การรับคนเข้าทำงาน ของแต่ละบริษัทจะมีแนวทาง กฎเกณฑ์ และวิธีที่แตกต่างกันไป ผมเคยอ่านสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัทใหญ่เล็กหลายที่ บางที่บอกว่า เค้าให้ความสำคัญกับวิถีการใช้ชีวิต หรือที่เรียกว่า Lifestyle ว่ามีวิถีการใช้ชีวิตที่เหมือนกันมั้ย เหมาะกับองค์กรเรามั้ย เพราะแต่ละองค์กรก็มีวิถีการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน ผู้บริหารท่านนั้นบอกว่า ฝีมือจะเก่งหรือไม่เก่ง เราหัดกันได้ แต่แนวทางการใช้ชีวิตนั้น เราปรับกันไม่ได้
บางที่ก็ให้ความสำคัญกับการศึกษา เกรดการเรียน สถาบันการศึกษาที่จบ เพราะสิ่งเหล่านั้นสามารถบ่งบอกได้ถึงความสามารถ ความฉลาด ความรับผิดชอบ และอาจจะถึงวิถีการใช้ชีวิตด้วยเช่นกัน เนื่องจากบางสถาบัน บางคณะ จะมีลักษณะการใช้ชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ รุ่นพี่ที่รับรุ่นน้อง ก็จะสามารถรู้ได้เลยว่า หากรับรุ่นน้องคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน จะได้คนที่มีความชอบ ลักษณะการทำงาน แนวความคิดที่เหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นบางบริษัทรับแต่คนที่จบมาจากสถานบันเดียวกันเท่านั้น
บางที่มีเกณฑ์การรับคนเข้าทำงานได้น่าแปลกจนที่เป็นร่ำลือไปทั่วโลก ยกตัวอย่าง บริษัทที่เราไม่น่าเชื่อว่าจะใช้วิธีที่แปลกประหลาดขนาดนั้น นั่นคือ บริษัทไมโครซอฟท์ ที่ไมโครซอฟท์มีการร่ำลือว่า ในบางตำแหน่งที่เปิดรับคนเข้าทำงาน จะมีการถามคำถามที่ต้องการคำตอบ เพื่อให้ผู้ตอบ ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในเชิงความคิดสร้างสรรค์ คำถามที่มีก็อย่างเช่น “หากให้คุณออกแบบห้องน้ำให้คุณบิลล์ เกต คุณจะออกแบบมันออกมาเป็นอย่างไร?” หรือ “หากให้คุณต้องย้ายภูเขาไฟฟูจิ คุณจะทำได้อย่างไร” อย่างนี้เป็นต้น เพราะความดังในการตั้งคำถามที่แปลกประหลาดเหล่านี้ ทำให้ถึงกับมีหนังสือชื่อ How Would You Move Mount Fuji?: Microsoft’s Cult of the Puzzle — How the World’s Smartest Companies Select the Most Creative Thinkers โดย William Poundstone ที่เขียนออกมาเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานที่มีเอกลักษณ์ของไมโครซอฟท์กันเลยทีเดียว
ตัวอย่างอีกที่หนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจคือ บริษัทไทยๆ เราอย่างเวิร์คพ๊อยท์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ (Workpoint Entertainment) ครับ บริษัทที่สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพให้กับวงการบันเทิงบ้านเรามากมาย ตั้งแต่รายการชิงร้อยชิงล้าน รายการที่เราแทบจะจำชื่อจริงกันไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่ามีตลกสามช่า หม่ำ เท่ง โหน่ง รายการดีดีอย่าง คุณพระช่วย ที่นำเสนอความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย และรายการ ชิงช้าสวรรค์ ที่สร้างโอกาสให้กับเยาวชนไทยที่หลงรักเพลงไทยลูกทุ่ง และมีความสามารถในการร้อง-เล่นเพลงลูกทุ่ง และอื่นๆอีกมากมาย ผมจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือของคุณประภาส ชลศรานนท์ บุคคลที่เป็นมันสมองของเวิร์คพ๊อยท์ คุณประภาสเขียนตอบ จม.คนคนหนึ่งเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานของเค้าว่า หลายครั้งคำถามที่เค้าถามผู้สมัครงาน เป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสายงานที่มาสมัครเลย เช่น “วันนี้พกเงินมาเท่าไร่” อย่างนี้เป็นต้น ถามทำไมหรอครับ ถามก็เพราะว่าบางทีคำถามแบบนี้ อาจจะบ่งบอกได้ว่าคนๆนั้นมีความละเอียดขนาดไหน หรือคำถาม “รู้มั้ยว่าตอนนี้ในกระเป๋าสตางค์มีธนบัตรใบละยี่สิบบาทกี่ใบ” ก็เช่นกัน
จากทั้งหมดที่พูดมา ทำให้ผมเห็นว่า การที่เราได้รู้จักคนที่จะมาร่วมงานกับเรา ให้ได้มากที่สุด เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แม้คำถามที่ผมถามผู้ให้สัมภาษณ์จะไม่ได้แปลกประหลาดอย่างที่ได้เล่ามาให้ฟังเบื้องต้นแล้วนั้น แต่บางคำถามก็ถาม เพื่อให้ได้รู้ว่า เค้าเป็นคนอย่างไร เช่น “ชอบอ่านแมกกาซีนเล่มไหนมากที่สุด” หรือ “หนังเรื่องล่าสุดที่ดูคือเรื่องอะไร” แน่นอนครับ บางคนก็ไม่ได้ตอบตามความจริง จริงๆแล้วเค้าอาจจะชอบอ่านหนังสือการ์ตูน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่อาจจะพยายามบอกผมว่า เค้าอ่านหนังสือกราฟฟิก หรือ แมกกาซีนต่างประเทศตลอดเวลา เพื่อสร้างภาพ แต่หลายครั้งที่บางคนจะมีอาการล่อกแล่กให้เห็น ทำให้เราพอจะเดาได้ว่าเค้าพูดไม่จริง และนั่นจะทำให้เราได้รู้จักเค้ามากขึ้นไปอีก
ความประทับใจเมื่อแรกพบหรือ First Impression คือสิ่งสำคัญสำหรับผู้สมัครเข้าทำงาน หากเปิดหนังสือจำพวกการเตรียมตัวก่อนไปสมัครงานจะพบว่า เค้าจะให้ข้อมูลในการสร้าง First Impression ได้ไม่แตกต่างกันนัก เป็นต้นว่า ความสำคัญในการพูดจา การเตรียมคำถามที่อาจจะได้พบ และคำตอบที่ควรตอบ หรือ การแต่งกายที่เหมาะสม
และเมื่อพูดถึงการแต่งกาย ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะพูดถึงอีกหนึ่งบุคคลที่สำคัญที่สุดของ rgb72 นั่นคือ “ผู้หญิงที่ผมไม่รับเข้าทำงาน“
มันเริ่มจากการที่ผมไป post ประกาศรับคนเข้าทำงาน กำลังควานหาบุคลากรที่มีคุณสมบัติดีพอที่จะมาเป็นดีไซน์เนอร์หน้าใหม่ของเรา แล้วเธอคนนี้ก็สมัครเข้ามา
ผมดูผลงานของเธอ แล้วพบว่าผลงาน โอเค ดี เป็นที่น่าพอใจ ผมจึงเชิญเธอเข้ามาเพื่อสัมภาษณ์งาน
เธอเข้ามาให้สัมภาษณ์ด้วยชุดเสื้อผ้าที่ดูแปลกประหลาด ต้องขอโทษด้วยที่ผมไม่สามารถอธิบายได้กระจ่างชัด จำได้คร่าวๆว่า เธอสวมชุดยาว เรียบร้อย แต่มีอุปกรณ์ตกแต่งมากมาย ทำที่ทำให้ผมถึงกับอึ้ง
ไม่เป็นไร ผมคิด เราลองคุยกับเธอดูก่อน
เหมือนว่าจะดีขึ้น แต่เปล่าเลย การพูดคุยกับเธอทำให้ผมรู้สึกว่าเธอพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง ผมฟังแล้ว งงๆ แต่ก็ขำดี ถามอะไรไปก็จะตอบมาแปลกๆ เธอตอบไป ขำไป ทำเอาผมคิดขณะที่อยู่ในห้องนั้นว่า ไม่ไหวแน่งานนี้
เมื่อการสัมภาษณ์เสร็จสิ้น เธอเดินออกไปด้วยความเรียบร้อย ผมกลับเข้าห้องประชุมและคุยกับเพื่อน คุณชัยวุฒิ ผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์อีกคนเพื่อถามความเห็นว่าเราควรจะรับเธอมั้ย
“คิดว่างัย?” ผมถาม
ไม่ทันที่วุฒิจะตอบอะไร ผมชิงบอกไปก่อนว่า
“กูไม่เอาอ่ะ..กูคิดว่าน้องเค้าแปลกๆว่ะ“
“แปลกยังงัย” วุฒิถาม
“ไม่รู้ว่ะ กูว่าแปลกๆ แบบว่าแต่งตัวก็แปลก พูดก็แปลก กูว่าจะทำกูมึนเอา“
จำได้ว่าผมตอบประมาณนั้น แต่วุฒิสวนกลับมาว่า
“แต่กูว่า กูเอาว่ะ กูว่าน้องเค้าโอเคดี ใช้ได้“
ผม งง
ผมอึ้งไปนิดนึง เพราะตัวเองคิดว่าน้องเค้าไม่เวิร์ค แต่วุฒิคิดว่า โอเค แล้วเราจะเอาอย่างไรดี สุดท้ายก็คิดว่า ถ้าเราจะตัดสินใจเอง ฟันธงเอง โดยไม่ฟังคนอื่น แล้วเราจะมีคนอื่นไว้ทำไม จะเอาเค้าเข้ามาสัมภาษณ์ด้วยทำไม เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว ผมจึงบอกวุฒิกลับไปว่า
“โอเค ได้ รับก็ได้ แต่มึงเป็นผู้รับผิดชอบน้องเค้านะ ต้องดูแลด้วย“
วุฒิตอบกลับมาว่า “โอเค ได้ ไม่มีปัญหา“
ช่วงแรกของการทำงาน เธอคนนี้อยู่ในตำแหน่งดีไซน์เนอร์ที่เต็มไปด้วยความกดดันมากมาย ความกดดันจากผมเองและจากวุฒิ ที่ต้องการงานที่ดีที่สุด ยอมรับว่า ตอนนั้นผมเองก็ใหม่สำหรับการมีทีมงานในตำแหน่งดีไซน์เนอร์ ความสามารถในการฝึกฝน หรือ ดึงศักยภาพของเค้าออกมานั้น แทบจะไม่มีเลย วันๆจึงได้แต่กดดันให้เธอทำงานให้ได้ดีดี ออกแบบให้ได้สวยๆ จะเอาให้ดีกว่านี้ให้ได้ ทุกวัน ทุกวัน
สุดท้าย ความกดดันที่เธอได้รับ ทำให้เธอต้องขอยอมแพ้ เธอเดินเข้ามาหาผมและขอลาออกในที่สุด
ผมไม่ชอบให้ใครลาออกครับ ถ้าไม่มีเหตุผลที่ดีพอ และสำหรับเธอ เธอบอกว่า เธอไม่เหมาะที่จะรับตำแหน่งนักออกแบบ
ผมถามเธอว่า งั้นลองย้ายมาทำ HTML coding มั้ยล่ะ ผมจะให้คุณอู เป็นคนเทรนให้
สุดท้ายเธอตอบรับ และบอกว่าจะขอลองอีกซักตั้ง
ผู้หญิงคนนี้ชื่อ แอน ปัจจุบันเธออยู่กับ rgb72 มาเกือบ 5 ปีแล้ว โดยมีตำแหน่งเป็นหัวหน้า production มีฝีมือการเขียน HTML coding ที่เป็นเลิศ เรียนรู้เร็วและหัวไวเป็นหนึ่งในผู้นำการเขียน code รูปแบบใหม่ๆ ให้กับทีม rgb72 ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นเขียน DIV tag, HTML 5, CSS3 และอื่นๆอีกมากมาย
Put the right man to the right job หรือจะให้เหมาะอาจจะต้องเป็น Put the right girl to the right job ผมคิดว่าประโยคนี้มันเหมาะกับเธอมาก
การตัดสินใจของวุฒิในวันนั้นมันถูกต้องที่สุด และถ้าวันนั้นผมไม่ฟังเค้า เราก็คงไม่ได้คนเก่งขนาดนี้มาร่วมงาน และถ้าไม่มีการคนเทรนที่ดี ก็คงไม่ได้คนเก่งขนาดนี้เช่นกัน (แม้ว่าเธอจะมีบ่นว่า อู เทรนโดยการโยนหนังสือเป็นตั้งๆที่มีแต่ภาษาอังกฤษล้วนให้เธอก็ตาม)
ผมคิดว่า rgb72 โชคดีมากที่มีคนเช่นนี้อยู่ใน องค์กร
อย่างไรก็ตาม ความโชคดีที่ผมได้คนเข้ามา ก็มีความผิดพลาดที่ผมไม่ได้รับบางคนเข้ามาร่วมงานด้วยเช่นกัน
ครั้งหนึ่งที่ผมสัมภาษณ์คนคนหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติดีพอ ความสามารถในการออกแบบที่ยอดเยี่ยม ความละเอียดของงานที่สุดยอด งานเนียบ สวย แอนนิเมชั่นดี แต่ผมไม่รับ คงจะตอบเหตุผลไว้ตรงนี้ เหตุผลที่แม้กระทั่งเจ้าตัวยังไม่เคยรู้นั่นคือ ผมไม่กล้าจะสู้เรื่องเงินเดือน
คนที่ผมพูดถึงชื่อ เบิ้ล ครับ
เบิ้ลชอบงาน rgb72 มาแต่ไหนแต่ไร ติดตามงานของ rgb72 มาโดยตลอด ถ้าวันหนึ่ง rgb72 จะมีแฟนคลับ เค้าคงไม่พลาดที่จะมาอยู่ลำดับต้นๆของกลุ่ม ผมทำให้เค้าผิดหวังด้วยการไม่รับเข้าทำงาน และสุดท้าย เบิ้ล ได้ไปรวมตัวกับเพื่อนๆเพื่อเปิดบริษัทเป็นของตัวเองชื่อ The Web Flight และแน่นอนบริษัทนี้สร้างสรรค์ผลงานดีออกมาให้เราได้เห็นอยู่เรื่อยๆ
ผมไม่แน่ใจว่า การไม่รับเบิ้ลเข้าทำงานในขณะนั้นเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ มีคนบอกผมว่า การที่มีคนชื่นชมในผลงานของเรา อาจทำให้เค้าคาดหวังอะไรต่างๆมากมาย หากเราทิ้งระยะห่าง ให้เค้าคอยติดตามเราอยู่ห่างๆ ก็อาจจะดีกว่าการที่ให้เค้าเข้ามาใกล้ชิดและเห็นสิ่งที่อาจทำให้เค้าผิดหวัง ไม่ได้อย่างที่คาดไว้ในตัวเราก็เป็นได้
หรือคุณคิดว่าอย่างไร?






