Home » Design » Recent Articles:

ทำ Design demo ยังไงให้ผ่าน? กับ 4 ความรู้สึกที่ลูกค้าอยากมี เมื่อฟังเราเสนอ Design demo

March 1, 2015 Design Comments

ในการนำเสนอ Design demo หรือที่เรียกกันแบบไทย ๆ ว่า ตัวอย่างงานต้นแบบ นั้น เป็นเรื่องปกติที่ทาง Design agency จะต้องทำออกไปเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นและเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ และแน่นอน จุดมุ่งหมายของเราในฐานะคนทำดีไซน์คือ ทำอย่างไรให้ลูกค้า “ตกลงซื้อ” !!

Designer มักจะอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างกดดันเมื่อต้องทำแบบไปนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาของเว็บไซต์ หรือ แอพมือถือ และจะยิ่งกดดันมากขึ้นเมื่อต้องขึ้นแบบในเวลาที่จำกัด และข้อมูลที่มีน้อยจนถึงกับต้อง “มโน” เองหลายครั้ง

ซึ่งแรงกดดันที่ว่านั้นมักจะทำให้งานที่เราทำออกมาไม่ได้ผลลัพท์ที่ดีเท่าที่ควร งานสวยไม่ประทับใจ งานไม่มีดีไซน์ ฯลฯ แต่นั่นหาใช่เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่! วันนี้ลองมาดูกับ 4 ข้อที่ลูกค้าอยาก “รู้สึก” เมื่อฟังเรานำเสนองาน Design demo ซึ่งส่วนตัวผมเชื่อว่า ถ้าทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ 4 ข้อเช่นนี้แล้ว น่าจะทำให้งานคุณมีโอกาสผ่านได้สูงขึ้น ลูกค้ามีแนวโน้มอยากจะ “ซื้อ” มากขึ้น

1. WOW

“ว้าาาวววววว” นี่คือโจทย์ที่ผมได้รับสมัยทำงานอยู่ต่างประเทศ เจ้านายผมบอกว่า ทำไงก็ได้ให้งานออกมาแล้วลูกค้าร้อง “ว้าาาววว” เมื่อเห็นแว่บแรก แล้วไอ้การที่จะเกิดคำว่า “ว้าว” ได้นั้นต้องทำอะไรบ้าง? คำตอบไม่มีตายตัว ไม่มีถูกมีผิด งานสวย ก็ทำให้ลูกค้าร้องว้าวได้ งานดีไซน์แปลกตาก็ทำให้ร้องว้าวได้ หรือการใช้สี ใช้ font ที่เค้าไม่เคยเห็น ลุกค้าก็ร้องว้าวได้.. เอาเป็นว่าไม่ว่าจะวิธีไหน เค้าจะร้อง “ว้าว” ในใจหรือร้องออกมามีเสียง แต่เมื่อเค้าร้องแล้ว ถือว่าคุณชนะใจเค้าแล้ว 25%

2. เป็นไปได้

จะว่าไปอาการ “ว้าาาววว” นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเค้าเห็นงานของเราใน “แว่บ” แรก ซึ่งเป็นแว่บแรกจริง ๆ แต่เมื่อเค้าจ้องมองงานของเรานานกว่า 15วินาทีแล้ว เค้าจะเริ่มมองดูรายละเอียด มองหาสิ่งอื่นที่ไม่ใช่แค่ความสวย หรือความว้าว

ลูกค้าจะมองหาความเป็นไปได้

งานที่ว่าสวยนี้มันมีโอกาสเป็นไปได้มั้ย? มันเว่อร์อลังการไปมั้ย? มันจะสามารถใช้งานได้จริงมั้ย? สร้างแอพตัวนี้ออกมาแล้วจะมีคนโหลดมั้ย คนใช้จะ งง มั้ย? เราสามารถป้องกันคำถามเหล่านี้ไม่ให้อยู่ในหัวของลูกค้าได้ด้วยการทำให้มันรู้สึกว่า “เป็นไปได้”

งานนี้เรื่องของการออกแบบการใช้งานมีส่วนทำช่วยได้ ต้องย้ำว่า “มีส่วนช่วย” นะครับ ไม่ได้แปลว่าทั้งหมด การออกแบบการใช้งานที่ดีมาใช้ขึ้นแบบสำหรับการขายงานดีไซน์นั้น ถ้าเราวางรูปแบบได้ดี งานออกแบบไม่เว่อร์จนเกินไป เช่น ปุ่ม Back ก็ควรจะอยู่ด้านซ้ายเหมือนทุกที หรือการวางเนื้อหาให้ดูแล้วอ่านง่าย เข้าถึงง่าย และยังมี look ที่ดูแล้วพอจะคุ้นตาลูกค้าอยู่บ้างก็น่าจะช่วยได้ครับ

ความเป็นไปได้คือ “จินตนาการ” ณ ส่วนนี้เราสร้างจินตนาการให้ลูกค้ารู้สึกว่างานนี้สามารถถูกสร้างได้ สร้างแล้วน่าจะมีคนชอบ น่าจะมีคนใช้ คนอยากโหลด คนอยากเข้าเว็บเราบ่อยๆ ถ้าเค้าไม่เกิดคำถามที่คิดว่างานเราเป็นแค่งาน Design เว่อร์ ๆ เอามาหลอกขายเค้า เราก็ win ไปอีก 50% แล้วล่ะครับ

3. นี่มันของฉัน

ชอบแล้ว Wow แล้ว รู้สึกว่าเป็นไปได้แล้ว.. งานนี้ต้องรู้สึกด้วยครับว่า “งานนี้มันงานของฉัน!!” แอพนี้ เว็บนี้สร้างมาเพื่อบริษัทฉัน สร้างมาเพื่อ product ของฉัน!

จะทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกเช่นนั้น?

การทำการบ้านก่อนขึ้นแบบจะช่วยได้.. การทำความรู้จักลูกค้า เข้าใจธุรกิจของลูกค้า เข้าใจ Branding ของลูกค้า และรู้จักกับคู่แข่งของลูกค้า จะช่วยทำให้เค้ารู้สึกว่า งานนี้เราทำมาเพื่อเค้าจริง ๆ การใช้สีที่ผิด การแอบไปดึงรูปจาก Google มาใช้ขึ้นแบบ “ชั่วคราว” แต่บังเอิญไปดึงรูปของคู่แข่งมา จะทำให้ 50% ที่คุณทำคะแนนมาซะดีเมื่อตอนต้นตกกระป๋องไปซะงั้น

เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการ “สะกดตัวอักษร” ผิด ๆ ถูก ๆ นี่ก็คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่งานของฉันเช่นกัน..  เพราะงานที่ไม่ละเอียด ไม่เนี๊ยบ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการให้ธุรกิจของเค้าเป็น

4. ตอบโจทย์ในสิ่งที่ต้องการ

เราทุกคนมีสิ่งที่ต้องการครับ เมื่อลูกค้ามองงานเรา ไม่ใช่แค่ว่าสวย ดูดี น่าใช้ แล้วดูเหมือนเป็นงานของเราแล้ว มันต้องตอบคำถามด้วยว่า “ทำแล้วได้อะไร!!??”

ทำแล้วตอบโจทย์ตามที่เค้าเคยบรี๊ฟมาให้เราหรือเปล่า? ทำแล้วยอดขายเค้าจะมากขึ้นมั้ย? ตอบให้ได้ครับ ตอบโจทย์ให้ได้ว่า “เค้าทำเพื่ออะไร” เพราะถ้าเราคนทำเองยังตอบไม่ได้ว่าลูกค้าจะทำงานนี้ไปเพื่ออะไรแล้วล่ะก็ ลูกค้าก็คงไม่รู้ว่าจะซื้องานเราไปทำไมแล้วล่ะครับ

ทั้งหมดนี้คือ 4 ความรู้สึกที่ลูกค้าอยากมี.. เมื่อฟังเราขายงานดีไซน์ ผมเชื่อว่าถ้าทำได้ครบ 4 ข้อนี้ โอกาสที่งานจะขายผ่านมีสูงครับ.. ถ้าลูกค้าไม่ติดเรื่องราคา.. เวลา .. และอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับดีไซน์

งานออกแบบที่นักออกแบบสมควรจะทำ.. และลูกค้าสมควรจะได้รับ

October 16, 2014 Design Comments

เมื่อพูดถึงการออกแบบแล้ว ทุกครั้งที่เริ่มทำงานแต่ละชิ้น ผมจะคิดว่า คำว่า “ออกแบบ” นั้น หมายถึง “การสื่อสาร”

สื่อสารในสองรูปแบบคือ สื่อสารเพื่อให้ “เข้าใจ” และสื่อสารเพื่อให้ “รู้สึก”

สื่อสารเพื่อให้เข้าใจก็คือ การออกแบบของให้มีรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย วางอยู่ในตำแหน่งที่สมควร และสามารถใช้งานได้ง่าย ได้ถูกต้อง เช่น เข้าใจว่าปุ่มที่มีลูกศรชี้ไปทางซ้ายอยู่มุมซ้ายบนหมายถึงย้อนกลับ ตัวอักษรที่ใหญ่สุดคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เหล่านี้เป็นต้น

ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ว่ายากแล้ว.. แต่การสื่อสารอย่างที่สองนี่ยากกว่า

สื่อสารเพื่อให้ “รู้สึก”

รถยนต์มีไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรก กันชน เหมือนกัน ภายในก็มีพวงมาลัย เกียร์ ที่เปิดกระจกที่ไม่ใช่แค่เหมือนกัน แต่อยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกันมาก ๆ ซะด้วย แต่ทำไมเราถึงรู้สึกแตกต่าง ซึ่งเราสามารถแยกออกได้โดยอัตโนมัติเลยว่า นี่คือรถหรู นี่คือรถวัยรุ่น นี่คือรถสำหรับแม่บ้านจ่ายตลาด

ขนาด? ความกว้าง? สี? วัสดุที่ใช้? หรือแม้แต่เสียงเครื่องยนต์ เสียงแตร เสียงปิดประตูรถ หรือแม้แต่น้ำหนักของพวงมาลัย

เหล่านี้เป็นการออกแบบเพื่อตั้งใจสื่อสารให้เราได้ “รู้สึก” ทั้งสิ้น

นักออกแบบหลายคนให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่าง บางคนให้ความสำคัญกับอย่างแรกเท่านั้น และบางคนไม่ให้ความสำคัญกับอะไรเลยนอกจากความสวยงาม

ซึ่งจะสังเกตว่า ตั้งแต่พูดมายังไม่ได้พูดว่าการออกแบบคือการทำให้สวยเลยซักนิด

ไม่ใช่มันไม่สำคัญ แต่ถ้าคุณทำงานออกมาให้คนรู้สึกได้อย่างที่คุณอยากให้รู้สึกแล้ว การออกแบบให้สวยงามจะไม่ใช่ประเด็นเลย

ลูกค้าเองก็เช่นกัน การลงสีน้อย การใช้ตัวอักษรแค่สองรูปแบบ ไม่ได้หมายความว่านักออกแบบทำงานไม่คุ้มกับเงิน นอกจากความ “สวยงาม” ที่ลูกค้าทุกคนมองหาแล้วนั้น การใช้งานที่ “ง่าย” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรพิจารณา

สุดท้ายก็ลองค้นหาดูว่าในงานชิ้นนี้ เรา “รู้สึก” ว่ามันเป็นงานขององค์กรเรา เป็นงานนของเราหรือไม่

เพราะนี่คืองานออกแบบที่นักออกแบบสมควรจะทำ.. และลูกค้าสมควรจะได้รับ

5 คู่สี ที่ต้องระวังในการเลือกใช้ เพราะจะทำให้ลูกค้าเข้าใจงานของคุณผิด!

August 4, 2014 Design Comments

ในการออกแบบแต่ละครั้ง “สี” คือสิ่งที่สำคัญมาก

ใครที่เคยได้ฟังผมบรรยาย มีหลายครั้งที่ผมได้พูดถึงช่วงหนึ่งในการทำงานขณะอยู่ที่ New York การทำงานที่จำได้ไม่เคยลืม นั่นคือการได้มีโอกาสทำงานร่วมกับบุคคลเก่งระดับโลก “Martha Stewart” ซึ่งในการทำงานครั้งนั้น หน้าที่หลักของผมคือการ “เลือกสี” ที่จะใช้สำหรับการออกแบบเว็บไซต์ใหม่

การเลือกสีในครั้งนั้น ทำให้ผมไม่ลืมเนื่องจากกว่าเราจะได้คู่สีที่มั่นใจแล้วว่า จะใช้กับเว็บตัวนี้จริงๆ ก็ใช้เวลาเลือกนานถึง 2-3 สัปดาห์ เรียกว่าการเลือกสีนั้นไม่ใช่แค่เปิด Photoshop มาแล้วก็จิ้มๆ สีที่เราพอใจเข้าไป แต่การเลือกสีนั้นต้องคิดให้ไกล ไกลแบบที่เราสามารถจินตนาการได้ว่า ในอนาคต เมื่อสีนี้ถูกนำไปใช้ในหลากหลายสถานการณ์ มันคงยังต้องสามารถ “สื่อสาร” สิ่งที่เราต้องการส่งให้ถึงผู้ใช้งานได้ดังเดิม

ดังนั้นวันนี้จะมาพูดถึงเรื่องการ “เลือกสี” .. แต่แทนที่จะบอกว่า เลือกสีอะไรดี เรามารู้จักกับ “คู่สีที่ไม่ควรเลือก หรือ ต้องระมัดระวังให้มากในการเลือก” ดีกว่า

** บอกไว้ก่อนนะครับ ..คำว่า “ไม่ควรเลือก” ไม่ได้หมายถึงว่า “ไม่ให้เลือก” แต่ในหลากหลายสถานการณ์ การเลือกคู่สีของคุณ อาจจะทำให้คนคิดถึงสิ่งอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณหรือสิ่งที่คุณต้องการจะบอกลูกค้า.. ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่งความเข้าใจผิดได้ **

เรามาดูกันว่ามีสีอะไรบ้างครับ..

คู่ที่หนึ่ง: แดง – เขียว

คู่นี้ เป็นคู่สีที่มีความโดดเด่นทั้งสองสี แน่นอนว่า ใช้ที่ไหน เป็นสะดุดตาที่นั่น ซึ่งเหมือนจะดีนะครับ แต่สองสีนี้ บางครั้งอาจทำให้คนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นสีของ “คริสต์มาส” ก็เป็นได้

เพราะเวลาที่เราต้องการสื่อสารถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลคริสต์มาส แดง เชียว คือสีที่จะถูกใช้อย่างแพร่หลาย เรียกได้ว่ามองไกลๆ ก็รู้เลย ดังนั้นเพื่อไม่ให้ลูกค้าเข้าใจผิด.. คู่สีนี้คือคู่สีแรกที่ควรระวังให้มากครับ

คู่ที่สอง: ส้ม – ดำ

คู่นี้สีไม่แย่งกันเด่นมากเหมือนคู่แรก แต่ทั้งสองสีนี้ก็มีความต่างอย่างชัดเจน จริงๆแล้ว ส้ม ดำ ถูกใช้ในโลโก้ หรือ artwork ของงานหลากหลายงานนะครับ แต่อย่างที่บอกว่าถ้าเราใช้งานได้ไม่ดี ไม่ถูกต้อง สีส้ม ดำ นี้ อาจจะถูกมองผิดไปว่าเป็นสีของงาน “ฮาโลวีน” ไป ก็เป็นได้…!!!

คู่ที่สาม: เขียว – น้ำตาล

ไม่ต้องบรรยายมาก ถามเลยครับว่า เห็นแล้วคิดถึงอะไรครับ? สีเขียวนั้นมองยังไงก็รู้สึกถึง “ธรรมชาติ” ส่วนสีน้ำตาล มองยังไงก็ไม่พ้น “พื้นดิน ภูผา ต้นไม้”

ถ้าเป็นสีโทนเข้มแบบนี้ มองพลาดก็อาจจะเข้าใจได้เลยว่า นี่มันคู่สีของ “ทหาร” มั้ยครับ?

อย่างไรก็ตาม ถ้าคู่สีนี้ถูกเปลี่ยนให้สี สดขึ้น สว่างขึ้น คู่สีทหารที่ว่านี้ก็จะกลายเป็นคู่สีแห่งธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ และ Organic กันเลยทีเดียว

คู่ที่สี่: แดง – เหลือง

คู่นี้ไม่ได้มองว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด!! (รีบออกตัวโดยไว) แดง กับ เหลือง เป็นอีกหนึ่งคู่สีที่มีความแรงด้วยกันทั้งคู่ แน่นอนว่า มีโอกาสสูงมากที่เราจะเลือกมาใช้กับงานต่างๆ เพื่อให้ผู้ชมสามารถมองเห็นได้ชัดๆ เด่นๆ แต่…

สำหรับคู่สีนี้ คิดถึงอะไรบ้างครับ??

ตรุษจีน! คนจีน สีของความเฮงๆ โชคดีๆ ถ้าสินค้าหรือโฆษณาของคุณไม่ได้เกี่ยวข้องกับอะไรแถวนี้แล้วล่ะก็ ควรจะหลีกเลี่ยงคู่สีสองสีนี้ เพื่อความเข้าใจที่ไม่คลาดเคลื่อนของลูกค้า โดยเฉพาะในช่วงต้นปี ที่มีป้ายโฆษณาขายเป็ด ขายหมู กันเต็มไปด้วย โดยใช้คู่สีนี้เป็นตัวนำ!

คู่สุดท้าย.. จะว่าเป็นคู่ก็คงไม่ได้สินะ เพราะ set นี้มี สามสี

คู่สุดท้าย แดง – ขาว – น้ำเงิน

เดาสิครับว่าจะไปคล้ายคลึงกับสีของอะไร? เอาเป็นว่า เป็นหนึ่งในกลุ่มสีที่ ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจให้สื่อถึงความหมายของธงชาติไทยสามสีแล้วล่ะก็ การใช้สีสามสีนี้ร่วมกัน จะถูกมองเป็นธงชาติไปโดยปริยาย โดยเฉพาะถ้าเราใช้สีสามสีนี้เรียงกันเป็นแถว จะยิ่งชัดใหญ่

ในโลกความเป็นจริง ก็มีโลโก้หรือ artwork หลายตัวที่ใช้สามสีนี้นะครับ แต่ก็ไม่ได้จะเห็นเด่นชัดว่าเป็นธงชาติแต่อย่างใด นั่นก็เป็นเพราะการใช้สีใน “สัดส่วน” ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น สีขาวอาจจะมากสุดๆ สีน้ำเงินรองลงมา ส่วนสีแดงมีแค่จุดนิดเดียวอย่างนี้เป็นต้น

** สุดท้ายนี้ขอ NOTE ไว้อีกนิดนึง.. แม้ว่าจะพูดถึง โอกาสของการใช้คู่สีที่ผิด จะทำให้คนเข้าใจผิดได้จริงๆ แต่ก็ยังมีธุรกิจอยู่จำนวนหนึ่งที่ “สีสันและคู่สี” เหล่านี้ไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่! และหนึ่งในนั้นคือธุรกิจสำหรับ “เด็ก”

ธุรกิจสำหรับเด็กนั้น ทำลายเกือบทุกกฎเกณฑ์ที่กล่าวมา เนื่องจากการใช้สีเพื่อดึงดูดความสนใจจากเด็กนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และคู่สีทั้งห้าที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคู่สีที่โดดเด่น เตะตาเด็กๆมากมาย

ดังนั้น ก่อนจะเลือกใช้คู่สี ก็ควรศึกษาดูซะก่อนนะครับว่า คู่สีที่เราเลือกนั้น จะไปสร้างความสับสนให้กับผู้ชมของเราหรือไม่ ตรงนี้ถือว่าเป็น guideline คร่าวๆ เพื่อพึงระวังในคู่สีทั้งห้า ก่อนที่เราจะเลือกใช้ไปจนทำให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด

ฟอนต์ยอดฮิตในเยอรมัน “DIN 1451”

April 27, 2014 Design Comments

เมื่อประมาณเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปประเทศเยอรมันนีครับ เดินทางไปทุกเมืองตั้งแต่เฟรงค์เฟิร์ต มิวนิค เบอร์ลิน ส่วนเหตุผลที่ไปจริงๆก็คือเพื่อไปดูงาน Cebit งานที่รวมพลคนสายไอที ทั้ง hardware และ software ตั้งแต่บริษัทใหญ่อย่าง IBM, Samsung, T-mobile เรื่อยไปจนถึงบริษัทเล็กๆอย่างบริษัทจากเซินเจิ้น เมืองจีน ก็มาไม่ใช่น้อย

ไป Cebit ได้อะไรมาเยอะครับ จะมารีวิวลง blog72 คงจะไม่ทันแล้ว (ผ่านไปนานมาก) แต่สิ่งที่ได้รับจากเยอรมันเห็นจะเป็นเรื่องของดีไซน์ที่แอบไปสังเกตมาได้

มาดูครับว่าเยอรมันดีไซน์นั้น เป็นยังไง?

ที่เห็นเด่นชัดเรื่องแรกเลยคือ font ครับ

Font หรือ ลักษณะตัวอักษรที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ตัวที่ฮิตๆที่ใช้กันประจำก็น่าจะเป็น Times, Helvetica, Arial, Myriad ประมาณนี้

แต่เมื่อประมาณ 2-3ปีที่ผ่านมา ส่วนตัวผมเองจะคลั่งใคล้ Font อยู่ตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า “DIN Schriften” และใช้มันเป็นประจำ และเนื่องด้วยชื่อของมันที่ดูแปลกตา ผมเลยลองไปค้นหาดูว่าทำไมมันชื่อประหลาดแบบนี้

ณ เวลานั้นอ่านแล้วพบว่ามันมีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศเยอรมันนีนี่แหละครับ แต่ผมไม่ได้สนใจอะไรมาก (แค่ได้คลายความข้องใจในชื่อที่แปลกประหลาด) จนกระทั่ง…

การเดินทางในครั้งนี้ ผมได้เห็น Font “DIN Schriften” ตัวนี้อย่างมากมาย ตามท้องถนน ป้าย หรือแม้แต่สติ๊กเกอร์เขียนชื่อเรือก็ยังใช้ Font นี้ ผมเห็นเยอะมากจนงงว่า หรือคนเยอรมันต้องใช้ font นี้กับทุกอย่างเลยรึเปล่า?

กลับมาจึงได้กลับมา search ดูครับว่า ทำไมเค้าถึงใช้ font DIN Schriften นี่มากมายกันจัง

แล้วคำตอบก็ทำให้รู้ว่า..

Font DIN Schriften นั้นจริงๆเป็น font ที่ถูกทำขึ้นใหม่โดย Adobe เพื่อให้เหมือนกันบ font ดั้งเดิมที่ชื่อว่า “DIN 1451” (แหน่ะ! ชื่อแปลกกว่าเดิมอีก) ซึ่งคำว่า DIN นั้นย่อมาจากคำว่า Deutsches Institut für Normung

Font DIN 1451 นั้น มีประวัติศาสตร์เริ่มต้นมายาวนานมากตั้งแต่ปี 1905 จนกระทั่งปี 1931 ได้ถูกเลือกให้ใช้เป็น font สำหรับป้ายบอกทาง ป้ายถนน เอกสารทางการต่างๆ รวมไปถึงป้ายทะเบียนรถยนต์โดย the German standards body DIN – Deutsches Institut für Normung (German Institute for Standardization)

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผมจะมองเห็น font DIN 1451 นี้ตลอดเวลาที่อยู่ในเยอรมัน

ส่วนตัวผมเห็นด้วยว่า font DIN นั้นช่างสะท้อนความเป็นเยอรมันออกมาได้ดีมากๆ เพราะด้วย character ของคนเยอรมันที่ดูแข็งๆ ตัวใหญ่ๆ หนาๆ ตัว font ที่ดูแข็งๆ เหลี่ยมๆ หนาๆ จึงดูเหมาะสมกันมาก

ถ้าจะให้เอา Helvetica มาเป็นตัวแทน font ของคนเยอรมันก็คงไม่เหมาะอย่างแน่นอน ถูกต้องมั้ยครับ?

ปัจจุบันนี้ผมเห็น font DIN 1451 ในงานออกแบบน้อยลงถ้าเทียบกับเมื่อ 2-3ปีที่แล้ว อาจจะเป็นเพราะ character ของมันที่ดูโดดเด่นมากๆ แม้ว่ามันจะสวยมากก็จริง แต่ถ้าดูบ่อยๆก็จะเบื่อได้เร็วเช่นกัน

สัปดาห์หน้าจะนำภาพ “ฝาผนัง” ที่เห็นกันเกลื่อนเมืองในเยอรมันมาให้ได้ชมกันนะครับ

2014 เทรนด์ไหนจะอยู่ เทรนด์ไหนจะไป? พฤติกรรม user ที่มีผลต่อการออกแบบและการตลาดออนไลน์

การออกแบบที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของดีไซน์เนอร์ แต่ต้องอยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน

ดีไซน์เนอร์ที่เก่ง ไม่ใช่ว่าจะออกแบบได้สวยแล้วดีไซน์เนอร์ด้วยกันดูกันเองแล้วก็ชมกันเอง แต่ต้องให้ผู้ใช้งานหรือ user เป็นคนชม

การตลาดที่ดีก็เช่นกัน ใช่ว่าทำออกมาแล้วชอบกันเอง ผู้ใช้งานไม่ชอบด้วย ไม่เห็นด้วย อันนั้นก็ไม่ work

ดังนั้น หากจะถามว่า เทรนด์การออกแบบและการตลาดออนไลน์ในปี 2014 นี้จะมีแนวโน้มออกมาเป็นอย่างไร ผมก็คงจะต้องย้อนกลับไปดูที่ “พฤติกรรมของผู้ใช้งานที่คาดว่าจะเป็นในปี 2014” นี้ก่อน

ผมเชื่อว่าพฤติกรรมของผู้ใช้งานอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปมาก..  “แต่ต้องการมากขึ้น”

3 พฤติกรรมใหญ่ๆ ที่น่าจะมีผลต่อการออกแบบ และการตลาด มีดังนี้

1. ต้องการสินค้า hi-tech ใหม่ๆ ทุกรูปแบบที่กำลังจะออกวางตลาด (เพื่อทำให้ตัวเองดูอินเทรนด์ และ สนุกไปกับของเล่นใหม่ๆ ทั้งๆที่อาจจะไม่ได้จำเป็น)

2. ต้องการเสพ “เนื้อหา” ข้อมูล หรือ contents มากขึ้น เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น (ทำให้ตัวเองรู้เรื่องมากขึ้น คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง มีความรู้)

3. ต้องการแลดูเป็นคนดี คนเก่ง มีภาพลักษณ์ที่ดี (อันนี้ก็เรื่องเดียวกันกับข้อสอง คือ ต้องการให้คนอื่นๆยอมรับว่าตัวเองเป็นคนดี มีความรู้)

แล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้ มีผลกระทบต่อการออกแบบอย่างไรบ้าง?

1. More Screens

ปีที่ผ่านๆมา เราเจอปัญหา “จอหลายขนาด” ไปมากแล้ว แค่ตระกูล Apple อย่างเดียวก็มีมากกว่า 5 ขนาด ส่วน Android ไม่ต้องพูดถึง ไหนจะจอทีวีอีก ในปีหน้านี้ หลายคนคาดเดากันได้ว่าจะมีขนาดของหน้าจอหลากหลายกว่านี้ ไหนจะทีวี 4K หรือจะเป็น “Wearable Products” เช่น Google Glass และที่คาดเดากันอีกคือ iWatch นาฬิกาจาก Apple น่าจะถูกปล่อยออกมาให้ทุกคนได้จับจ่ายใช้สอยกัน และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น ขนาดของหน้าจอที่หลากหลายกว่าเดิมก็จะทำให้ดีไซน์เนอร์ได้ปวดหัวกันมากขึ้นทันที

ดังนั้น: Responsive Design ยังคงอยู่ต่อไปและอาจจะมีการเพิ่มเติมขนาดของหน้าจอพิเศษๆอีกด้วย

2. ภาพใหญ่ขึ้นกว่าเดิม วิดีโอใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

เวลานี้คงไม่ต้องพูดถึงความเร็วอินเตอร์เน็ทกันแล้ว วิดีโอหรือภาพใหญ่ๆ เราสามารถโหลดกันได้สบาย ความต้องการให้ผู้ใช้งานได้เห็น “ภาพอิ่มๆ” ขายของกันได้เต็มๆ ดึงความสนใจได้เต็มตานั้น เป็นเรื่องที่จำเป็น

จริงๆเราเริ่มเห็นกันบ้างแล้วสำหรับการใช้รูปภาพ และ วิดีโอใหญ่ๆ แบบเต็มจอตั้งแต่หน้าแรก จากเว็บไซต์ต่างประเทศ และแน่นอน สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเทรนด์การออกแบบไทย ในไม่ช้านี้

3. การออกแบบ “ย้อนกลับ”

หลังจากที่พยายามบิ้วลูกค้ามากว่า 4-5ปี ว่า Mobile Device หรืออุปกรณ์พกพากำลังมา เราต้องตื่นตัวกันแล้วนะ แต่สำหรับวันนี้คงไม่ต้องบิ้วกันอีกต่อไป

เป็นเรื่องชัดเจนมากว่า อุปกรณ์พกพาจำพวก สมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต เหล่านี้ แทบจะมีกันทุกครัวเรือน และ ใช้เล่นอินเตอร์เน็ท เล่นเกมกันอย่างแพร่หลาย

และใช้มากขึ้นกว่าการเล่นคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ

ดังนั้น การออกแบบจึงจำเป็นต้องออกแบบ “ย้อนกลับ” จากเดิมเราออกแบบสำหรับ จอคอมพิวเตอร์ก่อน แต่ในปี 2014 นี้ เราคงต้องออกแบบสำหรับมือถือก่อน ดูว่ามือถือใช้ feature อะไรได้บ้าง แล้ว คอมพิวเตอร์เล่น feature เหล่านั้นได้ไหม จากนั้นจึงมาทำการ mix and match กันว่า เราจะใช้เทคนิคอะไรบ้าง

ดังนั้น: Drop down เมนู (ที่ต้องใช้ mouseover) จะหายไป แต่ผมกำลังไม่แน่ใจกับ เมนูด้านข้าง ว่าจะมีการพัฒนาต่อหรือจะหายไปในปีนี้

4. วิดีโอ และ infographic จะมาแรงกว่าเดิม

คนอยากเสพความรู้เร็วๆ ง่ายๆ ดังนั้น การเขียนข้อมูลให้อ่านยาวๆ (แบบนี้ แห่ะๆ) ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับทุกคน

การนำเสนอด้วย วิดีโอเพียงสามนาที แต่เข้าใจได้หมดนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เช่นกันกับ infographic ที่นอกจากจะทำให้อ่านเข้าใจรู้เรื่อง พร้อมการ์ตูนที่น่ารักแล้ว ยังง่ายสำหรับการ แชร์ต่ออีกด้วย

ข้อเสียอย่างเดียวสำหรับวิดีโอคือ ทำได้ยาก ต้องใช้ทีมงาน ต้องมีอุปกรณ์ และทุกอย่างที่ว่ามา มีผลกระทบกับงบประมาณ

ดังนั้น: เทรนด์การทำวิดีโอ เพื่อขายของง่ายๆ 3 นาที จะมีเพิ่มมากขึ้น ส่วน HTML animation และ Parallax อาจจะจบลงในปีนี้สำหรับบางกลุ่มธุรกิจ เพราะความต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว มีมากกว่าความหวือหวาและ special effect ต่างๆ

5. ทุกคนต้องการเป็นคนดี คนเก่งของสังคม

ดีจริง ไม่จริง ไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกคนต้องการเป็นคน “แลดูดี”

ดังนั้นคลิป viral ประเภท ลูกรักพ่อ, คู่รักรักกันจนแก่เฒ่า จะเป็นกระแสได้ดีมาก

ในทางกลับกัน คลิป viral ประเภท “หลอกคนดู” ให้หลงดู หลงแชร์ไปก่อน แล้วค่อยมาเฉลยทีหลังว่า นี่เป็นการโฆษณานะ จะไม่ work อีกต่อไป เพราะนอกจากจะทำให้คนดูรู้สึก fail ว่า ฉันโง่ โดนหลอกแล้ว ยังทำให้เค้ารู้สึกแย่กับสินค้าตัวนั้นๆด้วย

ดังนั้น: คลิปดราม่า และการขายสินค้าตรงๆไปเลยน่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี ส่วนคลิปหลอกคนดูเหมือนสมัยก่อนมีความเสี่ยงว่าจะแป๊กเอาได้ง่ายๆ

6. ซื้อ-ขาย ของบนมือถือ

ความแปลกสำหรับคนไทยที่ทำการซื้อ-ขายของออนไลน์นั้นคือ กลัวการใช้บัตรเครดิต แต่กล้าโอนเงินก่อนให้กับผู้ขายที่ไม่รู้จักกัน การขายของผ่าน Facebook, Instagram, และ LINE นั้น แสดงให้เห็นชัดว่า มีคนจำนวนมากที่ชอบซื้อของออนไลน์ผ่านอุปกรณ์พกพา (ด้วยความที่ง่าย อยู่ติดตัวตลอดเวลา และสะดวกรวดเร็ว) ดังนั้นการซื้อ-ขาย ของอาจจะไม่ใช่เรื่องของ “ระบบ” ที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกมั่นใจและกล้าซื้อ แต่ความ “ไว้ใจ” และ ความ “สะดวก” ในการซื้อมากกว่าที่ทำให้เกิดการซื้อขายออนไลน์ในยุคนี้

ดังนั้น: คนซื้อของจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่วน Big player เช่น LINE flash sale ก็จะมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ขณะที่ร้านค้าบน facebook และ instagram ก็คงไม่มีท่าทีจะหยุด แต่จะขายได้มาก หรือน้อย รุ่งหรือร่วง ตลาดนี้คงมีการแข่งขันกันมากขึ้นกว่าเดิม!

คาดการณ์ไว้ประมาณนี้ก่อนนะครับ เพิ่มเติมอย่างไรแล้วจะเข้ามาเขียนต่อกันอีกที

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

AdSense
– ระบบการโฆษณาบน Google
— WEB101 by rgb72

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus