Home » My View » Recent Articles:

2014 เทรนด์ไหนจะอยู่ เทรนด์ไหนจะไป? พฤติกรรม user ที่มีผลต่อการออกแบบและการตลาดออนไลน์

การออกแบบที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของดีไซน์เนอร์ แต่ต้องอยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน

ดีไซน์เนอร์ที่เก่ง ไม่ใช่ว่าจะออกแบบได้สวยแล้วดีไซน์เนอร์ด้วยกันดูกันเองแล้วก็ชมกันเอง แต่ต้องให้ผู้ใช้งานหรือ user เป็นคนชม

การตลาดที่ดีก็เช่นกัน ใช่ว่าทำออกมาแล้วชอบกันเอง ผู้ใช้งานไม่ชอบด้วย ไม่เห็นด้วย อันนั้นก็ไม่ work

ดังนั้น หากจะถามว่า เทรนด์การออกแบบและการตลาดออนไลน์ในปี 2014 นี้จะมีแนวโน้มออกมาเป็นอย่างไร ผมก็คงจะต้องย้อนกลับไปดูที่ “พฤติกรรมของผู้ใช้งานที่คาดว่าจะเป็นในปี 2014” นี้ก่อน

ผมเชื่อว่าพฤติกรรมของผู้ใช้งานอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปมาก..  “แต่ต้องการมากขึ้น”

3 พฤติกรรมใหญ่ๆ ที่น่าจะมีผลต่อการออกแบบ และการตลาด มีดังนี้

1. ต้องการสินค้า hi-tech ใหม่ๆ ทุกรูปแบบที่กำลังจะออกวางตลาด (เพื่อทำให้ตัวเองดูอินเทรนด์ และ สนุกไปกับของเล่นใหม่ๆ ทั้งๆที่อาจจะไม่ได้จำเป็น)

2. ต้องการเสพ “เนื้อหา” ข้อมูล หรือ contents มากขึ้น เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น (ทำให้ตัวเองรู้เรื่องมากขึ้น คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง มีความรู้)

3. ต้องการแลดูเป็นคนดี คนเก่ง มีภาพลักษณ์ที่ดี (อันนี้ก็เรื่องเดียวกันกับข้อสอง คือ ต้องการให้คนอื่นๆยอมรับว่าตัวเองเป็นคนดี มีความรู้)

แล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้ มีผลกระทบต่อการออกแบบอย่างไรบ้าง?

1. More Screens

ปีที่ผ่านๆมา เราเจอปัญหา “จอหลายขนาด” ไปมากแล้ว แค่ตระกูล Apple อย่างเดียวก็มีมากกว่า 5 ขนาด ส่วน Android ไม่ต้องพูดถึง ไหนจะจอทีวีอีก ในปีหน้านี้ หลายคนคาดเดากันได้ว่าจะมีขนาดของหน้าจอหลากหลายกว่านี้ ไหนจะทีวี 4K หรือจะเป็น “Wearable Products” เช่น Google Glass และที่คาดเดากันอีกคือ iWatch นาฬิกาจาก Apple น่าจะถูกปล่อยออกมาให้ทุกคนได้จับจ่ายใช้สอยกัน และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น ขนาดของหน้าจอที่หลากหลายกว่าเดิมก็จะทำให้ดีไซน์เนอร์ได้ปวดหัวกันมากขึ้นทันที

ดังนั้น: Responsive Design ยังคงอยู่ต่อไปและอาจจะมีการเพิ่มเติมขนาดของหน้าจอพิเศษๆอีกด้วย

2. ภาพใหญ่ขึ้นกว่าเดิม วิดีโอใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

เวลานี้คงไม่ต้องพูดถึงความเร็วอินเตอร์เน็ทกันแล้ว วิดีโอหรือภาพใหญ่ๆ เราสามารถโหลดกันได้สบาย ความต้องการให้ผู้ใช้งานได้เห็น “ภาพอิ่มๆ” ขายของกันได้เต็มๆ ดึงความสนใจได้เต็มตานั้น เป็นเรื่องที่จำเป็น

จริงๆเราเริ่มเห็นกันบ้างแล้วสำหรับการใช้รูปภาพ และ วิดีโอใหญ่ๆ แบบเต็มจอตั้งแต่หน้าแรก จากเว็บไซต์ต่างประเทศ และแน่นอน สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเทรนด์การออกแบบไทย ในไม่ช้านี้

3. การออกแบบ “ย้อนกลับ”

หลังจากที่พยายามบิ้วลูกค้ามากว่า 4-5ปี ว่า Mobile Device หรืออุปกรณ์พกพากำลังมา เราต้องตื่นตัวกันแล้วนะ แต่สำหรับวันนี้คงไม่ต้องบิ้วกันอีกต่อไป

เป็นเรื่องชัดเจนมากว่า อุปกรณ์พกพาจำพวก สมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต เหล่านี้ แทบจะมีกันทุกครัวเรือน และ ใช้เล่นอินเตอร์เน็ท เล่นเกมกันอย่างแพร่หลาย

และใช้มากขึ้นกว่าการเล่นคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ

ดังนั้น การออกแบบจึงจำเป็นต้องออกแบบ “ย้อนกลับ” จากเดิมเราออกแบบสำหรับ จอคอมพิวเตอร์ก่อน แต่ในปี 2014 นี้ เราคงต้องออกแบบสำหรับมือถือก่อน ดูว่ามือถือใช้ feature อะไรได้บ้าง แล้ว คอมพิวเตอร์เล่น feature เหล่านั้นได้ไหม จากนั้นจึงมาทำการ mix and match กันว่า เราจะใช้เทคนิคอะไรบ้าง

ดังนั้น: Drop down เมนู (ที่ต้องใช้ mouseover) จะหายไป แต่ผมกำลังไม่แน่ใจกับ เมนูด้านข้าง ว่าจะมีการพัฒนาต่อหรือจะหายไปในปีนี้

4. วิดีโอ และ infographic จะมาแรงกว่าเดิม

คนอยากเสพความรู้เร็วๆ ง่ายๆ ดังนั้น การเขียนข้อมูลให้อ่านยาวๆ (แบบนี้ แห่ะๆ) ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับทุกคน

การนำเสนอด้วย วิดีโอเพียงสามนาที แต่เข้าใจได้หมดนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เช่นกันกับ infographic ที่นอกจากจะทำให้อ่านเข้าใจรู้เรื่อง พร้อมการ์ตูนที่น่ารักแล้ว ยังง่ายสำหรับการ แชร์ต่ออีกด้วย

ข้อเสียอย่างเดียวสำหรับวิดีโอคือ ทำได้ยาก ต้องใช้ทีมงาน ต้องมีอุปกรณ์ และทุกอย่างที่ว่ามา มีผลกระทบกับงบประมาณ

ดังนั้น: เทรนด์การทำวิดีโอ เพื่อขายของง่ายๆ 3 นาที จะมีเพิ่มมากขึ้น ส่วน HTML animation และ Parallax อาจจะจบลงในปีนี้สำหรับบางกลุ่มธุรกิจ เพราะความต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว มีมากกว่าความหวือหวาและ special effect ต่างๆ

5. ทุกคนต้องการเป็นคนดี คนเก่งของสังคม

ดีจริง ไม่จริง ไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกคนต้องการเป็นคน “แลดูดี”

ดังนั้นคลิป viral ประเภท ลูกรักพ่อ, คู่รักรักกันจนแก่เฒ่า จะเป็นกระแสได้ดีมาก

ในทางกลับกัน คลิป viral ประเภท “หลอกคนดู” ให้หลงดู หลงแชร์ไปก่อน แล้วค่อยมาเฉลยทีหลังว่า นี่เป็นการโฆษณานะ จะไม่ work อีกต่อไป เพราะนอกจากจะทำให้คนดูรู้สึก fail ว่า ฉันโง่ โดนหลอกแล้ว ยังทำให้เค้ารู้สึกแย่กับสินค้าตัวนั้นๆด้วย

ดังนั้น: คลิปดราม่า และการขายสินค้าตรงๆไปเลยน่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี ส่วนคลิปหลอกคนดูเหมือนสมัยก่อนมีความเสี่ยงว่าจะแป๊กเอาได้ง่ายๆ

6. ซื้อ-ขาย ของบนมือถือ

ความแปลกสำหรับคนไทยที่ทำการซื้อ-ขายของออนไลน์นั้นคือ กลัวการใช้บัตรเครดิต แต่กล้าโอนเงินก่อนให้กับผู้ขายที่ไม่รู้จักกัน การขายของผ่าน Facebook, Instagram, และ LINE นั้น แสดงให้เห็นชัดว่า มีคนจำนวนมากที่ชอบซื้อของออนไลน์ผ่านอุปกรณ์พกพา (ด้วยความที่ง่าย อยู่ติดตัวตลอดเวลา และสะดวกรวดเร็ว) ดังนั้นการซื้อ-ขาย ของอาจจะไม่ใช่เรื่องของ “ระบบ” ที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกมั่นใจและกล้าซื้อ แต่ความ “ไว้ใจ” และ ความ “สะดวก” ในการซื้อมากกว่าที่ทำให้เกิดการซื้อขายออนไลน์ในยุคนี้

ดังนั้น: คนซื้อของจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่วน Big player เช่น LINE flash sale ก็จะมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ขณะที่ร้านค้าบน facebook และ instagram ก็คงไม่มีท่าทีจะหยุด แต่จะขายได้มาก หรือน้อย รุ่งหรือร่วง ตลาดนี้คงมีการแข่งขันกันมากขึ้นกว่าเดิม!

คาดการณ์ไว้ประมาณนี้ก่อนนะครับ เพิ่มเติมอย่างไรแล้วจะเข้ามาเขียนต่อกันอีกที

5 ข้อ ที่คนเก่งๆ รอบๆตัวจะเป็นเหมือนกัน…

November 20, 2013 My View Comments

นั่งว่างๆเลยมาคิดถึงคนที่อยู่รอบๆตัว ลองสังเกตดูคนที่เค้าประสบความสำเร็จและเป็นคนเก่งๆนั้น เค้ามีอะไรที่เหมือนกันบ้าง..

คิดออกมาได้เร็วๆ 5 ข้อ.. ลองดูว่าคุณมีลักษณะแบบนี้เหมือนกันรึเปล่า?

1. รู้จริงถึงแก่น

เรียกง่ายๆว่า เนิร์ดนะครับ แต่พวกพี่ๆ เพื่อนๆที่รู้จักจะเนิร์ดกันเป็นเรื่องๆ บางคนชอบคอมพิวเตอร์ บางคนจะเจาะลึกข่าวเศรษฐกิจ บางคนจะชอบถ่ายภาพ เล่นกล้อง บางคนก็จะชอบเล่นมือถือและ Gadget ต่างๆ

บางคนก็เนิร์ดกันมากกว่า 1 เรื่อง…

ที่ต้องเรียกว่า เนิร์ดกันเลยทีเดียวเพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ชอบแค่ขอให้ได้ซื้อมาเล่น มาใช้ แล้วทิ้งๆขว้างๆ พวกเขาศึกษากันอย่างจริงจัง รู้จริง รู้ลึก.. คนที่รู้จริงมากๆ จะรู้ว่า “ข้อเสีย” ของสิ่งเหล่านั้นคืออะไร วิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์สินค้า ออกมาได้เป็นฉากๆ

ถ้าคุณได้คุยกับคนเหล่านี้ ทุกคนจะสามารถเล่าเรื่องที่เค้ารู้ให้คุณฟังได้อย่างละเอียดโดยไม่ต้องเตรียมการ หรือท่องโพยมาก่อน

2. พูด.. เมื่อคิดแล้ว

แทบจะไม่เห็นคนเก่งๆรอบตัวผมที่พูดโดยไม่คิด.. ส่วนใหญ่จะคิดมามากแล้ว ส่วนจะพูดเร็ว ตอบเร็วหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการประมวลผลล่ะครับ ว่าทำได้ช้าเร็วแค่ไหน

ย่ิงเป็นคนที่มีคนรู้จักมากเท่าไร่ ก็ยิ่งต้องระวังมากเท่านั้น พูดอะไรออกไปหนึ่งคำ ใครๆก็เอาไปคิดต่อยอดได้ต่างๆนานา

คนเหล่านี้เค้ารู้ครับว่า การขอถอนคำพูด มันยากกว่าการคิดก่อนพูดมากๆครับ

3. เข้าใจด้วย หู… รับรู้ด้วยตา

ฟัง.. คือปัจจัยสำคัญในการทำความเข้าใจผู้คน ยิ่งฟังมาก เราก็จะยิ่งเข้าใจมาก..

อ่าน.. ข่าวสารทุกประเภท จากทุกแหล่งข้อมูล คนเหล่านี้อ่านเยอะมากๆครับ สิ่งที่เค้าแชร์ หรือแนะนำให้คุณอ่าน น่าจะเป็นแค่ 1 ในเศษเสี้ยวของที่เค้าอ่านอยู่ประจำทุกเช้า

แต่สำคัญที่สุดคือวิเคราะห์ครับ.. “ฟัง” แล้วไม่วิเคราะห์ ก็หูเบา “อ่าน” แล้วไม่คิดต่อก็โดนหลอกเอาได้ง่ายๆ

4. หนังก็ดู.. เพลงก็ฟัง.. เหล้าก็กิน

จริงๆอันนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นทุกคนรึเปล่า แต่รอบข้างผม เค้าก็ไม่ใช่ เนิร์ดแบบว่า นอนอยู่บ้าน อ่านหนังสือ เล่นคอม แค่นั้น แต่เค้ามีสังคม มีกินเลี้ยง ชนแก้ว เมาบ้างไรบ้าง

หนังดีดีมีก็ดู (แถมดูเยอะซะด้วย) เพลงแต่ละเพลง ที่หลายๆคนฟัง ลองไปถามๆเค้าดูครับ ผมว่าจะพบว่า โลกนี้มีเพลงที่เพราะๆที่เราไม่เคยได้ฟังจากคลื่นวิทยุอีกเพียบ!

5. ไม่เคยคิดว่าตัวเอง “เก่ง”

ไม่ใช่ว่าเค้าจะดูถูกตัวเองว่า “โง่” นะครับ แต่เค้าไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งที่สุดที่ทุกๆเรื่อง

การที่ไม่ได้มองว่าตัวเองเก่ง ถือเป็นการลด Ego ตัวเองลง ซึ่งนั่นทำให้เค้าเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ความคิดเห็นใหม่ๆ ความรู้ที่เค้าไม่ได้เชี่ยวชาญมาก่อน

และนั่น.. น่าจะทำให้เค้าเก่งขึ้น

ผมคุยกับพี่ๆ เพื่อนๆ เหล่านี้หลายคน พอผมพูดให้เค้าฟัง เค้าก็จะฟัง จะพยายามเข้าใจ บางเรื่องเค้าก็น่าจะรู้อยู่แล้ว แต่เค้าจะฟัง จะเปิดรับ ถ้าเค้าไม่เห็นด้วย ก็จะแย้งกัน “ด้วยเหตุผล”

——
สั้นๆ เข้าใจง่ายๆนะครับ เป็นไงบ้างครับ.. อ่านมา 5 ข้อ.. เรามีอะไรที่เหมือนคนเหล่านี้กันบ้างมั้ยครับ ^^

12ข้อ สำหรับ นศ.ที่กำลังจะรับปริญญา และเริ่มทำงาน..

ช่วงนี้ นศ.เรียนจบกันเยอะนะครับ รวมถึงนศ.ที่เป็นลูกศิษย์ผมด้วย หลังจากอวยพรกันไปเสร็จสรรพ เลยนั่งคิด 12 ข้อที่ นศ.ควรรู้หลังจากรับปริญญา และเตรียมตัวจะเริ่มทำงาน…

  1. งานเหนื่อยเป็นเรื่องธรรมชาติ งานยากๆคือเรื่องท้าทาย
  2. หิวข้าว ก็กิน อย่าทำงานจนตัวเองไม่ไหว เพราะถ้าเจ็บป่วยไป เจ้านายก็ไม่ได้มาเจ็บป่วยด้วย รู้จักจัดการเวลาบ้างไรบ้าง
  3. อย่าทะลึ่งปาร์ตี้คืนวันธรรมดา เพราะเช้าอาจจะตื่นไม่ไหว โดนนายเพ่งเล็งได้
  4. ทำงานให้เต็มที่ อย่าให้เค้าดูถูกเราได้ ว่าเรามันไม่ได้เรื่อง!!
  5. เลิกอินกับประโยคที่บอกให้เราหยุดทำงานให้คนอื่นแล้วทำตามฝันตัวเอง ถ้าวันนี้ยังไม่รู้ว่าฝันตัวเองคืออะไร
  6. คบคนดี หนีคนชั่ว เราคบคนยังไง เราก็จะเป็นอย่างนั้น เจอคนเก่งๆ ก็เกาะเค้าแล้วดูดความรู้เค้าไว้
  7. วันหยุดมีไว้ซักผ้า วันธรรมดาจะได้มีผ้าไว้ใช้
  8. อย่าโกหกเจ้านาย.. เพราะคุณยังมือใหม่อยู่ อ้าปากเค้าก็เห็นลิ้นไก่ละ!
  9. งานที่ออฟฟิสจะพัฒนาให้ฝีมือการ “เผา” งานของคุณ ถูกอัพขึ้นเป็นระดับ PRO
  10. คนขี้อิจฉา ขัดขา ปล่อยแม่งอิจฉาไป อย่าไปสนใจ เสียเวลา
  11. หลีกเลี่ยงการสร้างศัตรู เพราะโลกนี้มันช่างแคบนัก!
  12. เก็บตังไว้ในยามฉุกเฉิน และอย่าเขินที่จะให้เงินพ่อแม่

(โพส บน Facebook เมื่อ 29 ตุลาคม 2556)

ออก trip กับ true incube ณ ม.ขอนแก่น

อาจจะเป็นเพราะยังไม่เคยไปสัมผัสขอนแก่น คราวนี้จึงรู้สึกตื่นเต้นจนต้องกลับมาเขียน ทำรายงานบันทึกเอาไว้ถึงการไปบรรยายให้นักศึกษาที่ ม.ขอนแก่นฟัง แม้ว่าก่อนหน้านี้สองวันจะเพิ่งบินไป ม.เชียงใหม่ ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นไม่แพ้กัน

เครื่องบินของ ThaiAirways ออกจากกรุงเทพเวลาประมาณ 9โมงเช้าเพื่อมาถึงขอนแก่นเวลาเกือบเที่ยงตรงพอดี

ที่นั่ง 66G และ 45G ของผม ซึ่งดูเหมือน อ.เดฟจะสะใจกับที่นั่ง 66F และ 45F ที่เสมืองเครื่องบอกลางร้ายให้กับนศ.ของ อ.มาก 55555 !!

การมาเยือนขอนแก่นครั้งนี้คือครั้งแรกของผมครับ หลังจากที่ได้ยินคนพูดกันมามากมายว่า ขอนแก่นนั้นเจริญมากๆ คราวนี้ก็จะได้มาเห็นของจริง

อ.เดฟ ผู้ซึ่งเดินทางมาด้วยบอกว่า จริงๆแล้วขอนแก่นนั้นใกล้เกินกว่าที่จะนั่งเครื่องบินมา แต่การมาครั้งนี้เป็นการมาในนามของ true incube โครงการสนับสนุน startup ในไทยด้วยการให้ funding and support ไม่ว่าจะในด้าน networking, distribution channels, pr channels ที่ทาง true มีครบยิ่งกว่าครบอยู่แล้ว บวกกับการมี learning ช่วยเหลือ การมี partner ระดับโลกอย่าง 500 startups ซึ่ง idea ตรงนี้ก็เกิดขึ้นจากการระดมสมองกันก่อนที่จะเปิดโครงการ โดยคนเก่งๆระดับประเทศหลายคน

และจากการระดมสมอง ทำให้ทาง true เข้าใจแล้วว่า โครงการ Startup ที่ผ่านๆมานั้น กระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ซึ่งจริงๆแล้วคนเก่งๆ คนที่มี idea นั้น ไม่ได้มีอยู่แค่ในเมืองหลวง และเราจำเป็นสร้างหยิบยื่นโอกาสให้คนเก่งที่อยู่ไกลๆกันบ้าง นั่นคือเหตุผลที่เราต้องบินไปสองภูมิภาคใน trip นี้ นั่นคือ ภาคเหนือที่ ม.เชียงใหม่ และ ภาคอีสาน ที่ ม.ขอนแก่น

สำหรับเชียงใหม่ เราเดินทางเช้า แล้วกลับเย็น แต่ที่ ขอนแก่นเราจำเป็นต้องมีแผนการค้างหนึ่งคืนเนื่องจาก flight เที่ยวเย็นนั้นเต็ม

การเดินทางครั้งนี้มีสิ่งที่ประทับใจอยู่หลายจุดเลยทีเดียว จุดแรกน่าจะเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง คุณโค๊ก คุณวิคเตอร์ และ อ.เดฟ กลุ่มคนที่เราเดินมาร่วมกันมาตั้งแต่ trip เชียงใหม่ เมื่อสองวันก่อน

ด้วยความเป็น professionals ในการเดินทาง ความระมัดระวังในการพกสิ่งของสัมภาระไม่ให้ต้องติดขัดเป็นที่วุ่นวายในการตรวจอาวุธที่สนามบิน การพกกระเป๋าใบเดียวเบาๆ ที่ทำให้คุณ check-in และ check-out เข้าออกสนามบินได้อย่างรวดเร็ว การ “รอ” เข้าเครื่องแบบไม่ต้องรีบ การพบปะตามเวลานัดหมาย เหล่านี้คือความสบายใจในการเดินทาง ทำให้ไม่ต้องมานั่งเป็นห่วงใครต่อใคร ซึ่งผมชอบมากๆในการเดินทางครั้งนี้

เราเดินทางมาถึงในเวลาเที่ยงตรง เข้าใจว่า delay นิดหน่อย แต่ลงมาก็พบกับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก นศ.และ อาจารย์จาก ม.ขอนแก่น

เราแวะกินข้าวกันที่ร้านใกล้ๆสนามบิน เป็นร้านที่ดูไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ความสะอาด ความเรียบร้อยและความรวดเร็วในการให้บริการ สมกับเป็นร้านที่เจ้าถิ่นชวนมากิน

โดยระหว่างรับประทานอาหาร เรื่องที่เราคุยแลกเปลี่ยนกันคงหนีไม่พ้นเรื่องเทคโนโลยี กับความเป็นไปได้ในอนาคต ทั้งใน และ นอกประเทศ ซึ่งก็โยงไปถึงเรื่องของ สังคม และการสนับสนุนจากภาครัฐ และภาคเอกชน

และนี่คือจุดที่สองที่ผมชอบ คือ การเดินทางมาพร้อมกับคนเก่งๆ และได้พบกับคนเก่งๆ นั้นทำให้เราได้รับความรู้ที่สุดยอดไปในตัวตลอดการเดินทาง

คนเก่งนั้นเราสามารถรู้ได้ ไม่เพียงจาก “คำตอบ” ที่เค้าตอบออกมา แต่รวมไปถึงการ “ตั้งคำถาม” ที่เค้าถามมาด้วย ดังนั้นในการสนทนาแต่ละครั้ง การได้อยู่ร่วมกับ professionals ถือว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง

โดยเฉพาะการได้พูดคุยกับ อ.เดฟ ตลอด 3 วันที่ผ่านมา (รวม trip เชียงใหม่) เหมือนผมได้อยู่ในงานสัมมานาดีดีงานหนึ่ง

เกือบบ่ายสอง ซึ่งเป็นเวลานัดหมาย พวกเราเดินทางออกจากร้านอาหาร เพื่อมุ่งไปยัง มหาวิทยาลัยขอนแก่น

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

พื้นที่อันกว้างขวางของ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ม.ขอนแก่นมีพื้นที่ถึง 5,500 ไร่ กว้างใหญ่จนนึกภาพไม่ถูก อากาศในวันนี้ดีมากๆ นศ.ที่มารับเราบอกว่า มันไม่ได้เป็นเช่นนี้บ่อย เหตุที่อากาศเย็นเพราะฝนเพิ่งตก ปกติแล้วอากาศที่นี่ร้อนตับแตก

การบรรยาย + inform นศ.เกี่ยวกับโครงการ true incube เริ่มต้นเวลาประมาณเกือบบ่าย 3 ด้วยการต้อนรับจาก ผ.ศ. อนัตต์ เจ่าสกุล ผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ ม.ขอนแก่น เป็นอย่างดี ในด้านสถานที่และอาหาร ยอมรับว่าประทับใจมาก

เริ่มต้นการเปิดตัวงานด้วย introduction และข้อมูลของงานประมาณ 30นาที เป็นปกติ

จากนั้นจึงเป็นการบรรยายแบบ “ถาม-ตอบ” เรื่องราวโดยมากก็เป็นเรื่องของประสบการณ์การเริ่มต้นธุรกิจ อุปสรรค์ และส่ิงที่ได้พบระหว่างการ run business

บรรยายกับ true incube

บรรยากาศการบรรยาย

ทั้งนี้ก็เพื่อให้ นศ.เห็นภาพใหญ่ๆว่า การเป็นเจ้าของกิจการนั้น มันเป็นเรื่องท้าทาย และเต็มไปด้วยวินัย และความรับผิดชอบ การรู้จักคำว่าสู้ ไม่ว่าจะสู้กับตัวเองหรือสถานการณ์รอบข้าง เพื่อน สังคม และครอบครัว การให้ความเข้าใจว่าการเป็นเจ้าของกิจการไม่ใช่อะไรที่สบาย หรือ ร่ำรวย โดยเฉพาะในช่วงแรกที่น่าจะเป็น ช่วงเวลาที่ยากลำบากและเหนื่อยที่สุดของการเป็น StartUp

แต่การบรรยายไม่ได้น่าเบื่อเลย.. จากเดิมที่ผมคิดว่าผมเป็นคนที่บรรยายตลกอยู่แล้ว งานนี้เจอ อ.เดฟเข้าไป ฮายิ่งกว่าผม 2.5 เท่า.. หนึ่งคำถามที่ถาม เราตอบประมาณเกือบครึ่งชม. นศ.ทั้ง ม.ข.เลยเหมือนมานั่งดูตลก ที่ได้พร้อมแรงบันดาลใจ ไอเดีย และประสบการณ์ดีดี

Feedback ที่ได้จึงดีมากๆ นศ.หลายคนไปบ่นกับเพื่อนว่า “แกน่าจะมาฟัง เสียดายมาก”, “แกไม่น่าเดินออกไปก่อนเลยน่าจะอยู่ฟัง” พาลให้เราคิดไปไกลว่า ถ้าเราจัด StartUp Comedian ขึ้น น่าจะเป็นเรื่องดีมากๆๆๆๆๆ เพราะส่วนตัวก็เชื่อว่า คนที่สามารถเล่าประสบการณ์อันโชกโชนของตัวเองได้สนุกแบบนี้คงมีไม่น้อย และจะเป็นเรื่องดีที่จะเปลี่ยน mind set ของคนที่คิดว่า การตั้งบริษัท หรือการเริ่มอะไรใหม่ๆ นั้นเป็นเรื่องง่าย ให้ realistic มากขึ้น

เราอยู่ที่ ม.ข. ตั้งแต่บ่ายสอง จนถึงหกโมงเย็น จริงๆการบรรยายจบตั้งแต่ 5โมงเย็น แต่เราออกมานั่งคุยกันต่อกับ นศ.นอกรอบ นั่งกันยาว คุยกันไปเรื่อย จากนั้นจึงแยกย้าย

อย่างที่ได้บอกไปตอนต้นว่า ขอนแก่นเป็นจังหวัดที่ผมไม่เคยเดินทางมาเลย ดังนั้นวิวข้างทางตลอดการเดินทางจึงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก

ไดโนเสาร์น่าจะเป็น มาสคอต ของที่นี่ เพราะมองไปที่ไหนก็เจอ ตั้งแต่หน้าสนามบิน ตามสี่แยก แม้กระทั่งต้นไม้ยังตัดให้เป็นรูปไดโนเสาร์ ทำให้รู้สึกว่าเมืองนี้น่ารักดี

ไดโนเสาร์ ขอนแก่น

เราเดินทางถึงโรงแรมพูลแมนประมาณ 1 ทุ่มตรง นัดเจอกันอีกทีเพื่อทานข้าวเวลา 2ทุ่ม ผมไม่รอช้า ไหนๆมาถึงเมืองเค้าแล้ว จะไม่เดินเล่นชมเมืองซะหน่อยคงจะเป็นเรื่องน่าเสียดาย ดังนั้นผมจึงรีบจัดการเก็บกระเป๋าเข้าห้อง ล้างหน้าล้างตา รีบลงมาเดินชมเมืองด้านล่าง

ศาลหลักเมืองคือสถานที่ที่สำคัญและสวยงามมากๆ และมันใกล้ที่พักขนาดที่ผมพอจะเดินไป-กลับให้ทันภายในเวลา 45 นาที

ศาลหลักเมือง จ.ขอนแก่น

การได้เดินชมเมือง ไหว้พระ และไปยืนดูหนังกลางแปลงที่มีเสียงพูดเป็นแบบ local สุดๆ มันช่างได้อารมณ์ยิ่ง การที่ได้ดูวิถีชีวิตของคนที่นี่โดยไม่ได้แวะตามสถานที่ท่องเที่ยวเลยนั้น ทำให้คิดว่า ขอนแก่นนี่อาจจะเป็นเมืองที่น่าอยู่ มากกว่าน่าเที่ยวแหะ

หนังกลางแปลง

หนังกลางแปลงข้างๆ ศาลหลักเมือง จ.ขอนแก่น

สองทุ่มคือเวลานัดหมาย .. ผมนั่งอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรม ฟังสามสาวเล่นเปียโน และร้องเพลง (ส่วนอีกคนไม่รู้ว่ามายืนทำอะไร) ผม text บอกทุกคนใน group ว่า “I’m at the lobby, listening to 3 girls with a piano” ไม่นานนักทุกคนก็มาพบกัน แล้วเราจึงเดินทางออกไปหาอาหารเย็น

การได้เดินชมเมือง ไปทานอาหารที่ตลาดต้นตาล ทำให้เรารู้สึกว่า ทาง true และ อ.เดฟ คิดไม่ผิดเลยที่พุ่งมาที่จังหวัดนี้ ที่นี่ความเจริญ และความพร้อมด้านความรู้ ผู้คนคน และ ชุมชนนั้น เหมาะที่จะทำให้คนมีไฟ มีความรู้ ได้จุดประกาย

ตลาดต้นตาล

ตลาดต้นตาล

ความเจริญไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะทำให้ Startup นั้นเกิดขึ้นได้ แต่มันอาจจะต้องผสมกับความ “นิ่ง” แบบไม่ชุลมุนวุ่นวาย ไม่แก่งแย่งกันทำมาหากิน และไม่ปวดหัวกับรถติด ความนิ่งจะทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ได้คิด ได้ตกตะกอน ซึ่งเหล่านี้เราไม่สามารถหาได้จากกรุงเทพฯ

การไปเยือนขอนแก่น และ เชียงใหม่ แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำให้รู้สึกไม่อยากจะกลับมากรุงเทพเลยจริงๆ ^^

ขอบคุณผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ อ.เดฟ, วิคเตอร์, และ คุณโค๊ก นะครับ สนุกจริงๆ คราวหน้าเราไปกันอีกครับ !!

ปิดท้ายด้วยสภาพการทำงานระหว่างเดินทาง.. แค่ iPad กับ wireless keyboard ก็ทำอะไรได้มากพอสมควรแล้วครับ

เอกลักษณ์การออกแบบหนังสือพิมพ์ Financial Times

April 25, 2013 Design, My View Comments

ในบทความที่แล้ว เราได้นำเสนอเอกลักษณ์ภาพกราฟฟิคเฉพาะตัวของหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal (www.wsj.com) ที่ใช้เทคนิคการวาดภาพ portrait บุคคลในข่าวแบบ Hed-cut ไปแล้ว (http://www.blog72.net/2013/04/17/newspaper-design-wsj-ft-1) คราวนี้เราจะมาพูดถึง เอกลักษณ์ของหนังสือพิมพ์อีกหัวซึ่งอยู่ในกลุ่มหนังสือพิมพ์กลุ่มเดียวกัน

หนังสือพิมพ์ Financial Times (www.ft.com)

Financial Times หนังสือพิมพ์ที่โด่งและเป็นที่นิยมมากทั่วโลก มีคนอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนี้วันละ 2ล้านคนโดยประมาณ (Wall Street Journal มีคนอ่านวันละ 3 ล้านคน) และใน 2ล้านคนนั้น เป็นนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ และผู้ที่มีอำนาจใจการตัดสินใจ

หนังสือพิมพ์ Financial Times นั้นมีจุดเด่นอยู่ที่ “สี” ของกระดาษ ซึ่งสีของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ บางคนก็บอกว่าเป็นสีออกส้มๆ แต่หลายคนบอกว่า นี่คือสีชมพู!

สีชมพูที่ว่านี้ เค้าเรียกกันว่าเป็นสีชมพูปลาแซลมอน (Salmon Pink)

ภาพ: หนังสือพิมพ์ Financial Times ฉบับปัจจุบัน http://www.politicshome.com/uk/article/76964/

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากเราจะถามคนทั่วไปว่า นึกถึงอะไรเมื่อพูดถึง Financial Times แล้วเค้าตอบว่า สีชมพูของกระดาษที่ไม่เหมือนใคร

และแม้ว่าจะเป็นสีที่สวยเด่นขนาดนี้ แต่แท้จริงแล้ว หนังสือพิมพ์ Financial Times ไม่ได้ใช้กระดาษสีนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1888 ที่ก่อตั้ง

Financial Times เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1888 ด้วยการเป็นหนังสือพิมพ์ 4 หน้า ตีพิมพ์บนกระดาษสีขาวเหมือนเจ้าอื่นๆ กระดาษขาวธรรมดา พิมพ์ด้วยหมึกดำ โดยมีคนอังกฤษที่เป็นนักการเงิน การธนาคารกลุ่มเล็กๆ เป็นผู้อ่านหลัก

แต่ปัญหาของหนังสือพิมพ์เมื่อวางเรียงๆกันอยู่ในชั้นหนังสือก็คือ ผู้ซื้อจะมองหายาก หาไม่เจอ เพราะความที่แต่ละฉบับก็ดูเหมือนๆกันไปหมด

ด้วยเหตุผลทางการตลาดที่ทาง FT ต้องการทำให้หนังสือพิมพ์ของตนเองโดดเด่น การเปลี่ยนกระดาษจากเดิมสีขาว ให้กลายเป็นกระดาษสีชมพูปลาแซลมอนนั้นจึงเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1893 หรือ 5 ปี หลังจากฉบับแรก

ภาพ: หนังสือพิมพ์ Financial Times ในปี ค.ศ. 1888 (http://en.wikipedia.org/wiki/Financial_Times)

อย่างที่ทาง FT เขียนไว้ในเว็บไซต์ของตัวเองว่า “To differentiate it from its rival, the Financial News, the FT switched to its distinctive shade of salmon pink” (http://help.ft.com/newspaper-delivery/about-the-newspaper)

และนั่น ก็ทำให้หนังสือพิมพ์ FT ดูโดดเด่นกว่าหนังสือพิมพ์คู่แข่งฉบับอื่นๆ บนแผงหนังสือได้จริงๆ ทำให้ผู้ซื้อสามารถแยกหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ออกจากแผงได้อย่างชัดเจน เห็นง่าย หยิบง่าย ก็ซื้อง่าย!

สีชมพูแซลมอน วันนี้กลายเป็น identity ของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไปแล้ว นอกจากทาง Financial Times จะต้องคงไว้ซึ่งสีเอกลักษณ์นี้บนกระดาษแล้ว ยังคงต้องใส่สีชมพูแซลมอนให้กับเว็บของ Financial Times (www.ft.com) อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการให้ความสำคัญต่อเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครนี้ อย่างแท้จริง

financialtimes-website

ภาพ: เว็บไซต์ Financial Times (www.ft.com) 

เห็นแบบนี้แล้ว หนังสือพิมพ์ของไทยน่าจะทำบ้างนะครับ

Reference:
The Financial Times – http://help.ft.com/newspaper-delivery/about-the-newspaper
The New York Times: That Indescribable Pink of The Financial Times – http://mediadecoder.blogs.nytimes.com/2012/10/07/that-indescribable-pink-of-the-financial-times/
Financial Times – Wikipedia – http://en.wikipedia.org/wiki/Financial_Times 

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

AdSense
– ระบบการโฆษณาบน Google
— WEB101 by rgb72

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus