<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>blog72 &#187; Design</title>
	<atom:link href="http://www.blog72.net/index.php/category/design/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.blog72.net</link>
	<description>ครีเอทีฟ ออนไลน์ และ ธุรกิจเว็บไซต์ ข่าวสาร อัพเดท เทคโนโลยี และ เทรนด์ใหม่ๆ ประสบการณ์จาก บริษัท เว็บไซต์ rgb72</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 02:39:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>Responsive Web Design กับความเป็นไปได้ในวงการออกแบบเว็บไทย</title>
		<link>http://www.blog72.net/2011/12/20/responsive-web-design/</link>
		<comments>http://www.blog72.net/2011/12/20/responsive-web-design/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Dec 2011 04:19:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sittipong</dc:creator>
				<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[My View]]></category>
		<category><![CDATA[Web Design]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blog72.net/?p=2663</guid>
		<description><![CDATA[<div addthis:url='http://www.blog72.net/2011/12/20/responsive-web-design/' addthis:title='Responsive Web Design กับความเป็นไปได้ในวงการออกแบบเว็บไทย ' class="addthis_toolbox addthis_default_style ">
<a class="addthis_button_facebook_like"></a>
<a class="addthis_button_google_plusone"></a>
<a class="addthis_button_tweet"></a>
<a class="addthis_button_compact"></a>
<a class="addthis_counter addthis_bubble_style"></a>
</div>ตรวจทาน: จ๋า สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก Responsive Web Design อธิบายง่ายๆ คือการออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับขนาดหน้าจอสำหรับอุปกรณ์ทุกชนิด ตั้งแต่ คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดจอหลากหลาย ไปจนถึง Tablet ซึ่งมีมาตรฐานของขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน และโทรศัพท์มือถือ Smart Phone ต่างๆ แม้ว่าอุปกรณ์ที่กล่าวมานั้น จะมีฟังก์ชั่นที่ความสามารถซูมเข้าไปอ่านตัวอักษรได้ชัดยิ่งขึ้น แต่ก็ยังถือว่าไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้งานเสียทีเดียว ที่ผ่านมา เราได้แก้ปัญหาด้วยการทำเว็บไซต์สองเวอร์ชั่น คือ สำหรับดูบนมือถือ และ สำหรับดูบนจอคอมพิวเตอร์ แต่ในปัจจุบัน ทั้งมือถือ และ Tablet ต่างก็มีหน้าจอที่หลากหลายขนาด ดังนั้น วิธีแก้ที่กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศคือ การทำ Responsive Web Design กล่าวคือ การออกแบบเว็บครั้งเดียว เวอร์ชั่นเดียว แต่สามารถรองรับขนาดหน้าจอได้สำหรับอุปกรณ์ทุกประเภท ดังตัวอย่างด้านล่างจะเห็นว่า เว็บไซต์ที่ทำสำเร็จมาแล้ว จะสามารถรองรับขนาดหน้าจอได้ทุกอุปกรณ์จริงๆ Simon Collison (http://colly.com) Andersson-Wise Architects (http://www.anderssonwise.com) Food Sense (http://foodsense.is) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต่างประเทศจะเริ่มตื่นตัวมากๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div addthis:url='http://www.blog72.net/2011/12/20/responsive-web-design/' addthis:title='Responsive Web Design กับความเป็นไปได้ในวงการออกแบบเว็บไทย ' class="addthis_toolbox addthis_default_style ">
<a class="addthis_button_facebook_like"></a>
<a class="addthis_button_google_plusone"></a>
<a class="addthis_button_tweet"></a>
<a class="addthis_button_compact"></a>
<a class="addthis_counter addthis_bubble_style"></a>
</div><p style="text-align: right;"><span style="color: #888888;"><em>ตรวจทาน: จ๋า</em></span></p>
<p>สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก Responsive Web Design อธิบายง่ายๆ คือการออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับขนาดหน้าจอสำหรับอุปกรณ์ทุกชนิด ตั้งแต่ คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดจอหลากหลาย ไปจนถึง Tablet ซึ่งมีมาตรฐานของขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน และโทรศัพท์มือถือ Smart Phone ต่างๆ</p>
<p>แม้ว่าอุปกรณ์ที่กล่าวมานั้น จะมีฟังก์ชั่นที่ความสามารถซูมเข้าไปอ่านตัวอักษรได้ชัดยิ่งขึ้น แต่ก็ยังถือว่าไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้งานเสียทีเดียว</p>
<p>ที่ผ่านมา เราได้แก้ปัญหาด้วยการทำเว็บไซต์สองเวอร์ชั่น คือ สำหรับดูบนมือถือ และ สำหรับดูบนจอคอมพิวเตอร์</p>
<p>แต่ในปัจจุบัน ทั้งมือถือ และ Tablet ต่างก็มีหน้าจอที่หลากหลายขนาด ดังนั้น วิธีแก้ที่กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศคือ การทำ Responsive Web Design</p>
<p>กล่าวคือ การออกแบบเว็บครั้งเดียว เวอร์ชั่นเดียว แต่สามารถรองรับขนาดหน้าจอได้สำหรับอุปกรณ์ทุกประเภท</p>
<p>ดังตัวอย่างด้านล่างจะเห็นว่า เว็บไซต์ที่ทำสำเร็จมาแล้ว จะสามารถรองรับขนาดหน้าจอได้ทุกอุปกรณ์จริงๆ</p>
<p><strong><a href="http://colly.com" target="_blank">Simon Collison (http://colly.com)</a></strong></p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/1.jpg" rel="lightbox[2663]"><img class="alignnone size-medium wp-image-2664" title="Collison" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/1-400x226.jpg" alt="" width="400" height="226" /></a></p>
<p><strong><a href="http://www.anderssonwise.com/" target="_blank">Andersson-Wise Architects (http://www.anderssonwise.com)</a></strong></p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/2.jpg" rel="lightbox[2663]"><img class="alignnone size-medium wp-image-2665" title="Andersson-Wise" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/2-400x226.jpg" alt="" width="400" height="226" /></a></p>
<p><strong><a href="http://foodsense.is" target="_blank">Food Sense (http://foodsense.is)</a></strong></p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/5.jpg" rel="lightbox[2663]"><img class="alignnone size-medium wp-image-2666" title="FoodSense" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/5-400x226.jpg" alt="" width="400" height="226" /></a></p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต่างประเทศจะเริ่มตื่นตัวมากๆ กับ Responsive Web Design มาตั้งแต่ประมาณกลางปี(2011)ที่ผ่านมาแล้ว แต่สำหรับเมืองไทยล่ะ? จะมีใครทำไหม? แล้วลูกค้าจะต้องการไหม?</p>
<p>เราเริ่มเห็นความตื่นตัวของเว็บดีไซน์เนอร์ และ โปรแกรมเมอร์ไทยเรื่องการทำ Responsive Web Design กันพอสมควรในช่วงปลายปีที่ผ่านมา</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การออกแบบเว็บไซต์เพื่อรองรับการทำ Responsive Web Design นั้นค่อนข้างมีข้อจำกัด<br />
อยู่ไม่น้อย</p>
<p>1. เว็บไซต์จะต้องไม่เป็น Flash<br />
แน่นอน เมื่อเป็น flash แล้ว การออกแบบก็จะยืดหยุ่นมากไม่ได้ ที่สำคัญ Tablet และ มือถือ ที่ได้รับความนิยมอย่าง iPhone และ iPad นั้น ไม่รองรับการใช้งาน Flash อีกด้วย</p>
<p>2. การออกแบบเว็บไซต์จะต้องถูกวางเป็น Block เป็นกล่อง แต่หากใครจะออกแบบให้แปลกแหวกแนวออกไป ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำ Responsive ไม่ได้ แค่จะยากและยุ่งหน่อยเท่านั้น<br />
ดังนั้น</p>
<p>3. ต้องมีการวางแผนการออกแบบให้ดี เพราะหากต้องมาปรับเปลี่ยนแก้ไขกันทีหลัง จะยุ่งมิใช่น้อย</p>
<p>4. ต้องเขียนโปรแกรมมิ่งใหม่ด้วย HTML 5</p>
<p>5. ต้องทดสอบให้ใช้งานได้ในอุปกรณ์ทุกประเภท</p>
<p>ทั้งหมดนี้คือเรื่องที่ทีมออกแบบเว็บต้องใส่ใจในรายละเอียดให้มากขึ้น</p>
<p>ซึ่งนั่นหมายถึงเวลาที่ใช้มากขึ้น</p>
<p>และค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นด้วย</p>
<p>จากมุมมองของคนทำงานออกแบบเวบไซต์ ต้องยอมรับว่า การแบน flash ของ Apple มีผลกระทบอย่างแรงถึง Adobe แล้ว จริงๆ ลูกค้าเริ่มรับได้ และไม่ต้องการ flash แล้ว</p>
<p>แต่การออกแบบที่เป็น Block หรือความยุ่งยากที่เพิ่มขึ้นในการการทดสอบ หรือการวางแผนให้ดี 100% ก่อนลงมือทำโดยไม่แก้ไขหน้างานมากๆ นั้นเป็นไปได้มั้ย?</p>
<p>ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกถึงความหวังที่ริบหรี่&#8230;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม Responsive Web Design ถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นอีกทางเลือกใหม่ที่คนทำเว็บไซต์ และ ลูกค้า ควรต้องใส่ใจ และศึกษา เพื่อรองรับสิ่งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้</p>
<p>เพราะการออกแบบที่ดี คือการออกแบบที่มีทั้งความสวยและการใช้งานที่เหมาะสม</p>
<p>บนโลกออนไลน์ที่ไม่เคยจำกัดความเร็วในการเคลื่อนไหวของข้อมูล เราจึงไม่ควรมองข้ามเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดมาเพื่อพัฒนางานที่เราต้องการให้ดีขึ้น เพื่อส่งต่อข้อมูลให้ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น แต่หากจะต้องยึดติดด้วยปัจจัยด้านเวลา ค่าใช้จ่าย ความใส่ใจในรายละเอียด ความสามารถในการเขียนโปรแกรม ฯลฯ นั้น แล้วแต่ทุกท่านจะพิจารณาครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blog72.net/2011/12/20/responsive-web-design/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บ้านต้นไม้.. สูง เสียว แต่ สวย</title>
		<link>http://www.blog72.net/2011/12/19/tree-house/</link>
		<comments>http://www.blog72.net/2011/12/19/tree-house/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 18 Dec 2011 17:29:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sittipong</dc:creator>
				<category><![CDATA[*CREATIVE & IDEA]]></category>
		<category><![CDATA[Design]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blog72.net/?p=2605</guid>
		<description><![CDATA[<div addthis:url='http://www.blog72.net/2011/12/19/tree-house/' addthis:title='บ้านต้นไม้.. สูง เสียว แต่ สวย ' class="addthis_toolbox addthis_default_style ">
<a class="addthis_button_facebook_like"></a>
<a class="addthis_button_google_plusone"></a>
<a class="addthis_button_tweet"></a>
<a class="addthis_button_compact"></a>
<a class="addthis_counter addthis_bubble_style"></a>
</div>พักหลังๆนี่เริ่มสังเกตเห็นว่า เจ้าของธุรกิจโรงแรมเริ่มสรรหาสิ่งใหม่ๆให้กับลูกค้ามากกว่าเดิม โรงแรมพร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่, บ้านพักในฟาร์ม, โรงแรมในแพกลางน้ำ, โรงแรมในไร่องุ่น เป็นต้น &#8220;บ้านต้นไม้&#8221; เริ่มเป็นอีกหนึ่งไอเดียในการสรรหาสิ่งแปลกใหม่ให้กับลูกค้า ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับตัวโรงแรมเอง แทนที่จะต้องอาศัยปัจจัยนอกโรงแรมอย่างทะเล หรือภูเขาสวย ในเมืองไทยเริ่มเห็นมีกันหลายที่แล้ว เช่น ในจังหวัดราชบุรี และ กาญจนบุรี ในต่างประเทศก็เช่นกัน บังเอิญว่าวันนี้ไปโหลด App แมกกาซีนของ BMW มาเล่มหนึ่ง (ฟรี) ชื่อ &#8220;BMW Magazine 1/2011 english&#8221; โดย BMW Group (http://itunes.apple.com/us/app/bmw-magazine-1-2011-english/id428238236?mt=8) เป็นหนึ่งใน App แมกกาซีนดีดี ที่มี interactive และการออกแบบเหมาะกับการอ่านบน iPad อย่างแท้จริง (หลังจากค้นพบว่า การอ่านแมกกาซีนที่นำเอา PDF มาใส่ใน iPad หรือหนังสือที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับ iPad แล้วนั้น อ่านได้ไม่ถนัดจริงๆ) หนึ่งในเนื้อหาที่นอกจากเรื่องรถของ BMW แล้ว เค้ายังมีแนะนำให้ได้รู้จักกับ &#8220;บ้านต้นไม้&#8221; ที่ออกแบบมาได้สวยสะดุดตา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div addthis:url='http://www.blog72.net/2011/12/19/tree-house/' addthis:title='บ้านต้นไม้.. สูง เสียว แต่ สวย ' class="addthis_toolbox addthis_default_style ">
<a class="addthis_button_facebook_like"></a>
<a class="addthis_button_google_plusone"></a>
<a class="addthis_button_tweet"></a>
<a class="addthis_button_compact"></a>
<a class="addthis_counter addthis_bubble_style"></a>
</div><p>พักหลังๆนี่เริ่มสังเกตเห็นว่า เจ้าของธุรกิจโรงแรมเริ่มสรรหาสิ่งใหม่ๆให้กับลูกค้ามากกว่าเดิม</p>
<p>โรงแรมพร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่, บ้านพักในฟาร์ม, โรงแรมในแพกลางน้ำ, โรงแรมในไร่องุ่น เป็นต้น</p>
<p><strong>&#8220;บ้านต้นไม้&#8221;</strong> เริ่มเป็นอีกหนึ่งไอเดียในการสรรหาสิ่งแปลกใหม่ให้กับลูกค้า ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับตัวโรงแรมเอง แทนที่จะต้องอาศัยปัจจัยนอกโรงแรมอย่างทะเล หรือภูเขาสวย</p>
<p>ในเมืองไทยเริ่มเห็นมีกันหลายที่แล้ว เช่น ในจังหวัดราชบุรี และ กาญจนบุรี</p>
<p>ในต่างประเทศก็เช่นกัน</p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/bmwapp.jpg" rel="lightbox[2605]"><img class="alignleft size-full wp-image-2632" title="bmwapp" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/bmwapp.jpg" alt="" width="100" height="103" /></a>บังเอิญว่าวันนี้ไปโหลด App แมกกาซีนของ BMW มาเล่มหนึ่ง (ฟรี) ชื่อ <strong><a href="http://itunes.apple.com/us/app/bmw-magazine-1-2011-english/id428238236?mt=8" target="_blank">&#8220;BMW Magazine 1/2011 english&#8221;</a> โดย BMW Group </strong>(<a href="http://itunes.apple.com/us/app/bmw-magazine-1-2011-english/id428238236?mt=8" target="_blank">http://itunes.apple.com/us/app/bmw-magazine-1-2011-english/id428238236?mt=8</a>) เป็นหนึ่งใน App แมกกาซีนดีดี ที่มี interactive และการออกแบบเหมาะกับการอ่านบน iPad อย่างแท้จริง (หลังจากค้นพบว่า การอ่านแมกกาซีนที่นำเอา PDF มาใส่ใน iPad หรือหนังสือที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับ iPad แล้วนั้น อ่านได้ไม่ถนัดจริงๆ) หนึ่งในเนื้อหาที่นอกจากเรื่องรถของ BMW แล้ว เค้ายังมีแนะนำให้ได้รู้จักกับ &#8220;บ้านต้นไม้&#8221; ที่ออกแบบมาได้สวยสะดุดตา</p>
<p>วันนี้จึงคิดว่าจะเอามาแชร์กัน</p>
<h3>Final Wooden House</h3>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/final-wooden-house03.jpg" rel="lightbox[2605]"><img class="alignnone size-medium wp-image-2627" title="final-wooden-house03" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/final-wooden-house03-400x265.jpg" alt="" width="400" height="265" /></a></p>
<p>เริ่มจากหลังที่ชอบที่สุดก่อน <strong>&#8220;Final Wooden House&#8221;</strong> ตั้งอยู่ที่เมือง Kumamoto ประเทศญี่ปุ่น งานนี้ออกแบบโดย Sou Fujimoto Architects ไอเดียหลักคือการนำไม้ชิ้นใหญ่ๆมาวางซ้อนๆกัน ทำให้เกิดพื้นที่ในการใช้สอยได้ต่างๆนานา โดย ผู้อยู่อาศัยจะสามารถหาพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมต่างๆที่ตนต้องการได้อย่างอัตโนมัติ</p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/final-wooden-house02.jpg" rel="lightbox[2605]"><img class="alignnone size-medium wp-image-2626" title="final-wooden-house02" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/final-wooden-house02-400x266.jpg" alt="" width="400" height="266" /></a></p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/final-wooden-house04.jpg" rel="lightbox[2605]"><img class="alignnone size-full wp-image-2628" title="final-wooden-house04" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/final-wooden-house04.jpg" alt="" width="307" height="460" /></a></p>
<p><span class="Apple-style-span" style="font-size: 15px; font-weight: bold;"><strong>The Bird&#8217;s Nest</strong></span></p>
<p>ถัดมาคือบ้านต้นไม้อีกหลังหนึ่งมีชื่อว่า <strong>&#8220;The Bird&#8217;s Nest&#8221;</strong> ตั้งอยู่ในประเทศสวีเดน</p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/birdsnest_exterior.png" rel="lightbox[2605]"><img class="alignnone size-medium wp-image-2623" title="birdsnest_exterior" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/birdsnest_exterior-400x266.png" alt="" width="400" height="266" /></a></p>
<p>เป็นบ้านที่ดูแล้วเหมาะกับการเป็นบ้านต้นไม้ที่สุด เพราะสามารถพรางตัวเองให้เข้ากับบรรยากาศได้ดีในขณะที่การออกแบบภายในยังคงให้ความรู้สึกเป็น modern น่าอยู่มากๆอีกด้วย</p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/birds_nest_interior1_a.jpg" rel="lightbox[2605]"><img class="alignnone size-medium wp-image-2622" title="birds_nest_interior1_a" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/birds_nest_interior1_a-400x266.jpg" alt="" width="400" height="266" /></a></p>
<p>สำหรับราคาค่าที่พักนั้น จากการคำนวนดูคร่าวๆก็ประมาณคืนละ สองหมื่นกว่าบาทไทยเท่านั้นเอง -_-&#8221; ใครสนใจลองเข้าไปจองได้ที่ <a href="http://www.treehotel.se" target="_blank">http://www.treehotel.se</a></p>
<h3>Redwoods Treehouse</h3>
<p>หลังต่อมาคือร้านอาหาร ตั้งอยู่ในโรงแรม <strong>&#8220;Redwoods Treehouse&#8221;</strong> ประเทศนิวซีแลนด์</p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/redwood01.jpg" rel="lightbox[2605]"><img class="alignnone size-medium wp-image-2629" title="redwood01" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/redwood01-400x301.jpg" alt="" width="400" height="301" /></a></p>
<p>เห็นหน้าตาแปลกๆแบบนี้ ร้านอาหารนี้สามารถบรรจุคนได้ถึง 50 คนเลยทีเดียว</p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/Sphere-exterior.jpg" rel="lightbox[2605]"><img class="alignnone size-medium wp-image-2630" title="Sphere-exterior" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/Sphere-exterior-400x258.jpg" alt="" width="400" height="258" /></a></p>
<h3>Spherical Tree House</h3>
<p>หยิบยกมาให้ดูอีกที่นั้นอยู่ในประเทศแคนนาดา บ้านต้นไม้รูปทรงกลมแตะตานี้มีชื่อว่า <strong>&#8220;Spherical Tree House&#8221;</strong></p>
<p>เช่นเคย..​เห็นหน้าตาประหลาดแบบนี้ แต่ด้านในไม่ทำให้ผู้อาศัยรู้สึกประหลาดจนนอนไม่หลับแต่อย่างใด เพราะภายในนั้น ถูกออกแบบมาให้รู้สึกอบอุ่น น่านอน เหมือนบ้านทั่วไป</p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/Sphere-interior.jpg" rel="lightbox[2605]"><img class="alignnone size-medium wp-image-2631" title="Sphere-interior" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/Sphere-interior-400x264.jpg" alt="" width="400" height="264" /></a></p>
<p>สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูในเว็บไซต์ได้ที่ <a href="http://www.freespiritspheres.com" target="_blank">http://www.freespiritspheres.com</a> (ซึ่งในฐานะของผู้ออกแบบเว็บคนหนึ่ง อยากแนะนำให้แกออกแบบเว็บใหม่ให้สวยเหมือนบ้านต้นไม้ที่แกทำจริงๆ) สำหรับราคาค่าที่พักนั้นไม่แพงเท่าหลังด้านบนเท่าไรนัก ราคาตกคืนละประมาณ 135-200 เหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 4,500-6,000 บาทบ้านเรา</p>
<p>ดูงานออกแบบของเมืองนอกมากๆ ก็สนุกดีเหมือนกัน งานบ้านต้นไม้สวยๆยังมีอีกมาก เดี๋ยวนี้ข้อมูลก็หาได้ง่าย เพียงเข้าไป Search ใน Google แล้วพิมพ์คำว่า &#8220;Tree House&#8221; แค่นี้ เราก็จะได้เห็นงานดีดี ไอเดียมากมาย โดยไม่ต้องขยับลุกเดินไปไหนไกลให้เมื่อย</p>
<p>ไม่มีอะไรที่ ถูก ดี และ ง่าย ขนาดนี้อีกแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blog72.net/2011/12/19/tree-house/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>YouTube Redesign หน้าตาใหม่ของ YouTube ในรอบหลายปี</title>
		<link>http://www.blog72.net/2011/12/02/youtube-redesign/</link>
		<comments>http://www.blog72.net/2011/12/02/youtube-redesign/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Dec 2011 07:33:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sittipong</dc:creator>
				<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[Web Review]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[youtube]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blog72.net/?p=2584</guid>
		<description><![CDATA[<div addthis:url='http://www.blog72.net/2011/12/02/youtube-redesign/' addthis:title='YouTube Redesign หน้าตาใหม่ของ YouTube ในรอบหลายปี ' class="addthis_toolbox addthis_default_style ">
<a class="addthis_button_facebook_like"></a>
<a class="addthis_button_google_plusone"></a>
<a class="addthis_button_tweet"></a>
<a class="addthis_button_compact"></a>
<a class="addthis_counter addthis_bubble_style"></a>
</div>วันนี้หากใครได้เข้าไปในเว็บของ YouTube.com จะพบว่า หน้าตาที่เราคุ้นเคยมาหลายปี บัดนี้ได้เปลี่ยนไปเสียแล้ว เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงเว็บของบริษัทแม่อย่าง Google ที่ปัจจุบันเริ่มทยอยเปลี่ยนแปลงหน้าตาและ interface ของตัวเองไปเรื่อยๆ ซึ่งล่าสุดที่เห็นชัดๆ ก็คือการเปลี่ยนเว็บของ Gmail และ Google Calendar ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ YouTube ซึ่งเป็นบริษัทที่ถูกควบโดย Google จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย การออกแบบ การออกแบบในเชิงของ Look &#38; Feel นั้น เว็บในเครือของ Google ทั้งหมดจะถูกปูทางด้วย Google Plus ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปุ่ม พื้น background สีเทาอ่อนเหล่านี้เป็นต้น นอกจากนี้ตัวโลโก้ของ YouTube เองก็ถูกปรับให้มีสีที่เข้มและมืดขึ้น ตัวอักษรที่ถูกปรับ font ขนาด และ สี ให้ดูสวยขึ้น รวมไปถึง icon ด้านบนในช่อง URL ก็ถูกปรับด้วยเช่นกัน หน้าที่การทำงาน หากพูดในเชิงหน้าที่การใช้งานแล้ว YouTube ดีไซน์ใหม่ได้เน้นไปให้ความสำคัญกับ &#8220;Channel&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div addthis:url='http://www.blog72.net/2011/12/02/youtube-redesign/' addthis:title='YouTube Redesign หน้าตาใหม่ของ YouTube ในรอบหลายปี ' class="addthis_toolbox addthis_default_style ">
<a class="addthis_button_facebook_like"></a>
<a class="addthis_button_google_plusone"></a>
<a class="addthis_button_tweet"></a>
<a class="addthis_button_compact"></a>
<a class="addthis_counter addthis_bubble_style"></a>
</div><p>วันนี้หากใครได้เข้าไปในเว็บของ YouTube.com จะพบว่า หน้าตาที่เราคุ้นเคยมาหลายปี บัดนี้ได้เปลี่ยนไปเสียแล้ว</p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/youtube.jpg" rel="lightbox[2584]"><img class="size-medium wp-image-2589 alignnone" title="youtube" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/youtube-400x248.jpg" alt="" width="400" height="248" /></a></p>
<p>เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงเว็บของบริษัทแม่อย่าง Google ที่ปัจจุบันเริ่มทยอยเปลี่ยนแปลงหน้าตาและ interface ของตัวเองไปเรื่อยๆ ซึ่งล่าสุดที่เห็นชัดๆ ก็คือการเปลี่ยนเว็บของ Gmail และ Google Calendar ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ YouTube ซึ่งเป็นบริษัทที่ถูกควบโดย Google จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย</p>
<h3><strong>การออกแบบ</strong></h3>
<p>การออกแบบในเชิงของ Look &amp; Feel นั้น เว็บในเครือของ Google ทั้งหมดจะถูกปูทางด้วย Google Plus ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปุ่ม พื้น background สีเทาอ่อนเหล่านี้เป็นต้น</p>
<div id="attachment_2590" class="wp-caption alignnone" style="width: 336px"><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/youtubeicon.jpg" rel="lightbox[2584]"><img class="size-full wp-image-2590" title="youtubeicon" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/youtubeicon.jpg" alt="youtube icon" width="326" height="58" /></a><p class="wp-caption-text">icon ด้านบนในช่อง URL ที่ถูกปรับ</p></div>
<p>นอกจากนี้ตัวโลโก้ของ YouTube เองก็ถูกปรับให้มีสีที่เข้มและมืดขึ้น ตัวอักษรที่ถูกปรับ font ขนาด และ สี ให้ดูสวยขึ้น รวมไปถึง icon ด้านบนในช่อง URL ก็ถูกปรับด้วยเช่นกัน</p>
<h3><strong>หน้าที่การทำงาน</strong></h3>
<p>หากพูดในเชิงหน้าที่การใช้งานแล้ว YouTube ดีไซน์ใหม่ได้เน้นไปให้ความสำคัญกับ &#8220;Channel&#8221; มากขึ้น สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ</p>
<p><img class="alignleft size-full wp-image-2587" title="youtube-channels" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/youtube-channels.jpg" alt="" width="197" height="214" /></p>
<p>แถบสีเทาเข้มด้านซ้ายมือที่รวม list ของ Channel ต่างๆที่เราได้เป็นสมาชิก ให้เราสามารถกดเลือกเพื่อให้คลิปวิดีโอใหม่ๆ ถูกแสดงผลในพื้นที่ตรงกลางที่ YouTube เรียกว่า <strong>&#8220;Homepage Feed&#8221;</strong></p>
<p>แน่นอนว่าเราสามารถเพิ่มรายชื่อ Channel เองได้ YouTube ได้จัดให้มีปุ่มสีน้ำเงินโดดเด่นทางด้านซ้ายบนเขียนว่า &#8220;Add Channels&#8221; โดยการ Add Channels นั้นสามารถเลือกเพิ่มได้ทีเดียวมากมายหนึ่งช่อง ตั้งแต่เครือข่ายดังๆ อย่าง MTV, Sony, Warners จนไปถึงกลุ่ม review สินค้าที่ทำกันง่ายๆ หรือคลิปวิดีโอ How-To</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีปุ่มที่อนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์คลิปวิดีโอที่ตนชอบให้กับเพื่อนผ่านทาง Facebook ได้ด้วยโดยใช้ปุ่มที่อยู่ตรงแถบด้านซ้ายมือเดียวกันนั่นแหละ</p>
<p><img class="size-full wp-image-2588 alignleft" title="youtube-facebook" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/12/youtube-facebook.jpg" alt="youtube-facebook" width="148" height="160" /></p>
<p>หลายคนที่เห็นอาจสงสัยว่า ทำไมถึงเอา Facebook เข้ามาอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นขนาดนี้ ในขณะที่ Google เองก็มีตัว Google Plus ที่กำลังโปรโมทอยู่ แต่เนื่องจาก Facebook เองนั้นเป็นชุมชนขนาดใหญ่ YouTube เองก็ใหญ่ แต่ Google Plus เอง ยังไม่ใหญ่พอ และนี่คืออีกทางหนึ่งที่จะทำให้คนจาก Facebook สามารถรู้จักกับ Google Plus ได้</p>
<h3><strong>ด้านการตลาด</strong></h3>
<p>การออกแบบดังที่กล่าวมา แน่นอนว่า YouTube ไม่ได้ออกแบบมามั่วๆ แต่ด้วยการค้นคว้าและวิจัยผ่านโครงการของ YouTube ที่มีชื่อว่า <a href="http://www.youtube.com/cosmicpanda" target="_blank">Cosmic Panda</a> ทำให้การพัฒนาด้านการใช้งานของ YouTube เวอร์ชั่นใหม่ออกมาได้อย่างสมบูรณ์และตรงตามความต้องการมากขึ้น</p>
<p>โดยทั้งนี้ทาง YouTube เองคาดหวังว่า การออกแบบใหม่นี้จะเพิ่มให้คน &#8220;ติด&#8221; YouTube มากขึ้น ทำให้คนหันมาใช้เวลาอยู่กับ YouTube นานขึ้น จากเดิมประมาณ 15 นาที ต่อวัน ต่อคน และด้วยเวลาที่ใช้มากขึ้น นั่นแปลว่า เม็ดเงินที่ได้จากการโฆษณาก็มากขึ้นเช่นกัน (ข้อมูลจาก <a href="http://blogs.wsj.com/digits/2011/12/01/youtube-redesigns-around-channels-strategy/?mod=google_news_blog" target="_blank">The Wall Street Journal: YouTube Redesigns Around ‘Channels’ Strategy - http://blogs.wsj.com/digits/2011/12/01/youtube-redesigns-around-channels-strategy/?mod=google_news_blog</a>)</p>
<h3><strong>สรุป</strong></h3>
<p>การเปลี่ยนดีไซน์ครั้งใหญ่ที่สุดของ YouTube ที่เพิ่งจะเปิดตัวได้ไม่ถึง 1 วันเต็ม แต่เป็นที่สนใจยิ่งจากสื่อทั่วโลก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกเพราะ YouTube เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านวิดีโอที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยการปรับเปลี่ยนนั้นได้วางแผนมาอย่างดีทั้งในด้านความสวยงาม การใช้งาน และ การสร้าง brand awareness ให้เห็นถึงการไปด้วยกันกับบริษัทแม่อย่าง Google โดยทั้งหมดทั้งปวงนั้นไม่ได้เกิดจากไอเดียของทาง YouTube อย่งเดียวแต่ยังมีการค้นคว้าที่ให้ผุ้ใช้งานได้ร่วมแสดงความคิดเห็นกันมาเกือบ 1 ปี</p>
<p>นอกจากนี้การเปลี่ยนดีไซน์ไม่ได้มีผลเฉพาะกับเว็บไซต์ปกติเท่านั้น แต่หากเข้า YouTube ด้วย iPhone ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน และการเปลี่ยนแปลงใหม่นี้ แหล่งข่าวอย่าง Mashable บอกว่าจะช่วยให้การเข้าถึงคลิปวิดีโอของ YouTube ผ่านทาง XBox ได้ดีขึ้นอีกด้วย!</p>
<p>ของแบบนี้ต้องลองเข้าไปเล่นเองถึงจะรู้ว่า เปลี่ยนแปลงแล้วดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blog72.net/2011/12/02/youtube-redesign/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>7 การออกแบบที่เปลี่ยนโลก โดย Steve Jobs</title>
		<link>http://www.blog72.net/2011/10/06/steve-jobs-change-design/</link>
		<comments>http://www.blog72.net/2011/10/06/steve-jobs-change-design/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Oct 2011 04:12:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sittipong</dc:creator>
				<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[My View]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blog72.net/?p=2449</guid>
		<description><![CDATA[<div addthis:url='http://www.blog72.net/2011/10/06/steve-jobs-change-design/' addthis:title='7 การออกแบบที่เปลี่ยนโลก โดย Steve Jobs ' class="addthis_toolbox addthis_default_style ">
<a class="addthis_button_facebook_like"></a>
<a class="addthis_button_google_plusone"></a>
<a class="addthis_button_tweet"></a>
<a class="addthis_button_compact"></a>
<a class="addthis_counter addthis_bubble_style"></a>
</div>บทความนี้ถือเป็นหนึ่งในการไว้อาลัยให้กับบุคคลที่สำคัญมากที่สุดคนในของโลก บุคคลที่สร้างผลงานที่เปลี่ยนโลกในหลากหลายแขนง และแน่นอนเปลี่ยนแปลงโลกการออกแบบ วันนี้เรารู้ดีอยู่แล้วว่า iPhone, iPad, iPod และ iMac นั้นเปลี่ยนโลกมากขนาดไหน และในโลกของการออกแบบ 7 สิ่งที่ Steve Jobs ทำไว้เป็นแรงบันดาลใจให้เราโดยบางครั้ง &#8220;อาจไม่รู้ตัว&#8221; 1. หูฟังสีขาว หูฟังสีขาวไม่ได้คิดยาก เป็นเพียงแค่สีเรียบๆธรรมดา ใส่ให้กับหูฟังธรรมดา ที่คุณภาพไม่ได้สูงแต่อย่างใด แต่ Sony และบริษัทอื่นๆที่ผลิตหูฟังและเครื่องเล่นเพลงมาก่อนไม่เคยใส่ใจกับจุดนี้ ทำหูฟังสายสีดำมาตลอด การมาของหูฟังสีขาว ตั้งแต่การเปิดตัว iPod ทำให้โลกของหูฟังเปลี่ยนไป ทำให้ปัจจุบันหากใครใช้หูฟังสีดำ จะดูเก่า โบราณ ซึ่งไม่เพียงเฉพาะคนใช้ iPod เท่านั้นที่จะใช้หูฟังสีขาว แต่กลับทำให้คนที่เคยใช้ Sony Walkman ในยุคนั้น อยากใช้หูฟังสีขาวตามไปด้วย จนสุดท้าย Sony และ บริษัทอื่นๆก็ต้องทำสีขาวออกมาในที่สุด 2. Apple Web Design ลูกค้าจำนวนไม่น้อยบอกผมว่า &#8220;อยากได้เว็บแบบ Apple&#8221; แม้เค้าจะไม่รู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เค้าติดใจในเว็บของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div addthis:url='http://www.blog72.net/2011/10/06/steve-jobs-change-design/' addthis:title='7 การออกแบบที่เปลี่ยนโลก โดย Steve Jobs ' class="addthis_toolbox addthis_default_style ">
<a class="addthis_button_facebook_like"></a>
<a class="addthis_button_google_plusone"></a>
<a class="addthis_button_tweet"></a>
<a class="addthis_button_compact"></a>
<a class="addthis_counter addthis_bubble_style"></a>
</div><p>บทความนี้ถือเป็นหนึ่งในการไว้อาลัยให้กับบุคคลที่สำคัญมากที่สุดคนในของโลก บุคคลที่สร้างผลงานที่เปลี่ยนโลกในหลากหลายแขนง และแน่นอนเปลี่ยนแปลงโลกการออกแบบ วันนี้เรารู้ดีอยู่แล้วว่า iPhone, iPad, iPod และ iMac นั้นเปลี่ยนโลกมากขนาดไหน และในโลกของการออกแบบ 7 สิ่งที่ Steve Jobs ทำไว้เป็นแรงบันดาลใจให้เราโดยบางครั้ง &#8220;อาจไม่รู้ตัว&#8221;</p>
<p><strong>1. หูฟังสีขาว</strong></p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/earphones.jpg" rel="lightbox[2449]"><img class="alignnone size-full wp-image-2453" title="steve jobs design apple" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/earphones.jpg" alt="" width="400" height="200" /></a></p>
<p>หูฟังสีขาวไม่ได้คิดยาก เป็นเพียงแค่สีเรียบๆธรรมดา ใส่ให้กับหูฟังธรรมดา ที่คุณภาพไม่ได้สูงแต่อย่างใด แต่ Sony และบริษัทอื่นๆที่ผลิตหูฟังและเครื่องเล่นเพลงมาก่อนไม่เคยใส่ใจกับจุดนี้ ทำหูฟังสายสีดำมาตลอด การมาของหูฟังสีขาว ตั้งแต่การเปิดตัว iPod ทำให้โลกของหูฟังเปลี่ยนไป ทำให้ปัจจุบันหากใครใช้หูฟังสีดำ จะดูเก่า โบราณ ซึ่งไม่เพียงเฉพาะคนใช้ iPod เท่านั้นที่จะใช้หูฟังสีขาว แต่กลับทำให้คนที่เคยใช้ Sony Walkman ในยุคนั้น อยากใช้หูฟังสีขาวตามไปด้วย จนสุดท้าย Sony และ บริษัทอื่นๆก็ต้องทำสีขาวออกมาในที่สุด</p>
<p><strong>2. Apple Web Design</strong></p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/website.jpg" rel="lightbox[2449]"><img class="alignnone size-full wp-image-2458" title="steve jobs design apple" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/website.jpg" alt="" width="400" height="349" /></a></p>
<p>ลูกค้าจำนวนไม่น้อยบอกผมว่า &#8220;อยากได้เว็บแบบ Apple&#8221; แม้เค้าจะไม่รู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เค้าติดใจในเว็บของ Apple ไม่ว่าจะเป็นความเรียบง่าย สะอาดตา ใช้งานง่าย หรือรูปภาพที่ใหญ่และคมชัด แต่ทั้งหมดนี้คือการออกแบบเว็บไซต์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเว็บไซต์อีกหลายเว็บบนโลกนี้</p>
<p><strong>3. iPhone icon</strong></p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/iphoneicon.jpg" rel="lightbox[2449]"><img class="alignnone size-full wp-image-2455" title="steve jobs design apple" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/iphoneicon.jpg" alt="" width="254" height="251" /></a></p>
<p>ไม่แปลกหากคุณจะเห็น icon สี่เหลี่ยมขอบมน แถมเงาแสงโค้งๆ พาอยู่ตรงกลางตามอุปกรณ์มือถือต่างๆ ที่ไม่ใช่ยี่ห้อ Apple เพราะความง่ายของการกำหนดกรอบขอบมน ทำให้การออกแบบ icon ดูดีมีระเบียบมากขึ้น และออกแบบง่ายขึ้น ไม่เหมือนแต่ก่อนในยุคที่ Windows Mobile เฟื่องฟู แม้จะมีการกำหนดขนาดกว้างและสูงที่ชัดเจน แต่รูปทรงที่แตกต่างทำให้ดูไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย</p>
<p>การออกแบบโดยใช้เงาโค้ง ไม่เพียงแต่จะใช้กับ icon เท่านั้น แต่ปัจจุบันจะเห็นได้บนเว็บไซต์ทั่วไป เลยไปจนถึงสิ่งพิมพ์ต่างๆ</p>
<p><strong>4. Presentation</strong></p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/presentation.jpg" rel="lightbox[2449]"><img class="alignnone size-full wp-image-2456" title="presentation" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/presentation.jpg" alt="" width="400" height="238" /></a></p>
<p>การนำเสนอ การ present เปิดตัวสินค้าของ Steve Jobs มีสไตล์ที่น่าตื่นเต้น สนุก และน่าติดตาม มากจนทำให้หลายคนอยากทำตาม ทำให้หลายคนเขียนหนังสือ HOW-TO นำเสนอให้ได้แบบนี้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนแอบติดใจ นั่นคือภาพเคลื่อนไหวและสไลด์ต่างๆที่อยู่ด้านหลังเค้า จอใหญ่ขนาดมหึมาสร้างความหน้าตื่นเต้นได้มาก และเป็นเรื่องดีทีเดียวที่ Apple ได้เห็นข้อดีของจุดนี้ ทำโปรแกรม Keynote ให้เราได้สร้าง presentation ออกมาได้สวยพอๆกันกับที่เรา &#8220;เห็นจากในทีวี&#8221;</p>
<p><strong>5. Slide to Unlock &#8211; Multi-touch</strong></p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/slidetounlock.jpg" rel="lightbox[2449]"><img class="alignnone size-full wp-image-2457" title="steve jobs design apple" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/slidetounlock.jpg" alt="" width="320" height="96" /></a></p>
<p>จะมีใครรู้ตัวมาก่อนรึเปล่าว่า นิ้วของเราสามารถเป็นปากกา Stylus ได้ การเปิดตัว iPhone ครั้งแรกด้วยการ Slide to Unlock ทำให้โลกตะลึง เมื่อ Steve บอกว่าเค้าไม่ใช่หรอกปากกา ทำไมเราต้องพกปากกาด้วย ในเมื่อเรามี &#8220;นิ้ว&#8221; ของเราอยู่ และนิ้วในการสัมผัสต่อยอดไปถึงการทำ Multi-touch เปลี่ยนรูปแบบการ &#8220;ย่อ-ขยาย&#8221; ภาพง่ายๆ ด้วยการใช้นิ้วเพียงสองนิ้ว</p>
<p><strong>6. iTunes Cover Flow</strong></p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/cover_flow.jpg" rel="lightbox[2449]"><img class="alignnone size-full wp-image-2452" title="cover_flow" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/cover_flow.jpg" alt="" width="400" height="231" /></a></p>
<p>รูปแบบการเลือกเพลงที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ตัวอักษรอีกต่อไป แต่ใช้สิ่งที่คนไม่เคยคิดถึงมาก่อนเมื่อเปลี่ยนรูปแบบการฟังเพลงจากแผ่น CD มาเป็น mp3 นั่นคือ &#8220;ปกซีดี&#8221;</p>
<p>ปกซีดี นั้นเป็นศิลปะที่สวยงาม แต่คนจะทิ้งมันไปเพราะเมื่อเอาเพลงลงเครื่อง mp3 แล้ว ปกก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ Apple iTunes สร้าง Cover Flow การเลือกฟังเพลงโดยเลือกจากปก ทำให้การใช้งานไม่เพียงแต่สนุกขึ้น แต่กลับสวยงามด้วย</p>
<p><strong>7. การออกแบบให้ทุกอย่างอยู่ในหน้าเดียว</strong></p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/homescreen.jpg" rel="lightbox[2449]"><img class="alignnone size-full wp-image-2454" title="homescreen" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/10/homescreen.jpg" alt="" width="293" height="389" /></a></p>
<p>การใช้งานที่ง่ายที่สุดคือการทำให้คนเข้าถึงข้อมูลหรือสิ่งที่เค้าค้นหาได้เร็วที่สุด การออกแบบ interface ของ iPhone โดยให้ทุกอย่างอยู่ในหน้าเดียว สร้างความรู้สึกที่ง่ายต่อการใช้งาน เป็นแรงบันดาลใจให้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เกิดตามหลังมา ตั้งแต่มือถือ ไปจนถึง interface ของ TV ยุคใหม่</p>
<p>งานออกแบบที่เป็นแรงบันดาลใจจาก Apple และ Steve Jobs ยังมีอีกมากมาย แต่เท่าที่คิดได้ขณะที่โดดงานมาเขียนภายในหนึ่งชม.นี้ให้จบ คิดได้เร็วๆ 7 อย่าง</p>
<p>แม้จะบอกว่า Steve Jobs ไม่ใช่คนที่ออกแบบทั้งหมด ยังมีคนที่อยู่เบื้องหลังอยู่อีกมากมาย โดยเฉพาะ designer ระดับโลกอย่าง Jonathan Ive  แต่คงไม่เถียงว่า หากทุกอย่างไม่ได้เริ่มต้นจากผู้ชายคนนี้ ทุกอย่างคงไม่ได้ถูกสร้างสรรค์มาได้ดีขนาดนี้</p>
<p>บทความนี้ขอเขียนไว้เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับการจากไปของบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ แรงผลักดัน แรงกดดัน ให้กับ เรา และผู้คนทั่วโลก จบบทความนี้ผมขอนำคำพูดของ Steve Jobs มาเป็นคำส่งท้าย คำพูดที่ชอบมากถึงกับมีเขียนไว้ในเว็บของ rgb72.com เอง ที่หน้า The Works.. ประโยคสั้นมีใจความว่า..</p>
<p><strong>&#8220;Design is not just what it looks like and feels like, design is how it works&#8221;</strong></p>
<p>Rest in Peace, Steve Jobs</p>
<p><object id="ep" width="416" height="374" classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowfullscreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="wmode" value="transparent" /><param name="src" value="http://i.cdn.turner.com/cnn/.element/apps/cvp/3.0/swf/cnn_416x234_embed.swf?context=embed_edition&amp;videoId=us/2011/08/24/bts.steve.jobs.apple.timeline.cnn" /><embed id="ep" width="416" height="374" type="application/x-shockwave-flash" src="http://i.cdn.turner.com/cnn/.element/apps/cvp/3.0/swf/cnn_416x234_embed.swf?context=embed_edition&amp;videoId=us/2011/08/24/bts.steve.jobs.apple.timeline.cnn" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" wmode="transparent" /></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blog72.net/2011/10/06/steve-jobs-change-design/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมปุ่ม Contact Us ต้องอยู่สุดท้าย?</title>
		<link>http://www.blog72.net/2011/06/22/why-contact-us-goes-last/</link>
		<comments>http://www.blog72.net/2011/06/22/why-contact-us-goes-last/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Jun 2011 15:38:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sittipong</dc:creator>
				<category><![CDATA[Design]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blog72.net/?p=2088</guid>
		<description><![CDATA[<div addthis:url='http://www.blog72.net/2011/06/22/why-contact-us-goes-last/' addthis:title='ทำไมปุ่ม Contact Us ต้องอยู่สุดท้าย? ' class="addthis_toolbox addthis_default_style ">
<a class="addthis_button_facebook_like"></a>
<a class="addthis_button_google_plusone"></a>
<a class="addthis_button_tweet"></a>
<a class="addthis_button_compact"></a>
<a class="addthis_counter addthis_bubble_style"></a>
</div>เราคงออกแบบกันมาจนชิน ชินจนไม่รู้ว่า ทำไมเราถึงได้เอาปุ่ม Contact Us ไว้เป็นปุ่มสุดท้าย เป็นเพราะมันไม่สำคัญหรอ? ใครว่า มันสำคัญมากเลยต่างหาก หรือเป็นเพราะความคุ้นเคยที่ว่า เว็บไหนๆที่เอาไว้สุดท้าย เราก็เลยเอาไว้บ้าง แล้วมันถูกต้องมั้ยที่เอาไว้สุดท้าย หรือว่าเราควรจะเปลี่ยน? แน่ล่ะ มันถูกต้องแน่ๆ เพราะจนถึงวันนี้ใครๆก็เอาปุ่ม Contact Us ไว้สุดท้าย แต่วันนี้จะเอาเหตุผลในเชิงจิตวิทยามาให้ได้รู้กันว่า &#8220;ทำไมมันต้องอยู่สุดท้าย&#8221; ถึงตอนนี้บางคนอาจจะคิดว่า เราก็ทำถูกแล้ว แล้วจะหาเหตุผลมาให้ปวดหัวทำไป เอาเป็นว่า อ่านซักนิดก็ไม่น่าจะเสียเวลาอะไรมากมาย จริงมั้ย? แต่มันจะไม่ติดใจผมเลยซักนิด หากผมไม่ได้เจอลูกค้ารายหนึ่งที่บอกผมว่า เค้าต้องการให้คนมาติดต่อเค้ามากๆ ช่วยเอา &#8220;Contact Us&#8221; ไปไว้เป็นปุ่มแรกเลยไม่ได้หรือ? นั่นสิ? ไว้เป็นปุ่มแรกเลยไม่ได้หรือ? และหากไว้เป็นปุ่มแรก คนจะมาติดต่อเรามากขึ้นมั้ย?? เว็บไซต์ UXmovement ได้เขียนบทความที่มีชื่อว่า &#8220;Why the Contact Us Page Always Goes Last&#8221; (http://uxmovement.com/navigation/why-the-contact-us-page-always-goes-last/) ซึ่งได้อธิบายเหตุผลของการนำไอ้เจ้าปุ่ม Contact Us ไปไว้สุดท้ายในเชิงจิตวิทยาของมนุษย์ว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div addthis:url='http://www.blog72.net/2011/06/22/why-contact-us-goes-last/' addthis:title='ทำไมปุ่ม Contact Us ต้องอยู่สุดท้าย? ' class="addthis_toolbox addthis_default_style ">
<a class="addthis_button_facebook_like"></a>
<a class="addthis_button_google_plusone"></a>
<a class="addthis_button_tweet"></a>
<a class="addthis_button_compact"></a>
<a class="addthis_counter addthis_bubble_style"></a>
</div><p>เราคงออกแบบกันมาจนชิน ชินจนไม่รู้ว่า ทำไมเราถึงได้เอาปุ่ม Contact Us ไว้เป็นปุ่มสุดท้าย</p>
<p>เป็นเพราะมันไม่สำคัญหรอ? ใครว่า มันสำคัญมากเลยต่างหาก หรือเป็นเพราะความคุ้นเคยที่ว่า เว็บไหนๆที่เอาไว้สุดท้าย เราก็เลยเอาไว้บ้าง</p>
<p>แล้วมันถูกต้องมั้ยที่เอาไว้สุดท้าย หรือว่าเราควรจะเปลี่ยน? แน่ล่ะ มันถูกต้องแน่ๆ เพราะจนถึงวันนี้ใครๆก็เอาปุ่ม Contact Us ไว้สุดท้าย แต่วันนี้จะเอาเหตุผลในเชิงจิตวิทยามาให้ได้รู้กันว่า <strong>&#8220;ทำไมมันต้องอยู่สุดท้าย&#8221;</strong></p>
<p>ถึงตอนนี้บางคนอาจจะคิดว่า เราก็ทำถูกแล้ว แล้วจะหาเหตุผลมาให้ปวดหัวทำไป เอาเป็นว่า อ่านซักนิดก็ไม่น่าจะเสียเวลาอะไรมากมาย จริงมั้ย?</p>
<p>แต่มันจะไม่ติดใจผมเลยซักนิด หากผมไม่ได้เจอลูกค้ารายหนึ่งที่บอกผมว่า เค้าต้องการให้คนมาติดต่อเค้ามากๆ ช่วยเอา &#8220;Contact Us&#8221; ไปไว้เป็นปุ่มแรกเลยไม่ได้หรือ?</p>
<p>นั่นสิ? ไว้เป็นปุ่มแรกเลยไม่ได้หรือ? และหากไว้เป็นปุ่มแรก คนจะมาติดต่อเรามากขึ้นมั้ย??</p>
<p>เว็บไซต์ UXmovement ได้เขียนบทความที่มีชื่อว่า &#8220;Why the Contact Us Page Always Goes Last&#8221; (<a href="http://uxmovement.com/navigation/why-the-contact-us-page-always-goes-last/" target="_blank">http://uxmovement.com/navigation/why-the-contact-us-page-always-goes-last/</a>) ซึ่งได้อธิบายเหตุผลของการนำไอ้เจ้าปุ่ม Contact Us ไปไว้สุดท้ายในเชิงจิตวิทยาของมนุษย์ว่า</p>
<p>ปกติแล้วปุ่มเมนูที่เราใช้ๆกันอยู่จะแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ</p>
<p><strong>1. เมนูสำหรับการเรียนรู้ (Learning Links)</strong> คือเมนูที่จะพาเราไปยังหน้าที่ให้ข้อมูล ให้เรารู้จักเว็บไซต์ รู้ว่าเว็บนี้คืออะไร ทำหน้าที่อะไร</p>
<p><strong>2. เมนูให้ลงมือทำ (Action Links)</strong> คือเมนูที่จะพาเราไปยังหน้าที่เราต้องตอบรับ หรือทำอะไรบางอย่างในหน้านั้นๆ</p>
<p>ดังนั้น เมนูสำหรับเรียนรู้จึงต้องอยู่ก่อน เพราะมันทำให้ผู้ใช้งานรู้ว่า เว็บนี้คืออะไร มีประโยชน์อะไร ผู้ใช้งานสามารถอ่านและทำความเข้าใจ จนเกิดความเชื่อถือ และเมื่อรู้จักกันและกันแล้ว เชื่อถือกันแล้ว ผู้ใช้งานก็จะรู้ว่า เค้าจะต้องการทำอะไรกับเว็บนี้</p>
<p>จึงทำให้ เมนูสำหรับการลงมือทำ อยู่หลัง เพราะเมื่อเค้าไล่อ่านมาแล้ว รู้จักหมดแล้ว เค้าจึงจะเริ่มลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นการกรอกแบบฟอร์ม การเลือกหาผู้ที่ต้องการติดต่อ หรือการดาวน์โหลดเอาข้อมูลต่างๆ จะทำมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับว่า เค้าเชื่อถือเว็บไซต์นั้นๆมากเท่าใด</p>
<p>หากจะลองเอาเมนูสำหรับการลงมือทำไว้ก่อน นอกจากผู้ใช้งานจะไม่กดแล้วนั้น ยังจะทำให้เค้าสับสนอีกด้วย และเมื่อผุ้ใช้งานสับสน โอกาสที่เค้าจะปิดกั้น ไม่อ่านเมนูถัดไป หรือออกจากเว็บก็มีมากขึ้น</p>
<p><a href="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/06/navigation-links-order.png" rel="lightbox[2088]"><img class="alignnone size-medium wp-image-2089" title="navigation-links-order" src="http://www.blog72.net/wp-content/uploads/2011/06/navigation-links-order-400x123.png" alt="" width="400" height="123" /></a></p>
<p><strong>ทีนี้เราก็จะได้รู้กันเสียทีว่า ทำไมเราถึงต้องเอา Contact Us ไว้สุดท้าย</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blog72.net/2011/06/22/why-contact-us-goes-last/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

