Home » Feature Artists » Recent Articles:

12 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากบรรยายของคุณฝน ประสานสุข วีระสุนทร ในหัวข้อเรื่อง “VISUAL STORYTELLING FROM FROZEN”

งาน Bangkok Comic Con ที่เพิ่งจบไปเมื่อศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ (4-6 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่อลังการมากมาย โดยในงานนั้นเต็มไปด้วยเหล่าฮีโร่ในดวงใจของคนมากมาย ตั้งแต่ Batman, spiderman, cartoon network, ยาวไปถึง Game of Throne และนั่นทำให้จำนวนคนที่มาร่วมงานนั้นไม่เรียกว่าแน่น แต่ต้องเรียกว่า “ล้น” ถึงจะถูก (ล้นมากๆ จนผมแทบจะหายใจไม่ออก)

ซึ่งงานนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับวงการการ์ตูน เกมส์ ที่เปิดกว้างให้กับทั้งคนสร้างและคนเสพได้อย่างชัดเจนมากที่สุดงานหนึ่ง

แต่งาน comic con ก็ใช่ว่าจะมีแต่คนแต่งตัวเป็น Super Hero เดินไปเดินมาให้คนถ่ายรูปเล่นเท่านั้น ช่วงบ่ายวันเสาร์ผมได้มีโอกาสไปฟังคุณฝน ประสานสุข วีระสุนทร หนึ่งในทีมงานของดีสนีย์ ผู้สร้างเรื่องราวให้กับหนังการ์ตูนสุดดังเรื่องล่าสุด “Frozen” ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า และแน่นอนว่างานนี้ “ฟรี”

คุณฝน ประสานสุข วีระสุนทร เป็นคนไทย (อ่ะแน่นอน) ที่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ animation มายาวนาน เธอมาเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปในการคิด story หรือเรื่องราว ก่อนจะมาเป็นเรื่อง Frozen ที่เราดูๆกันนั้น จะต้องผ่านการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง

Skill อย่างหนึ่งที่จำเป็นมากสำหรับคนคิดเนื้อเรื่องคือการ “วาด Storyboard” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนเลย ซึ่งคุณฝนบอกว่า การสร้าง Storyboard นั้นเริ่มต้นโดยคุณวอล์ท ดิสนี่ย์ นี่แหละ โดยเมื่อเราคิดโครงเรื่องเสร็จแล้ว เราจึงวาดภาพออกมา แล้วมาเรียงร้อยให้เป็นเรื่องราว จากนั้นจึงเรียกทุกคนเข้ามาตั้งแต่ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ ยันทีมงานทั่วไป

ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างทางที่ “ขายเรื่องราว” ให้ผู้คนได้ฟังนั้น งานจะต้องมีการปรับเปลี่ยน แก้ไข ฉีกทิ้ง นับครั้งไม่ถ้วน ..แต่เอาล่ะ นี่คือ 12 สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการฟังบรรยายของ คุณฝน ประสานสุข วีระสุนทร ในหัวข้อเรื่อง “Visual Storytelling from Frozen”
(ในงานกำชับมากๆว่าห้ามถ่ายรูป ดังนั้นเราจะมีภาพเฉพาะช่วงที่เค้าอนุญาตให้ถ่ายเท่านั้นนะครับ)

1. ที่ดิสนี่ย์มีคนทำงานรวมๆแล้วประมาณ 900คน ซึ่งนอกจากจะมีคนทำการ์ตูนแล้ว ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกด้วย! ส่วนหนังเรื่อง Frozen นั้นใช้คนสร้างรวมแล้วประมาณ 300 คน

2. ในบริษัทดิสนีย์ปัจจุบันมีคนไทยทำงานอยู่ด้วย รวมคุณฝนเองก็ สามคน

3. วิธีการอธิบายเรื่องราวของหนังได้ดีที่สุดก็คือการอธิบายผ่านรูปภาพ และบางครั้ง รูปภาพนั้นก็ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆเลย

เช่นภาพนี้ที่คุณฝนบอกว่า แค่ดูก็รู้สึกตลกแล้ว ไม่ต้องอธิบายอะไรเลย

4. ความชัดเจน หรือ “Clarity” นั้นสำคัญมากถึงมากที่สุดในการวาดภาพเพื่ออธิบายเรื่องราว เราไม่ควรให้หนึ่งภาพมีเหตุการณ์เกิดขึ้นสองอย่างพร้อมกัน ซึ่งนั่นจะทำให้คนดู งง และไม่แน่ใจว่าจะสนใจเหตุการณ์ไหนในภาพดี และนั่นจะทำให้การเล่าเรื่องของเราไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

5. การให้ “แสง” สามารถช่วยแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ของการ์ตูน ณ ฉากนั้นๆได้

6. หนังเรื่อง Frozen มีการใช้ “สัญลักษณ์” บางอย่างเพื่อแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ “กั้นขวาง” ระหว่างสองพี่น้อง ซึ่งนั่นคือ “ถุงมือ”และ “ประตู”

ประตู.. สิ่งที่กั้นขวางระหว่างสองพี่น้อง

7. ในหนังของดิสนี่ย์ทุกเรื่องจะต้องมีเพลงหนึ่งที่เค้าเรียกกันว่า “I Want Song” คือเพลงที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการของตัวละคร เช่น หนังเรื่อง Lion King ก็จะมีเพลง “I just can’t wait to be King” ที่ซิมบ้าต้องการจะบอกทุกคนว่า ฉันต้องการเป็นเจ้าป่าแล้วนะ! ส่วนเรื่อง Frozen นั้นก็มีเช่นกัน นั่นก็คือเพลง “For the First Time in Forever”

8. เพลง “For the First Time in Forever” ที่ว่าเป็นเพลง “I Want Song” นั้น เดิมที่เกือบจะไม่ได้เป็นเพลงนี้แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการแต่งอีกเพลงขึ้นมาชื่อ “More Than Just the Spare” ซึ่งพูดถึงการที่แอนนา น้องสาวนางเอกนั้นไม่อยากจะเป็นคนที่ไม่สำคัญ ไม่อยากจะเป็นตัวสำรองอีกต่อไป

9. คุณฝนเองได้ยกตัวอย่าง ฉากที่มีการปรับเปลี่ยนไป เช่น ฉากงานเลี้ยงที่แอนนาพยายามจะขอเอลซ่าว่าเธออยากจะแต่งงาน ฉากนี้เดิมทีเป็นการสนทนาระหว่าง พี่กับน้อง เท่านั้น แต่ภายหลังถูกปรับเปลี่ยนให้มี เจ้าชายฮานส์ เข้ามายืนอยู่ในฉากด้วย โดยสามารถสังเกตได้ว่า เจ้าชายนั้นจะยืนอยู่ “ระหว่าง” สองพี่น้องนี้ตลอดเวลา เพื่อแสดงให้เห็นถึงการแบ่งแยกสองคนออกจากกัน

10. คุณฝนพูดถึงการทำงาน animation และเปิดโอกาสให้คนได้ซักถาม ซึ่งสิ่งที่คุณฝนพยายามบอกทุกคนก็คือ “ถ้าถามว่าอยากทำอะไร อย่าบอกว่าอยากทำ animation หรืออยากทำหนังการ์ตูน แต่ต้องลงลึกไปเลยว่า อยากทำส่วนไหนของหนัง เช่น เป็นคนสร้างเรื่อง เป็นคนทำ movement.. เราต้องลงลึกไปในรายละเอียด ไม่ใช่แค่บอกว่าอยากทำการ์ตูน”

11. แล้วก็มีคนถามคุณฝนว่า แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า เราชอบอะไร? คุณฝนบอกว่า “ของแบบนี้ต้องลอง ลองทำดูนานๆ แล้วเราจะรู้ว่าเราชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร”

12. สุดท้าย มีคนถามว่า “เงินดีมั้ย?” คุณฝนตอบว่า “ถ้าจะทำอาชีพนี้เพื่อเงินล่ะก็… แนะนำให้ไปทำอย่างอื่นดีกว่านะ!” และนั่นเรียกเสียงเฮได้ดังก้องโรงภาพยนตร์สกาล่าเลยทีเดียว

5 เคล็ดลับในงานตัดต่อภาพ จากศิลปินชาวบราซิล “ฟาบิโอ”

ด้านบน: ผลงานชื่อ “Brazil”

การได้รู้แนวความคิด วิธีการคิด ของคนที่เก่งๆ ก็จะพลอยทำให้เราเป็นคนเก่งไปด้วย

เรียกว่า คิดดี ก็น่าจะทำออกมาได้ดี

ผมไปอ่านเจอบทสัมภาษณ์นักทำรูปภาพ ตกแต่ง ตัดต่อ เขาเป็นคนบราซิล ชื่อ “ฟาบิโอ เอโรวโจ” (Fabio Araujo) ซึ่งปัจจุบันเค้าทำงานให้กับเอเยนซี่แห่งหนึ่งใน อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรต ผลงานของเค้ามีเอกลักษณ์ และ สวยงาม

อ่านไปซะยาวยืด สรุปออกมาได้ประมาณ 5 ข้อดังนี้

1. ศึกษาจากผลงานคนที่เก่งกว่า

ฟาบิโอ ไม่ได้เรียน Photoshop มาตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัย แต่ด้วยความที่ฟาบิโอชอบศิลปะ จึงได้ลองผิดลองถูกเอง และการศึกษางาน ดูรูปแบบ style และ เทคนิคการทำงานของดีไซน์เนอร์ที่ทำงานเก่งๆ สวยๆ ก็คือถือเป็นการศึกษาที่ดีมาก

“I started watching the great work produced by other designers and tried to recreate their styles and technique.” 

ด้านบน: ผลงานชื่อ “Fishing”

2. ว่างเมื่อไร่ ก็ศึกษาเพิ่มเมื่อนั้น

เมื่อเค้าว่างจากงานเมื่อไร่ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการเข้าไปลองเล่นทุกเครื่องมือ กดทุกปุ่มใน Photoshop ศึกษาอย่างละเอียด จนทะลุปรุโปร่ง

“I dug through the all tools during my spare time” 

ด้านบน: ผลงานชื่อ “Flood”

3. งานยิ่งใช้เวลามาก ยิ่งละเอียด ยิ่งสวย

ข้อเสียหนึ่งของเค้าคือ ความกังวลว่างานจะไม่เสร็จ หรือเสร็จแล้วจะไม่ดี จนบางครั้งทำให้เค้าต้องเร่งรีบอยากให้งานเสร็จไวๆ แต่พอเวลาผ่านไป ด้วยประสบการณ์ทำให้เค้ารู้ว่า ยิ่งเค้าอยู่กับงานนานเท่าไร่ ก็ยิ่งดี งานยิ่งละเอียด งานที่มีรายละเอียดมาก มันก็จะยิ่งสวย

“I learned that the longer I spent on a project and the more details I put into it, the better the outcome” 

ด้านบน: ผลงานชื่อ “Travel the World”

4. คิดงานรูปแบบใหม่ๆที่เราไม่คุ้นเคย ไม่เคยทำ เพื่อพัฒนาตนเอง

งานของฟาบิโอมักจะเป็นงานที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากๆ แต่บางงานอย่าง Aquarium เป็นงานที่ฟาบิโอบอกว่า เค้าต้องการทำให้มันออกมาดูสวยและเรียบง่าย ซึ่งนั่นเป็นงานที่แม้แต่เพื่อนๆของเค้ายังมองไม่ออกเลยว่าเป็นงานของฟาบิโอ

“I wanted to create something new and clean in order to improve myself”


ด้านบน: ผลงานชื่อ “Aquarium”

5. มองว่า งานออกแบบเป็นงานที่ใช้จินตนาการได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

และฟาบิโอยังได้บอกส่งท้ายอีกว่า อยากให้ทุกคนที่ทำงานในสายนี้ อย่าหยุดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แม้ว่าคุณจะมีเวลาน้อย หรือคุณอาจจะเหนื่อยมาทั้งวันแล้วก็ตาม เมื่อคุณอยู่ในสายงานนี้สิ่งที่คุณควรทำคือ “รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่” และ “ทำมันให้ perfect!”

“What I like about design is that we can release our imagination and with it the possibilities are endless.” 


“When working in this field, it’s always good to not only be aware of what you are creating in the world but to also perfect it.” 

REFERENCE: บทสัมภาษณ์ PSDTUTS+ “Interview With Brazilian Artist Fábio Araujo” – http://psd.tutsplus.com/articles/inspiration/interview-with-brazilian-artist-fabio-araujo/

ถ่ายภาพดี ไม่เน้นวิวสวย ไม่เน้นมุมกล้อง ความคิดสร้างสรรค์ล้วนๆ.. งานจาก Jason Lee

เป้าหมายหลักของการถ่ายภาพคือการที่จะให้ได้มาซึ่งภาพที่สวยที่สุด ดีที่สุด เจ๋งที่สุด

แต่ภาพที่สวยที่สุด ดีที่สุดคืออะไร? เอาอะไรมาเป็นตัววัด?

หลายครั้งที่เราไม่สามารถจะบอกได้ว่า สิ่งที่เราทำ ภาพที่เราถ่าย หรืองานที่เราออกแบบนั้น “สวย” หรือไม่ นั่นเป็นเพราะความสวยที่ว่านั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

ถ้าบังเอิญคุณเป็นคนถ่ายรูปที่ไม่เคยได้ออกไปพบโลกภายนอก ไม่เคยเห็นงานดีดี เส้นวัดความสวยงามของคุณอาจจะอยู่ต่ำกว่าคนที่เห็นงานมามากมาย

แน่นอนว่า คนที่มองบ้านสังกะสีอยู่ทุกวันๆ วันหนึ่งเห็นตึกแถวสองชั้น ก็จะบอกว่า ตึกแถวสองชั้นนั้นสวยเหลือเกิน

แต่หากอีกคนชอบเดินทางไปทั่ว เค้าอาจจะมองเห็นตึกแถวสองชั้นเป็นเรื่องธรรมดา และมองตึกออฟฟิสขนาดใหญ่ ดีไซน์สวยๆ เป็นเรื่องที่น่าทึ่งกว่า

พูดง่ายๆก็คือ คนที่เห็นอะไรมามากกว่า พบอะไรมากกว่า ก็จะมีมุมมองที่กว้างกว่า และอาจมีมาตรฐานความสวยที่สูงกว่า

สิ่งที่เราเห็น คือสิ่งที่เราจะสามารถนำมันออกมาใช้ได้ หรือ More Input More Output นั่นเอง

จะทำกับข้าวซักมื้อ ถ้าในตู้เย็นเรามีของอยู่ไม่กี่อย่าง เราก็จะทำกับข้าวได้น้อยกว่าคนที่มีของอยู่ในตู้เย็นเป็นสิบ

ทุกวันนี้ เวลาเพื่อนๆของคุณไปเที่ยว คุณอาจจะได้เห็นภาพถ่ายสวยๆ ที่เพื่อนของคุณ ผู้มากด้วยฝีมือถ่ายมาอวดกัน

แต่เคยรู้สึกมั้ยครับว่า ทำไมบางครั้ง ภาพสวยๆที่เพื่อนเราถ่ายกันมา มันกลับเหมือนกับโปสการ์ดที่ขายกันตามข้างทาง หรือ ร้านขายของที่ระลึกไม่ผิดเพี้ยน

นั่นน่าจะเป็นเพราะ สิ่งที่เค้าเห็น (โปสการ์ด) นั้นเป็นสิ่งที่สวยมากแล้ว และการถ่ายภาพให้ได้เช่นนั้น ถือเป็นเรื่องสุดยอด ซึ่งมันก็ไม่แปลก เพราะภาพเหล่านั้น มันก็สุดยอดจริงๆ เค้าถึงขายกันได้เป็นเวลานาน ไปดูแหลมพรหมเทพ ที่ภูเก็ต ภาพโปสการ์ดที่ซื้อมาก็มุมเดิม คนซื้อไม่ว่าจะกี่ยุค กี่สมัยก็ภาพเดิม

แต่สิ่งที่น่าเสียดายจากการถ่ายรูปตามแบบของคนอื่นคือความสามารถในการ “ประยุกต์” และ “มุมมอง” ใหม่ๆ

นั่นแปลว่า ไม่ว่าเค้าจะถ่ายได้ “เหมือน” หรือ “สวย” เพียงใด เค้าก็ยังเป็นแค่ “ผู้ตาม” เท่านั้น

ไม่ผิดหรอก หากเราจะ “ลอกมุม” เพื่อการเรียนรู้ เพราะงาน creative ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การถ่ายภาพ, การออกแบบ, การวาดภาพ, การเล่นดนตรี หรือการแต่งเพลง เหล่ามืออาชีพทั้งหลายต่างเคยผ่านประสบการณ์การลอกมาแล้วทั้งนั้น   เพราะสิ่งที่เราค้นพบจากการลอกคือ การเรียนรู้จากผู้ที่เก่งกว่าเป็นทางลัดให้เราเรียนรู้ได้เร็วขึ้น เก่งให้ทันเค้า

เพียงแค่ไม่ได้เหนือเค้า

การที่เราจะเก่งให้ได้เหนือใคร เราต้องไม่ตามใคร

ถ้าคุณถ่ายแหลมพรหมเทพได้ภาพออกมาเหมือนโปสการ์ดแล้ว ใครเล่าจะอยากจะซื้องานคุณ งานคุณมีอะไรที่แตกต่างชวนให้หลงไหลงั้นหรือ?

ทั้งหมดที่ว่ามาเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการได้มาซึ่งภาพสวย ภาพที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ ซึ่งนั่นยังไม่พูดถึง อุปกรณ์ยอดเยี่ยม ที่นักถ่ายภาพทุกคนต้องมี และ “โอกาส” ที่คุณได้จะเดินทาง ได้เปิดโลก หรือได้งานที่ท้าทายมากพอที่จะให้คุณได้ค้นหาสิ่งใหม่ๆ

ผมบังเอิญได้เห็นภาพถ่ายของช่างภาพคนหนึ่งที่ไม่ได้เน้นการถ่ายภาพไปที่วิวทิวทัศน์ บรรยกาศ ธรรมชาติ หรือ แฟชั่นเสื้อผ้าสวยๆ

การถ่ายภาพของเค้าเน้นไปที่ “ฝีมือการถ่ายภาพ” และ “ความคิด”

“เจสัน ลี” คือคนที่ผมพูดถึง

ภาพถ่ายที่เหมือนจะถ่ายกันเองในบ้าน โดยมีนางแบบเป็นลูกสาวทั้งสอง แต่ภาพเต็มไปด้วยความคิด คอนเซ็บ ไอเดีย

ทิ้งท้ายไว้ด้วยภาพจาก เจสัน ลี ให้เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจ แรงกระตุ้น สำหรับคนถ่ายภาพ

ในฐานะของคนชอบดูภาพคนหนึ่ง ^^

** ติดตามงานของ เจสัน ลี ต่อได้ที่ http://www.flickr.com/photos/jwlphotography/
*** ดูเบื้องหลังการถ่ายภาพของ เจสัน ลี ได้ที่ http://www.mymodernmet.com/profiles/blogs/how-the-kids-caught-santa-8
**** 10 เคล็ดลับในการถ่ายภาพเด็กให้ครีเอทีฟ http://www.mymodernmet.com/profiles/blogs/met-exclusive-jason-lees-10 

 

รู้จัก Mark Ryden และผลงานโลกตะลึง ปกอัลบั้ม “Dangerous” – Michael Jackson

บังเอิญได้ไปเปิดหนังสือเล่มหนึ่ง เหตุเพราะรูปภาพบนหน้าปกที่ดูน่าสนใจมาก

หนังสือเล่มนี้ชื่อ “Fushigi Circus” โดย Mark Ryden (http://www.amazon.com/Fushigi-Circus-Mark-Ryden/dp/086719720X/ref=sr_1_3?ie=UTF8&qid=1333035360&sr=8-3)

จะเนื่องด้วยความขี้เหนียว หรือ ขี้เกียจแบกจากร้านหนังสือที่อยู่ต่างแดน ข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาเมืองไทย จึงคิดว่า “งั้นขอจดชื่อ Mark Ryden นี่ไว้ก่อน กลับมาเมืองไทย จะได้มาเจอกันใหม่”

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้น ทำให้ได้รู้จัก Mark Ryden FEATURE ARTISTS ของ blog72 ในวันนี้

ยิ่งศึกษาลึกๆ เข้า ทำให้ยิ่งน่าสนใจ ยิ่งอยากรู้จักกับนักวาดภาพคนนี้ เนื่องจาก ภาพที่เค้าวาดนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก เป็นภาพที่มีจินตนาการสูงเหลือล้น เป็นภาพที่เมื่อดูแล้ว จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจอันเกิดจากความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพเหล่านั้นได้

Mark Ryden จบการเรียนวาดภาพ illustration จาก Art Center College of Design ใน Pasadena รัฐ California

ผลงานภาพของเค้ามีโดดเด่นมากมายหลายภาพ ซึ่งนอกจากภาพศิลปะสำหรับงานแสดงแล้ว Mark Ryden ยังวาดภาพให้กับงานเพื่อการพาณิชย์อย่างปกหนังสือของ Stephen King เรื่อง “Desperation” และ “The Regulators” ของ Richard Backman ด้วย

แต่นั่นยังธรรมดาไป สำหรับศิลปินที่เราจะมาแนะนำกันใน blog72

เพราะเมื่อผมมาค้นหาชื่อของ Mark Ryden ใน Google กลับพบกับผลการค้นหาที่เกี่ยวกับ “Dangerous Michael Jackson” และเมื่อหารูปภาพ ก็พบกับภาพหน้าปกอัลบั้มชุด Dangerous นี้ด้วย

“คนนี้คือคนวาดภาพหน้าปกนี้หรอ!!??”

หน้าปกอัลบั้ม Dangerous สำหรับผู้อ่านที่อาจจะเกิดไม่ทันอัลบั้มชุดนี้ อยากจะบอกว่า หน้าปกภาพนี้เป็นหน้าปกที่สร้างความตกตะลึง ประทับใจ และเรียกเสียงว้าวได้จากคนทั่วโลก!!

ภาพหน้าปกที่ยอดเยี่ยม บวกกับความโด่งดังของนักร้องระดับโลกอย่าง Michael Jackson ทำให้ปรากฎการณ์นี้ย่อมไม่ธรรมดา

มีคนวาดภาพเลียนแบบมากมาย บ้างก็วาดให้เหมือน บ้างก็วาดล้อเลียน เสียดสี ทำให้ตลก

ภาพนี้นอกจากจะมีความลงตัวเรื่องการใช้ สีสัน แล้ว ยังเป็นภาพที่มีรายละเอียดมากมาย มีตัวละครเต็มไปหมด มีอุปกรณ์แปลกๆ สถานที่ ของเล่น ภูตผี รูปปั้น สุดแสนจะจิตนาการ

และเมื่อได้ศึกษา ลึก ลึก ลึก.. เข้าไปอีก ก็ยิ่งน่าสนใจ! เพราะรายละเอียดของภาพมันมิใช่แค่ให้ความสวย แต่เป็นเนื้อหาที่ซ่อนอยู่ในแต่ละจุดของภาพ

ที่มาของภาพนี้ เกิดขึ้นเมื่อ Mark Ryden ได้รับการติดต่อจาก Sony Music เพื่อให้มาวาดภาพหน้าปกให้กับ อัลบั้มชุดใหม่ของ Michael Jackson ที่จะใช้ชื่อว่า Dangerous โดยสิ่งที่ต้องการคือ ภาพที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวตน ความรู้สึกภายใน และภายนอกของการเป็นศิลปินระดับโลกอย่าง Michael Jackson

ซึ่ง Mark ได้ขอใช้เวลาถึง 6 เดือน ในการวาดภาพนี้ โดยเป็นการวาดภาพด้วยมือล้วนๆ ไม่มีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเลย เป็นการวาดภาพ painting 100%

ความหมายลึกๆในแต่ละจุดของปก CD แผ่นนี้ ก็มีมากมายหลายจุด อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ได้มาแต่ละที่นั่นไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นทางการซะทีเดียว อธิบายครบบ้างไม่ครบบ้าง เอาเป็นว่าเราลองมาดูความหมายในจุดต่างๆของผลงานชิ้นนี้แบบ “เบื้องต้น” กัน

1. ดวงตา Michael Jackson
ส่วนนี้ใครๆก็ต้องเห็น ถือว่าเป็นจุดที่โดดเด่นมาก ด้วยการวาดภาพตาของ Michael และมีผมตกลงมานิดหน่อยให้เห็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีหน้ากากธีมโรงละครที่สุดแสนอลังการ ทำให้จุดนี้ถือเป็นจุดที่เด่นสุดของปกอัลบั้มนี้ เป็นการแนะนำ Michael ให้ผู้ที่เห็น สามารถเข้าใจได้ภายในเวลาอันสั้น

2. ด้านบน เป็นหัวของลิง ลิงตัวนี้คือ “บั้บเบิ้ล (Bubble)” ลิงที่ Michael ช่วยเอาไว้จากการถูกทดลองเพื่อการรักษาโรคมะเร็ง ในปี 1985

 

 

3. ด้านข้างของหน้ากาก จะพบกับหน้าตัวตลกทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นหน้ายิ้ม อีกด้านเป็นหน้าร้องไห้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นโรงละคร

4. นางฟ้าตรงกลางสองตัว ถือเครื่องดนตรีอยู่ เหมือนเป็นการอวยพร เป็นโชคดีในเรื่องศิลปะ และการดนตรี

5. นอกจากนี้ ทางด้านข้างซ้ายของภาพ ยังมีนางฟ้าตัวเล็กๆ นั่งบนตัวปลา ลักษณะเหมือนการเล่นม้าหมุน ช่วยเพิ่มความรู้สึกของความบันเทิง Entertainment

6. ส่วนที่น่าแปลกอีกส่วนคือ ภาพของสุนัขนั่งบนบัลลังค์สวมมงกุฎนั้น เป็นภาพล้อเลียนภาพวาดของนโปเลียนที่มีชื่อว่า “Napoleon on the Throne” จะด้วยเหตุผลประการใดมิอาจทราบได้ หรือเป็นเพียงแค่แรงบันดาลใจ?

7. ด้านล่างยังมีภาพของบุรุษผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งบางคนก็บอกว่าเป็นภาพของ Aleister Crowley บุรุษที่ชั่วร้ายที่สุดในโลก หรือบางคนก็บอกว่า เหมือน Phineas Taylor Barnum นักเอนเตอร์เทนตัวจริง ผู้ให้กำเนิดคณะละครสัตว์ Ringling Bros. and Barnum & Bailey Circus มากกว่า – ส่วนตัวผมคิดว่าเหมือนคุณ P.T. Barnum มากกว่า แถมความหมายของการเป็นนักเอนเตอร์เทน น่าจะเหมาะกับตัว Michael Jackson มากกว่าบุรุษผู้ชั่วร้ายที่สุดในโลก

จริงๆแล้วความหมายของปก CD ระดับโลกชิ้นนี้ยังมีอีกมากครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นการ “คาดเดา” เอาซะมาก และเท่าที่ค้นหามายังไม่เห็นถึงความหมายที่ถูกชี้แจงโดยเจ้าของผลงานเองเลย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากปก CD, ภาพวาด, และผู้ชายคนนี้คือ รายละเอียดและความตั้งใจที่ใส่ลงไปในตัวชิ้นงาน เพื่อสร้างสรรค์ภาพที่ไม่ได้มีแค่ “ความสวย” เพียงอย่างเดียว แต่กลับมี “เรื่องราว” เกิดขึ้นภายในเรื่อง และ “เรื่องราว” นี่ล่ะครับ ที่ไม่เพียงจะสร้างมูลค่าให้กับภาพวาด แต่ยังสร้างมูลค่าให้กับคนวาดภาพด้วย

Mark กล่าวว่า การวาดภาพชิ้นนี้ ตัว Michael Jackson เองไม่ได้เข้ามาขอแก้ไขอะไรมากมายเลย เค้าได้ทำงานอย่างเป็นตัวของตัวเองที่สุด จะมีเพียงการแก้ไขเล็กๆน้อยๆ เพียงครั้งเดียวก่อนงานชิ้นนี้จะเสร็จก็คือ “ขอให้ Mark ช่วยวาดภาพของ แม็กเคาเลย์ คัลกิน เด็กน้อยจากเรื่อง Home Alone เข้ามานั่งอยู่ในรถไฟทางด้านขาออกด้วยเท่านั้นเอง

สุดยอดคน สร้างสุดยอดผลงาน สิ่งที่เราได้เรียนรู้ในวันนี้คือ..

1. คนเราไม่จำเป็นต้องทำงานดีเฉพาะงานของตนเอง แม้ Michael Jackson จะเป็นคนทำเพลง แต่รายละเอียดของ ปก CD ที่ทางทีมตั้งใจจัดหาให้ แม้เป็นค่าใช้จ่ายและเวลาเพิ่ม แต่มันเป็นการสร้างเอกลักษณ์และความยิ่งใหญ่ ความน่าจดจำของปก CD ที่บวกกับสุดยอดดนตรี ไปตลอดกาล

2. งานสวยทำดีแล้ว แต่งานที่มี “เรื่องราว” จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับ ภาพ และ คนวาดได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ขอจบลงด้วยภาพผลงานของ Mark Ryden มาให้ได้ดูกันครับ

ref:
http://en.wikipedia.org/wiki/Dangerous_(Michael_Jackson_album)
http://susanta.com/blog/meaning-of-the-michael-jacksons-dangerous-album/
http://en.wikipedia.org/wiki/Mark_Ryden
http://www.fanpop.com/spots/michael-jackson/answers/show/120227/dangerous-album-cover-what-does-mean

ไว้อาลัย วิทนี่ย์ ฮูสตั้น กับ 9 ความเป็นสุดยอดศิลปิน (RIP)

February 12, 2012 Feature Artists Comments

ทุกครั้งที่มีคนเก่งมากระดับโลกเสียชีวิต ผมจะอยากเขียนเรื่องราวดีดี ที่เค้าเหล่านั้นเคยทำเอาไว้

วิทนี่ย์ ฮูสตั้น คือนักร้องเสียงดีมากๆ นักร้องที่โด่งดังไปทั่วโลก และเป็นนักร้องจำนวนน้อยคนนักที่ผมเองจะเก็บเงินจำนวนน้อยนิดในสมัยเรียน เพื่อซื้อ CD เพลง อัลบั้มของเค้ามาฟัง

วันนี้จึงขอรวบรวม 9 ความสุดยอดของเค้าเอาไว้ใน blog72 เพื่อเป็นความรู้และเพื่อไว้อาลัยการจากไปของเค้าครับ T_T

1. วิทนี่ย์เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1963 เธอเกิดจากครอบครัวนักดนตรี และ คุณแม่ของวิทนี่ย์ Cissy Houston เคยเป็นนักร้อง backup ให้กับ Elvis Presley ด้วย

2. ก่อนที่จะเป็นนักร้อง วิทนี่ย์ เคยเป็นนางแบบมาก่อน โดยเธอได้เป็นางแบบผิวสีคนแรกที่ได้ขึ้นปกนิตยสาร Seventeen ด้วย

3. วิทนี่ย์เป็นนักร้องหญิงที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในโลก ได้แก่ Emmy Awards 2 รางวัล, Grammy Awards 6 รางวัล, Billboard Music Awards 30 รางวัล, American Music Awards 22 รางวัล

4. เมื่อตอนอายุ 15 วิทนี่ย์เคยร้องเป็นเสียง background เพลง “I’m Every Woman” ของ Chaka Khan ด้วย ซึ่งในภายหลัง เธอได้ทำให้เพลงนี้ดังเป็นพลุแตกจากการนำมาร้องซ้ำอีกครั้งในการทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “The Bodyguard” ซึ่งเธอนำแสดงเอง

5. เพลง “I will always love you” แท้จริงแล้วเป็นเพลงของ Dolly Parton

6. วิทนี่ย์เป็นนักร้องที่มีเพลงติดอันดับ 1 Billboard Hot 100 Hits ถึง 7 เพลง เพลงเหล่านั้นคือ “Saving All My Love for You”, “How Will I Know”, “Greatest Love of All”, “I Wanna Dance with Somebody”, “Didn’t We Almost Have It All”, “So Emotional”, and “Where Do Broken Hearts Go”

7. วิทนี่ย์เป็นหนึ่งในผู้ร่วมสนับสนุนการต่อต้านการเหยียดสีผิวของ Nelson Mandela

8. อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Preacher’s Wife เป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในกลุ่มเพลงเพื่อศาสนา (Gospel) และติดอันดับหนึ่ง Billboard Top Gospel Album Chart ต่อเนื่องนานถึง 26 สัปดาห์

9. วิทนี่ย์เคยกล่าวไว้ว่า “God gave me a voice to sing with, and when you have that, what other gimmick is there?”

หากไม่นับเรื่องฉาวไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก และ ยาเสพติด วิทนี่ย์คือสุดยอดในความเป็นศิลปินเพลง และ ดนตรี นอกจากนี้ยังเป็นนักแสดงที่ดีมากคนหนึ่งด้วย

ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของบุคคลที่เป็นสุดยอดของโลกอีกคนครับ

[ ข้อมูลจาก IMDB : http://www.imdb.com/name/nm0001365/ และ NewsOne.com: http://newsone.com/nation/black-history-month/game-changers/news-one-staff/whitney-houston-wiki/

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

Air (คำที่เกี่ยวข้อง: Adobe, Flash, HTML, JavaScript)
– หนึ่งใน technology ที่พัฒนาโดย Adobe ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างโปรแกรมสำหรับคอมพิวเตอร์ได้ใช้เทคนิคเดียวกันกับการเขียน code สำหรับเว็บ ไม่ว่าจะเป็น HTML, JavaScript หรือ Flash โดยคำว่า AIR นั้นย่อมาจาก Adobe Integrated Runtime

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus