Home » Tech » Recent Articles:

รีวิว “August” smart door lock กลอนประตูบ้านอัจฉริยะ

August 2, 2015 Hardware, Tech Comments

ขณะที่ตัว smart door lock ออกมาหลายยี่ห้อ แต่ยี่ห้อที่ดูเหมือนจะถูกใจต้องตาผมมากที่สุดเห็นจะเป็น “August” (www.august.com)

ด้วยหน้าตา รูปลักษณ์ และดีไซน์ของมันตั้งแต่ตัวสินค้าเอง ตัว packaging หรือแม้แต่เว็บไซต์ที่ให้ข้อมูล ดูดีมีดีไซน์จึงทำให้ผมตัดสินใจเลือกได้ไม่ยาก

แต่ก็ไม่วายไปดูรีวิวในต่างประเทศ ซึ่งก็พบกับรีวิวที่บอกว่า August นั้น เหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดีมากในระดับหนึ่งของกลุ่ม Smart door lock จริง ๆ

ด้วยราคาของมันที่ $249.99 เหรียญ หรือประมาณ 8,700 บาท ทำให้ผมต้องคิดหน้าคิดหลังอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะถ้าเทียบกับกลอนประตูบ้านแบบธรรมดา ๆ ที่ขายกันตาม HomePro ใช้มือล็อคเองราคาก็แค่ 200กว่าบาท

8,000 กว่าบาทสำหรับความไฮเทค และความขี้เกียจ !!??

August นี้จะสั่งทางเน็ทให้มาส่งก็ไม่ได้นะครับ เพราะเค้าไม่ส่งออกนอกประเทศ ได้ไกลสุดก็แคนนาดา ซึ่งสำหรับผมนั้น ผมให้น้องที่กำลังเดินทางกลับมาเมืองไทยไปซื้อมาให้ซักตัว เอามาเป็นเครื่องทดลอง

เมื่อได้กล่องมา เราก็หาเวลาให้พร้อม .. พร้อมที่จะพังประตูบ้านตัวเอง!

Concept ของ Smart door lock อย่าง August ก็คือ การสร้างเครื่องให้ทำงานเสมือนมือเรา คือเมื่อเรากดปุ่มทีนึง มันก็จะหมุนบิดกลอนให้ปิด กดปุ่มอีกทีมันก็จะเปิด ง่าย ๆ แค่นั้น

ดังนั้นการติดตั้งก็ไม่ได้ยาก ดูจากวิดีโอการสอนที่ต่างประเทศเค้ารีวิวมาให้ดูกันก็พบว่า มันไม่น่ายากเลยจริง ๆ น่าจะสามารถติดตั้งเสร็จได้ภายใน 10-20 นาทีอย่างที่บอก….

ถ้าประตูบ้านเรามีกลอนที่ถูกต้องตรง spec !!!

แต่ของผมไม่!

ดังนั้น.. เสีย 8พันสำหรับกลอนล็อคประตูแล้ว จะเสียอีกไม่กี่ร้อยเพื่อซื้อกลอนใหม่เพื่อให้ทุกอย่างใช้ได้มันจะไปเปลืองเงินอะไร!

เมื่ออุปกรณ์พร้อม คนพร้อม ช่างพร้อม (งานนี้ต้องเรียกช่างมาเพราะต้องทำกลอนใหม่) งานติดตั้งก็เริ่มขึ้น…

ถ้าไม่นับรวมการเจาะกลอนใหม่ ผมคิดว่านายช่างที่ไม่มีประสบการณ์ด้านไอ.ที. เท่าไหร่เลยนั้น ใช้เวลาประมาณ 20นาทีในการติดตั้ง August Smart Lock ตัวนี้

ซึ่งก็ถือว่าไม่ยากจริง ๆ

ทีนี้มาถึงการใช้งานกันบ้าง

วิธีการใช้นั้นไม่ยากเลย เพียงแค่เราลง App ของ August จากนั้นก็ทำการ pair ให้ app กับ ตัวล็อคนั้นรู้จักกัน เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

การสื่อสารระหว่างมือถือของเรากับตัวล็อคนั้น ทำได้โดยผ่าน Bluetooth ดังนั้นถ้าใครไม่นิยมเปิด Bluetooth งานนี้เห็นทีจะต้องเปิดเป็นประจำมิเช่นนั้นจะเข้าบ้านไม่ได้นะครับ

การใช้งานก็ไม่มีอะไร เพราะทั้ง interface ของ app นี้ จุดเด่นนั้นมีอยู่ปุ่มเดียว ปุ่มที่กดแล้วเปิด กดอีกทีก็ปิด!

แต่ความเจ๋งของ app นี้ก็คือการ set ให้ประตูสามารถเปิดเองได้เมื่อเรากำลังเดินทางกลับเข้าบ้าน

ด้วย GPS จะทำให้ smart door lock สามารถรู้ตำแหน่งของเราและทำการเปิดประตูเมื่อเราเข้ามาถึงหน้าบ้านได้

** อย่างไรก็ตาม ถึงเวลาใช้จริงแล้ว อย่างที่บอกว่า August สื่อสารกับมือถือของเราผ่าน Bluetooth ดังนั้นแม้ว่ามือถือเราจะรู้ว่าเราอยู่ใกล้บ้านแล้วก็ตาม แต่มือถือยังไม่สามารถสื่อสารกับล็อคได้ ดังนั้นประตูก็จะไม่เปิด จนกว่าเราจะเดินเข้ามาใกล้ในระดับที่ Bluetooth สามารถสื่อสารได้เสียก่อน ยกเว้นเสียแต่ว่าเราจะติดตั้งตัว August Connect ซึ่งมีหน้าที่เชื่อมโยงตัว Smart lock ให้สื่อสารผ่านทาง wifi ได้ (ซึ่งจะพูดถึงในลำดับต่อไป)

สำหรับ features ที่น่าสนใจก็ยังมีอีกไม่น้อย เช่น การอนุญาติให้มีคนร่วมใช้ประตูนี้กับเราได้ด้วย การแชร์ให้เข้าออกได้แบบถาวร หรือการแชร์ให้เฉพาะวันและเวลาที่กำหนด (สำหรับกรณีของ visitor)

นอกจากนี้เรายังสามารถเช็คว่าประตูล็อคแล้วหรือยัง หรือเปิดประตูให้เพื่อนเข้าบ้านได้ขณะที่เรากำลังอยู่ที่ทำงานได้ด้วยการสั่งผ่าน Wifi

อ่าวไหนบอกว่า August สื่อสารผ่าน Bluetooth แล้วไหงมาพูดเรื่อง Wifi อะไรกัน!?

August มีอุปกรณ์เสริมอีกหนึ่งตัว ชื่อ “August Connect” เจ้าตัวนี้มีราคาอยู่ที่ $49.99 เหรียญ หรือประมาณ 1,750บาท

สำหรับ August Connect นั้น มีหน้าที่ “ต่อ wifi ให้เข้ากับตัว August Smart Door Lock”

นั่นหมายถึง ถ้าเรามีตัวนี้อยู่ เราจะสามารถสื่อสารกับล็อคของเราในระยะไกลได้

ปลดล็อค หรือใส่ล็อคได้จากข้างนอก เช็ดดูเวลาคนเข้าออกได้จากที่อื่น เท่านี้ก็ยอดเยี่ยม

ตัว August Connect นี้เป็นเครื่องพลาสติกสีขาว หน้าตาไม่มีอะไรมาก ความหนาก็ไม่ต่างกับ mouse ที่เราใช้อยู่ซักเท่าไหร่ การติดตั้งเจ้าตัวนี้ก็ง่ายมาก ๆ แค่เสียบมันเอาไว้ที่ปลั๊กใกล้ ๆ ประตูของเรา แค่นี้ก็เรียบร้อย

ใช้แรก ๆ ยอมรับว่ายังไม่ค่อยชิน แต่ใช้ไปนาน ๆ แล้วรู้สึกดีมาาาากกกก! เพราะจากนี้เราไม่ต้องคอยพกกุญแจ แล้วลืมไม่รู้ว่าไว้ไหน หรือพกกุญแจแต่มันพวกใหญ่เสียเหลือเกิน จนหากุญแจดอกที่ต้องการไม่เจอ ด้วย August ผมกดปุ่มเดียว ทุกอย่างก็เรียบร้อย

และล่าสุด.. August ตอนนี้มีพร้อมสำหรับ Apple Watch แล้วด้วย

ความ Super ง่ายจึงบังเกิด เพียงแค่ ยกข้อมือของคุณขึ้น แล้วคุณก็สามารถกดเปิดประตูได้เลย

หรือเดี๋ยวนี้ผมออกจากบ้านไม่ต้องล็อคบ้าน… พอเข้ารถสตาร์ทเครื่อง ค่อยกดปิดประตูบ้านจากในรถ ก็ดูง่ายดี

สรุปแล้ว August Smart door lock นี่ต้องบอกว่าใช้แล้วชอบมาก! ข้อดีของมันก็คือ ต่อไปนี้ไม่ต้องพกกุญแจบ้านอีกแล้ว แถมเปิดบ้านให้คนอื่นได้โดยที่เราไม่ต้องอยู่ที่บ้าน หรือต้องเอากุญแจของเราให้

ข้อเสียของมันคือ “แพง” สำหรับตัวเปิดปิดประตูเองราคา 8,000 + ตัว connect wifi อีก 1,750 รวม ๆ แล้วก็ร่วมหมื่น ก็ถือว่าแพงเอาเรื่องอยู่

กรณีของ August Smart Door Lock นี่อาจจะ work มาก ๆ ถ้าบริษัทอสังหาฯ ที่ไหนจะเอามันไปติดตั้งเพราะด้วยความง่ายของมันทำให้งานไม่เพิ่มมากนัก แต่ที่สำคัญคือ ด้วยราคา หมื่นบาท บริษัทสามารถ “เพิ่มมูลค่า” ให้กับคอนโด หรือ บ้าน ที่กำลังขายได้เป็นอย่างดี ในแง่ของ gimmic ความเป็น smart home ซึ่งแม้ว่าจะไม่เป็น full function แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สามารถขายลูกค้าและทำให้โครงการดูน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นได้

4 เทคโนโลยีของ TV ที่ควรรู้จักในปี 2013

January 22, 2013 Hardware, Tech Comments

เป็นผลมาจากงาน CES 2013 หรือที่มีชื่อเรียกเต็มๆว่า Consumer and Electronics Show ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวันที่ 7-10 มกราคม ที่ ลาสเวกัส เป็นงานแสดงโชว์สินค้าไฮเทคจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่ง เรียกว่างานนี้ใครมีอะไรดีดี เจ๋งๆ ทั้งที่พร้อมขาย และ ยังไม่พร้อมขาย ก็ขนเอาความเป็นสุดยอดของตัวเองมาไว้ที่นี่

บริษัทใหญ่ยักษ์อย่าง Sony, Samsung, LG, Microsoft ต่างก็ขนของตัวเองมาโชว์กัน รวมๆแล้วงานนี้มีสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ, ทีวี, ตู้เย็น, คอมพิวเตอร์, เครื่องเล่นเกม, และอื่นๆอีกมากมาย ตามข่าวกันไม่ทันเลยทีเดียว

แต่เทคโนโลยีที่ดูจะแข่งขันกันมากในช่วงนี้ก็คือ จอภาพ ซึ่งหลายตัวถูกเปิดเผยมาให้เราๆ ได้รับรู้กันนานแล้ว แต่ในปีนี้ เทคโนโลยีที่ล้ำๆเหล่านี้ มันเข้าใกล้เรายิ่งขึ้น เริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ในราคาที่ถูกลง

1. 4K

จอทีวี ยิ่งใหญ่ภาพก็ยิ่งหยาบ ยิ่งเบลอ เมื่อความละเอียดของภาพเท่าเดิม แต่ขนาดของจอมันใหญ่ขึ้น เปรียบเหมือนเราเอาหน้าไปจ้องทีวีในระยะใกล้ๆ เราก็จะเห็นถึงความเบลอ

ปีที่ผ่านมาหลายคนที่ซื้อทีวีเริ่มสังเกต (และโดนคนขายบิ้ว) ให้ซื้อทีวีที่เรียกว่า Full HD 1080p คือทีวีที่มีความละเอียดสูง 1920×1080 ส่วนทีวีที่ราคาถูกลงมาหน่อยจะเรียกว่า HD 720p (1280×720) ย้ำอีกทีว่า ยิ่งละเอียดสูง ภาพก็ยิ่งชัด

และเมื่อเราเริ่มที่จะอยากได้ทีวีจอใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ความละเอียดที่ 1920×1080 อาจไม่พอเพียง วันนี้จึงมีความละเอียดที่เป็นสุดยอดมากกว่าที่เค้าเรียกว่า 4K

4K Ultra high definition television คือมาตรฐานใหม่ของจอทีวี ที่ให้ความละเอียดถึง 3840 x 2160 และเมื่อเอาตัวเลขมาคูณกันจะได้ 8,294,400 pixels พอดี

ตัวเลข 8ล้านกว่านี้ สูงกว่า Full HD ที่เราพอจะหาซื้อได้ในท้องตลาดถึง 4 เท่า!

ความละเอียดขนาดนี้ บางคนบอกว่า เราสามารถที่จะหยุดภาพวิดีโอที่ถ่ายด้วยความละเอียด 4K และสามารถ print ลงกระดาษได้เลย

ความจริงแล้ว 4K ไม่ใช่เรื่องใหม่ และความละเอียดของ 4K มีหลายมาตรฐาน (อ่านต่อได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/4K_resolution) ในตลาดมีการทำจอ 4K ออกมาขายแล้ว เพียงแค่ราคายังไม่เหมาะกับกระเป๋าคนทั่วไปเท่าไร่นัก

2. ทีวีจอใหญ่ที่สุด 110 นิ้ว

เราว่าจอทีวีขนาด 50กว่านิ้วก็ใหญ่แล้ว ดูในห้องเล็กๆ แสงก็สาดเข้าตาจนแทบจะบอด แต่วันนี้ที่งาน CES 2013 บริษัท Westinghouse ได้เปิดตัวจอที่เค้าว่าใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีขนาด 110 นิ้ว!!

110 นิ้วไม่พอ จอใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้เทคโนโลยี 4K Ultra high definition television ที่กล่าวไปด้านบน

เว็บไซต์ the Verge บอกว่า จากที่ได้ไปดูตัวทดลองที่งาน CES 2013 นี้ พบว่า สีของภาพดูไม่สดเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเค้าคิดว่านี่น่าจะเป็นปัญหาเฉพาะรุ่นทดลองนี้เท่านั้น เพราะทาง Westinghouse แจ้งว่า เค้าใช้จอจากบริษัท ChinaStar บริษัทเดียวกันกับที่ผลิตจอให้ Samsung

สำหรับราคาน่ะหรอ? ตัวที่เห็นนี้อยู่ที่ 300,000 เหรียญ หรือประมาณ 10 ล้านบาทครับ !! ราคาสูงจนแอบสงสัยว่า ด้วยเงินเท่านี้น่าจะสร้างโรงหนังเองได้เลยนะนี่ น่าจะได้จอใหญ่กว่ามาก

(ภาพจาก http://www.theverge.com/2013/1/10/3862522/westinghouses-300000-dollar-custom-110-inch-4k-tv-isnt-for-everyone)

3. OLED (Organic Light Emitting Diodes)

OLED (อ่านว่า โอ-เลท) เป็นเทคโนโลยีจอภาพแบบใหม่ที่กำลังจะมาแทนที่ LED ด้วยคุณสมบัติที่บางกว่า (1/4 นิ้ว) ประหยัดไฟกว่า ทำให้เทคโนโลยีนี้กำลังถูกผลักดันให้ขึ้นมาใช้

จุดเด่นของ OLED ที่พูดถึงกันมากคือ การทำจอภาพที่ยืดหยุ่นได้ หรือ Flexible Display จอภาพที่สามารถโค้ง งอ หรือแม้กระทั่งม้วนเก็บได้ และที่สำคัญ จอ OLED นั้นสามารถมองเห็นได้จากทุกมุม กว้างสุดๆ 180 องศา (คงจะไม่มีองศาที่กว้างกว่านี้แล้วมั้ง?)

ด้วยความที่มันยืดหยุ่นได้ ตอนนี้หลายๆ บริษัทต่างจินตนาการไปถึงการที่จะพัฒนา OLED นี้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ทำเป็นแผนที่ เครื่องเล่นเกม และที่เคยได้ยินมานานแล้วคือ ทำเป็นเสื้อผ้า ประมาณว่า ถ้าวันนี้อยากจะเปลี่ยนสีเสื้อผ้าเป็นลายต่างๆ ก็แค่ดาวน์โหลดสีหรือลายใหม่ก็สามารถใช้ได้ทันที

ทางด้านเทคนิคเกี่ยวกับการทำงานของจอ OLED ไม่ขออธิบายไว้ตรงนี้นะครับ ใครต้องการไปหาข้อมูลอ่านต่อ สามารถตาม link ด้านล่างนี้ได้เลย มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษครับ

OLED – Wikipedia http://en.wikipedia.org/wiki/OLED
เทคโนโลยี Oled คืออะไร http://www.siamget.com/buyerguide/3156
OLED TV คืออะไรเเละดีกว่า led tv เเละ lcd tv ยังไง http://www.bt-50.com/topic.php?q_id=29406
OLED เทคโนโลยีเพื่อจอภาพบาง http://www.eclubthai.com/board/index.php?topic=33125.0;wap2 

4. Multiview screen

หลายครั้งที่คนในบ้านเดียวกัน อยากดูทีวีคนละช่อง คนละรายการ คนหนึ่งอยากดูบอล ส่วนอีกคนอยากดูละคร

วงการทีวีได้แก้ไขปัญหานี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว ด้วยความสามารถในการแสดงสองช่องในจอเดียวกัน ช่องหนึ่งได้เต็มจอ อีกช่องจะแสดงอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆทางมุมด้านล่าง

ที่งาน CES ปี 2013 นี้ Samsung ได้เปิดตัวทีวีที่สามารถดูแบบเต็มจอได้สองช่องพร้อมกัน

อีกครั้งครับ สองช่อง และ เต็มจอ.. พร้อมกัน

เค้าเรียกว่า “MultiView Screen”

วิธีการแยกกันดูแต่ยังอยากนั่งกอดกันบนโซฟาเดียวกันนั้นทำได้ด้วยการใส่แว่นที่มาพร้อมหูฟัง ให้คุณสามารถรับชมรายการโปรดของแต่ละคนได้ พร้อมเสียงที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง

หน้าตาการทำงานเป็นอย่างไร ดูได้จากวิดีโอด้านล่าง

และนั่นคือ 4 เทคโนโลยี โทรทัศน์ที่คุณควรรู้ให้ทันโลกในปี 2013 นี้

Flash ฮีโร่ในอดีต กับ HTML 5 animation มันเยอะไปมั้ย?

December 18, 2012 My View, Software, Tech, Web Dev Comments

จำได้ว่าเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมาพอดิบพอดี ผมเขียนไปว่า Flash animation นั้น กำลังตาย และเริ่มไม่มีคนต้องการมันแล้วจริงๆ

ผ่านไป 1 ปี วันนี้ ไม่มีใครพูดถึง flash ไม่มี requirement จากลูกค้าเจ้าไหนของ rgb72 ที่แจ้งมาว่าต้องการ Flash Intro หรือ flash animation เหมือนในอดีต

จะมีก็แต่งานที่ “จำเป็น” ต้องใช้ flash จริงๆ ก็เช่นการทำเกมใน facebook ซึ่งตรงนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ความ “ไม่ต้องการ” flash นั้นรุนแรงถึงขั้นที่เมื่อเห็นกล่องแจ้งขึ้นมาให้อัพเดท Flash ผมถึงกับปิดทิ้ง

ไม่รู้ว่าจะเสียเวลาอัพเดทและ restart บราวเซอร์ทำไม ในเมื่อเราไม่ได้ใช้

เหตุผลง่ายๆที่ทุกคนตอบได้ถึงการจากไปของ flash นั่นคือ พฤติกรรมคนเล่นอินเตอร์เน็ทได้เปลี่ยนไป

ทุกคนต้องการข้อมูลที่เร็วขึ้นกว่าเดิม ต้องการค้นหา อ่าน เข้าใจ และจบ

การมีภาพ animation หวืดหวา บิ้วอารมณ์ให้ตื่นเต้น กลายเป็นส่วนเกิน

อีกปัจจัยที่สำคัญมากคือการแบน Flash ของอุปกรณ์ iOS ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น iPhone และ iPad ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ขายดีที่สุดในโลก คนใช้มากที่สุดในโลก กลายเป็นว่า แม้คุณจะทำ flash ออกมาเจ๋งขนาดไหน แต่ไม่มีใครสามารถดูได้ หรือดูได้น้อยคน ก็ไม่รู้ว่าจะเสียงบประมาณ เสียแรงทำงานทำไม

การมีพลังมวลชนมากๆ ก็สามารถช่วยกำหนดทิศทางให้เป็นไปในทางที่ Apple ต้องการได้จริง

ถึงกระนั้น การทำ animation บนเว็บก็ใช่ว่าจะสิ้นสุด

HTML 5 คือตัวแทนฮีโร่คนเก่า พยายามเข้ามาเป็นฮีโร่หน้าใหม่ในยุคนี้

หลายบริษัท หลายเอเจนซี่ สร้างสรรค์ผลงาน animation intro ด้วย HTML 5

ทำภาพให้วิ่ง ทำให้มี interactive สัมพันธ์กับ mouse พูดกันง่ายๆคือก็ ทำทุกอย่างเหมือน flash หมด แค่เขียนด้วย HTML 5 เท่านั้น

ถือเป็นการแก้ปัญหาการมองเห็นของผู้ที่ใช้อุปกรณ์ iOS ทั้งหลาย ด้วยการเขียนด้วย HTML 5 แม้จะยุ่งขึ้นมาอีกนิด แต่กลุ่มคนจำนวนมากที่ใช้ iPhone และ iPad สามารถดูได้ เท่านี้ก็ได้จำนวน view เพิ่มขึ้นมากมาย

คนได้เห็น animation ของเราแล้ววว เย้!!!

แต่นั่นใช่ส่ิงที่คนเล่นเว็บต้องการจริงๆหรือไม่?

แล้วข้อ 1 ที่พูดไปข้างต้นล่ะ เรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ต้องการค้นหา อ่านเร็ว ง่าย สะดวก เข้าใจ แล้วก็จบล่ะ?

HTML 5 animation ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการ ภาพเคลื่อนไหวที่เป็นได้แค่ครึ่งๆกลางๆ ดีกว่ารูปภาพนิ่งๆนิดหน่อย ได้ดีไม่เท่า movie แต่การโหลดและการกิน resource ของเครื่องนั้นมากมาย เชื่อว่า HTML 5 animation ยังคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้

หรืออาจจะดับไปเองเลยก็ได้

รีวิว MacOSX Lion

July 15, 2011 Software, Tech Comments

รอมานานมากกว่า OS ใหม่ของ Apple ตัวนี้จะคลอด สำหรับการอัพเดทในครั้งนี้ทาง Apple บอกว่ามี features ใหม่เพิ่มขึ้นมามากกว่า 250 รายการ แต่รายการที่เด่นๆก็เห็นจะมีอยู่ประมาณสิบกว่ารายการที่เราอาจจะเคยได้ยินกันอยู่

OSX เวอร์ชั่นนี้แตกต่างจากเวอร์ชั่นก่อนตั้้งแต่เรื่องการหาซื้อมา install ซึ่งคราวนี้ Apple บอกว่า ทางเดียวที่จะสามารถอัพเดทได้นั่นคือผ่านทาง Mac App Store

ผมเองได้อ่านบทวิเคราะห์จากหลายๆที่ ซึ่งให้ความเห็นว่า การอัพเดทผ่าน Mac App Store นั้น ทำให้ Apple นั้นมีการพัฒนาทั้งเชิงเทคโนโลยี และการตลาดเหนือคู่แข่งเป็นอย่างมาก เพราะการให้ user ดาวน์โหลดนั้นทำให้ Apple ไม่ต้องเสียค่าบรรจุภัณฑ์ ค่ากล่อง ค่าซีดี และดีไปกว่านั้นคือค่าคนกลาง ค่าแผงที่จ่ายให้กับ retail store ต่างๆ นั่นทำให้ OSX เวอร์ชั่นนี้ มีต้นทุนที่ต่ำลงมาก

จริงๆ OSX ตั้งแต่เวอร์ชั่นที่แล้วราคาก็ไม่ได้สูงมากนัก และการขายก็ทำอย่างตรงไปตรงมา ง่ายๆ ไม่ต้องแยกย่อยออกมาอีกหลายเวอร์ชั่นให้ลูกค้าสับสน ซื้อราคาเดียว ได้เหมือนกันหมด ส่งเสริมให้ลูกค้า “อยากอัพเกรด” และเมื่อลูกค้าอัพเกรดกันไปมากๆ ก็จะทำให้ลูกค้านั้นเดินไปตามเกมที่ Apple วางไว้ได้อย่างง่ายดาย เพราะทุกคนอยู่บนเทคโนโลยีเดียวกัน การที่จะพัฒนาต่อยอดไปอีกเรื่อยๆก็จะเป็นเรื่องง่ายดาย

ปัญหาเดียวของการดาวน์โหลด OSX ผ่าน Mac App Store ที่ขณะนี้หลายคนเห็นก็คือไม่สามารถ Clean Install ได้

การลง OSX เป็นไปอย่างง่ายดายและหลังจากดับเบิ้ลคลิ๊กเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งชม. ทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย

สิ่งแรกเมื่อเริ่มใช้งาน หลายคนอาจสังเกตได้นั่นคือ OSX ตัวนี้ “ไม่มี Scroll Bar” อีกแล้ว


ลาก่อน Scroll Bar

ยิ่งไปกว่านั้น การเลื่อนขึ้นลงก็เป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับของเก่า สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า Apple พยายามนำความรู้สึกของการใช้ iPhone และ iPad มาใส่ใน OSX เพราะใน iPhone หากเราต้องการเลื่อนหน้าลง ดูด้านล่าง เราก็ต้องเอานิ้วถูขึ้น เพื่อลากให้หน้านั้นขึ้นไปด้านบน แตกต่างกับใน OS เก่า ที่เราจะใช้นิ้วถูกลง เพื่อเอา scroll bar ลงด้านล่าง (หากสับสน ลองสังเกตการใช้งาน iPhone กับ OS เดิมของคุณดูครับ)

อย่างไรก็ตาม การปรับทิศทางของการ Scroll ในครั้งนี้ ทำให้ปวดหัวอยู่ไม่น้อย -_-”


Mission Control

Mission Control คือหนึ่งไฮไลท์ของ OSX เวอร์ชั่นนี้ ซึ่งเป็นการรวมเอา Space และ Expose’ ของเก่ามารวมไว้ด้วยกันนั่นเอง หากใครเคยได้ใช้ Space (คุณสมบัติที่ทำให้เราสามารถใช้งานเสมือนมีมากกว่าหนึ่งหน้าจอ) ก็จะพบว่า Mission Control นั้นก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่ movement นี่สิ ทำให้ OSX Lion นี้ดูน่าสนุกขึ้นมาก มีความ smooth เพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก


Launch Pad

Launch Pad คือการนำเอา Application โปรแกรมที่เรามีมาวางไว้ด้านหน้าทั้งหมด เพื่อให้สามารถเลือกได้อย่างง่ายดาย feature นี้เป็นอีกหนึ่งตัวที่นำมาจาก iOS ของ iPhone การใช้ Launch Pad ทำให้เราเลือกใช้โปรแกรมได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับโปรแกรมที่ใช้บ่อย โดยส่วนตัวคิดว่าการเข้าถึงด้วยการใช้ Dock แบบเดิมๆ ดูจะง่ายดายกว่า

Multi-touch Gestures คือการใช้นิ้วของเรากับ trackpad ของ Macbook Pro เพื่อช่วยในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนหน้า การย่อ ขยายภาพ การเปิดโปรแกรมเช่น Launch Pad หรือ Mission Control โดยส่วนตัวคิดว่า ระบบสัมผัสแบบนี้ค่อนข้างดีเมื่อเราใช้งานคนชินแล้ว เพราะนั่นจะทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น switch ระหว่างโปรแกรมได้ง่ายขึ้น ทำให้การทำงานสนุกมากขึ้นด้วย

Resume มีไว้จดจำว่าเราเคยทำงานไว้ถึงตรงไหนก่อนที่เราจะปิดเครื่อง เคยเป็นมั้ยเวลาที่เราจะปิดเครื่อง หรือต้อง restart เครื่องเพราะเพิ่งลงโปรแกรม แต่เบื่อที่ต้องมาปิดโปรแกรม และเปิดใหม่อีกครั้ง? ตัว Resume มีไว้เพื่อการนี้ มันไม่ใช่การ Hibernate นะครับ ผมเปิด Photoshop และ Illustrator ทิ้งไว้ก่อนที่จะปิดเครื่อง พอเช้ามาเปิดเครื่องมาใหม่ ระบบจะทำการเปิดโปรแกรม Photoshop และ Illustrator ให้เองเลย (และโปรแกรมอื่นๆอีกมากมาย) สำหรับ feature นี้ผมคิดว่าเป็น feature ที่ดี เพียงแค่โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบอะไรที่ auto มากนัก

ณ ขณะที่เขียนนี้ ผมทดลองเช่น Mac OSX Lion ตัว Gold Master ซึ่งเป็นตัวสำหรับนักพัฒนาตัวสุดท้าย ก่อนที่จะปล่อยของจริงออกมาให้ทุกคนได้ซื้อและอัพเกรดกัน ซึ่งตัวนี้ค่อนข้างเสถียรมาก แม้จะยังคงมี error นิดๆหน่อยๆ แต่ก็ไม่มากเหมือนเวอร์ชั่นก่อนๆ (ที่มีปัญหาว่า Safari กิน RAM มากถึง 4GB!!)

หลังจากการปล่อยตัวของ OSX Lion แล้ว สิ่งที่น่าจับตามองนั่นคือ

  1. ต่อไปนี้ Scroll Bar จะเริ่มหายไปในระบบปฎิบัติการอื่นๆด้วยหรือไม่?
  2. หาก App Store ช่วยแก้ปัญหาเรื่องต้นทุน และ การละเมิดลิขสิทธิ์ได้ หากคู่แข่งรายอื่นทำ จะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างนี้หรือไม่?
  3. การใช้โปรแกรมแบบ Full Screen จะเป็นที่นิยมในอนาคตหรือไม่?

การ Review นี้เหมือนเป็นการบอกเพื่อให้สาวก Mac ทั้งหลายได้รู้จักและเป็นการวอร์มอัพกันเล่นๆ เพราะถามว่า หากคุณใช้ Mac แล้ว คุณจะไ่ม่อัพเกรดเป็น Lion เลยหรือ? เพราะผมคิดว่าการอัพเกรด OS สำหรับ Mac มันไม่ใช่คำถามที่ว่าจะอัพดีมั้ย แต่เป็นคำถามว่าจะอัพเมื่อไร่มากกว่า

 

Twitter.com interface ใหม่

September 15, 2010 Software, Tech, Web Review Comments

New Twitter

ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับวันนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง หน้าตาใหม่ หรือ interface ใหม่ของ Twitter ที่ได้แอบ ออกมาเผยโฉมให้บุคคลทั่วไปอย่างเราๆได้ดูกันในรูปแบบของ video (สามารถดูได้จาก link นี้ : http://twitter.com/newtwitter)

จากภาพที่เห็นใน video พบว่า การทำใช้งาน twitter ผ่านเว็บของ twitter.com นั้นจะสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น feature หลักคือความสามารถในการอ่านรายละเอียดของ user หรือการดู link ได้จากหน้าจอเดิม ไม่ต้องเปลี่ยนหน้า ซึ่งหากได้ดู App ของ iPad ตัวใหม่ที่ทาง Twitter เอง ออกมาให้ใช้ฟรีๆ นั้น จะพบว่ามีระบบการใช้งานที่เหมือนกันมาก

twitter ipad app

ภาพ Twitter app version iPad

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบ interface ใหม่ของ Twitter version iPad นะครับ หลังจากที่ล่าสุดชื่นชอบ interface ของ Wired Magazine ที่หน้าปกเป็นรูป Toy Story แล้วก็ไม่พบว่าจะมี App ไหนที่ทำ interface ออกมาได้น่าสนใจ จนกระทั่งเจ้า Twitter ตัวใหม่นี่แหละ

wired for ipad

Wired Magazine สำหรับ iPad ที่พูดถึง

ขณะนี้เจ้า Twitter.com version ใหม่ เปิดให้ใช้ได้เฉพาะคนที่ถูกเชิญเท่านั้นครับ ยังเป็นช่วงทดลองอยู่ หากเปิดให้ใช้ได้จริงเมื่อไร่ คงน่าสนใจไม่น้อย

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

Adobe
– บริษัทผู้ผลิตและเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมชื่อดังที่ใช้ในงาน graphic มากมาย เช่น Photoshop, Illustrator, InDesign, Dreamweaver, Flash, Premiere, After Effect
เว็บไซต์ http://www.adobe.com
— WEB101 by rgb72

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus