Home » Apple » Recent Articles:

2014 เทรนด์ไหนจะอยู่ เทรนด์ไหนจะไป? พฤติกรรม user ที่มีผลต่อการออกแบบและการตลาดออนไลน์

การออกแบบที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของดีไซน์เนอร์ แต่ต้องอยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน

ดีไซน์เนอร์ที่เก่ง ไม่ใช่ว่าจะออกแบบได้สวยแล้วดีไซน์เนอร์ด้วยกันดูกันเองแล้วก็ชมกันเอง แต่ต้องให้ผู้ใช้งานหรือ user เป็นคนชม

การตลาดที่ดีก็เช่นกัน ใช่ว่าทำออกมาแล้วชอบกันเอง ผู้ใช้งานไม่ชอบด้วย ไม่เห็นด้วย อันนั้นก็ไม่ work

ดังนั้น หากจะถามว่า เทรนด์การออกแบบและการตลาดออนไลน์ในปี 2014 นี้จะมีแนวโน้มออกมาเป็นอย่างไร ผมก็คงจะต้องย้อนกลับไปดูที่ “พฤติกรรมของผู้ใช้งานที่คาดว่าจะเป็นในปี 2014″ นี้ก่อน

ผมเชื่อว่าพฤติกรรมของผู้ใช้งานอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปมาก..  “แต่ต้องการมากขึ้น”

3 พฤติกรรมใหญ่ๆ ที่น่าจะมีผลต่อการออกแบบ และการตลาด มีดังนี้

1. ต้องการสินค้า hi-tech ใหม่ๆ ทุกรูปแบบที่กำลังจะออกวางตลาด (เพื่อทำให้ตัวเองดูอินเทรนด์ และ สนุกไปกับของเล่นใหม่ๆ ทั้งๆที่อาจจะไม่ได้จำเป็น)

2. ต้องการเสพ “เนื้อหา” ข้อมูล หรือ contents มากขึ้น เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น (ทำให้ตัวเองรู้เรื่องมากขึ้น คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง มีความรู้)

3. ต้องการแลดูเป็นคนดี คนเก่ง มีภาพลักษณ์ที่ดี (อันนี้ก็เรื่องเดียวกันกับข้อสอง คือ ต้องการให้คนอื่นๆยอมรับว่าตัวเองเป็นคนดี มีความรู้)

แล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้ มีผลกระทบต่อการออกแบบอย่างไรบ้าง?

1. More Screens

ปีที่ผ่านๆมา เราเจอปัญหา “จอหลายขนาด” ไปมากแล้ว แค่ตระกูล Apple อย่างเดียวก็มีมากกว่า 5 ขนาด ส่วน Android ไม่ต้องพูดถึง ไหนจะจอทีวีอีก ในปีหน้านี้ หลายคนคาดเดากันได้ว่าจะมีขนาดของหน้าจอหลากหลายกว่านี้ ไหนจะทีวี 4K หรือจะเป็น “Wearable Products” เช่น Google Glass และที่คาดเดากันอีกคือ iWatch นาฬิกาจาก Apple น่าจะถูกปล่อยออกมาให้ทุกคนได้จับจ่ายใช้สอยกัน และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น ขนาดของหน้าจอที่หลากหลายกว่าเดิมก็จะทำให้ดีไซน์เนอร์ได้ปวดหัวกันมากขึ้นทันที

ดังนั้น: Responsive Design ยังคงอยู่ต่อไปและอาจจะมีการเพิ่มเติมขนาดของหน้าจอพิเศษๆอีกด้วย

2. ภาพใหญ่ขึ้นกว่าเดิม วิดีโอใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

เวลานี้คงไม่ต้องพูดถึงความเร็วอินเตอร์เน็ทกันแล้ว วิดีโอหรือภาพใหญ่ๆ เราสามารถโหลดกันได้สบาย ความต้องการให้ผู้ใช้งานได้เห็น “ภาพอิ่มๆ” ขายของกันได้เต็มๆ ดึงความสนใจได้เต็มตานั้น เป็นเรื่องที่จำเป็น

จริงๆเราเริ่มเห็นกันบ้างแล้วสำหรับการใช้รูปภาพ และ วิดีโอใหญ่ๆ แบบเต็มจอตั้งแต่หน้าแรก จากเว็บไซต์ต่างประเทศ และแน่นอน สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเทรนด์การออกแบบไทย ในไม่ช้านี้

3. การออกแบบ “ย้อนกลับ”

หลังจากที่พยายามบิ้วลูกค้ามากว่า 4-5ปี ว่า Mobile Device หรืออุปกรณ์พกพากำลังมา เราต้องตื่นตัวกันแล้วนะ แต่สำหรับวันนี้คงไม่ต้องบิ้วกันอีกต่อไป

เป็นเรื่องชัดเจนมากว่า อุปกรณ์พกพาจำพวก สมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต เหล่านี้ แทบจะมีกันทุกครัวเรือน และ ใช้เล่นอินเตอร์เน็ท เล่นเกมกันอย่างแพร่หลาย

และใช้มากขึ้นกว่าการเล่นคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ

ดังนั้น การออกแบบจึงจำเป็นต้องออกแบบ “ย้อนกลับ” จากเดิมเราออกแบบสำหรับ จอคอมพิวเตอร์ก่อน แต่ในปี 2014 นี้ เราคงต้องออกแบบสำหรับมือถือก่อน ดูว่ามือถือใช้ feature อะไรได้บ้าง แล้ว คอมพิวเตอร์เล่น feature เหล่านั้นได้ไหม จากนั้นจึงมาทำการ mix and match กันว่า เราจะใช้เทคนิคอะไรบ้าง

ดังนั้น: Drop down เมนู (ที่ต้องใช้ mouseover) จะหายไป แต่ผมกำลังไม่แน่ใจกับ เมนูด้านข้าง ว่าจะมีการพัฒนาต่อหรือจะหายไปในปีนี้

4. วิดีโอ และ infographic จะมาแรงกว่าเดิม

คนอยากเสพความรู้เร็วๆ ง่ายๆ ดังนั้น การเขียนข้อมูลให้อ่านยาวๆ (แบบนี้ แห่ะๆ) ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับทุกคน

การนำเสนอด้วย วิดีโอเพียงสามนาที แต่เข้าใจได้หมดนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เช่นกันกับ infographic ที่นอกจากจะทำให้อ่านเข้าใจรู้เรื่อง พร้อมการ์ตูนที่น่ารักแล้ว ยังง่ายสำหรับการ แชร์ต่ออีกด้วย

ข้อเสียอย่างเดียวสำหรับวิดีโอคือ ทำได้ยาก ต้องใช้ทีมงาน ต้องมีอุปกรณ์ และทุกอย่างที่ว่ามา มีผลกระทบกับงบประมาณ

ดังนั้น: เทรนด์การทำวิดีโอ เพื่อขายของง่ายๆ 3 นาที จะมีเพิ่มมากขึ้น ส่วน HTML animation และ Parallax อาจจะจบลงในปีนี้สำหรับบางกลุ่มธุรกิจ เพราะความต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว มีมากกว่าความหวือหวาและ special effect ต่างๆ

5. ทุกคนต้องการเป็นคนดี คนเก่งของสังคม

ดีจริง ไม่จริง ไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกคนต้องการเป็นคน “แลดูดี”

ดังนั้นคลิป viral ประเภท ลูกรักพ่อ, คู่รักรักกันจนแก่เฒ่า จะเป็นกระแสได้ดีมาก

ในทางกลับกัน คลิป viral ประเภท “หลอกคนดู” ให้หลงดู หลงแชร์ไปก่อน แล้วค่อยมาเฉลยทีหลังว่า นี่เป็นการโฆษณานะ จะไม่ work อีกต่อไป เพราะนอกจากจะทำให้คนดูรู้สึก fail ว่า ฉันโง่ โดนหลอกแล้ว ยังทำให้เค้ารู้สึกแย่กับสินค้าตัวนั้นๆด้วย

ดังนั้น: คลิปดราม่า และการขายสินค้าตรงๆไปเลยน่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี ส่วนคลิปหลอกคนดูเหมือนสมัยก่อนมีความเสี่ยงว่าจะแป๊กเอาได้ง่ายๆ

6. ซื้อ-ขาย ของบนมือถือ

ความแปลกสำหรับคนไทยที่ทำการซื้อ-ขายของออนไลน์นั้นคือ กลัวการใช้บัตรเครดิต แต่กล้าโอนเงินก่อนให้กับผู้ขายที่ไม่รู้จักกัน การขายของผ่าน Facebook, Instagram, และ LINE นั้น แสดงให้เห็นชัดว่า มีคนจำนวนมากที่ชอบซื้อของออนไลน์ผ่านอุปกรณ์พกพา (ด้วยความที่ง่าย อยู่ติดตัวตลอดเวลา และสะดวกรวดเร็ว) ดังนั้นการซื้อ-ขาย ของอาจจะไม่ใช่เรื่องของ “ระบบ” ที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกมั่นใจและกล้าซื้อ แต่ความ “ไว้ใจ” และ ความ “สะดวก” ในการซื้อมากกว่าที่ทำให้เกิดการซื้อขายออนไลน์ในยุคนี้

ดังนั้น: คนซื้อของจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่วน Big player เช่น LINE flash sale ก็จะมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ขณะที่ร้านค้าบน facebook และ instagram ก็คงไม่มีท่าทีจะหยุด แต่จะขายได้มาก หรือน้อย รุ่งหรือร่วง ตลาดนี้คงมีการแข่งขันกันมากขึ้นกว่าเดิม!

คาดการณ์ไว้ประมาณนี้ก่อนนะครับ เพิ่มเติมอย่างไรแล้วจะเข้ามาเขียนต่อกันอีกที

สวัสดีปี 2555

สวัสดีปีมังกรครับ…

แล้ววันนี้ก็ถือโอกาสสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ในปี 2554 ที่ผ่านมา และสิ่งที่ควรต้องจับตามองในปี 2555 เพื่อไม่ให้หลุดเทรนด์ในปีนี้นะครับ

ปีที่ผ่านมา วงการออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก มีหลายงาน หลายแคมเปญทำแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่หลายแคมเปญก็ออกจะผืดๆ โดยมีผลกระทบจากปัจจัยภายนอก อย่างน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี

สำหรับในปีนี้สิ่งที่คาดว่าจะได้เห็นบนโลกออนไลน์ ความเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องต่างๆดังต่อไปนี้

1. Apple product และ Design style

ถึงวันนี้คงเถียงไม่ได้แล้วว่า ใครๆก็ตั้งหน้าตั้งตารอ iPhone 5 และ iPad 3 อยู่ ทั้งๆที่ตัวเองก็มี iPhone 4 และ iPad 2 กันอยู่แล้ว วันนี้สินค้าของ Apple มันไม่ใช่เรื่องของ “ความจำเป็น” อีกแล้ว แต่มันกลับเป็นเรื่องของ “แฟชั่น” เสียมากกว่า และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้สินค้ายี่ห้ออื่น และ ระบบปฎิบัติการอื่นนั้นเกิดได้ยาก แม้สินค้าหลายตัวจะมีการสร้างกระแสด้วยการทำตัวต้นแบบหลุดออกมาบ้าง แต่ถึงแม้ว่าจะหลุดออกมาให้เห็นทั้งตัว ก็ยังสู้กระแสที่มีชิบตัวเล็กๆ ซึ่งดูไม่ออกว่าคืออะไร แต่บอกว่าเป็นของ iPad 3 ก็ไม่ได้

เทคโนโลยี และ การออกแบบของ Apple นั้นมีผลกระทบกับโลกออนไลน์แน่นอน ในเชิงการออกแบบ ปีที่แล้วเราได้เห็นการใช้ “Noise” จากเว็บ Apple (Macbook Air) นำมาสร้าง texture ให้กับพื้น background บนเว็บทั้งต่างประเทศและในประเทศมากมาย (หลังจากที่ปีก่อนหน้านั้นหากยังจำได้ การใช้เงาสะท้อนพื้นแบบ reflect และการทำเงาโค้งๆ บน icon เคยเป็นเทรนด์ที่ดีไซน์เนอร์น้อยคนจะทำไม่เป็น)

ในด้านเทคโนโลยี เราเห็นว่าการไม่สนับสนุน flash ของ iPad และ iPhone ทำให้ Flash นั้นมีปริมาณการใช้งานที่น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด การไม่ใช้ Flash กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำเว็บให้สามารถดูได้ในทุกๆ เครื่อง ทุกๆ ระบบปฎิบัติการ และเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง Responsive Web Design ด้วย

ดังนั้น การเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ จาก Apple ในแต่ละครั้ง มันไม่ใช่เรื่องของ “สินค้า” อย่างเดียว แต่มันกลับมีผลกระทบกับหลายสิ่งบนโลกออนไลน์และการออกแบบเป็นอย่างมาก ดังนั้นในปีนี้ Apple ก็ยังคงเป็นบริษัทที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

2. Social Network / Facebook, Google+ และ อื่นๆ

ปีที่ผ่านมา Facebook ครองอันดับหนึ่ง Social Network ที่น้อยคนจะไม่รู้จัก และปีหน้าก็ยังคาดว่าจะเป็นเช่นเดิม

แม้ว่าปีที่ผ่านมา การเปิดตัว Timeline และ features ใหม่ๆมากมายจะทำให้ผู้ใช้งานที่มีอยู่เดิมเริ่ม “ไม่ชอบ” อาจเป็นเพราะ feature ใหม่ๆเหล่านี้ส่งผลให้ Facebook นั้น “ช้า” ลงไปมาก เล่นบนเว็บก็ข้า เล่นบนมือถือยิ่งช้าเข้าไปใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ Google+ ที่ประกาศตัวออกมาว่า เร็วกว่าดีกว่านั้น จะแซงขึ้นมาได้เลย

ไหนจะมี Social Network ตัวใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง Path ที่เน้นการเล่นผ่านมือถือ มีจุดเด่นที่ interface และความรวดเร็ว แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้ง Google+ และ Path ยังไม่มีก็คือ “เพื่อน”

เพราะเพื่อนเราเป็นร้อยๆคนอยู่ใน Facebook แต่กลับมีอยู่ใน Google+ ไม่ถึงครึ่ง

แต่หากจะบอกว่า Google+ จะไม่เกิดคงไม่ใช่ Google+ ยังคงเป็นอีกหนึ่ง Social ที่ต้องคอยจับตามอง แม้ว่าจะมาช้า แต่ก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น Google+ ยังต้องติดโผ Social Network ที่ต้องการทำการตลาดออนไลน์ในปี 2555 อย่างแน่นอน

แต่สำหรับ Social Network อีกเจ้าหนึ่งที่มีแนวความ “คิดต่าง” อย่าง Instagram (http://instagr.am) นั้น มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นราวกับดอกเห็ด

ดอกเห็ดที่ว่านี้มีการเติบโตจากสมาชิก 1ล้านคน เมื่อวันที่ 1 มกราคมปี 2554 เป็น 15 ล้านคน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2555

หนึ่งปีเท่านั้น…

และล่าสุด ประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า ก็กระโดดเข้ามาเล่น instagram ด้วยเช่นกัน!

เพราะแนวคิดในการเล่น Social Network ที่แตกต่าง ประจวบเหมาะกับนิสัยของการนำคนสองกลุ่มที่มีความชอบแตกต่างกันมาอยู่ในที่เดียวกัน ชอบแบบแรกคือ ชอบ “โชว์” ภาพตัวเอง ภาพสถานที่ ภาพสวยๆ และชอบแบบที่สองคือ ชอบ “ดู” ภาพคนอื่น เท่านั้นยังไม่พอ ด้วย feature การปรับสีรูปแนว vintage ที่ปรับแล้วสามารถเพิ่มความสวยของภาพได้เป็นอย่างมาก Instagram จึงเป็นอีกหนึ่ง social network ที่น่าจะไปได้สวยอย่างต่อเนื่องในปีหน้า

และสำหรับ Social Network ที่เล่น location base อย่าง FourSquare (http://foursquare.com) และ Gawalla (http://gowalla.com) ล่ะ? ในปีที่ผ่านมาต้องบอกว่าแผ่วลงไปมาก และในปีใหม่นี้ คาดว่ายากที่จะกลับมายืนได้อลังการเหมือนก่อน

ปีใหม่นี้ การทำการตลาดผ่าน Social Network แบบเดิมๆ เช่นการเอาของรางวัลมาล่อให้กด like หรือการเล่น tag รูป แม้ว่ายังจะเป็นมุกคลาสิก แต่นักการตลาดจะต้องหาแนวความคิดใหม่ๆ มาเล่น เพราะผู้ใช้งานในปัจจุบันนี้เปลี่ยนไป เน้นความเร็วมากขึ้น ต้องการเข้ามา อ่าน แชร์ เม้น ไม่ต้องการทำกิจกรรมอะไรที่ยืดเยื้อ

ในทางกลับกัน เทรนด์ในการ “ทำความดี” และเทรนด์ “การให้ความรู้” นั้นเป็นเรื่องที่ดึงความสนใจให้กับผุ้คนบน social ได้มากทีเดียว เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนสนใจมาช่วยกันทำความดี ช่วยแพ๊คของ ช่วยปั้น EM Ball และก็ยังไม่ลืมที่จะ “แชร์”

3. Non-Voice

เป็นเรื่องแปลกที่มนุษย์เรากลับชอบสื่อสารด้วยการ “พิมพ์” มากกว่าการ “คุย” ทั้งๆที่การพิมพ์มีข้อเสียมากมาย เช่น ช้า, สื่อสารผิดพลาด, และเสียสมาธิ (ในการเดินและการขับรถ) แต่เราก็ยังเลือกที่จะกดปุ่มคำเป็นประโยคๆ แทนการกดเลข 10 หลักเพื่อโทรออก

WhatsApp (http://www.whatsapp.com) โปรแกรมชื่อแปลกที่โด่งดังติดอันดับหนึ่งมานานหลายสัปดาห์ ด้วยความสามารถในการส่งข้อความระหว่างโทรศัพท์มือถือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย! พูดง่ายๆก็คือ WhatsApp ทำหน้าที่เหมือนการ รับ-ส่ง SMS แต่ “ฟรี” นั่นเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ WhatsApp คือคำตอบสำหรับคนในยุค smart phone ครองเมือง และยุคที่คนนิยมสื่อสารแบบไร้เสียง

ความนิยมที่ว่าสามารถวัดได้ด้วยจำนวนการส่งข้อความที่มากถึง 1 พันล้าน ข้อความต่อ 1 วัน!!!

นั่นคือ 41 ล้านข้อความต่อชั่วโมง หรือ.. เกือบ 7 แสนข้อความต่อนาที หรือ.. ประมาณ 1 หมื่นข้อความต่อวินาที!!!! (ข้อมูลจาก blog ของ WhatsApp: http://blog.whatsapp.com/index.php/2011/10/one-billion-messages/)

ความแรงของ WhatsApp น่าจะเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิด iMessage โปรแกรมการส่งข้อความผ่านอินเตอร์เน็ทแบบไม่เสียเงิน เมื่อผู้ส่งและผู้รับอยู่ในพื้นที่ที่มีอินเตอร์เน็ท โปรแกรมที่มาพร้อม iOS 5 ของ Apple

แต่สำหรับในประเทศไทย ความแรงของ WhatsApp ต้องถูกกระชากลงด้วยม้ามืดอย่าง “LINE”

LINE (http://line.naver.jp/en/) เป็น App ที่ถูกสร้างโดยบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Naver มีคุณสมบัติเหมือน WhatsApp ทุกประการ แต่มีจุดเด่นหนึ่งที่แตกต่างและโดนใจผู้ใช้งานชาวเอเชียและคนไทยเราเป็นอย่างมาก

นั่นคือ “Sticker”

Sticker คือภาพกราฟฟิคตัวใหญ่ๆ น่ารักๆ ที่ WhatsApp ไม่มี และคนเอเชียอย่างเราๆก็กระหายสิ่งนี้มานาน แม้ว่าจะมี Emoji คอยช่วยลดความอยากไปบ้าง แต่การมีกราฟฟิคที่ตัวใหญ่ว่า Emoji หลายเท่า ทำให้หลายคนอดใจไม่โหลดไม่ได้จริงๆ

ที่สำคัญคือ “ฟรี”

LINE จึงมีความโดดเด่นมาก เหมือนม้ามืดที่จู่ๆ ก็เข้ามาโดยไม่ทำให้รู้เนื้อรู้ตัว

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบกับเกม Non-voice นี้มากที่สุดกลับเป็น ค่ายโทรศัพท์มือถือต่างๆนั่นเอง เพราะการมี 2 สุดยอด App นี้ ทำให้ยอดการส่ง SMS นั้นตกลงไปมาก โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ที่เมื่อก่อนส่งคำอวยพรกันมากมายจนสัญญาณเต็ม ส่งกันไม่ได้ แย่งกันส่ง แต่ในปีนี้ผู้คนหันไปนิยมส่งข้อความกันแบบฟรีๆ กันด้วย WhatsApp และ LINE

ปี 2012 นี้อาจจะมี app ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ตรงนี้อีก แต่ถ้าไม่มีจุดเด่นเหมือน LINE ก็น่าจะเข้ามายาก เพราะแม้แต่ LINE เองที่ว่ามาแรงๆแล้ว ยังไม่สามารถล้ม WhatsApp ได้ เพราะ LINE นั้น ยังขาด “เพื่อน” เช่นกัน

4. Browser

สถิติในปี 2554 ที่ผ่านมา Internet Explorer และ Firefox ค่อยๆแผ่วลง จำนวนคนใช้ลดลง ในทางกลับกัน ผู้คนนิยม Google Chrome เพิ่มขึ้น นักวิเคราะห์ต่างประเทศคาดว่า ปลายปี 2555 นี้ จำนวนคนใช้ Google Chrome น่าจะขึ้นมาแข่งกับ Internet Explorer ได้อย่างน่าสนใจ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความสามารถในการแสดงผลของ Internet Explorer ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเร็ว และการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไม่สามารถสู้กับ Google Chrome หรือแม้กระทั่ง Firefox เองได้

จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า แม้ Internet Explorer จะถูกรวมมากับระบบปฎิบัติการ Windows แล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมเสียเวลาดาวน์โหลด browser อื่นเข้ามาใช้แทน

แต่ความเป็นไปได้ที่ Google Chrome จะแซง Internet Explorer ได้ในเร็ววันนั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะยังมีผู้ใช้งานอีกมากมายที่อย่าว่าแต่รู้จัก Google Chome หรือ Firefox เลย แม้แต่ชื่อก็ยังไม่เคยได้ยิน

นั่นแปลว่าอะไร? การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้ Google Chorme ทำให้นักพัฒนารู้ว่า วันนี้เราสามารถเขียนโค๊ดที่แสดงเทคนิคแพรวพราวได้มากขึ้น เพราะมีจำนวนคนที่สามารถมองเห็นได้มากขึ้น แต่ด้วยจำนวนคนใช้ Internet Explorer ที่ยังคงเป็นคนหมู่มากอยู่นั้น แปลว่า การพัฒนาก็ยังต้อง “เผื่อ” ไว้สำหรับคนที่มองไม่เห็นได้ทั้งหมดอยู่ดี

5. iOS และ Android

iOS คือระบบปฎิบัติการที่ใช้ใน iPhone และ iPad ทุกเครื่อง ส่วน Android คือระบบปฎิบัติการที่เป็นระบบเปิด พัฒนาโดย Google และ ฝังตัวอยู่ในมือถือ Smart Phone หลายยี่ห้อ เช่น Samsung, LG, HTC เป็นต้น

คำถามที่พูดกันหนาหูในช่วงหลังคือ iOS จะตายมั้ย? การมาของ Android อย่างมากมายจะฆ่า iOS มั้ย? แล้ว Android เองจะเกิดรึเปล่า?

ผมมองว่า โทรศัพท์มือถือ เป็นเหมือนร่างกาย ระบบปฎิบัติการคือ วิญญาณ ส่วน App ต่างๆคือ ความสามารถ

โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวกัน ระบบปฎิบัติการเดียวกัน แต่มี App ที่ต่างกัน ก็ให้ความสามารถที่ไม่เหมือนกัน

ดังนั้น ความสามารถจะมากน้อยขนาดไหน ขึ้นอยู่กับ App ที่มี

3 ส่วนที่ความพิจารณาในเรื่องนี้คือ

1. นักพัฒนา
ในวันนี้เรารู้แล้วว่ามีนักพัฒนา iOS มากมายหลายล้านคน และผลิต App ออกมาหลายล้าน Apps สำหรับฝั่ง Android ก็เช่นกัน ดังนั้นจำนวนผู้ผลิตคงไม่ต้องกังวลนัก

2. การพัฒนา
ในส่วนนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่อง “ลำดับความสำคัญ” มากกว่า แม้ว่าเราจะมีนักพัฒนาสำหรับทุก platform แล้ว แต่ในกรณีที่ “งบประมาณ” มีจำกัด หรือ “เวลา” มีน้อย นักพัฒนาหรือเจ้าของผลงานอาจจะต้อง “เลือก” ว่าจะพัฒนาแบบไหนก่อน ซึ่งจะเลือก หนึ่ง หรือ สอง นอกจากจะอยู่ที่ความง่ายในการพัฒนาแล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สามด้านล่างนี้

3. การดาวน์โหลด
สร้างมา แต่ไม่มีคนดาวน์โหลดก็เท่านั้น ดังนั้น ในการพัฒนา App แต่ละตัว เจ้าของผลงานควรต้องดูว่า App นั้นแหมาะกับลูกค้ากลุ่มไหนอย่างไร ในกรณีที่ต้องเลือกพัฒนา จะเลือกระบบปฎิบัติการไหนก่อน?

การพัฒนา App ในช่วงนี้ที่มีสองระบบให้เลือกนั้น ทำให้หวนนึกไปถึงการพัฒนาโปรแกรมสำหรับคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ ยุคที่โปรแกรมอย่าง Adobe Photoshop, Illustrator จะถูกสร้างเริ่มต้นที่ Mac ก่อน จากนั้นจึงค่อยไปที่ Windows และในทางกลับกัน โปรแกรมอย่าง Word, Excel หรือ เกมต่างๆ จะถูกพัฒนาที่ Windows ก่อนแล้วค่อยไปที่ Mac

สุดท้ายแล้ว ระบบไหนจะ win ก็คงต้องอยู่ที่ จำนวนผู้ใช้ และ จำนวนผู้ดาวน์โหลด ว่าอย่างไหนจะมากกว่ากัน เป็นตัวตัดสิน

สรุป ในปีนี้ การพัฒนา App จำเป็นต้องทำ iOS อย่างแน่นอน ด้วยการวางระบบที่มีมานานกว่า ช่วยให้นักพัฒนาสามารถทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้น ดีขึ้น แต่สำหรับ Android ก็ยังเป็น option ที่ไม่ควรทิ้ง เพราะผู้ใช้งาน Android ก็เริ่มโหลด App กันไม่น้อยแล้วเช่นกัน

6. Cloud Service

หากเราจะยกเว้นการพูดคำว่า “กลุ่มเมฆ” ให้มันยาก แต่สรุปเราง่ายๆว่า Cloud Service คือ การเก็บรักษาข้อมูลไว้บนอินเตอร์เน็ท เพื่อความง่ายในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ ทุกที่ และ ทุกเวลา ที่มีเน็ทใช้

ไมว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเป็น อีเมล์ รายชื่อผู้ติดต่อ ไฟล์งานต่างๆ หรือแม้แต่ ระบบฐานข้อมูล ระบบจัดเก็บสินค้า ก็สามารถเก็บไว้บนอินเตอร์เน็ทได้

อธิบายง่ายๆ ไม่ต้องลงลึกมากก็น่าจะพอเข้าใจ concept

ดังนั้นเมื่อวันนี้อินเตอร์เน็ทมีกระจายอยู่ในทุกพื้นที่บนโลกนี้ มันก็เป็นเรื่องที่ดีอย่างแน่นอน ที่เราจะเก็บข้อมูลของเราไว้บนพื้นที่ที่เราสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา แม้ในวันนั้นเราจะยืมคอมพิวเตอร์คนอื่นใช้

หากจะลงลึกไปกว่านั้น ผู้ให้บริการ Cloud Service ก็ยังมีระบบการป้องกันข้อมูลหาย หรือ Back up ให้เราในแบบที่เราไม่เคยคิดจะทำเสียด้วย

นักวิเคราะห์ต่างประเทศเห็นพ้องต้องกันว่า Cloud Service ไม่ใช่อนาคต แต่เป็นปัจจุบัน เป็นเทคโนโลยีที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นไปเรื่อยๆ

Cloud Service อาจจะเป็นเรื่องเชิงเทคนิคมากไปนิด ดังนั้นจึงขอเขียนไว้เพื่อให้ได้ยินกันคุ้นๆหู พอจะรู้จักกันคร่าวๆ โดยระบบ Cloud Service ที่เด่นๆ ณ เวลานี้ก็มีเช่น iCloud ของ Apple, Google Cloud Service, Amazon Cloud Drive, SkyDrive โดย Microsoft, และ Dropbox

สำหรับเจ้าอื่นก็อาจจะนำ concept ของ Cloud Service นี้ไปประยุกต์เพื่อสร้างบริการใหม่ๆ อย่างเช่น Evernote (www.evernote.com) ที่ทำระบบการ “จดโน๊ต” ผ่านคอมพิวเตอร์, มือถือ, เว็บไซต์ โดยไม่ว่าคุณจะจดโน๊ตไว้เมื่อไหร่ที่ไหน ข้อมูลของคุณจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน คือบนอินเตอร์เน็ท

และทั้งหมดนี้คืออัพเดทเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปี 2554 ที่ผ่านมา และสิ่งที่ควรจับตามองในปีนี้.. หวังว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการอ่านภาพรวมแบบง่ายๆนะครับ

Review iPhone4

September 22, 2010 ทั่วๆไป Comments

review iphone4

เห็นว่าวันนี้เป็นวันเปิดตัว iPhone4 วันแรกของหลายๆค่าย เลยขอทำการ review iPhone4 ในฐานะคนที่ได้สัมผัส iPhone4 มาแล้วประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้เพื่อช่วยในการตัดสินใจของใครหลายๆคนที่กำลังก้ำกึ่งว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ เพราะราคาของมันก็ไม่ได้ถูกซักเท่าไร่

iPhone4 เปิดตัวเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งก่อนเปิดตัว iPhone4 ก็สร้างความฮือฮาให้กับสาวก Apple หลายคนด้วยภาพหลุด และการ review เครื่อง iPhone4 ที่นักพัฒนาของ Apple เอง ลืมเอาไว้ที่ผับแห่งหนึ่ง และนั่นทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตถึงขึ้นฟ้องร้อง เพราะผู้ที่เก็บได้ นำ iPhone4 ไปขายต่อให้ Gizmodo เว็บไซต์ที่โด่งดังได้ review ทำให้ Gizmodo มีความผิดโทษฐานรับซื้อของโจร

งานเปิดตัว iPhone4 โดย Steve Jobs จึงเป็นที่จับตามองมากๆว่า iPhone4 ที่จะเปิดตัวของจริงนั้น จะเหมือนกับที่สาวกได้เห็นกันทางเว็บ Gizmodo หรือไม่

และเมื่อ Steve Jobs เปิดตัว หน้าตาของ iPhone4 ดูเหมือนที่ Gizmodo เอาออกมา review เป๊ะ แต่ Steve Jobs พูดกลับพูดประมาณว่า “แม้ว่าคุณจะได้เห็นหน้าตาของมันแล้ว ..​แต่เชื่อผมเถอะ..​คุณยังไม่เห็นตัวตนของมันจริงๆเลยซักนิด”

Steve Jobs เริ่มด้วยการพูดถึงความสามารถหลักที่เพิ่มเติมมาจาก iPhone ตัวล่าสุดในขณะนั้น นั่นคือ iPhone 3GS ว่า มีความสามารถที่โดดเด่นมากๆ ดังนี้

1. จอความละเอียดสูงที่เรียกว่า Retina Display

iphone4 retina display

Retina Display คือจอที่สามารถให้ความละเอียดได้สูงถึง 326 pixels ซึ่งนั่นทำให้เราสามารถเห็นตัวอักษรได้ชัดเจนขึ้น เนียนขึ้น จากประสบการณ์ที่ได้ใช้มา เห็นว่า Retina Display นี้ ละเอียดมากจริงๆ ให้ความคำชัดได้เยี่ยมมากๆ ช่วยให้อ่านอีเมล์ หรือเว็บไซต์ที่มีตัวอักษรมากๆได้อย่างดี และอย่างที่ Steve Jobs พูดจริงๆว่า .. “ถ้าไม่ลองก็จะไม่รู้”

2. FaceTime

iPhone4 ใช้ประโยชน์จากกล้อง “ตัวที่2″ ที่มีอยู่ทางด้านหน้า เพื่อประโยชน์ในการเล่น Facetime ความหมายคือความสามารถในการทำ Video Call การพูดคุยโทรศัพท์ พร้อมกับการเห็นหน้าไปด้วย สำหรับ feature นี้ ทางผมเองยังไม่ได้ลองครับ เนื่องจากหาคนลองด้วยไม่ค่อยจะได้

3. กล้องความละเอียดสูง 5ล้านพิกเซลที่มาพร้อมเฟลชในตัว
กล้องความละเอียดสูงนี้ช่วยทำให้การถ่ายภาพจาก iPhone มีประโยชน์มาก จากเดิมเมื่อถ่ายแล้วจะมีความเพี้ยนของสี และความไม่ชัดเจนเนื่องจากความละเอียดที่น้อยเกินไป นอกจากนี้ด้วยกล้องตัวนี้ ทำให้เราสามารถถ่าย video ที่ความละเอียดสูงระดับ High Definition หรือที่เรียกว่า HD ได้ จากที่ได้สัมผัส พบว่าความสามารถของกล้องนี้ให้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก ภาพคมชัดมากๆ

4. ความเร็ว
เห็นได้ชัดว่าเร็วขึ้นมาก การถ่ายรูปเร็ว การกดข้าม app ต่างๆ สามารถทำได้รวดเร็ว ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง feature ที่น่าสนใจในการตัดสินใจซื้อเลยทีเดียว

นั่นคือความสามารถที่โดดเด่น ต้องบอกว่าอย่างนั้นเพราะจริงๆแล้วมีความสามารถใหม่ๆเข้ามาอีกเพียบ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ iPhone4 แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

5. การออกแบบ
รูปลักษณ์ที่ออกมาบางเฉียบกว่าเดิม วัสดุที่ทำจากกระจกทั้งหน้าและหลังที่มีความทนทานเทียบเท่ากระจกที่ใช้สำหรับเฮลิคอปเตอร์ ขอบสีเงินของโลหะที่เป็นเสาอากาศ ตัดกับสีดำได้เป็นอย่างดี ความแน่นและเฟิร์มของตัวเครื่องบ่งบอกถึงความตั้งใจในการผลิต เรื่องดีไซน์ สำหรับ Apple คงไม่ต้องพูดถึงให้มากไปกว่านี้

ปัญหา
หลังจาก iPhone4 ออกมาได้สักพัก Apple โดนโจมตีหนักเรื่องปัญหาของสัญญาณที่ไม่แน่นอน เดี๋ยวหลุดบ้าง เดี๋ยวไม่ชัดบ้าง โดยปัญหาที่ว่านี้เกิดจากเสาอากาศแบบใหม่ที่ทาง Apple คิดขึ้นมาว่าให้อยู่ที่ขอบด้านข้าง เป็นโลหะสีเงิน

ปัญหาที่ว่านี้ส่งผลเป็นอย่างมาก จนทำให้ Apple เองต้องออกมาพูดถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น (แม้ว่าในการพูดจะไม่ได้ยอมรับผิดแต่อย่างใด) Steve Jobs บอกว่า โทรศัพท์ทุกเครื่องทุกรุ่นก็มีปัญหานี้กันทั้งนั้น หากจับไม่ถูกวิธี อย่างไรก็ตาม Apple จะแจกขอบยาง หรือที่เรียกว่า Bumper เพื่อช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้น การแก้ปัญหาโดยการออกมาแถลงดังกล่าว ไม่ได้ช่วยให้สถานะการณ์ดีขึ้นนัก แต่กลับทำให้มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากบริษัทเจ้าของโทรศัพท์หลายยี่ห้อที่ถูก Apple พาดพิงถึง ได้ออกมาโต้กลับ และทำให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตมากขึ้น

และแน่นอนว่า ปัญหานี้มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

ผมได้รับคำถามมากมายเมื่อได้ใช้ iPhone4 ถึงปัญหาสัญญาณไม่ดีดังกล่าว แต่หลังจากการใช้มาตลอด ไม่พบปัญหาเรื่องสัญญาณเลย และจากที่ได้อ่านในเว็บบอร์ดต่างๆ ก็ไม่พบว่ามีผู้ใช้งานคนไหนออกมาพูดถึงปัญหาที่ตัวเองพบ ดังนั้นจึงคิดว่า ปัญหาสัญญาณดรอป ไม่น่าจะเป็นผลมากอย่างที่ร่ำลือ

จะซื้อดีมั้ย
เขียนมาซะเยอะเกี่ยวกับตัว iPhone4 และพูดถึงความสามารถต่างๆมากมาย ก็ไม่ได้แปลว่า iPhone4  จะดีที่สุด

หลายๆคุณสมบัติที่พูดถึง โทรศัพท์หลายค่ายก็มีทำขึ้นมาแล้ว และด้วยระบบปฎิบัติการแบบ “ปิด” ของ Apple ที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ นั่นจะเป็นปัญหาสำหรับผุ้บริโภคอย่างเราๆมั้ย?

หลายคนที่ผมได้พูดคุยด้วย พูดถึงการมาของ Android ที่จะมาเบียดจำนวนการใช้งานของโทรศัพท์มือถือ และคาดว่า Andriod จะมาเป็นที่หนึ่ง ในจุดนั้นผมผมเห็นด้วยครับ เพราะโทรศัพท์แต่ละค่ายเริ่มหันมาใช้ Android เป็นระบบปฎิบัติการหลัก

อย่างไรก็ตาม มีคนบอกผมว่า มือถือในปัจจุบันเป็นมากกว่ามือถือ มันเป็น แฟชั่น เป็นเทรนด์ ใครเดินถือ iPhone4 ตอนนี้จะดูดีมาก จะเท่ ไปไหนใครเห็นก็จะทัก นั่นคือความเป็น iPhone4 และเหตุผลที่คนจะเลือกซื้อ

และเพราะเทรนด์นี่แหละครับ ขนาด Apple ยังไม่ขายในประเทศเรา แต่คนก็ยังหาซื้อ iPhone4 แม้จะต้องหิ้วมาจากต่างประเทศ และซื้อกันในราคาที่แพงกว่าเพื่อให้ได้เป็นคนแรกๆที่ได้ใช้

การเปิดตัว iPhone4 ณ วันนี้ที่บอกให้จองกันได้เลย โดยมีจำนวนจำกัดมากๆ นั้น กลับไม่มีบอกว่า ราคาเท่าไร่ และที่น่าสนใจคือ คนก็จองกันโดยไม่รู้ด้วยว่าราคาจริงๆที่เค้าจะต้องจ่ายนั้น มากน้องเพียงใด หรือมีโปรฯอะไรบ้าง

หากจะซื้อ iPhone4 วันนี้ คนที่ซื้อคือซื้อเพราะความสวยของมัน ความบาง หน้าตา ดีไซน์ เทรนด์ และ แฟชั่น ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะที่ Apple มีทุกวันนี้ได้ โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ ที่ Apple ไม่ได้เป็นผู้นำด้าน innovation มากมายเหมือนแต่ก่อน แต่การเป็นผู้นำ แฟชั่น นำเทรนด์นี่สิ ที่สำคัญ และสิ่งนี้แหละที่เอาชนะใจคนได้ในหลายๆด้าน แม้ว่าจะมีระบบปฎิบัติการแบบปิด ที่ทำให้ iPhone ไม่สามารถมี feature ต่างๆที่ Apple ไม่อนุญาติได้ เช่น การลบ หรือ การ block เบอร์เบอร์โทรเข้า หรือแม้กระทั่งการไม่สามารถดู Flash บนเว็บต่างๆได้ ซึ่งนั่นก็เหมือนว่าผู้ใช้งานรุ่นก่อนๆ ไม่เห็นจะแคร์เลย กลับเลือกที่จะดูเว็บที่ไม่มี Flash แทน ความแรงของการไม่สนับสนุน Flash ใน iPhone ไม่เพียงแต่จะมีผลกระทบกับผู้ใช้งาน กลับมีผลกับผู้พัฒนาด้วย ปัจจุบันเว็บไซต์ที่ผลิตขึ้นมาส่วนใหญ่ลดการใช้ Flash ลง ทั้งนี้ด้วยเหตุผลไม่กี่ข้อ เช่น ใช้เวลาโหลดนาน ต้องดาว์นโหลด ปลั๊กอินล่าสุด และ iPhone ไม่สามารถดูได้

สรุปอีกครั้งคือ iPhone คือ เทรนด์และแฟชั่นครับ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่มือถือเป็น ณ ขณะนี้ แต่หากจะเทียบเรื่องของ function ต่างๆกับราคากับมือถือเจ้าอื่นๆแล้วล่ะก็ iPhone อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด ณ เวลานี้

iPhone4 มีให้เลือก 2 รุ่น คือ แบบ 16GB และ 32GB สำหรับรุ่น 16GB นี้คาดว่าหลายๆค่ายจะเปิดตัวอยู่ที่ราคา สองหมื่นต้นๆ ครับ

ใช้ InDesign CS5 สร้าง Magazine สำหรับ iPad

July 27, 2010 Design, Software Comments

เมื่อกระแสความนิยมของ iPad ค่อยๆคืบคลานเข้ามา ค่าย software ยักษ์อย่าง Adobe ก็มิอาจจะรอช้า เตรียมปล่อยตัวเสริมเข้ามาช่วยให้ Adobe InDesign CS5 นั้นสามารถสร้าง Interactive magazine บน iPad ได้ ดูดีเหมือนที่ Wired magazine ได้ทำให้ชาวบ้านฮือฮากันมาแล้ว

Video ตัวนี้ถูกปล่อยมาจากทาง Adobe Lab เห็นภาพแล้วดูดีเหมือนว่าจะง่ายมากๆที่จะทำ สุดท้ายแล้วคงต้องรอดูว่า program นี้เมื่อออกมาจริงๆแล้วจะเจ๋งจริงอย่างที่ได้เห็นรึเปล่า

iPad

Apple iPad

เป็นเวลาเกือบสองวันแล้ว หลังจากที่ iPad ได้ถูกเปิดตัวโดย Apple สำนักข่าวหลายเจ้าต่างก็เขียน review มีทั้งชมถึงข้อดี ความเจ๋งและความเป็นสุดยอดในหลายๆด้าน และแน่นอนก็มีอีกหลายสื่อที่ต่อว่าถึงความธรรมดาของผลิตภัณฑ์่ว่าเป็นเหมือน iPhone ยักษ์ดีดีนี่เอง และที่ร้ายไปกว่านั้น ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์บางเจ้าอย่างเช่น Fujisu ก็เตรียมตัวฟ้อง Apple เรื่องการใช้ชื่อ iPad ที่ Fujisu แจ้งว่าเป็นเจ้าของมานานแล้ว

อย่างที่บอกว่า สื่อหลายที่ได้เขียนเกี่ยวกับ iPad ไปเรียบร้อยในแง่ของ tech spec และข้อดีของมัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชิพของ Apple เองที่มีชื่อว่า A4 (ผลิตโดย Samsung) ขนาดของจอที่กว้างเกือบ 10น้ิว, ความอึดของ battery ที่อยู่ได้ 10ชั่วโมง และ Standby ได้มากกว่า 1เดือน (ที่ Steve jobs พูดในงานว่า .. คุณสามารถบินจาก San Francisco ไปญี่ปุ่นและดู video ได้ด้วยการ charge เพียงครั้งเดียว, ความสามารถในการใช้ App ของ iPhone ที่มีอยู่แล้ว, การจัดการรูปภาพ, ดู video, อ่านหนังสือ, การเปิดตัว e-book store ที่ใช้ชื่อว่า ibooks, program iWorks version สำหรับ iPad, และที่สำคัญ ราคาเปิดตัวต่ำสุดที่ $499

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าตัว iPad ก็คือ ผลกระทบของมันที่มีต่อสินค้าตัวอื่นๆ และการออกแบบที่มีต่อ design บนโลกนี้

เอาเรื่องผลกระทบของสินค้าก่อน…

คนที่โดนเต็มๆเห็นจะหนีไม่พ้น Amazon Kindle ที่เกิดมาเพื่ออ่าน e-book โดยเฉพาะ มีจอเป็นสีขาวดำ แต่ราคาถูกกว่า แน่นอนว่า ถ้า iPad ออกมาเมื่อไร่ คนก็อาจจะเปลี่ยนใจจากที่จะซื้อ Kindle มาเป็น iPad แน่นอน เพราะด้วยการเพิ่มราคาอีกแค่นิดเดียว แต่สามารถทำอะไรได้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว อย่างที่ได้อ่านจากพี่เอก ewit เขียนไว้ว่า “Amazon ไม่น่าทำจอขาวดำตั้งแต่แรกแล้ว”

คนกลุ่มที่สองที่โดน และรู้ตัวว่าโดนตั้งแต่ก่อนออก iPad แล้วก็คือ กลุ่ม Tablet ของ Windows ที่ Microsoft ถึงต้องชิงออกมาประกาศก่อนในงาน CES2010 ให้มีชื่อว่า SlatePC โดย HP คาดว่าจะออก SlatePC ภายในปีนี้ ภายใต้ระบบปฎิบัติการของ Windows7 ผลกระทบของ iPad ที่มีต่อกลุ่มนี้แรงมากขนาดที่ทำให้ SlatePC ถูกลดความน่าสนใจลงตั้งแต่วันที่เปิดตัว เพราะหลายคนกลับเผื่อใจไว้รอความน่าตื่นเต้นที่จะออกมาจาก Apple

อีกกลุ่มคือ กลุ่มที่โดน Steve Jobs กัดในงาน นั่นคือ Netbook.. Steve บอกว่า เค้าต้องการหาอะไรที่ดี ที่อยู่ระหว่าง smart phone อย่าง iPhone และ computer อย่าง Macbook, ดังนั้นจะเป็นอะไรดี? หลายคนบอกว่า Netbook แต่ Steve Jobs เห็นว่าปัญหาของ Netbook ก็คือ มันไม่มีอะไรดีซักอย่าง มันช้า, จอเล็ก, และทำงานไม่ได้จริง สิ่งเดียวที่มันดีก็คือ ราคาถูก มันคือ Laptop ราคาถูกนั่นเอง

ในแง่ของการออกแบบ..

หลังจากที่ Apple ได้กลายเป็นต้นแบบในการออกแบบของหลายๆอย่างในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นแบบในการออกแบบเว็บที่ใครๆก็มักจะอยากลอก หรืออยากจะใช้เป็น inspiration แล้ว ..​การทำปุ่มแบบมีเงา ปุ่มนูน หรือการทำ effect แสงสะท้อนที่พื้น ทำให้ Apple ได้เปลี่ยนแปลงโลกของการออกแบบไปเลยทีเดียว

การออกแบบของ iPad นี้ หลายคนเซอร์ไพร์ส หลายคนไม่ อาจจะเป็นเพราะข่าวลือที่ออกมาหนาหูมากๆ อย่างไรก็ตาม หน้าแรกของ Apple นั้นได้มีการออกแบบที่ผิดหูผิดตาอีกครั้ง

หลังจากการเปิดตัว iTunes 9 ที่ Apple ได้มีการจัดภาพในมุม bird eyes view อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนแล้ว การเปิดตัว iPad ในครั้งนี้ Apple ได้ลบ design เดิมที่เคยเป็น box banner ใหญ่ตรงกลางด้านบน ตามด้วย banner เล็กๆสามตัว ในสามคอลัมน์ มาเป็น banner ตัวใหญ่มาก และเป็นแนวตั้ง (ขนาดที่ไม่สามารถจุได้ภายในหน้าจอเดียว) ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะต้องการให้รับกับความเป็นจอแนวตั้งของ iPad หรืออาจะต้องการให้ product ดูยิ่งใหญ่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ด้วยตัว product และความใหญ่ของ banner ก็สามารถ get attention คนดูได้อยากมาก และยากที่จะข้าม banner นี้ไปได้

Apple จะขายตัว iPad นี้ในอีก 60วันข้างหน้า หลายคนคาดการณ์ไว้ต่างๆนานา บ้างก็จะซื้อ บ้างก็จะไม่ บ้างก็คิดว่าจะเป็น gadget ที่ยอดเยี่ยมที่สุด บ้างก็คิดว่า product ตัวนี้จะไปเรียกร้องความสนใจจากคนกลุ่มไหน คนไหนจะทิ้ง macbook เพื่อ iPad หรือคนไหนจะทิ้ง iPhone .. แม้ว่า Appleจะจัดให้ iPad อยู่ตรงกลางระหว่างสอง products นี้ แต่การพกของสามอย่างนี้ไปด้วยกัน เห็นว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย เลย

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

Air (คำที่เกี่ยวข้อง: Adobe, Flash, HTML, JavaScript)
- หนึ่งใน technology ที่พัฒนาโดย Adobe ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างโปรแกรมสำหรับคอมพิวเตอร์ได้ใช้เทคนิคเดียวกันกับการเขียน code สำหรับเว็บ ไม่ว่าจะเป็น HTML, JavaScript หรือ Flash โดยคำว่า AIR นั้นย่อมาจาก Adobe Integrated Runtime

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream



rgb72 Instagrams

 


Recent Comments

Powered by Disqus