม่แน่ใจกับ เมนูด้านข้าง ว่าจะมีการพัฒนาต่อหรือจะหายไปในปีนี้

4. วิดีโอ และ infographic จะมาแรงกว่าเดิม

คนอยากเสพความรู้เร็วๆ ง่ายๆ ดังนั้น การเขียนข้อมูลให้อ่านยาวๆ (แบบนี้ แห่ะๆ) ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับทุกคน

การนำเสนอด้วย วิดีโอเพียงสามนาที แต่เข้าใจได้หมดนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เช่นกันกับ infographic ที่นอกจากจะทำให้อ่านเข้าใจรู้เรื่อง พร้อมการ์ตูนที่น่ารักแล้ว ยังง่ายสำหรับการ แชร์ต่ออีกด้วย

ข้อเสียอย่างเดียวสำหรับวิดีโอคือ ทำได้ยาก ต้องใช้ทีมงาน ต้องมีอุปกรณ์ และทุกอย่างที่ว่ามา มีผลกระทบกับงบประมาณ

ดังนั้น: เทรนด์การทำวิดีโอ เพื่อขายของง่ายๆ 3 นาที จะมีเพิ่มมากขึ้น ส่วน HTML animation และ Parallax อาจจะจบลงในปีนี้สำหรับบางกลุ่มธุรกิจ เพราะความต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว มีมากกว่าความหวือหวาและ special effect ต่างๆ

5. ทุกคนต้องการเป็นคนดี คนเก่งของสังคม

ดีจริง ไม่จริง ไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกคนต้องการเป็นคน “แลดูดี”

ดังนั้นคลิป viral ประเภท ลูกรักพ่อ, คู่รักรักกันจนแก่เฒ่า จะเป็นกระแสได้ดีมาก

ในทางกลับกัน คลิป viral ประเภท “หลอกคนดู” ให้หลงดู หลงแชร์ไปก่อน แล้วค่อยมาเฉลยทีหลังว่า นี่เป็นการโฆษณานะ จะไม่ work อีกต่อไป เพราะนอกจากจะทำให้คนดูรู้สึก fail ว่า ฉันโง่ โดนหลอกแล้ว ยังทำให้เค้ารู้สึกแย่กับสินค้าตัวนั้นๆด้วย

ดังนั้น: คลิปดราม่า และการขายสินค้าตรงๆไปเลยน่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี ส่วนคลิปหลอกคนดูเหมือนสมัยก่อนมีความเสี่ยงว่าจะแป๊กเอาได้ง่ายๆ

6. ซื้อ-ขาย ของบนมือถือ

ความแปลกสำหรับคนไทยที่ทำการซื้อ-ขายของออนไลน์นั้นคือ กลัวการใช้บัตรเครดิต แต่กล้าโอนเงินก่อนให้กับผู้ขายที่ไม่รู้จักกัน การขายของผ่าน Facebook, Instagram, และ LINE นั้น แสดงให้เห็นชัดว่า มีคนจำนวนมากที่ชอบซื้อของออนไลน์ผ่านอุปกรณ์พกพา (ด้วยความที่ง่าย อยู่ติดตัวตลอดเวลา และสะดวกรวดเร็ว) ดังนั้นการซื้อ-ขาย ของอาจจะไม่ใช่เรื่องของ “ระบบ” ที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกมั่นใจและกล้าซื้อ แต่ความ “ไว้ใจ” และ ความ “สะดวก” ในการซื้อมากกว่าที่ทำให้เกิดการซื้อขายออนไลน์ในยุคนี้

ดังนั้น: คนซื้อของจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่วน Big player เช่น LINE flash sale ก็จะมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ขณะที่ร้านค้าบน facebook และ instagram ก็คงไม่มีท่าทีจะหยุด แต่จะขายได้มาก หรือน้อย รุ่งหรือร่วง ตลาดนี้คงมีการแข่งขันกันมากขึ้นกว่าเดิม!

คาดการณ์ไว้ประมาณนี้ก่อนนะครับ เพิ่มเติมอย่างไรแล้วจะเข้ามาเขียนต่อกันอีกที

Uniqlo Recipe จับพ่อครัวมาสอนทำอาหารใน iPad

Uniqlo ออกแอพสำหรับ iPad ตัวใหม่ “Uniqlo Recipe” (http://www.uniqlo.com/us/lifetools/recipe/)

สิ่งที่น่าสนใจคือ Uniqlo ซึ่งเป็น brand เสื้อผ้าญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงดังไปทั่วโลก แต่แอพที่ทำออกมากลับเป็นการจับเอาพ่อครัว แม่ครัวที่มีฝีมือ 6 คน ทำเปิดเผยสูตรอาหาร และ สอนวิธีการทำอาหารทั้งหมด 24รายการ

โดยทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ Philosophy ของ Uniqlo’s LifeWear ที่พูด “clothes for a better life, for everyone, every day.”

นอกจากนี้ Uniqlo ยังได้นำเรื่องราวของอาหารมาผูกกับแฟชั่นเสื้อผ้าของตัวเองด้วยการจัดชุดเสื้อผ้าให้เข้ากับสไตล์ของพ่อครัว แม่ครัวแต่ละคน..

แต่สิ่งที่เท่ห์ที่สุดน่าจะเป็นการนำเอาเสียงปรุงอาหารมาแต่งเป็นเพลงขณะตั้งเวลาทำอาหาร!!

งานไอเดียสร้างสรรค์ขนาดนี้ บ่งบอกได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างออกมาเพื่อขายสินค้าของเราโดยตรง แต่บางครั้งการทำอะไรแหวกแนว จะช่วยทำให้ลูกค้าสามารถมองเห็นสินค้าของเราได้ในวงที่กว้างขึ้น

งานแปลกๆ แบบนี้ หาได้จาก Uniqlo อยู่เรื่อยๆนะครับ

Download App Uniqlo Recipe ได้จาก: https://itunes.apple.com/us/app/uniqlo-recipe/id711923885?mt=8

ข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับปีนี้ 2013 State of Mobile 2013

ข้อมูลนี้ได้ถูกโพสและแปลลง facebook ของ rgb72 ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (www.facebook.com/rgb72) แต่ถือว่าเป็นการเก็บข้อมูลดีดีไว้ในคลังเผื่อต้องการค้นหาอีกครั้ง (จะได้ง่ายขึ้น) ด้วยการมา post ไว้ที่นี่.. ดูเป็นแผ่นยาวๆเต็มๆ ไปเลยนะครับ

สำหรับที่เคยแปลไว้ใน facebook จะขอแปะไว้ด้านล่างนี้เป็น list ยาวลงไปเลยนะครับ

—- copy จาก facebook.com/rgb72 —

ไปเจอ infographic แสดงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้มือถือในปัจจุบันจากเว็บhttp://www.digitalbuzzblog.com/infographic-2013-mobile-growth-statistics/ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ละเอียดและยาวมาก ดังนั้นเพื่อความเข้าใจ จะขอแบ่งข้อมูลนี้ออกเป็นชิ้นๆ เอามาทยอยให้อ่านกัน (พร้อมแปล) ให้จบภายในสองวันนี้นะครับ

เริ่มต้นด้วย PART1

ปัจจุบันมีผู้ใช้มือถือแล้วถึง 91% แบ่งเป็น Smart Phone 56% และ ไม่ smart 35%

สิ่งที่น่าสนใจคือ จำนวน “ปี” ที่ใช้ในการเข้าถึงคน 50ล้านคนของแต่ละสื่อ พบว่า วิทยุ ใช้เวลาถึง 38ปี ทีวี 13ปี อินเตอร์เน็ท 4ปี เฟสบุค 3.5ปี…

ที่เจ๋งสุดๆคือ DRAW SOMETHING ใช้เวลาแค่ 50วัน!!

ถ้าพูดถึงจำนวนคนใช้ Android และจำนวนเครื่องที่ออกมาขณะนี้ Android มีอัตราส่วนที่มากกว่า iOS อย่างไม่ต้องสงสัย และนั่นรวมไปถึง Android browser ด้วย..

สำหรับเรทความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์ยี่ห้อต่างๆ Apple ยังคงมาเป็นอันดับ 1 คือ 5ดาว ส่วน HTC, Motorola, Nokia และ Samsung ยังเท่ากันอยู่ที่ 3 ดาว

ที่น่าสนใจกว่าคือการใช้งาน 50% ของคนสามารถเล่นเว็บผ่านมือถือ จะใช้มือถือเป็นเครื่องมือหลักในการ online.. ซึ่งคนส่วนใหญ่ใช้แอพหลักๆอยู่ 6.5 แอพ (ค่าเฉลี่ย) ในรอบ 30วัน และ 80% ของการใช้มือถือคือการใช้ผ่านแอพนั่นล่ะ

จาก bar ด้านล่างจะเห็นว่า คนส่วนใหญ่ที่ใช้ Android และ iOS นั้นเสียเวลามากสุดๆ ไปกับการเล่นเกมถึง 32% รองลงมาคือ Web และ Facebook 18%

การเติบโตของ Mobile Web นั้น โตขึ้นเร็วกว่าที่ Web เคยทำไว้ในช่วงปี 1990 ถึง 8เท่า!

– โดย Traffic อินเตอร์เน็ทปัจจุบันคิดเป็น 15% ที่มาจากมือถือ

– มีคนจำนวน 1,200ล้านคน ที่สามารถเข้าเว็บผ่านมือถือได้

– 28.85% ของอีเมลปัจจุบัน เปิดด้วยมือถือ และอีก 10.6% เปิดด้วย Tablet

– 1/4 ของการ search มาจากมือถือ

– คนใช้มือถือถึง 91% ในการเข้าถึง Social Activity หรือกิจกรรมออนไลน์ ขณะที่การใช้งาน PC ใช้แค่ 79% เพื่อเข้าถึงกิจกรรมดังกล่าว

– เชื่อมั้ยว่า 57% ของคนใช้มือถือไม่เชื่อถือธุรกิจที่มีเว็บ Mobile site ที่ออกแบบไม่สวย!

– 41% ใช้มือถือตัวเองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าที่สนใจ หลังจากที่เห็นโฆษณาตามสถานที่ทั่วไป

** สถานที่สุดฮิตที่ผู้คนนิยมไปเล่นมือถือกัน…
1. ร้านค้าทั่วไป (31%) – แยกออกได้เป็น อันดับ 1.ร้านขายเสื้อผ้า 2.ร้านสะดวกซื้อ 3. ร้านขายของเฉพาะ 4.ร้านขายอุปกรณ์ไฮเทค… ฯลฯ
2. ร้านอาหาร และ ร้านค้าที่ให้บริการทั่วไป (19% เท่ากัน)
3. ธนาคาร และร้านสำหรับทำธุรกรรมการเงิน

เดี๋ยวนี้ข้อมูลบนมือถือมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหน้าร้านมากๆ จากสถิติจะเห็นว่า ปี 2013 มีถึง 80% ที่ใช้มือถือเพื่อช่วยให้ประสบการณ์การช๊อปปิ้งดีขึ้น ..เรียกว่า research บนเว็บก่อนซื้อ ซึ่งสถิตินี้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 25% !!

โดย 59% ใช้มือถือ search หาข้อมูลเพื่อ “เปรียบเทียบราคา”
48% หาคูปองลดราคา
47% อ่านรีวิวสินค้า
29% หาข้อมูลเพิ่ม
25% ค้นหาว่าเพื่อนคิดว่าอย่างไร
23% ซื้อบนเน็ทดีกว่า

– 36% จะใช้มือถือหาร้านอื่นๆ ขณะกำลังช๊อปปิ้งอยู่ที่หน้าร้าน
– 52% บอกว่าพอใจซื้อของผ่าน tablet มากกว่า PC
– 72% ซื้อของออนไลน์ทุกสัปดาห์
– คนใช้ tablet 50% เสียเงินซื้อของออนไลน์มากกว่าคนใช้ PC
– คนที่ช๊อปปิ้ง โดยใช้ tablet มี “โอกาส” ซื้อของสูงกว่าคนช๊อปปิ้งผ่านมือถือ
– ปีที่แล้ว (2012) PayPal มีเงินไหลผ่านระบบ 14,000ล้านเหรียญ
– เชื่อว่าอีก 5ปี ครึ่งหนึ่งของคนใช้มือถือจะมี Mobile Wallet สำหรับซื้อของออนไลน์

เคยสงสัยไหมว่า หลังจากที่คนเห็นโฆษณาของคุณบนมือถือแล้ว..เค้าทำอย่างไรต่อ??
80% download app
67% เข้าไปดูเว็บ
52% ไปเดินดูที่หน้าร้าน
45% ค้นหาดูว่าร้านที่โฆษณานั้นอยู่ที่ไหน
37% โทรศัพท์หาเจ้าของสินค้า

สำหรับเม็ดเงินที่ใช้จ่ายกันสำหรับค่าโฆษณาบนอุปกรณ์พกพานั้น ดูจากกราฟแล้วจะเห็นว่าในเอเชียมีการใช้จ่ายกันมากที่สุด!! มากกว่า อเมริกา และ ยุโรปเสียอีก!

จับใจความมาให้พอสมควรนะครับ สำหรับใครที่ต้องการอ่านเองแบบละเอียดๆ แนะนำให้เข้าไปที่http://www.digitalbuzzblog.com/infographic-2013-mobile-growth-statistics/

 

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

ASP (คำที่เกี่ยวข้อง: asp, .net, php, SQL server, mySQL)
– Active Server Pages ภาษาในการเขียน program พัฒนาโดยบริษัท Microsoft ตัว program มีหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างเว็บไซต์และระบบฐานข้อมูล โดย asp นั้นจะสามารถติดต่อได้กับฐานข้อมูลสองประเภทคือ Microsoft Access และ Microsoft SQL Server

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus