หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ผมเคยได้ออกสื่อหนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์มาแล้วในช่วงหนึ่ง
อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับเจ้าของบริษัทในยุคนี้ในการโฆษณาบริษัทตัวเอง แต่สำหรับผม ผมไม่ค่อยได้ทำเท่าไร่นัก
การโฆษณาตัวเองออกสื่อในปัจจุบันทำได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาทั่วไปตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือแมกกาซีน หรือจะเป็นการโฆษณาโดยการจ้างให้คอลัมน์นิสมาสัมภาษณ์ หรือบางครั้งก็จะมาเป็นแพกเกจ ซื้อโฆษณาหนึ่งหน้าแถมสัมภาษณ์ผู้บริหารหนึ่งตอน อะไรแบบนี้เป็นต้น
ลึกๆในใจของผมบางครั้งไม่ค่อยเห็นด้วยกับการจ้างคนมาสัมภาษณ์ตัวเอง แล้วให้ไปเขียนในบทความประมาณว่า แนะนำให้รู้จักบริษัทเว็บดีดีอันดับต้นๆของเมืองไทย แต่แท้จริงแล้วคนเขียนเองก็อาจจะไม่ได้รู้เลยว่าเรานั้นเป็นบริษัทเว็บดีดีอันดับต้นๆ อย่างที่ว่าจริงรึเปล่า เพราะที่เขียนไปนั้นเป็นเพียงแค่การทำงานแลกรายได้เท่านั้นเอง
ที่น่าเหลือเชื่อคือ คอลัมน์ที่แฝงไปด้วยโฆษณาแบบนี้มีอยู่มากในแมกกาซีนหลายๆเล่ม
และที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าก็คือ ผู้อ่านหลายคนไม่รู้ว่านี่คือโฆษณา แต่กลับคิดว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องจริง
เอาล่ะ ไม่เป็นไร แค่จะบอกว่า ในช่วงชีวิตหนึ่งของผมก็เคยทำแบบนั้นเท่านั้นเอง
ถ้าคิดในมุมของธุรกิจ ผมเองก็เห็นด้วยว่ามันเป็นเรื่องจำเป็น หากใครจะติสมาก แล้วคิดอย่างที่ผมเขียนไปข้างต้น นั่นก็อาจจะเป็นการจำกัดการสื่อสารข้อมูลระหว่างเราถึงลูกค้าได้ สรุปก็คือ เมื่อมันเป็นธุรกิจ เราก็จำเป็นต้องทำไป เพื่อธุรกิจ
การออกสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ของผมในช่วงแรกเกิดขึ้นจากการที่ผมได้รับรางวัลที่หนึ่ง ในการประกวดอีการ์ดของเว็บไซต์ Lemononline.com ในครั้งนั้นผมได้ออกหนังสือพิมพ์อยู่หลายฉบับ และที่น่าภูมิใจที่สุดก็คือการได้ออกโทรทัศน์ในช่อง Nation Channel ซึ่งช่วงนั้นคุณสุทธิชัยกำลังร้อนแรงแบบฉุดไม่อยู่
ทาง Nation เรียกผมไปออกรายการ ซึ่งเป็นรายการสด ในช่วงนั้นการที่เราจะได้ดูรายการของ Nation Channel จำเป็นต้องติดเคเบิลของ IBC ผมไปรอที่สถานนีตั้งแต่เที่ยงเพื่อพร้อมจะออกรายการช่วงบ่าย ผมจำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนสัมภาษณ์ผมในเวลานั้น แต่ที่จำได้ก็คือ เค้าไม่ได้มีการซักซ้อมอะไรกับผมไว้เลยว่าจะถามอะไร และจะให้ตอบว่าอะไร รู้เพียงแค่ว่า เมื่อมีเสียงเรียกชื่อ ก็ให้ไปนั่งที่เก้าอี้ ซึ่งตั้งเด่นเป็นตระหง่าอยู่บนเวที โดยมีคนสัมภาษณ์นั่งอยู่ก่อนแล้วทางด้านข้าง
คนสัมภาษณ์ถามผมเรื่องทั่วไป เช่น คิดอย่างไรเวลาที่ออกแบบงานที่ได้รางวัล ยากมั้ย และภูมิใจมั้ยกับสิ่งที่ได้รับ รายการนี้มีความยาวแค่ครึ่งชม. แต่ผมคิดว่าดีนะ เพราะรู้สึกว่าครึ่งชม.นั่นช่างยาวนานมากกว่าจะเอาตัวรอดออกมาได้
และไม่มีใครจะสนุกไปกว่าคนที่บ้านผมอีกแล้ว บ้านผมเป็นบริษัทขายรถยนต์ เป็นอู่ซ่อมรถ ดังนั้นเมื่อลูกชายเจ้าของไปออกรายการทีวี มีหรือที่จะไม่ดู มีคนเ่ล่าให้ฟังว่าพนักงานของคุณพ่อมายืนดูกันเพียบ แต่สิ่งที่แย่ก็คือ เนื่องจากเป็นรายการสด ดังนั้นเมื่อผมออกรายการ ผมก็ไม่ได้ดูตัวเองจากในทีวีเลย และที่แย่ไปกว่าก็คือ ในจำนวนคนมากมายที่มายืนดูผมในจอทีวีนั้น ไม่มีใครสามารถบันทึกภาพลงวิดีโอเก็บไว้ให้ได้เลย
การออกสื่อครั้งที่สองเป็นการออกสื่อเพื่อทำการโปรโมทบริษัท ซึ่งไอเดียนี้คุณพ่อผมเป็นคนผลักให้เกิดให้ได้ เพราะว่าเค้าอยากให้ผมเป็นที่รู้จักมากกว่านี้
ผมเข้าใจสิ่งที่พ่อผมพยายามจะทำ แต่ในช่วงนั้น ผมแค่รู้สึกว่า งานเราก็มีมากพออยู่แล้ว อีกอย่างการโปรโมทผ่านหนังสือพิมพ์จะทำให้เราได้ลูกค้าอีกแบบหนึ่ง และอีกปัจจัยที่ผมให้ผมไม่ชอบการลงทุนครั้งนี้ก็เพราะว่า มันเป็นการลงทุนนั่นเอง
พ่อเรียกคนมาสัมภาษณ์ผมลงหนังสือพิมพ์ มีคนมาสัมภาษณ์หนึ่งคนพร้อมกับตากล้องอีกหนึ่งคน ถามผมไปเรื่อยๆ เกี่ยวกับทุกเรื่อง ตั้งแต่ความเป็นมาในอดีต สิ่งที่เราต้องการในปัจจุบัน ไปจนถึงสิ่งที่วาดไว้ในอนาคต ในขณะที่ช่างภาพก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ
ค่าใช้จ่ายในการออกสื่อครั้งนี้จริงๆแล้วมันถูกมาก เพียงแค่ 5,000 บาท แต่ว่า มันไม่ได้ถูกสำหรับผมในช่วงนั้นเลย ในช่วงเริ่มต้นเงิน 5,000 บาทก็มีความหมายมาก การที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับหนังสือพิมพ์หรือการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่ผมไม่ต้องการในราคา 5,000 บาท เป็นสิ่งที่ทำให้ผมถึงกับโมโหเลยทีเดียว
ผมโมโห แต่ผมก็จ่าย แล้วหน้าผมพร้อมบทสัมภาษณ์ก็ได้ลงหนังสือพิมพ์หนึ่งวัน
ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่ผมยังเก็บไว้ และอัดกรอบอย่างดี จนถึงวันนี้






