Home » facebook » Recent Articles:

เริ่มต้น และ รู้จักกับ Facebook Paper ด้วยวิธีง่ายๆ

February 4, 2014 App Dev & Reviews Comments

Facebook Paper เป็น app ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด (ในวงการคนทำ app และ พวก digital ทั้งหลาย) แต่มันเปิดให้ download ได้เฉพาะใน U.S. เท่านั้นน่ะสิ.. ทีนี้จะทำไง??

ก่อนอื่นจะแนะนำคร่าวๆให้ได้รู้จักก่อนว่า Facebook Paper คืออะไร?
พูดง่ายๆคือ App ใหม่จาก Facebook ที่ทำให้คุณไม่เพียงแค่ “อ่าน feed” ของเพื่อนๆ แต่ยังเพิ่ม section ให้คุณอ่านข่าวจากที่อื่นๆได้อีกด้วยภายใน app เดียว

แต่สิ่งที่ตื่นเต้นกันกลับไม่ใช่เรื่องของเนื้อหาที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นลักษณะการ “Navigate” หรือการใช้งานแบบใหม่ที่ไม่ใช่การ scroll ขึ้น-ลง ธรรมดาอีกต่อไป

อยากรู้ว่าสนุกยังไงคงต้องไปลอง download มาดู..

แต่วิธีจะ download จาก U.S. store นั้น แม้ว่าเราจะอยู่เมืองไทยก็สามารถทำได้ครับ.. ด้วยการเปลี่ยน Setting ใน Apple ID เราให้เป็น U.S. ซะก่อน จากนั้นก็จะสามารถ download ได้สบายๆ

เริ่มต้นด้วยการเปิด App Store จาก iPhone

ที่หน้า “features app” ให้เลื่อนลงมาล่างสุด แล้วกดที่ปุ่มยาวๆแนวนอนที่เขียนว่า “Apple ID: xxxxxxx” (ซึ่งเป็นชื่อ Apple ID ของคุณ)

เมื่อกดแล้วระบบก็จะถาม password จากนั้นคุณก็จะสามารถเปลี่ยน App Store ให้เป็นของ U.S. ได้แล้ว (โดยของ United States จะอยู่ด้านบนสุด)

เมื่อเปลี่ยนเรียบร้อยก็ให้กด Agree กับตัว terms and conditions

จากนั้นเมื่อเค้าถามถึงบัตรเครดิตการ์ด ตรงนี้คุณไม่จำเป็นต้องใส่ครับ เพราะว่า app Facebook Paper นั้นมัน “ฟรี” อยู่แล้ว.. ดังนั้นให้เลือกคำว่า “NONE”

เท่านี้คุณก็จะเข้าสู่ U.S. App Store แล้ว.. ขั้นตอนจากนี้ก็ไม่ยาก แค่ search คำว่า “Facebook Paper” จากนั้นตัว app ก็จะโผล่ขึ้นมาให้คุณสามารถ download มาใช้ได้ภายในเวลาไม่ถึง 5นาที

ลองครับ ลองก่อน รู้ก่อน สนุกก่อน

2014 เทรนด์ไหนจะอยู่ เทรนด์ไหนจะไป? พฤติกรรม user ที่มีผลต่อการออกแบบและการตลาดออนไลน์

การออกแบบที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของดีไซน์เนอร์ แต่ต้องอยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน

ดีไซน์เนอร์ที่เก่ง ไม่ใช่ว่าจะออกแบบได้สวยแล้วดีไซน์เนอร์ด้วยกันดูกันเองแล้วก็ชมกันเอง แต่ต้องให้ผู้ใช้งานหรือ user เป็นคนชม

การตลาดที่ดีก็เช่นกัน ใช่ว่าทำออกมาแล้วชอบกันเอง ผู้ใช้งานไม่ชอบด้วย ไม่เห็นด้วย อันนั้นก็ไม่ work

ดังนั้น หากจะถามว่า เทรนด์การออกแบบและการตลาดออนไลน์ในปี 2014 นี้จะมีแนวโน้มออกมาเป็นอย่างไร ผมก็คงจะต้องย้อนกลับไปดูที่ “พฤติกรรมของผู้ใช้งานที่คาดว่าจะเป็นในปี 2014” นี้ก่อน

ผมเชื่อว่าพฤติกรรมของผู้ใช้งานอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปมาก..  “แต่ต้องการมากขึ้น”

3 พฤติกรรมใหญ่ๆ ที่น่าจะมีผลต่อการออกแบบ และการตลาด มีดังนี้

1. ต้องการสินค้า hi-tech ใหม่ๆ ทุกรูปแบบที่กำลังจะออกวางตลาด (เพื่อทำให้ตัวเองดูอินเทรนด์ และ สนุกไปกับของเล่นใหม่ๆ ทั้งๆที่อาจจะไม่ได้จำเป็น)

2. ต้องการเสพ “เนื้อหา” ข้อมูล หรือ contents มากขึ้น เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น (ทำให้ตัวเองรู้เรื่องมากขึ้น คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง มีความรู้)

3. ต้องการแลดูเป็นคนดี คนเก่ง มีภาพลักษณ์ที่ดี (อันนี้ก็เรื่องเดียวกันกับข้อสอง คือ ต้องการให้คนอื่นๆยอมรับว่าตัวเองเป็นคนดี มีความรู้)

แล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้ มีผลกระทบต่อการออกแบบอย่างไรบ้าง?

1. More Screens

ปีที่ผ่านๆมา เราเจอปัญหา “จอหลายขนาด” ไปมากแล้ว แค่ตระกูล Apple อย่างเดียวก็มีมากกว่า 5 ขนาด ส่วน Android ไม่ต้องพูดถึง ไหนจะจอทีวีอีก ในปีหน้านี้ หลายคนคาดเดากันได้ว่าจะมีขนาดของหน้าจอหลากหลายกว่านี้ ไหนจะทีวี 4K หรือจะเป็น “Wearable Products” เช่น Google Glass และที่คาดเดากันอีกคือ iWatch นาฬิกาจาก Apple น่าจะถูกปล่อยออกมาให้ทุกคนได้จับจ่ายใช้สอยกัน และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น ขนาดของหน้าจอที่หลากหลายกว่าเดิมก็จะทำให้ดีไซน์เนอร์ได้ปวดหัวกันมากขึ้นทันที

ดังนั้น: Responsive Design ยังคงอยู่ต่อไปและอาจจะมีการเพิ่มเติมขนาดของหน้าจอพิเศษๆอีกด้วย

2. ภาพใหญ่ขึ้นกว่าเดิม วิดีโอใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

เวลานี้คงไม่ต้องพูดถึงความเร็วอินเตอร์เน็ทกันแล้ว วิดีโอหรือภาพใหญ่ๆ เราสามารถโหลดกันได้สบาย ความต้องการให้ผู้ใช้งานได้เห็น “ภาพอิ่มๆ” ขายของกันได้เต็มๆ ดึงความสนใจได้เต็มตานั้น เป็นเรื่องที่จำเป็น

จริงๆเราเริ่มเห็นกันบ้างแล้วสำหรับการใช้รูปภาพ และ วิดีโอใหญ่ๆ แบบเต็มจอตั้งแต่หน้าแรก จากเว็บไซต์ต่างประเทศ และแน่นอน สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเทรนด์การออกแบบไทย ในไม่ช้านี้

3. การออกแบบ “ย้อนกลับ”

หลังจากที่พยายามบิ้วลูกค้ามากว่า 4-5ปี ว่า Mobile Device หรืออุปกรณ์พกพากำลังมา เราต้องตื่นตัวกันแล้วนะ แต่สำหรับวันนี้คงไม่ต้องบิ้วกันอีกต่อไป

เป็นเรื่องชัดเจนมากว่า อุปกรณ์พกพาจำพวก สมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต เหล่านี้ แทบจะมีกันทุกครัวเรือน และ ใช้เล่นอินเตอร์เน็ท เล่นเกมกันอย่างแพร่หลาย

และใช้มากขึ้นกว่าการเล่นคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ

ดังนั้น การออกแบบจึงจำเป็นต้องออกแบบ “ย้อนกลับ” จากเดิมเราออกแบบสำหรับ จอคอมพิวเตอร์ก่อน แต่ในปี 2014 นี้ เราคงต้องออกแบบสำหรับมือถือก่อน ดูว่ามือถือใช้ feature อะไรได้บ้าง แล้ว คอมพิวเตอร์เล่น feature เหล่านั้นได้ไหม จากนั้นจึงมาทำการ mix and match กันว่า เราจะใช้เทคนิคอะไรบ้าง

ดังนั้น: Drop down เมนู (ที่ต้องใช้ mouseover) จะหายไป แต่ผมกำลังไม่แน่ใจกับ เมนูด้านข้าง ว่าจะมีการพัฒนาต่อหรือจะหายไปในปีนี้

4. วิดีโอ และ infographic จะมาแรงกว่าเดิม

คนอยากเสพความรู้เร็วๆ ง่ายๆ ดังนั้น การเขียนข้อมูลให้อ่านยาวๆ (แบบนี้ แห่ะๆ) ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับทุกคน

การนำเสนอด้วย วิดีโอเพียงสามนาที แต่เข้าใจได้หมดนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เช่นกันกับ infographic ที่นอกจากจะทำให้อ่านเข้าใจรู้เรื่อง พร้อมการ์ตูนที่น่ารักแล้ว ยังง่ายสำหรับการ แชร์ต่ออีกด้วย

ข้อเสียอย่างเดียวสำหรับวิดีโอคือ ทำได้ยาก ต้องใช้ทีมงาน ต้องมีอุปกรณ์ และทุกอย่างที่ว่ามา มีผลกระทบกับงบประมาณ

ดังนั้น: เทรนด์การทำวิดีโอ เพื่อขายของง่ายๆ 3 นาที จะมีเพิ่มมากขึ้น ส่วน HTML animation และ Parallax อาจจะจบลงในปีนี้สำหรับบางกลุ่มธุรกิจ เพราะความต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว มีมากกว่าความหวือหวาและ special effect ต่างๆ

5. ทุกคนต้องการเป็นคนดี คนเก่งของสังคม

ดีจริง ไม่จริง ไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกคนต้องการเป็นคน “แลดูดี”

ดังนั้นคลิป viral ประเภท ลูกรักพ่อ, คู่รักรักกันจนแก่เฒ่า จะเป็นกระแสได้ดีมาก

ในทางกลับกัน คลิป viral ประเภท “หลอกคนดู” ให้หลงดู หลงแชร์ไปก่อน แล้วค่อยมาเฉลยทีหลังว่า นี่เป็นการโฆษณานะ จะไม่ work อีกต่อไป เพราะนอกจากจะทำให้คนดูรู้สึก fail ว่า ฉันโง่ โดนหลอกแล้ว ยังทำให้เค้ารู้สึกแย่กับสินค้าตัวนั้นๆด้วย

ดังนั้น: คลิปดราม่า และการขายสินค้าตรงๆไปเลยน่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี ส่วนคลิปหลอกคนดูเหมือนสมัยก่อนมีความเสี่ยงว่าจะแป๊กเอาได้ง่ายๆ

6. ซื้อ-ขาย ของบนมือถือ

ความแปลกสำหรับคนไทยที่ทำการซื้อ-ขายของออนไลน์นั้นคือ กลัวการใช้บัตรเครดิต แต่กล้าโอนเงินก่อนให้กับผู้ขายที่ไม่รู้จักกัน การขายของผ่าน Facebook, Instagram, และ LINE นั้น แสดงให้เห็นชัดว่า มีคนจำนวนมากที่ชอบซื้อของออนไลน์ผ่านอุปกรณ์พกพา (ด้วยความที่ง่าย อยู่ติดตัวตลอดเวลา และสะดวกรวดเร็ว) ดังนั้นการซื้อ-ขาย ของอาจจะไม่ใช่เรื่องของ “ระบบ” ที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกมั่นใจและกล้าซื้อ แต่ความ “ไว้ใจ” และ ความ “สะดวก” ในการซื้อมากกว่าที่ทำให้เกิดการซื้อขายออนไลน์ในยุคนี้

ดังนั้น: คนซื้อของจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่วน Big player เช่น LINE flash sale ก็จะมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ขณะที่ร้านค้าบน facebook และ instagram ก็คงไม่มีท่าทีจะหยุด แต่จะขายได้มาก หรือน้อย รุ่งหรือร่วง ตลาดนี้คงมีการแข่งขันกันมากขึ้นกว่าเดิม!

คาดการณ์ไว้ประมาณนี้ก่อนนะครับ เพิ่มเติมอย่างไรแล้วจะเข้ามาเขียนต่อกันอีกที

ขายของผ่านเน็ท

ตรวจทาน: จ๋า

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา อลีฟ น้องที่ออฟฟิสมาบอกว่าเค้าเปิดร้านบน Facebook ชื่อ Ssweetvanilla ขายเครื่องสำอางนำเข้าจากเกาหลี

ผมก็เข้าไปดู แล้วก็กด LIKE ทีนึง

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มคิดขายของผ่านทาง Facebook .. ไอเดียดีชะมัด.. แค่แปะสินค้าของตัวเองลงไปเยอะๆๆๆ จะซื้อจะขายก็ผ่านทางกล่องคอมเม้นด้านล่าง ง่ายมากๆ

ก็ไหนๆ คนไทยถนัดจะโอนเงินให้ มากกว่าการให้บัตรเครดิต ถ้าชอบ อยากซื้อ ก็จองผ่านกล่องคอมเม้น แล้วก็วิ่งไปโอนเงิน แค่นี้ก็เรียบร้อย ไม่นาน ของก็ถูกจัดส่งถึงที่

ซื้อขายง่ายไม่พอ บางทีผู้ขายยังสามารถแนะนำผู้ซื้อได้อีก..

ลูกค้าบางคนมาถามว่าเสื้อตัวนี้เหมาะกับเค้ามั้ย ดีมั้ย เนื้อผ้าเป็นอย่างไร ผู้ขายก็ตอบกันผ่านทางกล่องคอมเม้นนั่นแหละ

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ รู้ข่าวอีกทีเห็นว่า น้องอลีฟ ทำเงินไปแล้วเหยียบหมื่น ไม่รู้หลักหมื่นที่ว่านี่กำไรเท่าไร่ รู้แต่ว่ามันทำให้ผมนึกถึงสมัยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่มีคนมาถามผมว่า อยากทำเว็บ e-commerce จะทำได้รึยัง? ทำดีมั้ย? ทำอย่างไร?

เมื่อสิบปีก่อนนั้น e-commerce เป็นที่นิยมมาก ได้ยินกันหนาหู มีคนเขียนหนังสือออกมามากมายว่าจะทำ e-commerce จะขายของออนไลน์ทำได้อย่างไร และถึงแม้ว่าจะมีหนังสือออกมามากมาย แต่คนที่ผมรู้จักก็ยังไม่วายที่จะถามว่า “จะทำร้านค้าบนเน็ทดีม้ั้ย?”

ในช่วงแรก การจะทำเว็บไซต์ e-commerce ซักตัวทำได้ยากนัก กว่าจะทำเสร็จ นำสินค้าเข้าไปแสดง กำหนดราคา แล้วไหนจะต้องโปรโมทอีก กว่าจะมีลูกค้ามา แสนจะลำบากยากเย็น

แต่ก็ไม่ได้ว่าจะเป็นไปไม่ได้

ลูกค้าที่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นคนรู้จักที่แสนสนิทกันอย่าง พี่วุฒิ และพี่โก้ เจ้าของเว็บ Magic-Wagon.com เป็นหนึ่งในคนที่ทำเว็บ e-commerce ในช่วงนั้น พี่วุฒิเป็นนักมายากล และสิ่งที่เค้าชอบทำคือ ผลิตอุปกรณ์เล่นกล ซึ่งอุปกรณ์ของเค้าแต่ละตัวจะมีการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร มีการใช้วัตถุดิบที่ทำจากไม้อย่างดี มีการแกะสลักสวยงาม และหลายตัวเป็น limited edition

ปัจจุบันเว็บของพี่วุฒิสามารถขายของได้มากมาย เรียกได้ว่า เว็บ e-commerce คืองานประจำของเค้าทั้งสองคนเลยทีเดียว โดยลูกค้าส่วนมากเป็นคนต่างประเทศ เป็นนักสะสมบ้าง เป็นนักมายากลเองบ้าง เมื่อพี่วุฒิขายของได้ เขาก็วิ่งเอาไปส่งที่ไปรษณีย์

หากลองเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของเค้าจะพบว่า เว็บนี้ได้ถูกจัดทำมาแล้วตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน มันยังคงแสดงผลที่หน้าจอ 800×600 แล้วตัวพี่วุฒิเองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะทำใหม่

เพราะเค้าคิดว่าปัจจุบันมันก็สามารถทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่แล้ว

สิ่งที่ผมกำลังบอกก็คือ การทำเว็บ e-commerce ที่หลายๆคนคิดอยากจะทำ มันไม่ได้อยู่ที่่ว่า ทำได้ยากมั้ย หรือว่าทำอย่างไร ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร่ แต่มันอยู่ที่ความพยายาม และความมุ่งมั่นของเจ้าของมากกว่า

โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีเว็บไซต์ให้บริการพร้อมอย่าง thaisecondhand.com หรือ weloveshopping.com ทำให้หลายคนคิดว่าทำเว็บเป็นของเล่นๆ ทำง่ายๆ ขายง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนมาก และไม่ต้องจริงจัง

การขายของออนไลน์ก็ต้องการการเอาใจใส่จากเจ้าของร้านมากพอๆกันกับการเปิดร้านค้าทั่วไป

ต้องมีการโปรโมท มีการเอาผลงานไปโชว์ มีการทำกิจกรรม

ยิ่งปัจจุบันมี Facebook ยิ่งทำให้การประชาสัมพันธ์ง่ายเข้าไปใหญ่

การขายของใน Facebook นี่เหมือนการเดินเข้าไปตั้งแผงในตลาด ตลาดที่มีคนอยู่มากมาย เป็นหลัก 10ล้านคน เฉพาะในประเทศไทย

ดังนั้นเมื่อปัจจุบันเรามีเครื่องมือที่เหนือกว่าเมื่อหลายปีที่แล้ว เราต้องทำรายได้ได้ดีกว่าถูกต้องมั้ยครับ?

ไม่ใช่เพียงแค่ Facebook เท่านั้นที่คุณสามารถขายของได้อย่างง่ายดาย ล่าสุดผมได้อ่านจากเว็บของคุณพัชร (iPattt.com) ว่าเพื่อนของเค้า @iNattt สามารถขาย กาฮอง (Cajon) ผ่านทาง instagram (อ่าน instagram กับการสร้างรายได้แบบ Creative !! กรณีศึกษา @iNattt #iHear – http://www.ipattt.com/2011/instagram-cajon/)

ขอให้ใจสู้ และใจรักที่จะทำ เท่านี้ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

Facebook Timeline การเปลี่ยนแปลงและรอยต่อที่สำคัญ

ตรวจทาน: จ๋า

Facebook กับ 1 ปีที่ผ่านมา

Facebook.. เว็บไซต์ Social Media อันดับหนึ่งของโลกที่ปัจจุบันนี้รู้จักกันแทบทุกคน ด้วยยอดผู้ใช้ทั่วโลกที่มีมากกว่า 800ล้านคน ซึ่งแยกออกเป็นคนไทยไปแล้วมากกว่า 12 ล้านคน และด้วยตัวเลขจำนวนนี้ ทำให้จำนวนคนเล่น facebook ในไทยมีจำนวนสูงสุดเป็นอันดับที่ 16 ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 25 กันยายน 2554 จากเว็บไซต์ SocialBakers.com http://www.socialbakers.com/facebook-statistics/thailand)

Facebook timeline

ด้วยจำนวนผู้ใช้ที่มีมากขึ้นทุกวัน จึงทำให้ Facebook เป็นแหล่งรวบรวมคนที่สูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง และที่ใดที่มีคน ที่นั่นก็ย่อมมีโฆษณา

แผนการตลาดมากมายถูกผุดขึ้นมาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่อยู่ใน Facebook ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญกด LIKE หรือ แคมเปญ TAG เพื่อนลงไปในรูป ที่ส่งผลให้สุดท้ายแล้ว กลายเป็น Spam ระบาดไปทั่ว สร้างความรำคาญให้กับหลายคนใน Facebook จึงเป็นผลให้ Facebook ต้องออกกฎ “ห้าม” กลยุทธ์ทางการตลาดแบบนี้

Facebook timelineด้วยความโด่งดังของ Facebook ทำให้มีผู้กำกับฝีมือดีอย่าง เดวิด ฟินเชอร์ ซึ่งมีผลงานที่โดดเด่นอย่าง The Curious Case of Benjamin Button, Seven และ Fight Club ทำภาพยนตร์ออกมาเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของ Facebook โดยใช้ชื่อเป็นภาพรวมๆว่า “The Social Network” ภาพยนตร์เรื่องแรกและเรื่องเดียวที่เล่าถึงประวัติการก่อตั้งเว็บไซต์ (ขนาด Google ยังไม่มีทำเป็นภาพยนตร์ออกมาเลย)

ด้วยความดังระดับนี้ แน่นอนว่าใครๆก็อยากจะเป็น Facebook ไม่เว้นแม้แต่ Google

28 มิถุนายน 2554 Google ประกาศตัวเว็บไซต์ Social Media ตัวใหม่นามว่า Google+ แม้ผู้ที่สามารถเล่นได้ในช่วงแรกจะต้องเป็นผุ้ที่ถูกรับเชิญเท่านั้น แต่ด้วยความเป็น Google จึงทำให้ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกไม่น้อย มีคนเข้าไปขอทดลองมากมาย คนที่ได้ Account แล้วก็จะโดนเพื่อนรอบข้างขอให้ช่วย “เชิญ” เค้าเข้าไปทดลองเล่นด้วย

ความโด่งดังนี้ ทำให้เกิดคำวิจารณ์มากมาย หลายคนมองว่า Google+ ดีกว่า Facebook (โดยพูดถึงจุดเด่นที่ Facebook ไม่มี นั่นคือ “CIRCLES” การแยกกลุ่มเพื่อนที่จะแชร์ข้อมูลต่างๆ) หลายคนก็ว่า Facebook ยังไงก็ดีกว่า หลายคนเล่นทั้ง 2 อย่าง และหลายคนที่หันมาสนใจ Google+ เป็นคนที่มาจาก Twitter  นอกจากนี้ หลายคนยังแอบมองว่า Google+ จะเหมือนกับ Google Wave ระบบอีเมล์รูปแบบใหม่ที่แสนจะโด่งดังรึเปล่า ระบบอีเมล์ที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ สวยงาม ใครๆก็อยากทดลองใช้ แต่ก็ถูกปิดตัวลงไปอย่างน่าเสียดายในเวลาไม่นาน สร้างความผิดหวังให้กับหลายคน

และเมื่อ Google+ เป็นที่น่าสนใจสำหรับใครหลายคน Mark Zuckerburg เจ้าของ Facebook ก็ไม่พลาดที่จะร่วมทดลอง ชื่อบัญชีของ Mark Zuckerburg และทีมงาน Facebook ถูกพูดถึงในเว็บข่าวทั่วไป ประมาณว่า Facebook ก็แอบมาศึกษาและทดลองเล่น Google+

แม้ว่า Facebook เป็นเว็บไซต์ที่มีการอัพเดทระบบ ทั้งในด้านการออกแบบ และ ความสามารถ อยู่สม่ำเสมอมาโดยตลอด แต่การเข้ามาร่วมสนามแข่งของ Google+ ทำให้ Facebook นั้นจะมัวแต่อัพเดททีละนิดละน้อยเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว

ล่าสุด Facebook ได้ประกาศในงาน f8 ถึงสิ่งที่กำลังจะเปิดให้ผู้ใช้งานทุกคนในวันที่ 30 กันยายนที่จะถึงนี้ นั่นคือ Facebook Timeline

Facebook Timeline – ของเล่นใหม่สำหรับผู้แอบติดตาม?

Facebook timeline

Facebook Timeline จะช่วยให้คุณและเพื่อน สามารถย้อนดูอดีตของคุณได้ สามารถที่จะเลือกดูได้ว่า เมื่อเดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว เราไปเขียนอะไรไว้, Post รูปอะไรบ้าง หรือแม้แต่ Status ว่า เราเคยเป็นแฟนกับใคร โดยสามารถย้อนกลับไปได้จนถึงปีเกิดของเราได้เลยทีเดียว

เว็บไซต์ใหญ่ๆในโลกและในประเทศไทยหลายเว็บได้พูดถึง Facebook Timeline มีการแนะนำการใช้งาน และแจกแจงความสามารถต่างๆกันอย่างละเอียด ซึ่งสามารถติดตามอ่านได้จาก Mashable : Facebook’s New Profiles: First Impressions (http://mashable.com/2011/09/22/facebooks-new-profiles-first-impressions/) และ Blognone : งาน Facebook f8 วันนี้: Timeline และ Open Graph รุ่นใหม่ (http://www.blognone.com/news/26566/งาน-facebook-f8-วันนี้-timeline-และ-open-graph-รุ่นใหม่)

แต่สิ่งหนึ่งที่เริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้นคือเรื่องของ ความเป็นส่วนตัวที่เริ่มจะไม่เป็นส่วนตัว

เมื่อผู้คนสามารถรู้จักคุณได้ สามารถที่จะดูย้อนหลังได้ว่า คุณเคยทำอะไรมาบ้าง ยิ่งจะทำให้ความเป็นตัวตนของคุณถูกเปิดเผยมากขึ้น

ถูกที่คุณอาจจะบอกว่า ใน Facebook ก็มีระบบที่สามารถควบคุมได้ว่า ให้เฉพาะเพื่อนของเราเท่านั้นที่สามารถเห็นได้ แต่นั่นก็เป็นแค่ภาพลวงตา เพราะบางคนก็ยังตั้งค่าไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ หรือ “เพื่อน” ที่เรารับเข้ามาอยู่ใน Facebook ของเรานั้น บางครั้งอาจรับมาด้วยความไม่เต็มใจ (เช่น เจ้านาย, แฟน, พ่อ, แม่ – เพราะบางครั้งคุณคงไม่อยากจะให้พ่อของคุณรู้ใช่มั้ยว่า เมื่อคืนนี้คุณไปเมาที่ไหนมา)

Facebook อาจกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ฝ่าย HR ของบริษัทจะเข้าไปตรวจดูประวัติและความเป็นไปของคุณก่อนที่จะรับเข้าทำงาน และด้วย Facebook Timeline ที่ว่านี้ จะทำให้ฝ่าย HR นั้นคงจะสนุกไม่น้อยที่จะรื้อประวัติของคุณลึกลงไปอีกๆๆๆ

Mark Zuckerburg มีแนวความคิดว่า ปัจจุบันนี้ผู้คนเปลี่ยนไป เค้าบอกว่า เมื่อตอนเค้าสร้าง Facebook แรกๆ สมัยที่อยู่ยังอยู่ในหอพักที่มหาวิทยาลัย มีหลายคนทักเค้าว่า “ใครจะมาบอกประวัติของตัวเองให้ชาวโลกรู้ ใครจะมาบอกว่าตอนนี้ฉันทำอะไรอยู่”

แต่วันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ผู้คนบนโลกต้องการได้รับความสนใจจากผู้อื่น และการได้รับความสนใจได้นั้น คือการแบ่งปันข้อมูลของตัวเองให้มากขึ้น ยิ่งมากยิ่งดี โดยวิธีการแบ่งปัน ก็มีมากกว่า Facebook มีอีกหลาย Social Media ที่ให้คุณได้เปิดเผยความเป็นตัวตนของคุณ

พีท แคชมอร์ ซีอีโอของ Mashable ได้พูดกับ CNN ว่า “ความเป็นส่วนตัวได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะมี Social Media ต่างๆ ถือปืนจ่อหัวอยู่ (privacy was dead, and social media was holding the smoking gun)” เค้าบอกว่า เราอยู่บนโลกที่ปัจจุบันนี้ คนที่มีคุณค่ามากที่สุดคือคนที่มีผู้ให้ความสนใจมากที่สุด ยิ่งเราแชร์ข้อมูลของเราไปในหลากหลาย media เท่าไร่ เราก็จะเป็นคนที่โด่งดังมากเท่านั้น

การออกแบบฤา Facebook จะกลายเป็น Hi5?

ในมุมของการออกแบบ Facebook Timeline ได้เพิ่มภาพขนาดใหญ่มากทางด้านบน แบ่งวิธีการอ่าน timeline เป็นสองคอลัมน์ ซึ่งการออกแบบนี้สร้างควาาม “ไม่ชิน” ให้กับ user เก่าๆ ของ Facebook ได้ไม่น้อย

ความไม่ชินดังกล่าวทำให้ผุ้ใช้งาน Facebook หลายคนถึงกับงง การที่ต้องใช้เวลานานกว่า 15 นาทีเพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมาเรียนรู้ใหม่ เพราะตนเองก็อยู่ในเว็บไซต์เดิมอยู่แล้ว ทำให้ถึงกับถอดใจ คงต้องหาเวลาว่างๆ เพื่อที่จะมานั่งทำความเข้าใจกันอีกที

แต่สำหรับผุ้ใช้งานอีกหลายคนก็มีความสุขกับการนั่งแต่งหน้า profile ใหม่ของตนเอง เหมือนของเล่นชิ้นใหม่ และด้วยความสามารถในการให้เรา post ภาพ หรือ ประวัติเราย้อนหลังได้ คาดว่าน่าจะทำให้ผู้ใช้งาน Facebook หลายคนต้องยุ่งกันเป็นพันละวันในช่วง 2-3 วัน หลังจากเปิด ตัว Facebook Timeline อย่างเป็นทางการ

โดยส่วนตัว ผมเองไม่ได้ set อะไรมาก หน้าตาของ Facebook timeline ดูยุ่งยากจริง และงง ในช่วงแรก แต่สิ่งที่ยากสุดคือการหารูปมาไว้ตรงพื้นที่ด้านบนที่แสนจะใหญ่โตมโหรทึก (ขอสารภาพว่าเสียเวลาไปเกือบ 15 นาที)

การเปลี่ยนแปลงหน้าตาในรอบนี้ ทำให้เกิดการวิจารณ์มากมายว่า Facebook เริ่มจะหน้าตาเหมือน Hi5 เข้าไปเสียแล้ว

หากเรายังจำได้ Hi5 เคยเป็น Social Media ที่มีผู้ใช้มากมาย แต่ด้วยความที่ Hi5 ไม่สามารถควบคุมรูปแบบการออกแบบหน้าของแต่ละ user ได้ จึงทำให้หน้า Hi5 ของแต่ละคนมี effect มากมาย เข้าไปทีเจอแสงระยิบระยับเป็นประกาย บางทีก็จะเจอรูปภาพแบบ slide show ซึ่งนอกจากจะรกสายตา น่ารำคาญ แล้ว ยังทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคนที่เข้าไปดูต้องใช้พลังงานมาก บางครั้งมากจนทำให้เครื่องค้างเลยก็มี

จึงไม่แปลกว่าทำไมคนถึงได้ย้ายจาก Hi5 มายัง Facebook ซึ่งมี interface ที่เรียบง่าย สบายตา และที่สำคัญโหลดได้เร็วกว่า

แต่การเปลี่ยนแปลงของ Facebook ในครั้งนี้จะร้ายแรงถึงขนาด Hi5 เลยหรือไม่?

ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าคงไม่ถึงขนาดนั้น ผู้คนยังคงสนใจที่จะติดตาม “เพื่อน” ของเขาอยู่ว่า วันนี้เขาทำอะไรบ้าง เขาคิดอะไรอยู่ ดังนั้นกับแค่การเปลี่ยนแปลงหน้าตาที่ดูน่าสับสนคงไม่เป็นปัญหา ใช้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชิน อีกอย่าง หน้าตาใหม่ก็ไม่ได้ดูแย่มากขนาดนั้น

ถามว่าแล้วคนที่รำคาญมากๆจะหนีไปใช้ Google+ ที่ดูเรียบง่ายกว่าหรือไม่? ผมคิดว่า “อาจจะมีบ้าง” เพราะในปัจจุบันก็มีเพื่อนหลายคนที่ย้ายไปใช้ Google+ แล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ย้ายขาด ไม่ได้ย้ายไป Google+ แล้วจะทิ้ง Facebook ไปเลย กลายเป็นว่า ต้องเล่น 2 เว็บไซต์ ในเวลาเดียวกัน (ยุ่งไปกว่าเดิม)

นานาจิตตังครับเรื่อง Facebook Timeline มันเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคลล้วนๆ บางคนก็ว่าสวยดี บางคนก็ว่ายุ่งยาก คงไม่แปลกหากวันนี้เราจะพบบทความโจมตีการออกแบบใหม่ของ Facebook ว่ามีข้อเสียอย่างไร เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ ส่วนตัวผมแล้ว ผมชอบภาพใหญ่ๆ ด้านบนครับ มันอลังการมาก การเปลี่ยนแค่ภาพด้านบนภาพเดียวจะช่วยเปลี่ยนอารมณ์โดยรวมของหน้า profile เราได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม เจ้าสองคอลัมน์ด้านล่าง ดูแล้วสู้ของเดิมแบบคอลัมน์เดียวไม่ได้

Facebook Timeline อาจจะเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นสำหรับใครหลายคน และอาจจะเป็นอะไรที่น่าเบื่อ น่ารำคาญสำหรับใครอีกหลายคน แต่จะเป็นจุดเปลี่ยน จุดตกของ Facebook คงไม่ใช่ และคงไม่ได้เป็นผลดีกับ Google+ อย่างมากมาย เหตุเพราะคำว่า “เพื่อน” ที่ปัจจุบันนี้ยังวนเวียนอยู่ใน Facebook ถึง 800ล้านคน อย่างไม่คิดจะเปลี่ยนใจไปนั่นเอง

Facebook กับ AIS / Video โดย rgb72

งานใหม่จาก rgb72 ที่ทำให้กับ AIS เพื่อสอนให้คนเล่น Facebook ผ่านทาง SMS จากขั้นตอนยากๆ เราก็มาปรับให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น เข้าใจทั้งหมดได้ภายในเวลาไม่กี่นาที งานนี้ได้มือ animation อย่าง โอ เข้ามาสร้างสรรค์ผลงาน



Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

APP (คำที่เกี่ยวข้อง: iOS, Android, iPhone, iPad)
– ย่อมาจาก Application (หรือเรียกง่ายๆว่า โปรแกรม) โดยมากใช้กับโปรแกรมที่ใช้กับ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์พกพาต่างๆ
การทำ App ต้องทำแยกสำหรับมือถือต่างยี่ห้อ โดยยึดเอาระบบปฎิบัติการเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ระบบปฎิบัติการบนมือถือและอุปกรณ์พกพาในปัจจุบันสามารถแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ iOS (พัฒนาโดย Apple) และ Android (พัฒนาโดย Google)

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus