ในยุคที่อินเตอร์เน็ทและสื่อออนไลน์เพิ่งเริ่มต้น หลายคนเห็นว่าเป็นสื่อใหม่ เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และน่าลงทุน ประกอบกับความสามารถของมันที่สามารถส่งผ่านรูปภาพ เสียง วิดีโอ และภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ส่งผลให้ธุรกิจนี้ เฟื่องฟู โด่งดัง เหมือนเป็นของเล่นใหม่ของนักธุรกิจ มีเว็บไซต์เกิดขึ้นใหม่ทุกวัน มีการทำโฆษณากันอย่างจริงจัง มีการลงทุนมากมาย ทั้งสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งรูปแบบของเว็บที่ทำออกมา มักจะเป็นเว็บ portal ซะส่วนใหญ่ คนที่ทำเว็บท่าในสมัยนั้น ก็อาจจะทำไปตามกระแส อาจจะยังไม่สามารถประเมินอนาคตได้ว่าจะหัวหรือก้อย จะดีหรือร้ายอย่างไร
การเข้ามาซื้อ Sanook.com โดย mweb และการเข้ามาซื้อกิจการของคนไทยโดยชาวต่างชาติ เป็นเหมือนเทรนด์ที่ทำให้คนไทยหลายคนเชื่อว่าวงการอินเตอร์เน็ทในตอนนั้นต้องรุ่งแน่ๆ ใครทำก็รวย ยิ่งถ้าโดนซื้อด้วยแล้วนั้น ต้องรวยยิ่งกว่าถูกล๊อตเตอรี่ สร้างความน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง โดยส่วนตัวผมเองก็ยังไม่รู้เช่นกันว่า การโหมสร้างเว็บใหม่ๆ และการโปรโมทอย่างรุนแรงทุกวันๆ ในช่วงนั้น จะทำให้รุ่งได้จริงอย่างว่าหรือไม่
แต่ที่แย่ไปกว่านั้น ในช่วงแรกผมเองยังไม่รู้จักคำว่า web portal หรือ เว็บท่า ที่ว่านั้นเลย
จำได้ว่า ในช่วงที่ Sanook.com เพิ่งโดนซื้อกิจการไปใหม่ๆ ทีมงานหลายคนดีใจ หลายคนผิดหวัง หนึ่งในคนกลุ่มหลังนั้นเป็นคนผมรู้จักกันมาพอสมควร รู้จักกันทางออนไลน์นี่แหละ (ต้องของบอกไว้ก่อนว่า ในช่วงแรกๆนั้น คนที่เล่นอินเตอร์เน็ทมีเพียงแค่หยิบมือ แทบจะรู้จักกันไปหมด) เธอเข้ามาบอกผมด้วยการ Chat ว่า เธอมีไอเดียดีดีในการทำเว็บ นั่นคือเธอจะทำเว็บ portal
ผม งง ครับ .. ไม่รู้จักเว็บ portal
เธอบอกว่า เป็นเว็บรวมข้อมูลเยอะๆ ข่าวสารต่างๆ มากมายเหมือน sanook.com น่ะ
ตอนนั้นผมอยู่อเมริกา เข้าเว็บ sanook บ้างบางครั้ง แต่ก็ไม่ได้บ่อยมาก แล้วก็ยังไม่ได้เห็นว่า sanook มีอะไรที่น่าสนใจ ซ้ำยังคิดว่า จะทำเว็บ portal แล้วจะอัพเดทข้อมูลกันไหวหร้อออ.. เลยตอบเธอไปว่า
“เราไม่แน่ใจนะว่ามันจะ work รึเปล่า ไม่รู้เหมือนกัน โดยเฉพาะชื่อที่เธอคิดขึ้นมา ฟังแล้วไม่ค่อยถนัดหูยังงัยชอบกล”
เธอไม่ฟังเสียงผม (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมาถามทำไม) มุ่งมั่นทำเว็บ portal ที่เธอคิดว่าแน่ ต่อไป ส่วนผมก็ได้แค่ช่วยทำ logo แบบไม่เป็นทางการให้เธอไปก่อน ถือว่าเรามีความสามารถในการทำ Photoshop ก็ช่วยๆกัน
เว็บไซต์ที่ว่านั้น ชื่อ.. “mthai.com” ครับ เว็บที่ปัจจุบันนี้ติดลมบนไปแล้วแบบไม่ต้องสงสัย ขึ้นอันดับ Top10 เว็บไซต์ที่มีคนรู้จักมากที่สุดในประเทศไทย แทบจะทุกคนที่เล่นอินเตอร์เน็ทต้องรู้จักเว็บนี้
ท้าวความมาซะเยอะก็แค่จะบอกว่า ช่วงเวลาขณะนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าตัวเองจะดีหรือร้ายอย่างไร สิ่งที่เดียวที่คิดขึ้นได้ก็คือ เราจะทำเพราะว่าเราอยากจะทำ เราทำเพราะเราสนุก ไม่ได้คิดถึงเงิน หรือ กำไรแต่อย่างใด การทำเว็บในช่วงแรกเหมือนเป็นงานอดิเรกของกลุ่มคนเนิร์ดๆ ที่ทำเว็บตัวเองบ้าง และช่วยคนอื่นบ้าง
แต่กลุ่มนักลงทุน นักธุรกิจต่างๆ ไม่ได้คิดเช่นนั้น
บริษัทไทยหลายบริษัทถูกซื้อโดยเงินทุนจากต่างชาติมากมาย ไม่ได้จำกัดแค่เว็บ portal เท่านั้น แต่รวมไปถึงบริษัททำเว็บ หรือที่เราเรียกว่า web production house อย่าง rgb72 ด้วย นักธุรกิจบางรายเข้ามาร่วมทุน บางรายทำสัญญา outsource แบบผูกมัดเพื่อรับงานจากต่างประเทศเท่านั้น บางรายก็แค่เป็น outsource เฉพาะบางโปรเจค
ดังนั้นหากการเปิดบริษัทมาแล้ว 10ปี จะบอกว่าไม่มีใครคิดจะมาซื้อ rgb72 เลยก็คงน่าเสียใจอยู่
ในช่วงที่เราเดินทางมาได้ประมาณห้าปี มีบริษัทใหญ่ยักษ์จากอเมริการายหนึ่ง อีเมล์ติดต่อเราเพื่อขอนัดเข้าไปพบอย่างเป็นทางการ โดยมีจุดประสงค์ในการพูดคุยกันอย่างชัดเจนว่า เป็นการพูดคุยเพื่อหากำลังเสริมในการผลิตงานออนไลน์ โดยเล็งเป้าหมายไว้ที่ประเทศไทย ใช้คนไทย โดยทั้งหมดนี้ก็เพื่อความประหยัดด้านค่าใช้จ่าย
บริษัทนี้มีชื่อว่า Schematic (http://www.schematic.com)
Schematic เป็นบริษัทออนไลน์ขนาดใหญ่มากในอเมริกา ณ ช่วงเวลานั้น เขาบอกผมว่าเขามีพนักงานมากกว่า 200 คน ซึ่งตอนนั้นทำเอาผมแทบตกเก้าอี้ ไม่รู้ว่าบริษัท ออน์ไลน์ที่ทำงานกัน 200กว่าคนนั้น มันหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วมันมีอะไรให้ต้องทำกันขนาดนั้น ไหนจะเป็นการควบคุมคุณภาพงานอีก แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว
ส่วนลูกค้าของ Schematic นั้นก็มีมากมาย เช่น National Geographic, AOL Time Warners, Warner Bros ซึ่งเหล่านี้เป็นลูกค้าระดับยักษ์ของอเมริกา และนั่นแสดงให้เห็นว่า Schematic นั้น ยิ่งใหญ่อย่างที่เค้าว่ามาจริงๆ
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากๆ เกี่ยวกับ Schematic ก็คือสไตล์งานของเค้า ที่เน้นความเรียบง่าย แต่สวยงาม การเคลื่อนไหวในงาน animation ที่ smooth มากๆ การใช้สีสัน การเล่นแสงที่เห็นแล้วคิดว่า สไตล์งานแบบนี้ เหมือนงานของ rgb72 เลยจริงๆ (ตอนนั้นก็คิดไปซะไกล แต่ก็คิดว่ามันเหมือนกันจริงๆอ่ะ)
เรานัดพบกันที่โรงแรม โอเรียลเต็ล ผมได้พบกับ Trevor Kaufman, CEO และ Nick Worth, President ของ Schematic สองท่าน การพูดคุยเป็นไปอย่างเรียบง่าย สบายๆ คุยกันเกี่ยวกับบริษัท rgb72 บ้าง บริษัท Schematic บ้าง โดยรวมแล้วก็เป็นการพูดคุยเพืี่อทำความรู้จักกันในเบื้องต้น และหาหนทางว่า เราจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร
บทสรุปของวันนั้นก็คือ ทาง Schematic จะทดลองด้วยการเริ่มส่งงานบางตัวมาให้ rgb72 ได้ลองทำดู ซึ่งหากทุกอย่าง OK ดี ไม่มีปัญหา ก็มีโอกาสที่ดีที่จะได้ทำงานอย่างจริงจังกันมากขึ้นต่อไป
แต่เมื่อได้ลองเริ่มต้นด้วยงานแรก นั่นคือการทำ banner โฆษณาให้กับหนังภาพยนตร์สองเรื่องดังของ Hollywood, ภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter และ ภาพยนตร์เรื่อง Firewall นำแสดงโดย Harrison Ford พบว่ามีปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสาร เรื่องของเวลาทำงานที่ไม่ตรงกัน และแน่นอน เรื่องของราคา
บริษัทต่างชาติก็หวังว่าจะได้ของราคาถูก เราเองก็หวังว่าจะได้ทำงานในราคาที่สูง แต่ผลกลับเป็นว่า เราได้เงินค่าแรงสูงกว่าทำงานให้คนไทยไม่ถึง 20% ดังนั้นเมื่อต้องแลกกับการทำงานต่างเวลา การสื่อสารที่ยากมากมาย เราจึงตัดสินใจขอถอนตัว
หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น rgb72 ก็ได้รับการติดต่อจากบริษัทต่างชาติเข้ามาอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ถือว่ามากมากนัก และปัญหาเดิมๆก็ยังคงมีอยู่
ผมจึงคิดว่า เราเองอาจจะเป็นบริษัทไทยๆ ที่เกิดมาเพื่อทำงานให้คนไทย ที่ชอบทำงานสไตล์ไทยๆ สนุกสนาน ขำไปวันๆ แต่ก็มีจริงจังแทบบ้าในหลายๆครั้ง ก็เป็นได้







Pingback: update being72 / ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ | blog72