Home » Apple » Recent Articles:

ใช้ InDesign CS5 สร้าง Magazine สำหรับ iPad

July 27, 2010 Software, design No Comments

เมื่อกระแสความนิยมของ iPad ค่อยๆคืบคลานเข้ามา ค่าย software ยักษ์อย่าง Adobe ก็มิอาจจะรอช้า เตรียมปล่อยตัวเสริมเข้ามาช่วยให้ Adobe InDesign CS5 นั้นสามารถสร้าง Interactive magazine บน iPad ได้ ดูดีเหมือนที่ Wired magazine ได้ทำให้ชาวบ้านฮือฮากันมาแล้ว

Video ตัวนี้ถูกปล่อยมาจากทาง Adobe Lab เห็นภาพแล้วดูดีเหมือนว่าจะง่ายมากๆที่จะทำ สุดท้ายแล้วคงต้องรอดูว่า program นี้เมื่อออกมาจริงๆแล้วจะเจ๋งจริงอย่างที่ได้เห็นรึเปล่า

  • Share/Bookmark

iPad

Apple iPad

เป็นเวลาเกือบสองวันแล้ว หลังจากที่ iPad ได้ถูกเปิดตัวโดย Apple สำนักข่าวหลายเจ้าต่างก็เขียน review มีทั้งชมถึงข้อดี ความเจ๋งและความเป็นสุดยอดในหลายๆด้าน และแน่นอนก็มีอีกหลายสื่อที่ต่อว่าถึงความธรรมดาของผลิตภัณฑ์่ว่าเป็นเหมือน iPhone ยักษ์ดีดีนี่เอง และที่ร้ายไปกว่านั้น ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์บางเจ้าอย่างเช่น Fujisu ก็เตรียมตัวฟ้อง Apple เรื่องการใช้ชื่อ iPad ที่ Fujisu แจ้งว่าเป็นเจ้าของมานานแล้ว

อย่างที่บอกว่า สื่อหลายที่ได้เขียนเกี่ยวกับ iPad ไปเรียบร้อยในแง่ของ tech spec และข้อดีของมัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชิพของ Apple เองที่มีชื่อว่า A4 (ผลิตโดย Samsung) ขนาดของจอที่กว้างเกือบ 10น้ิว, ความอึดของ battery ที่อยู่ได้ 10ชั่วโมง และ Standby ได้มากกว่า 1เดือน (ที่ Steve jobs พูดในงานว่า .. คุณสามารถบินจาก San Francisco ไปญี่ปุ่นและดู video ได้ด้วยการ charge เพียงครั้งเดียว, ความสามารถในการใช้ App ของ iPhone ที่มีอยู่แล้ว, การจัดการรูปภาพ, ดู video, อ่านหนังสือ, การเปิดตัว e-book store ที่ใช้ชื่อว่า ibooks, program iWorks version สำหรับ iPad, และที่สำคัญ ราคาเปิดตัวต่ำสุดที่ $499

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าตัว iPad ก็คือ ผลกระทบของมันที่มีต่อสินค้าตัวอื่นๆ และการออกแบบที่มีต่อ design บนโลกนี้

เอาเรื่องผลกระทบของสินค้าก่อน…

คนที่โดนเต็มๆเห็นจะหนีไม่พ้น Amazon Kindle ที่เกิดมาเพื่ออ่าน e-book โดยเฉพาะ มีจอเป็นสีขาวดำ แต่ราคาถูกกว่า แน่นอนว่า ถ้า iPad ออกมาเมื่อไร่ คนก็อาจจะเปลี่ยนใจจากที่จะซื้อ Kindle มาเป็น iPad แน่นอน เพราะด้วยการเพิ่มราคาอีกแค่นิดเดียว แต่สามารถทำอะไรได้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว อย่างที่ได้อ่านจากพี่เอก ewit เขียนไว้ว่า “Amazon ไม่น่าทำจอขาวดำตั้งแต่แรกแล้ว”

คนกลุ่มที่สองที่โดน และรู้ตัวว่าโดนตั้งแต่ก่อนออก iPad แล้วก็คือ กลุ่ม Tablet ของ Windows ที่ Microsoft ถึงต้องชิงออกมาประกาศก่อนในงาน CES2010 ให้มีชื่อว่า SlatePC โดย HP คาดว่าจะออก SlatePC ภายในปีนี้ ภายใต้ระบบปฎิบัติการของ Windows7 ผลกระทบของ iPad ที่มีต่อกลุ่มนี้แรงมากขนาดที่ทำให้ SlatePC ถูกลดความน่าสนใจลงตั้งแต่วันที่เปิดตัว เพราะหลายคนกลับเผื่อใจไว้รอความน่าตื่นเต้นที่จะออกมาจาก Apple

อีกกลุ่มคือ กลุ่มที่โดน Steve Jobs กัดในงาน นั่นคือ Netbook.. Steve บอกว่า เค้าต้องการหาอะไรที่ดี ที่อยู่ระหว่าง smart phone อย่าง iPhone และ computer อย่าง Macbook, ดังนั้นจะเป็นอะไรดี? หลายคนบอกว่า Netbook แต่ Steve Jobs เห็นว่าปัญหาของ Netbook ก็คือ มันไม่มีอะไรดีซักอย่าง มันช้า, จอเล็ก, และทำงานไม่ได้จริง สิ่งเดียวที่มันดีก็คือ ราคาถูก มันคือ Laptop ราคาถูกนั่นเอง

ในแง่ของการออกแบบ..

หลังจากที่ Apple ได้กลายเป็นต้นแบบในการออกแบบของหลายๆอย่างในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นแบบในการออกแบบเว็บที่ใครๆก็มักจะอยากลอก หรืออยากจะใช้เป็น inspiration แล้ว ..​การทำปุ่มแบบมีเงา ปุ่มนูน หรือการทำ effect แสงสะท้อนที่พื้น ทำให้ Apple ได้เปลี่ยนแปลงโลกของการออกแบบไปเลยทีเดียว

การออกแบบของ iPad นี้ หลายคนเซอร์ไพร์ส หลายคนไม่ อาจจะเป็นเพราะข่าวลือที่ออกมาหนาหูมากๆ อย่างไรก็ตาม หน้าแรกของ Apple นั้นได้มีการออกแบบที่ผิดหูผิดตาอีกครั้ง

หลังจากการเปิดตัว iTunes 9 ที่ Apple ได้มีการจัดภาพในมุม bird eyes view อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนแล้ว การเปิดตัว iPad ในครั้งนี้ Apple ได้ลบ design เดิมที่เคยเป็น box banner ใหญ่ตรงกลางด้านบน ตามด้วย banner เล็กๆสามตัว ในสามคอลัมน์ มาเป็น banner ตัวใหญ่มาก และเป็นแนวตั้ง (ขนาดที่ไม่สามารถจุได้ภายในหน้าจอเดียว) ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะต้องการให้รับกับความเป็นจอแนวตั้งของ iPad หรืออาจะต้องการให้ product ดูยิ่งใหญ่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ด้วยตัว product และความใหญ่ของ banner ก็สามารถ get attention คนดูได้อยากมาก และยากที่จะข้าม banner นี้ไปได้

Apple จะขายตัว iPad นี้ในอีก 60วันข้างหน้า หลายคนคาดการณ์ไว้ต่างๆนานา บ้างก็จะซื้อ บ้างก็จะไม่ บ้างก็คิดว่าจะเป็น gadget ที่ยอดเยี่ยมที่สุด บ้างก็คิดว่า product ตัวนี้จะไปเรียกร้องความสนใจจากคนกลุ่มไหน คนไหนจะทิ้ง macbook เพื่อ iPad หรือคนไหนจะทิ้ง iPhone .. แม้ว่า Appleจะจัดให้ iPad อยู่ตรงกลางระหว่างสอง products นี้ แต่การพกของสามอย่างนี้ไปด้วยกัน เห็นว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย เลย

  • Share/Bookmark

Apple Store (Ginza, Japan)

การได้ไป Official Apple Store ถือว่าเป็นจุดมุ่งหมายหลักอีกที่หนึ่งในการไปญี่ปุ่น ร้าน iStudio ที่เราเห็นในเมืองไทยนั้นไม่ใช่ร้านของ Apple แต่หากเป็นร้านที่ได้รับอนุญาติจาก Apple ให้นำสินค้าเข้ามาขายได้ อย่างที่เราเห็นก็คือร้านนั้นไม่ได้ใช้ชื่อว่าร้าน Apple แต่ว่าต้องใช้ชื่อแทน และในกรณีประเทศไทยก็คือชื่อ iStudio

ร้าน Apple store นั้นมีอยู่ในไม่กี่ประเทศ ในแถบเอเชียนี้ก็มีญี่ปุ่น และจีน สำหรับในญี่ปุ่นนั้น สาขาที่ Ginza คือสาขาที่ใหญ่ที่สุดเพราะมีถึง 5 ชั้น

เข้าไปข้างในเห็นคนมากมาย และเป็นอย่างที่โฆษณาไว้ก็คือ คนสามารถเข้ามาเล่นเครื่อง Mac ได้อย่างไม่ต้องเกรงใจกันเลย หลายคนมายืนเล่นอินเตอร์เน็ทนานๆ เหมือนมาร้านเน็ทยังงัยอย่างนั้น ผมเองก็ถือโอกาสเช็คเมล์ที่นี่เช่นกัน และพนง.ของ Apple ก็ไม่ได้มาว่าอะไร ที่สำคัญคือเค้าจะพยายามทำตัวเป็นคนให้คำปรึกษาเวลาเราเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยใดๆ

ที่ชั้นหนึ่งมีเครื่องให้เล่นไม่ว่าจะเป็น iMac หรือ Macbook ประมาณ 30 ตัวเห็นจะได้ แต่จำนวนคนที่เดินไปมานั้น คิดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 70 นี่เฉพาะชั้น 1

การจะขึ้นชั้น 2-5 นั้นจะต้องใช้ลิฟท์ และลิฟท์ของ Apple นั้นก็สวยมากๆ มีความเรียบง่าย simple แต่สวยแบบ Apple จริงๆ อย่างไรก็ตาม พอไปถึงที่ตัวลิฟท์ก็พบว่า ใช้งานไม่เป็น

ที่ลิฟท์มีตัวกดขึ้นและลงเหมือนทั่วไป แต่พอเข้าไปข้างในกลับไม่มีปุ่มอะไรเลย .. ก็เพราะว่าลิฟท์ของเค้าจะเน้นให้จอดทุกชั้น

ที่ชั้นสอง จะเป็นโซน iPod และ iPhone มีเครื่องให้เล่นให้ฟังแบบไม่อั้นเช่นเคย

ชั้นสามและชั้นห้าเป็น Training มีห้อง training ใหญ่ๆ เหมือนห้องดูหนัง ขณะที่ได้ขึ้นลิฟท์ผ่าน เห็นว่าเค้ากำลังทำการ training โปรแกรมตัดต่อวิดีโออยู่ตัวหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเป็น Final cut หรือ iMovie เหมือนกัน

สำหรับชั้นสี่ เป็นชั้นที่เค้าเขียนไว้ว่าสำหรับเล่นอินเตอร์เน็ท เล่นเกมสำหรับเด็ก และอ่านหนังสือ ขึ้นไปแล้วพบเด็กนั่งเล่นเกมเป็นส่วนมาก อาจจะเป็นเพราะว่าที่เล่นอินเตอร์เน็ทนั้นไปเล่นที่ชั้นล่างกันหมดแล้ว ทางอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นโซนหนังสือ มีหนังสือให้เลือกอ่าน เลือกซื้อมากมาย และแน่นอนเป็นหนังสือเกี่ยวกับ Mac และโปรแกรมสำหรับ Mac เท่านั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นว่าน่าสนใจและสวยมากๆ ก็คือ animation graphic ที่แนะนำว่าแต่ละชั้นอีกอะไรบ้างนั้น ทำได้ดูดีมากๆ ผมเองไม่ได้ถ่าย video มาเองแต่ว่าก็ไป search หาจาก youtube ได้.. เลยขออนุญาติเอามาแปะละกันครับ

ทั้งหมดห้าชั้นนั้นทำให้ได้เปิดโลกอย่างมากมาย ได้สัมผัสกับร้าน Apple ที่เน้นบริการและการให้ได้ทดลองใช้โดยไม่แคร์ว่าจะของจะพังหรือเสียหาย หรือไม่แคร์ว่าใครจะมาแอบเล่นเน็ทฟรี ร้านที่มีคนคอยช่วยเหลือและให้คำปรึกษาอย่างที่เห็นในโฆษณา TV จริงๆ
** ทั้งภาพและ video ผมหาจากใน net มาใช้นะครับ เพราะว่าไม่ได้ถ่ายเองข้างใน**

  • Share/Bookmark

>Business Week เปรียบเทียบ Google vs Apple

January 18, 2010 Marketing 1 Comment

Business Week เล่มล่าสุด (January 25, 2010) พูดถึงเรื่องของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley นั่นคือ Apple และ Google และในบทความนี้มีตารางเปรียบเทียบความเหมือนที่แตกต่าง (The Same, but Different) ระหว่างสองบริษัทนี้ เห็นว่าคนสรุปเค้าเก่งดี เลยลองเอามาให้ดูกัน (เรียงลำดับการเปรียเทียบโดยให้ Google อยุ่ทางด้านหน้าเหมือนในตาราง : Google / Apple)

Date Founded: 1998 / 1976
อันนี้แน่นอน Apple เกิดก่อนนานมากๆ แตกต่างจาก Google ที่เพิ่งเกิด แต่ก็มาแรงอย่างที่เราทุกคนรู้กันอยู่

CEOs: Eric Schmidt / Steve Jobs
สอง CEO นี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนที่ติดตามผลงานของ Google และ Apple และทั้งสองคนนี้ก็ได้รับทั้งคำชมและคำวิจารณ์ต่างๆนานา (โดยเฉพาะ Steve Jobs ที่โดนวิจารณ์ว่าเป็น CEO สุดโหด)

CEO salary: $1 a year / $1 a year
เงินเดือนของ CEO ทั้งสองอยู่ที่จำนวนเท่ากันนั่นคือ 1 เหรียญดอลล่าห์ต่อปี ผมเพิ่งจะรู้เหมือนกันว่า Eric Schmidt ก็รับ 1 เหรียญ แต่ก่อนมี Steve Jobs ที่รับเงิน 1 เหรียญต่อปี ซึ่งได้ขึ้นหิ้งไปว่าเป็น CEO ที่เงินเดือนน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม Steve Jobs เองก็ไม่ได้จนหรอกนะ เพราะแค่หุ้นที่ถืออยู่ใน Apple เทียบเป็นมูลค่าก็ได้แล้วประมาณ 1.1พันล้านดอลล่าห์ (38,500ล้านบาท) นอกจากนี้ Steve Jobs ยังเป็นคนที่ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ Disney อีกด้วย คือมีหุ้นอยู่ 74% เทียบเป็นเงินได้ 4,500ล้านดอลล่าห์ (157,500ล้านบาท) เท่านี้ก็เรียกว่าใช้เงินชาตินี้ยังงัยก็ไม่หมด การได้รับเงิน 1 เหรียญต่อปี คงไม่ใช่สาระอะไรสำคัญกับ CEO ของสองบริษัทยักษ์ใหญ่นี้อย่างแน่นอน
**ข้อมูลตัวเลขจาก คม-ชัด-ลึก**

Headquaters: The Googleplex, Mountain view / Infinite Loop campus, Cupertino
สอง location ที่ไม่ได้อยู่ไกลกันมาก ที่หนึ่งโด่งดังเรื่องการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับพนักงาน เพื่อให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์ มีแรงบันดาลใจและพลังในการสร้างสิ่งดีดี อีกที่เป็นบริษัทที่มีชื่อถนนสุดเท่ห์ แต่เต็มไปด้วยความลับภายในองค์กร ล่าสุดมีข่าวว่า Apple พยายามหา location ในการสร้าง office ใหม่ เนื่องจากตอนนี้มีคนอยู่เยอะมากๆจนจำเป็นต้องเช่าพื้นที่ตึกที่อื่นเพื่อเป็นสำนักงาน

Market cap: $186 billion / $190 billion
Revenue: $22.6 billion / 36.5 billion

ตัวเลขที่สองนี้แสดงได้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการของทั้งสองบริษัท แม้ว่า Google จะมีตัวเลขที่ต่ำกว่า Apple ก็ตาม แต่ถ้าเทียบกับอายุของบริษัทแล้ว Google คือบริษัทที่กำลังมาแรงแทบจะหยุดไม่อยู่

Motto: “Don’t be evil” / “Think Different”
สองคำประจำของสองบริษัทที่ทุกคนรู้จักกันดี ขณะที่ Google พยายามจะทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองไม่เป็นผู้ร้ายในสายตาคนอื่นๆ แต่ Apple ก็พยายามที่จะคิดหาสิ่งที่แตกต่างอยู่ตลอดเวลา

Key to success: Algorithm / Elegance
หนทางสู่ความสำเร็จของ Google คือหลักการคิด การวิเคราะห์และแยกแยะวิธีการทำงานให้เป็นขั้นเป็นตอน หลักๆคือเป็นเรื่องของแนวความคิดในเชิง programming ในขณะที่ Apple นั้นจะมุ่งไปที่การสร้างความยิ่งใหญ่ ความเจ๋ง เก่ง เท่ และสวยหรู

Work ethic: 20% of employees’ time for pet projects / 120% of employees’ time for Steve’s projects
ลักษณะของการทำงาน สิ่งที่โด่งดังมากอย่างหนึ่งของ Google ก็คือการให้เวลาพนง. 20% ของเวลางานเพื่อสร้างสรรค์งานที่เป็นความคิดอิสระของตนเอง และหลายๆงานเ่่ช่น Google Wave ก็ออกมาจาก 20% ของเวลางานนี้เช่นกัน ในขณะที่ Apple นั้นพุ่งเป้าไปที่การทำงานอย่างบ้าระห่ำ ทำงานเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ได้ผลงานที่ Steve Jobs ต้องการเท่านั้น!

The employees who matter: Engineers / Designers
พนักงานที่มีความสำคัญต่อองค์กร แน่นอน.. สำหรับ Google ก็คือเหล่า engineer กลุ่มคนเขียน program ต่างๆ แต่สำหรับ Apple นั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างนักก็คือ Design และปัจจุบัน designer เอกของ Apple อย่าง Jonathan Ive ก็เป็นหนึ่งในคนที่สำคัญที่สุดของ Apple ด้วยเช่นกัน

How decisions get made: Data, data, data / Because Steve says so
การตัดสินใจในการจะลงมือทำอะไรซักอย่างในองค์กร สิ่งที่เป็นปัจจัยสูงสุดสำหรับ Google ก็คือข้อมูลต่างๆที่ได้เก็บรวมรวมมา เหล่าสถิติและตัวเลขทั้งหลายที่จะบอกได้ถึง trend และความน่าจะเป็นที่สามารถพาองค์กรพัฒนาและต่อยอดไปได้ แต่สำหรับ Apple นั้น การตัดสินใจอยู่ทีความคิดของ Steve Jobs แต่เพียงผู้เดียว

Founders’ aircraft: Boeing 767 / Gulfstream V
เครื่องบินส่วนตัวของ CEO ทั้งสองบริษัท สำหรับ Google นั้น Eric Schmidt ใช้ Boeing 767 ส่วน Steve Jobs นั้นใช้ Gulfstream V ราคา 90ล้าน ดอลล่าห์ ซึ่งได้รับจากคณะผู้บริหารเมื่อปี 1999

Big challenge: Can they make money on anything but search? / Does anyone but Jobs have a vision?
ส่วนสุดท้ายนี่สำคัญครับ เป็นหัวข้อที่เกี่ยวกับสิ่งที่ท้าทายสำหรับสองบริษัทนี้ สำหรับ Google ก็คือ Google จะสามารถหารายได้เข้าบริษัทได้จากทางอื่นๆอีกหรือไม่นอกจากการทำ Search Engine ส่วน Apple นั้นคือ จะมีใครไหมที่มีมุมมองและความคิดที่ชาญฉลาดได้แบบ Steve Jobs อีกแล้ว และนี่เป็นเรื่องที่กล่าวขวัญกันมาตลอดว่าเหตุที่ Apple สามารถผลิตสินค้าออกมาได้เป็นอย่างดีนั้นเป็นเพราะความสามารถของ Steve Jobs ทั้งสิ้น ที่สามารถมองเห็นอนาคต มองเห็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ แต่ว่าถ้าไม่มี Steve Jobs ล่ะ.. ใครจะเป็นคนมาทำต่อ??

REF: Businessweek : http://www.businessweek.com/magazine/toc/10_04/B4164magazine.htm

  • Share/Bookmark

>Banner แรงๆ ของ iPod Touch บนเว็บ wired.com

October 24, 2009 Technology, design No Comments

>เมื่อ Apple ส่ง Banner มา take over เว็บไซต์ใหญ่อย่าง wired.com ลองดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง

  • Share/Bookmark

Search This Site:



rgb72 on Facebook

72's Friends

Useful Links

  • Blognone - News and technology update
  • Divland - แหล่งรวมข้อมูลการเขียน CSS
  • theFWA - Favorite web awards, update great website everyday
  • usably.net - It’s all about user experience
  • Web designer wall ข้อมูลดีดีจากต่างประเทศสำหรับ web designer

อ่านย้อนหลัง

being72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ





Recent Comments:

  • iballbaa: เก่ง.การเว็บ...
  • iballbaa: 555 คุณบีภาพนี้โครตเท่ห์อะ :D...
  • B.TWF: ถูกใจอย่างแรงครับ...
  • sittipong: ถถถถ.ถ.ถ..ถ.. ถูกต้ออองง รึเปล่า ไม่บอกดีกว่าครับ เผาเค้าไว้เยอะ -_-"...
  • sittipong: 5555555 คุณนี่.. ผมอุตส่าห์ไม่พูดแล้วนะคับ..​พยายามมาขุดคุ้ยอยู่นั่น 555555...