Pre-rgb72
In U.S.A
ย้อนกลับไป ประมาณปี 1998 ที่ New York, U.S.A. ตอนนั้นผมทำงานอยู่กับ Marthastewart บริษัทยักษ์ใหญ่ของผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Martha Stewart ที่มากด้วยความสามารถ ทั้งในด้านการจัดการ การทำงานฝีมือต่างๆ ถือเป็นแหล่งความรู้ชั้นดีให้กับผู้หญิงในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การจัดสวน แต่งบ้าน ทำอาหาร ทำขนม หรือแม้กระทั่งการซ่อมบ้านด้วยตัวเองในสไตล์แม่บ้าน Martha มีรายการโทรทัศน์เป็นของตัวเอง มีสื่อทางวิทยุ แมกกาซีน หนังสือ และแน่นอน…เว็บไซต์
ออฟฟิศ Marthastewart นั้น เหมาชั้นทั้งชั้นของบนตึกใจกลางเมือง New York ภายในจะถูกแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน เช่น ส่วนของฝ่ายจัดดอกไม้ที่คอยเอาดอกไม้แห้งมาตกแต่งให้สวยงาม หรือ ฝ่าย D.I.Y. ที่คอย research ว่าจะดัดแปลงเฟอร์นิเจอร์เก่าให้สวยได้อย่างไร ผมเคยถามคนในแผนกนั้นว่า ของที่ใช้ลงแมกกาซีนเรียบร้อยแล้วนั้น เค้าเอาไปไว้ไหน ทีมงานบอกว่า หลายอย่างก็ไปถูกจัดไว้สวยๆ ในบ้านของ Martha เอง น่าอิจฉาเธอจริงๆ
ส่วนที่นั่งทำงานของผมนั้น ถูกแบ่งเป็นโซนที่เรียกว่า Omnimedia ซึ่งเป็นโซนที่จัดไว้สำหรับทีมเว็บไซต์โดยเฉพาะ และในช่วงนั้นถือเป็นช่วงที่เทรนด์เว็บไซต์กำลังมาแรง การที่ทาง Martha มีแผนกนี้ขึ้นมา ถือว่าเป็นการพัฒนาที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะในช่วงนั้นหลายคนยังไม่แน่ใจกับอินเตอร์เน็ทว่าเป็นอย่างไรและจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่สำหรับ Martha เว็บไซต์ Marthasflowers ที่ผมทำนั้นเป็นเว็บไซต์ที่ 2 แล้ว และถือเป็นเว็บไซต์แรกที่พร้อมจะสร้างรายได้ด้วยระบบ e-commerce จากการขายดอกไม้ผ่านอินเตอร์เน็ท
ทีมงานแผนกของผมมีอยู่ประมาณ 6-7 คน มี Designer หลักเป็นคนสิงคโปร์ ซึ่งในช่วง 2 อาทิตย์ที่ได้ทำงานที่นั่น เหมือนเป็นการทดสอบด้วยว่า ทาง Martha ต้องการที่จะรับผมให้เป็นพนักงานประจำ และออกวีซ่าทำงานให้หรือไม่
ขอชี้แจงข้อเท็จจริงก่อนว่า การจะได้วีซ่าทำงานในอเมริกานั้นถือว่ายากมาก มีไม่กี่บริษัทที่ยอมออกวีซ่าทำงานให้กับคนต่างประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่แค่ไหนก็ตาม ในช่วงก่อนที่ผมจะได้มาทำงานกับ Marthastewart นั้น ผมได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์งานกับหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็น Fox News, MTV และบริษัทเว็บไซต์มีชื่อเสียงหลายที่ ซึ่งส่วนใหญ่ต่างก็ให้การตอบรับในตัวงานของผมเป็นอย่างดี แต่เมื่อบริษัทรู้ว่าผมไม่มีสัญชาติอเมริกัน เค้าก็ปฏิเสธที่จะรับผมเข้าทำงาน เพราะบริษัทเหล่านั้นไม่มีนโยบายที่จะออกวีซ่าทำงานให้กับคนต่างชาติ
การออกวีซ่าทำงานให้คนต่างชาติ ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบริษัทในอเมริกา เพราะนอกจากบริษัทจะต้องรับผิดชอบในตัวพนักงานต่างชาติคนนั้นแล้ว บริษัทยังต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกจำนวนไม่น้อยให้กับรัฐบาลในการที่จะมีพนักงานคนนั้นด้วย ดังนั้นหากพนักงานคนนั้นไม่ได้มีคุณค่าหรือสร้างประโยชน์ที่มากพอให้กับบริษัท บริษัทจึงมีนโยบายเลือกคนที่มีสัญชาติอเมริกันมาทำงานให้จะง่ายกว่า
กลับมาที่ Marthastewart งานเว็บไซต์ Marthasflowers ที่ผมได้รับมอบหมายให้ทำนั้น ถือว่าเป็นครั้งแรกของผมที่ได้ออกแบบเว็บไซต์ที่มี scale ขนาดใหญ่และมีผู้เข้าชมสูงมากในอเมริกา แม้จะเป็นการออกแบบแค่ 2 หน้า แต่ผมกลับใช้เวลาถึง 2 อาทิตย์ และเป็น 2 อาทิตย์ที่ผมทำงานที่หนักและลงรายละเอียดลึกมาก ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดสี กำหนด Fonts กำหนด Theme หลัก และ Guideline เพื่อให้เป็นแนวทางที่ชัดเจนสำหรับใครก็ตามที่จะมาสานต่อและทำ design หน้าต่อๆ ไปจากนี้
การทำงานที่ลงรายละเอียดมากมายเช่นนี้ เท่ากับเป็นการฝึกผมให้ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด สิ่งที่ได้ design ออกไป ทุกจุด ทุกรายละเอียดจะต้องมีความหมาย มีเหตุผลและที่มาของการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลด้านความสวยงามหรือการใช้งาน ยกตัวอย่าง เช่น การเลือกใช้ Font และสี Font ต้องสามารถบอกได้ว่า ทำไมถึงเลือกใช้ Font แบบนี้ เพื่อความสวยงามหรือเพื่อให้เข้ากับตัวผลิตภัณฑ์ การเลือกสี Font ก็ต้องดูว่าผู้ใช้งานสามารถอ่านได้ง่ายหรือไม่ ต้องรู้จักคิดเผื่อว่าถ้าผู้ใช้งานเป็นคนมีอายุต้องใช้สีที่เข้มหน่อย ซึ่งทำให้บางครั้งก็ขัดกันกับความสวยงาม หรือการเลือกขนาดของ Font ว่าจะใช้ตัวเล็กหรือใหญ่ หนาหรือบาง ทั้งหมดนี้จะต้องคิดออกมาโดยละเอียดเพื่องานที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งนี้จะนำมาซึ่งข้อดีสองข้อคือ ข้อหนึ่ง ทำให้งานสามารถถูกออกแบบต่อโดย designer คนไหนก็ได้ ที่เพียงแค่มาอ่านลายมือที่ถูกจัดระเบียบไว้อย่างดีแล้วนั้น ก็จะสามารถทำงานต่อได้อย่างไม่ยากเลย และข้อที่สองคือ ช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้งานของผู้เยี่ยมชมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นความง่ายในการอ่าน การค้นหาข้อมูล หรือแม้กระทั่งความสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์ไปสู่ผู้อ่านจาก สี และ layout ในการจัดวางตัวอักษร
หลังจากการออกแบบ 2 อาทิตย์นั้น ทาง Marthastewart ตัดสินใจออกวีซ่าทำงานให้กับผม ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีมากและเป็นโอกาสดีที่ผมจะได้อยู่ที่อเมริกาต่อไป แต่ในขณะนั้นผมกลับเบื่อชีวิตในอเมริกา จึงตัดสินใจบอกกับทาง Marthastewart ว่าจะกลับมาต่อวีซ่าที่เมืองไทยและจะกลับไปทำงาน แต่เมื่อได้กลับมาเมืองไทยแล้ว ผมได้เปลี่ยนใจไม่กลับไปอเมริกาอีก
การหนีกลับมาอยู่เมืองไทยโดยไม่ได้แจ้งใครล่วงหน้าเลยนั้น สร้างผลกระทบให้กับคน 2 กลุ่ม หนึ่งคือทีมงาน Omnimedia ที่ Marthastewart เพราะทางทีมงานเพื่อนชาวสิงคโปร์นั้น ได้ให้ความช่วยเหลือผมอย่างเต็มที่ในการขอผู้ใหญ่ให้จ้างและออกวีซ่าให้ผมได้ทำงานที่นั่น แต่ผมเองกลับเป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่กลับไป ทำให้เค้าต้องเสียเครดิตเป็นอย่างมาก
คนกลุ่มที่สองก็คือพี่สาวของผมเอง เนื่องจากตอนอยู่ที่ New York ผมกับพี่สาวได้แชร์กันเช่าอพาร์ทเมนท์อย่างดีในย่านหรูใจกลางเมือง Manhattan เป็นทำเลที่ถือว่าสำคัญที่สุดทางธุรกิจของ New York ขนาดที่ว่าจากอพาร์ทเมนท์ผมสามารถเดินไปตึก World Trade Center ด้วยเวลาเพียงแค่ 5 นาที และอีก 5 นาทีก็จะถึงถนน Wall Street ที่เต็มไปด้วย Broker และนักเล่นหุ้นตัวยง ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ย่านที่ผมอยู่นั้นมีความปลอดภัยสูง และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ค่าเช่าอพาร์ทเมนท์แห่งนี้สูงลิบลิ่วถึง 150,000 บาทต่อเดือน (ราคาเมื่อเทียบกับค่าเงินอเมริกาตอนนั้นคือ 40บาทต่อ 1เหรียญ)

ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นหนึ่งในสองตึกที่ถูกวงไว้ตรงนี้

บรรยากาศสวนหลัง apartment หากเลื่อนไปทางขวาอีกนิดหนึ่งจะเห็นเทพีเสรีภาพพอดี
การตัดสินใจกลับมาเมืองไทยในครั้งนั้นของผมทำให้พี่สาวต้องแบกรับภาระค่าเช่าอพาร์ทเมนท์เพียงคนเดียว ที่แค่ค่าเช่าอย่างเดียวก็ทำให้เค้าแทบที่จะไม่มีเงินเหลือทำอะไรแล้ว และตอนนั้นผมเองก็ทำไม่ได้มีเงินมากมายพอที่จะส่งไปช่วยเค้าเลย ผมจึงถือโอกาสนี้ ขอโทษพี่สาวคนที่สองของผมเป็นอย่างมากมา ณ ที่นี้ด้วย
และตอนก่อนที่ผมจะกลับมาเมืองไทยนั้น ผมได้รับการติดต่อจากผู้ชายคนหนึ่งที่เขียนอีเมล์มาหาผมว่า เค้าเป็นอาจารย์อยู่ที่ UCLA (University of California Los Angles) ชื่อ Patrick
พี่ Patrick ที่ต่อมาเป็นได้เปลี่ยนสถานะเป็นเจ้านายผู้ดูแลผมเป็นอย่างดี และมีงานให้ทำอย่างสนุกสนานตลอดเวลาในช่วงแรกที่อยู่เมืองไทย พี่ Patrick e-mail จาก California มาหาก่อนที่ผมจะกลับมาเมืองไทยได้เพียงแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น เค้าบอกว่า เค้าสนใจในงานที่ผมทำมากๆ และต้องการจะไปเปิดธุรกิจที่เมืองไทยพอดี ดังนั้นจึงอยากชวนมาร่วมงานกัน








Pingback: Tweets that mention ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart | blog72 -- Topsy.com