Home » ทั่วๆไป » Recent Articles:

สัปดาห์สุดท้ายของปี ที่ rgb72

อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์สุดท้ายสำหรับปีนี้ที่ rgb72

วันเวลาผ่านไปอีกปี ไวเหมือนโกหก

ปีนี้มีเรื่องให้ได้สนุกและตื่นเต้นมากมาย จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก

ภายใน rgb72 เอง เราได้ต้อนรับทีมงานใหม่เข้ามามากมาย โดยล่าสุดคือน้องมะปราง ที่เข้ามาในตำแหน่ง AE เมื่อ rgb72 อายุครบ 11 ปีได้เพียงไม่กี่วัน

นอกจากนี้ เราเองยังได้ดูแลลูกค้า accout ใหญ่ ครบทั้งระบบ ตั้งแต่การสร้างเว็บไซต์ และการช่วย PR ไม่ว่าจะเป็นทาง Social Network อย่าง Facebook หรือ twitter การช่วยดูแลจัดการซื้อโฆษณา หรือแม้กระทั่งทำแบนเนอร์โฆษณา และการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของลูกค้าสามารถค้นหาได้ง่ายใน Google

ปีนี้เปรียบเสมือนกับการก้าวขึ้นบันไดขั้นใหญ่ๆ ขั้นหนึ่งเลยทีเดียว

นี่ยังไม่นับรวมถึง Mobile Application โปรแกรม App สำหรับ iPhone และ iPad ที่เรายังมีทำออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นการใช้ภายในองค์กร ไม่ได้เปิดใช้สำหรับบุคคลทั่วไป แต่เรายินดีที่จะบอกว่า ในปีหน้า เรากำลังจะมีบางอย่างที่น่าตื่นเต้นเตรียมรอไว้อยู่

rgb72 ขอขอบคุณทุกท่าน ขอขอบคุณลูกค้าของเราที่ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ มอบหมายภาระกิจที่น่าตื่นเต้นและสำคัญของท่านให้กับเรา ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นและสนุกที่ได้ทำงาน ขอบคุณผู้ที่ติดตามผลงานของ rgb72 มาเนิ่นนาน ความคิดเห็น คอมเม้น และการแชร์บทความของคุณมีความหมายกับเรามาก และสุดท้ายขอขอบคุณทีมงาน rgb72 ที่ยืนหยัดฟันฝ่าอุปสรรค์และงานหินๆยากๆ มาด้วยกัน

ในปีหน้า ปี 2012 เรากำลังจะก้าวเข้าสู่อีกปีที่ยิ่งใหญ่ ปีที่เราจะมีอายุครบ 12 ปี หากเป็นคนก็เรียกว่า ครบ 1 รอบ เราสัญญาว่าจะผลิตงานดีดี ไอเดียสร้างสรรค์ เพื่อการเติบโตและการก้าวไปข้างหน้าต่อไป

ขอบคุณและขอให้ทุกคนมีความสุขในปี 2555 ที่กำลังจะมาถึงนี้ หยุดยาวๆ เที่ยวปลอดภัย แล้วปีหน้าพบกันใหม่ครับ

Merry Christmas & Happy New Year 2012

App ดีน่าโหลดสัปดาห์นี้ (15 ธ.ค. 54)

3 App แนะนำต่อไปนี้ล้วนเป็น App ฟรี App ดี น่าใช้

1. Evernote Hello

(http://itunes.apple.com/us/app/evernote-hello/id484359282?mt=8)

Evernote (http://www.evernote.com) ผู้ให้บริการด้านการจดบันทึกออนไลน์ โดยผู้ใช้สามารถเขียน จดบันทึก อัดเสียง หรือ ถ่ายรูป เพื่อเก็บไว้ในฐานข้อมูลของ Evernote ได้

วันนี้ Evernote ออก App ใหม่ฟรีๆ มาให้โหลดกัน 2 App ตัวหนึ่งชื่อ Hello ส่วนอีกตัวหนึ่งชื่อ Food

บ่อยครั้งที่เราพบคนหน้าใหม่ๆ เรามักจะลืมว่า เค้าชื่ออะไรหน้าตาเป็นอย่างไร และเคยพบกันที่ไหน Evernote Hello มีไว้ให้คุณจดบันทึกข้อมูลของคนหน้าใหม่นั้นๆ โดยสามารถใส่ชื่อที่อยู่เบอร์โทร รวมไปถึงถ่ายรูป และ ยังจดจำสถานที่ที่ได้พบไว้อีกด้วย

สำหรับ Food (http://itunes.apple.com/us/app/evernote-food/id481893372?mt=8) นั้นอาจจะเหมาะกับคนไทยเรามากกว่า เมื่อเราไปทานอาหารตามที่ต่างๆ Evernote Food จะช่วยเราก็รูปภาพอาหารที่แสนจะสวยงาม และยังให้เราสามารถแชร์รูปผ่าน Facebook และ Twitter ได้ด้วย

 

2. Filpboard สำหรับ iPhone

(http://itunes.apple.com/us/app/flipboard/id358801284?mt=8)

Flipboard app สำหรับอ่านข่าวสารต่างๆ ที่โด่งดังมากจาก iPad ปรับเปลี่ยนให้ข้อมูลที่รับจาก RSS Feed, Facebook, Twitter ออกมาในรูปแบบของแมกกาซีนที่สวยงาม

App นี้เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของเจ้าของ iPad มามากมายหลายคน ถึงคราวเจ้าของ iPhone บ้างล่ะทีนี้ ลองให้รู้ก็คงไม่เสียหายอะไร เพราะ App นี้ ฟรี!!

 

3. Zite

(http://itunes.apple.com/us/app/zite-personalized-magazine/id419752338?mt=8)

App ปรับเปลี่ยนรูปแบบของข่าวให้อยู่ในลักษณะของแมกกาซีนเช่นกัน คล้ายๆกับ Flipboard นั่นแหละ แม้ดีไซน์จะไม่ได้แรงเหมือน Flipboard แต่ Zite นั้นสามารถช่วย “แนะนำ” ข้อมูลดีๆ จากแหล่งใหม่ๆ ให้กับเราได้ โดยดูจากแหล่งข่าวที่เราเคยไปเป็นสมาชิกมาแล้ว

3 App ที่ดี ลองโหลดมาเล่นดู เงินไม่เสีย เสียแค่ค่าเน็ทอย่างเดียว ^^

Black Friday และ Happy Bag! (มาดูฝรั่งและญี่ปุ่นช้อปปิ้ง)

ผ่านไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (25 พฤศจิกายน 2554) กับ Black Friday เทศกาลช้อปปิ้งอันแสนสนุกที่ลดราคากันสะบั้นหั่นแหลกของคนอเมริกัน

คนอเมริกันจะมีวัฒนธรรมการซื้อของขวัญให้กับญาติ เพื่อน คนรู้จัก และ คนรู้ใจกันในช่วงเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะคริสมาส

มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขจริงๆ เมื่อทุกคนไม่สนใจเรื่องงาน แต่จะสนใจว่า วันนี้จะไปซื้อของที่ไหนให้ใคร และด้วยเทคนิคการตลาดที่มีสินค้าใหม่ๆ ออกมาให้ได้ช้อป พร้อมกับการลดราคากันอย่างมากมาย ทำให้การช้อปปิ้งเลือกซื้อของขวัญยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่

Black Friday เป็นวันศุกร์วันเดียวที่มีการลดราคาแบบพิเศษสุดๆ โดยคุณสามารถหาซื้อของในราคานี้ได้ในวันเดียวเท่านั้น โดย Black Friday จะเริ่มหลังจาก วันขอบคุณพระเจ้า หรือ Thanks Giving Day ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการซื้อของขวัญให้กับคนที่เรารักในช่วงคริสมาส

ดังนั้นใครอยากจะขายของ ออกสินค้าตัวใหม่ หรือแม้กระทั่งจะโละของเก่าๆออกจากสต๊อก ช่วงนี้แหละ สำคัญที่สุด

Black Friday ที่ผ่านมา ผมจึงได้เข้าไปลองเล่น ลองดูราคาในเว็บ Amazon.com เว็บไซต์ขายของที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ซึ่ง  Amazon เองก็ไม่พลาดเทศกาล Black Friday นี้

ที่เว็บของ Amazon มีโปรโมชั่นลดราคามากมายในราคาพิเศษ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ให้หาสินค้าได้ง่าย เช่น หนัง, เพลง, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เสื้อผ้า, ของเล่นเด็ก ฯลฯ

ดูๆไปแล้วก็เหมือนกับเว็บขายของทั่วไปที่ต้องร่วมกับเทศกาลนี้ แต่ Amazon ไม่ได้มีดีแค่นั้น

Amazon มีการจัดสินค้าราคาพิเศษ สุดๆๆๆๆๆ แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องซื้อสินค้าภายในเวลาไม่กี่นาทีที่กำหนด

ตัดสินใจให้ไว ซื้อเดี๋ยวนี้!

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ในภาษาของคนไทยเราก็คือ ช่วงเวลา “นาทีทอง”

แต่ Amazon มีชื่อเรียกในแบบของเค้าว่า “Amazon Lightning Deals”

เมื่อคุณเข้าเว็บไซต์ของ Amazon คุณจะได้พบกับกล่องพิเศษที่โผล่ขึ้นมาตรงกลาง พร้อมกับมีรายการสินค้าที่หากคุณเลือกซื้อในช่วงเวลา 10 นาทีนี้ คุณจะได้ราคาพิเศษที่เท่าไร่

หนังบางเรื่องราคา 40 เหรียญ แต่เฉพาะช่วงพิเศษนี้ก็เหลือแค่ไม่ถึง 10 เหรียญ

หรือหนังที่ผมลองดู เรื่อง Batman The Dark Knight แบบ Blu-Ray สองแผ่น จากเดิม 24.98 เหรียญ ก็เหลือแค่ $4.99 เหรียญ!!

ลดลงไปประมาณ 80% !!!

เมื่อลองเลือกซื้อ ใส่สินค้าลงตะกร้าเรียบร้อย Amazon จะมี Pop-Up แจ้งว่า ให้รีบเช็คเอ้าท์ และจ่ายเงินภายใน 15 นาทีนี้เท่านั้นนะ คุณถึงจะได้ราคาพิเศษนี้!

หากคุณยังอยากช้อปอยู่ ก็ช้อปไปเถอะ แต่เมื่อเวลาเหลืออีกแค่ 10 นาที ก็จะมี Pop-Up ขึ้นมาอีก.. แจ้งว่า “เหลือเวลาอีกแค่ 10 นาทีเท่านั้นนะ รีบๆซื้อนะ!!!” พร้อมกับเริ่มนับถอยหลัง

โอ๊ววว สนุกมากๆ และตื่นเต้นมากๆ ทำให้การซ้อปปิ้งออนไลน์ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป คุณได้ของราคาถูก ส่วน Amazon ก็ได้ขายของไว

แต่สินค้าที่เราซื้อในช่วง Lightning Deals ก็มีการจำกัดจำนวนเช่นกัน (นี่มันเหมือน นาทีทองของเราจริงๆ)

หากเราอยากได้สินค้าชิ้นนี้แต่ถูกลูกค้าคนอื่นเก็บใส่ตะกร้าไปหมดแล้ว เราก็อด

Amazon ก็ยังใจดี มีระบบ “ต่อคิว” ให้คนที่มาทีหลัง รอคนก่อนหน้ายกเลิกการซื้อสินค้า เพื่อที่จะได้จับจองเป็นเจ้าของคนต่อไป

Amazon เรียกระบบนี้ว่า “Wait List”

เมื่อคุณเห็นของที่คุณต้องการซื้อหมดลงแล้ว คุณเพียงลงชื่อต่อคิวใน Wait List ระบบของ Amazon จะแจ้งให้คุณทราบทันทีเมื่อมีคนยกเลิกการซื้อสินค้า

เหมือนการต่อคิว Waiting List กับสายการบิน

เท่านั้นยังไม่พอ..

เมื่อของราคาพิเศษหมดเวลา ก็ต้องมีของใหม่ใส่เข้ามาเพิ่ม

พร้อมเริ่มช่วงนาทีทองใหม่

แต่ของจะเป็นอะไรน่ะหรอ? เรามิอาจรู้ได้ครับ

Amazon จะยังไม่บอกว่า สินค้าตัวต่อไปที่จะลดราคานั้นคืออะไร คุณจะต้องรอเวลาเท่านั้น!

มีเวลาที่ชัดเจนแน่นอน แต่ไม่บอกว่า อะไรเท่าไร่

สนุกสุดๆ

ผมไม่แน่ใจว่า Amazon Lightning Deals นี่มีเฉพาะช่วงเทศกาลหรือมีตลอดเวลา แต่บังเอิญเพิ่งสังเกตเห็นเมื่อศุกร์ที่ผ่านมานี้เอง

เทศกาลช้อปปิ้งของขวัญเป็นเทศกาลของฝรั่งที่ผมชอบที่สุด นั่นไม่เพียงแต่เฉพาะคนอเมริกันเท่านั้น แต่คนยุโรปก็เช่นกัน

เพราะคนฝรั่งนั้นนิยมอยู่คนเดียว ครอบครัวเดียว ไม่ได้มีวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันกับพ่อแม่และญาติๆเหมือนคนเอเชีย

ดังนั้นเมื่อถึงช่วงคริสมาสที่ครอบครัวจะได้มาอยู่รวมกัน ญาติๆจะได้พบกัน ทุกคนต่างตื่นเต้นที่จะซื้อของขวัญและรับของขวัญ ผู้ใหญ่ตื่นเต้นที่จะได้ซื้อของให้หลานๆที่ไม่ได้เจอกันมานาน ส่วนเด็กๆก็ตื่นเต้นที่จะได้ค้นหาว่า ของขวัญที่อยู่ใต้ต้นคริสมาสนั้นคืออะไร

ไม่ทำงาน นั่งผิงไฟหลบความหนาวของหิมะอยู่ในบ้าน สมองโปร่งโล่ง มีแต่การพูดคุยกัน ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ

15 วันหรือ 1 เดือนของการหยุดพักประจำปีในช่วงเทศกาลนี้จึงดูไม่มากเลย

ในตอนหน้าจะขอพูดถึงการช้อปปิ้งของญี่ปุ่นบ้าง การช้อปปิ้งแสนสนุกที่ผมสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่า “ทำไมคนไทยจึงไม่ทำบ้าง”

ตอนหน้าพบกับ Fukubukuro หรือ Happy Bag ครับ

ขายของผ่านเน็ท

ตรวจทาน: จ๋า

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา อลีฟ น้องที่ออฟฟิสมาบอกว่าเค้าเปิดร้านบน Facebook ชื่อ Ssweetvanilla ขายเครื่องสำอางนำเข้าจากเกาหลี

ผมก็เข้าไปดู แล้วก็กด LIKE ทีนึง

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มคิดขายของผ่านทาง Facebook .. ไอเดียดีชะมัด.. แค่แปะสินค้าของตัวเองลงไปเยอะๆๆๆ จะซื้อจะขายก็ผ่านทางกล่องคอมเม้นด้านล่าง ง่ายมากๆ

ก็ไหนๆ คนไทยถนัดจะโอนเงินให้ มากกว่าการให้บัตรเครดิต ถ้าชอบ อยากซื้อ ก็จองผ่านกล่องคอมเม้น แล้วก็วิ่งไปโอนเงิน แค่นี้ก็เรียบร้อย ไม่นาน ของก็ถูกจัดส่งถึงที่

ซื้อขายง่ายไม่พอ บางทีผู้ขายยังสามารถแนะนำผู้ซื้อได้อีก..

ลูกค้าบางคนมาถามว่าเสื้อตัวนี้เหมาะกับเค้ามั้ย ดีมั้ย เนื้อผ้าเป็นอย่างไร ผู้ขายก็ตอบกันผ่านทางกล่องคอมเม้นนั่นแหละ

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ รู้ข่าวอีกทีเห็นว่า น้องอลีฟ ทำเงินไปแล้วเหยียบหมื่น ไม่รู้หลักหมื่นที่ว่านี่กำไรเท่าไร่ รู้แต่ว่ามันทำให้ผมนึกถึงสมัยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่มีคนมาถามผมว่า อยากทำเว็บ e-commerce จะทำได้รึยัง? ทำดีมั้ย? ทำอย่างไร?

เมื่อสิบปีก่อนนั้น e-commerce เป็นที่นิยมมาก ได้ยินกันหนาหู มีคนเขียนหนังสือออกมามากมายว่าจะทำ e-commerce จะขายของออนไลน์ทำได้อย่างไร และถึงแม้ว่าจะมีหนังสือออกมามากมาย แต่คนที่ผมรู้จักก็ยังไม่วายที่จะถามว่า “จะทำร้านค้าบนเน็ทดีม้ั้ย?”

ในช่วงแรก การจะทำเว็บไซต์ e-commerce ซักตัวทำได้ยากนัก กว่าจะทำเสร็จ นำสินค้าเข้าไปแสดง กำหนดราคา แล้วไหนจะต้องโปรโมทอีก กว่าจะมีลูกค้ามา แสนจะลำบากยากเย็น

แต่ก็ไม่ได้ว่าจะเป็นไปไม่ได้

ลูกค้าที่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นคนรู้จักที่แสนสนิทกันอย่าง พี่วุฒิ และพี่โก้ เจ้าของเว็บ Magic-Wagon.com เป็นหนึ่งในคนที่ทำเว็บ e-commerce ในช่วงนั้น พี่วุฒิเป็นนักมายากล และสิ่งที่เค้าชอบทำคือ ผลิตอุปกรณ์เล่นกล ซึ่งอุปกรณ์ของเค้าแต่ละตัวจะมีการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร มีการใช้วัตถุดิบที่ทำจากไม้อย่างดี มีการแกะสลักสวยงาม และหลายตัวเป็น limited edition

ปัจจุบันเว็บของพี่วุฒิสามารถขายของได้มากมาย เรียกได้ว่า เว็บ e-commerce คืองานประจำของเค้าทั้งสองคนเลยทีเดียว โดยลูกค้าส่วนมากเป็นคนต่างประเทศ เป็นนักสะสมบ้าง เป็นนักมายากลเองบ้าง เมื่อพี่วุฒิขายของได้ เขาก็วิ่งเอาไปส่งที่ไปรษณีย์

หากลองเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของเค้าจะพบว่า เว็บนี้ได้ถูกจัดทำมาแล้วตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน มันยังคงแสดงผลที่หน้าจอ 800×600 แล้วตัวพี่วุฒิเองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะทำใหม่

เพราะเค้าคิดว่าปัจจุบันมันก็สามารถทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่แล้ว

สิ่งที่ผมกำลังบอกก็คือ การทำเว็บ e-commerce ที่หลายๆคนคิดอยากจะทำ มันไม่ได้อยู่ที่่ว่า ทำได้ยากมั้ย หรือว่าทำอย่างไร ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร่ แต่มันอยู่ที่ความพยายาม และความมุ่งมั่นของเจ้าของมากกว่า

โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีเว็บไซต์ให้บริการพร้อมอย่าง thaisecondhand.com หรือ weloveshopping.com ทำให้หลายคนคิดว่าทำเว็บเป็นของเล่นๆ ทำง่ายๆ ขายง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนมาก และไม่ต้องจริงจัง

การขายของออนไลน์ก็ต้องการการเอาใจใส่จากเจ้าของร้านมากพอๆกันกับการเปิดร้านค้าทั่วไป

ต้องมีการโปรโมท มีการเอาผลงานไปโชว์ มีการทำกิจกรรม

ยิ่งปัจจุบันมี Facebook ยิ่งทำให้การประชาสัมพันธ์ง่ายเข้าไปใหญ่

การขายของใน Facebook นี่เหมือนการเดินเข้าไปตั้งแผงในตลาด ตลาดที่มีคนอยู่มากมาย เป็นหลัก 10ล้านคน เฉพาะในประเทศไทย

ดังนั้นเมื่อปัจจุบันเรามีเครื่องมือที่เหนือกว่าเมื่อหลายปีที่แล้ว เราต้องทำรายได้ได้ดีกว่าถูกต้องมั้ยครับ?

ไม่ใช่เพียงแค่ Facebook เท่านั้นที่คุณสามารถขายของได้อย่างง่ายดาย ล่าสุดผมได้อ่านจากเว็บของคุณพัชร (iPattt.com) ว่าเพื่อนของเค้า @iNattt สามารถขาย กาฮอง (Cajon) ผ่านทาง instagram (อ่าน instagram กับการสร้างรายได้แบบ Creative !! กรณีศึกษา @iNattt #iHear - http://www.ipattt.com/2011/instagram-cajon/)

ขอให้ใจสู้ และใจรักที่จะทำ เท่านี้ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

Facebook Timeline การเปลี่ยนแปลงและรอยต่อที่สำคัญ

ตรวจทาน: จ๋า

Facebook กับ 1 ปีที่ผ่านมา

Facebook.. เว็บไซต์ Social Media อันดับหนึ่งของโลกที่ปัจจุบันนี้รู้จักกันแทบทุกคน ด้วยยอดผู้ใช้ทั่วโลกที่มีมากกว่า 800ล้านคน ซึ่งแยกออกเป็นคนไทยไปแล้วมากกว่า 12 ล้านคน และด้วยตัวเลขจำนวนนี้ ทำให้จำนวนคนเล่น facebook ในไทยมีจำนวนสูงสุดเป็นอันดับที่ 16 ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 25 กันยายน 2554 จากเว็บไซต์ SocialBakers.com http://www.socialbakers.com/facebook-statistics/thailand)

Facebook timeline

ด้วยจำนวนผู้ใช้ที่มีมากขึ้นทุกวัน จึงทำให้ Facebook เป็นแหล่งรวบรวมคนที่สูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง และที่ใดที่มีคน ที่นั่นก็ย่อมมีโฆษณา

แผนการตลาดมากมายถูกผุดขึ้นมาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่อยู่ใน Facebook ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญกด LIKE หรือ แคมเปญ TAG เพื่อนลงไปในรูป ที่ส่งผลให้สุดท้ายแล้ว กลายเป็น Spam ระบาดไปทั่ว สร้างความรำคาญให้กับหลายคนใน Facebook จึงเป็นผลให้ Facebook ต้องออกกฎ “ห้าม” กลยุทธ์ทางการตลาดแบบนี้

Facebook timelineด้วยความโด่งดังของ Facebook ทำให้มีผู้กำกับฝีมือดีอย่าง เดวิด ฟินเชอร์ ซึ่งมีผลงานที่โดดเด่นอย่าง The Curious Case of Benjamin Button, Seven และ Fight Club ทำภาพยนตร์ออกมาเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของ Facebook โดยใช้ชื่อเป็นภาพรวมๆว่า “The Social Network” ภาพยนตร์เรื่องแรกและเรื่องเดียวที่เล่าถึงประวัติการก่อตั้งเว็บไซต์ (ขนาด Google ยังไม่มีทำเป็นภาพยนตร์ออกมาเลย)

ด้วยความดังระดับนี้ แน่นอนว่าใครๆก็อยากจะเป็น Facebook ไม่เว้นแม้แต่ Google

28 มิถุนายน 2554 Google ประกาศตัวเว็บไซต์ Social Media ตัวใหม่นามว่า Google+ แม้ผู้ที่สามารถเล่นได้ในช่วงแรกจะต้องเป็นผุ้ที่ถูกรับเชิญเท่านั้น แต่ด้วยความเป็น Google จึงทำให้ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกไม่น้อย มีคนเข้าไปขอทดลองมากมาย คนที่ได้ Account แล้วก็จะโดนเพื่อนรอบข้างขอให้ช่วย “เชิญ” เค้าเข้าไปทดลองเล่นด้วย

ความโด่งดังนี้ ทำให้เกิดคำวิจารณ์มากมาย หลายคนมองว่า Google+ ดีกว่า Facebook (โดยพูดถึงจุดเด่นที่ Facebook ไม่มี นั่นคือ “CIRCLES” การแยกกลุ่มเพื่อนที่จะแชร์ข้อมูลต่างๆ) หลายคนก็ว่า Facebook ยังไงก็ดีกว่า หลายคนเล่นทั้ง 2 อย่าง และหลายคนที่หันมาสนใจ Google+ เป็นคนที่มาจาก Twitter  นอกจากนี้ หลายคนยังแอบมองว่า Google+ จะเหมือนกับ Google Wave ระบบอีเมล์รูปแบบใหม่ที่แสนจะโด่งดังรึเปล่า ระบบอีเมล์ที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ สวยงาม ใครๆก็อยากทดลองใช้ แต่ก็ถูกปิดตัวลงไปอย่างน่าเสียดายในเวลาไม่นาน สร้างความผิดหวังให้กับหลายคน

และเมื่อ Google+ เป็นที่น่าสนใจสำหรับใครหลายคน Mark Zuckerburg เจ้าของ Facebook ก็ไม่พลาดที่จะร่วมทดลอง ชื่อบัญชีของ Mark Zuckerburg และทีมงาน Facebook ถูกพูดถึงในเว็บข่าวทั่วไป ประมาณว่า Facebook ก็แอบมาศึกษาและทดลองเล่น Google+

แม้ว่า Facebook เป็นเว็บไซต์ที่มีการอัพเดทระบบ ทั้งในด้านการออกแบบ และ ความสามารถ อยู่สม่ำเสมอมาโดยตลอด แต่การเข้ามาร่วมสนามแข่งของ Google+ ทำให้ Facebook นั้นจะมัวแต่อัพเดททีละนิดละน้อยเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว

ล่าสุด Facebook ได้ประกาศในงาน f8 ถึงสิ่งที่กำลังจะเปิดให้ผู้ใช้งานทุกคนในวันที่ 30 กันยายนที่จะถึงนี้ นั่นคือ Facebook Timeline

Facebook Timeline – ของเล่นใหม่สำหรับผู้แอบติดตาม?

Facebook timeline

Facebook Timeline จะช่วยให้คุณและเพื่อน สามารถย้อนดูอดีตของคุณได้ สามารถที่จะเลือกดูได้ว่า เมื่อเดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว เราไปเขียนอะไรไว้, Post รูปอะไรบ้าง หรือแม้แต่ Status ว่า เราเคยเป็นแฟนกับใคร โดยสามารถย้อนกลับไปได้จนถึงปีเกิดของเราได้เลยทีเดียว

เว็บไซต์ใหญ่ๆในโลกและในประเทศไทยหลายเว็บได้พูดถึง Facebook Timeline มีการแนะนำการใช้งาน และแจกแจงความสามารถต่างๆกันอย่างละเอียด ซึ่งสามารถติดตามอ่านได้จาก Mashable : Facebook’s New Profiles: First Impressions (http://mashable.com/2011/09/22/facebooks-new-profiles-first-impressions/) และ Blognone : งาน Facebook f8 วันนี้: Timeline และ Open Graph รุ่นใหม่ (http://www.blognone.com/news/26566/งาน-facebook-f8-วันนี้-timeline-และ-open-graph-รุ่นใหม่)

แต่สิ่งหนึ่งที่เริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้นคือเรื่องของ ความเป็นส่วนตัวที่เริ่มจะไม่เป็นส่วนตัว

เมื่อผู้คนสามารถรู้จักคุณได้ สามารถที่จะดูย้อนหลังได้ว่า คุณเคยทำอะไรมาบ้าง ยิ่งจะทำให้ความเป็นตัวตนของคุณถูกเปิดเผยมากขึ้น

ถูกที่คุณอาจจะบอกว่า ใน Facebook ก็มีระบบที่สามารถควบคุมได้ว่า ให้เฉพาะเพื่อนของเราเท่านั้นที่สามารถเห็นได้ แต่นั่นก็เป็นแค่ภาพลวงตา เพราะบางคนก็ยังตั้งค่าไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ หรือ “เพื่อน” ที่เรารับเข้ามาอยู่ใน Facebook ของเรานั้น บางครั้งอาจรับมาด้วยความไม่เต็มใจ (เช่น เจ้านาย, แฟน, พ่อ, แม่ – เพราะบางครั้งคุณคงไม่อยากจะให้พ่อของคุณรู้ใช่มั้ยว่า เมื่อคืนนี้คุณไปเมาที่ไหนมา)

Facebook อาจกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ฝ่าย HR ของบริษัทจะเข้าไปตรวจดูประวัติและความเป็นไปของคุณก่อนที่จะรับเข้าทำงาน และด้วย Facebook Timeline ที่ว่านี้ จะทำให้ฝ่าย HR นั้นคงจะสนุกไม่น้อยที่จะรื้อประวัติของคุณลึกลงไปอีกๆๆๆ

Mark Zuckerburg มีแนวความคิดว่า ปัจจุบันนี้ผู้คนเปลี่ยนไป เค้าบอกว่า เมื่อตอนเค้าสร้าง Facebook แรกๆ สมัยที่อยู่ยังอยู่ในหอพักที่มหาวิทยาลัย มีหลายคนทักเค้าว่า “ใครจะมาบอกประวัติของตัวเองให้ชาวโลกรู้ ใครจะมาบอกว่าตอนนี้ฉันทำอะไรอยู่”

แต่วันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ผู้คนบนโลกต้องการได้รับความสนใจจากผู้อื่น และการได้รับความสนใจได้นั้น คือการแบ่งปันข้อมูลของตัวเองให้มากขึ้น ยิ่งมากยิ่งดี โดยวิธีการแบ่งปัน ก็มีมากกว่า Facebook มีอีกหลาย Social Media ที่ให้คุณได้เปิดเผยความเป็นตัวตนของคุณ

พีท แคชมอร์ ซีอีโอของ Mashable ได้พูดกับ CNN ว่า “ความเป็นส่วนตัวได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะมี Social Media ต่างๆ ถือปืนจ่อหัวอยู่ (privacy was dead, and social media was holding the smoking gun)” เค้าบอกว่า เราอยู่บนโลกที่ปัจจุบันนี้ คนที่มีคุณค่ามากที่สุดคือคนที่มีผู้ให้ความสนใจมากที่สุด ยิ่งเราแชร์ข้อมูลของเราไปในหลากหลาย media เท่าไร่ เราก็จะเป็นคนที่โด่งดังมากเท่านั้น

การออกแบบฤา Facebook จะกลายเป็น Hi5?

ในมุมของการออกแบบ Facebook Timeline ได้เพิ่มภาพขนาดใหญ่มากทางด้านบน แบ่งวิธีการอ่าน timeline เป็นสองคอลัมน์ ซึ่งการออกแบบนี้สร้างควาาม “ไม่ชิน” ให้กับ user เก่าๆ ของ Facebook ได้ไม่น้อย

ความไม่ชินดังกล่าวทำให้ผุ้ใช้งาน Facebook หลายคนถึงกับงง การที่ต้องใช้เวลานานกว่า 15 นาทีเพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมาเรียนรู้ใหม่ เพราะตนเองก็อยู่ในเว็บไซต์เดิมอยู่แล้ว ทำให้ถึงกับถอดใจ คงต้องหาเวลาว่างๆ เพื่อที่จะมานั่งทำความเข้าใจกันอีกที

แต่สำหรับผุ้ใช้งานอีกหลายคนก็มีความสุขกับการนั่งแต่งหน้า profile ใหม่ของตนเอง เหมือนของเล่นชิ้นใหม่ และด้วยความสามารถในการให้เรา post ภาพ หรือ ประวัติเราย้อนหลังได้ คาดว่าน่าจะทำให้ผู้ใช้งาน Facebook หลายคนต้องยุ่งกันเป็นพันละวันในช่วง 2-3 วัน หลังจากเปิด ตัว Facebook Timeline อย่างเป็นทางการ

โดยส่วนตัว ผมเองไม่ได้ set อะไรมาก หน้าตาของ Facebook timeline ดูยุ่งยากจริง และงง ในช่วงแรก แต่สิ่งที่ยากสุดคือการหารูปมาไว้ตรงพื้นที่ด้านบนที่แสนจะใหญ่โตมโหรทึก (ขอสารภาพว่าเสียเวลาไปเกือบ 15 นาที)

การเปลี่ยนแปลงหน้าตาในรอบนี้ ทำให้เกิดการวิจารณ์มากมายว่า Facebook เริ่มจะหน้าตาเหมือน Hi5 เข้าไปเสียแล้ว

หากเรายังจำได้ Hi5 เคยเป็น Social Media ที่มีผู้ใช้มากมาย แต่ด้วยความที่ Hi5 ไม่สามารถควบคุมรูปแบบการออกแบบหน้าของแต่ละ user ได้ จึงทำให้หน้า Hi5 ของแต่ละคนมี effect มากมาย เข้าไปทีเจอแสงระยิบระยับเป็นประกาย บางทีก็จะเจอรูปภาพแบบ slide show ซึ่งนอกจากจะรกสายตา น่ารำคาญ แล้ว ยังทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคนที่เข้าไปดูต้องใช้พลังงานมาก บางครั้งมากจนทำให้เครื่องค้างเลยก็มี

จึงไม่แปลกว่าทำไมคนถึงได้ย้ายจาก Hi5 มายัง Facebook ซึ่งมี interface ที่เรียบง่าย สบายตา และที่สำคัญโหลดได้เร็วกว่า

แต่การเปลี่ยนแปลงของ Facebook ในครั้งนี้จะร้ายแรงถึงขนาด Hi5 เลยหรือไม่?

ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าคงไม่ถึงขนาดนั้น ผู้คนยังคงสนใจที่จะติดตาม “เพื่อน” ของเขาอยู่ว่า วันนี้เขาทำอะไรบ้าง เขาคิดอะไรอยู่ ดังนั้นกับแค่การเปลี่ยนแปลงหน้าตาที่ดูน่าสับสนคงไม่เป็นปัญหา ใช้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชิน อีกอย่าง หน้าตาใหม่ก็ไม่ได้ดูแย่มากขนาดนั้น

ถามว่าแล้วคนที่รำคาญมากๆจะหนีไปใช้ Google+ ที่ดูเรียบง่ายกว่าหรือไม่? ผมคิดว่า “อาจจะมีบ้าง” เพราะในปัจจุบันก็มีเพื่อนหลายคนที่ย้ายไปใช้ Google+ แล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ย้ายขาด ไม่ได้ย้ายไป Google+ แล้วจะทิ้ง Facebook ไปเลย กลายเป็นว่า ต้องเล่น 2 เว็บไซต์ ในเวลาเดียวกัน (ยุ่งไปกว่าเดิม)

นานาจิตตังครับเรื่อง Facebook Timeline มันเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคลล้วนๆ บางคนก็ว่าสวยดี บางคนก็ว่ายุ่งยาก คงไม่แปลกหากวันนี้เราจะพบบทความโจมตีการออกแบบใหม่ของ Facebook ว่ามีข้อเสียอย่างไร เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ ส่วนตัวผมแล้ว ผมชอบภาพใหญ่ๆ ด้านบนครับ มันอลังการมาก การเปลี่ยนแค่ภาพด้านบนภาพเดียวจะช่วยเปลี่ยนอารมณ์โดยรวมของหน้า profile เราได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม เจ้าสองคอลัมน์ด้านล่าง ดูแล้วสู้ของเดิมแบบคอลัมน์เดียวไม่ได้

Facebook Timeline อาจจะเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นสำหรับใครหลายคน และอาจจะเป็นอะไรที่น่าเบื่อ น่ารำคาญสำหรับใครอีกหลายคน แต่จะเป็นจุดเปลี่ยน จุดตกของ Facebook คงไม่ใช่ และคงไม่ได้เป็นผลดีกับ Google+ อย่างมากมาย เหตุเพราะคำว่า “เพื่อน” ที่ปัจจุบันนี้ยังวนเวียนอยู่ใน Facebook ถึง 800ล้านคน อย่างไม่คิดจะเปลี่ยนใจไปนั่นเอง

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

ASP (คำที่เกี่ยวข้อง: asp, .net, php, SQL server, mySQL)
- Active Server Pages ภาษาในการเขียน program พัฒนาโดยบริษัท Microsoft ตัว program มีหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างเว็บไซต์และระบบฐานข้อมูล โดย asp นั้นจะสามารถติดต่อได้กับฐานข้อมูลสองประเภทคือ Microsoft Access และ Microsoft SQL Server

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72





Recent Comments

Powered by Disqus