Home » iPad » Recent Articles:

Uniqlo Recipe จับพ่อครัวมาสอนทำอาหารใน iPad

Uniqlo ออกแอพสำหรับ iPad ตัวใหม่ “Uniqlo Recipe” (http://www.uniqlo.com/us/lifetools/recipe/)

สิ่งที่น่าสนใจคือ Uniqlo ซึ่งเป็น brand เสื้อผ้าญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงดังไปทั่วโลก แต่แอพที่ทำออกมากลับเป็นการจับเอาพ่อครัว แม่ครัวที่มีฝีมือ 6 คน ทำเปิดเผยสูตรอาหาร และ สอนวิธีการทำอาหารทั้งหมด 24รายการ

โดยทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ Philosophy ของ Uniqlo’s LifeWear ที่พูด “clothes for a better life, for everyone, every day.”

นอกจากนี้ Uniqlo ยังได้นำเรื่องราวของอาหารมาผูกกับแฟชั่นเสื้อผ้าของตัวเองด้วยการจัดชุดเสื้อผ้าให้เข้ากับสไตล์ของพ่อครัว แม่ครัวแต่ละคน..

แต่สิ่งที่เท่ห์ที่สุดน่าจะเป็นการนำเอาเสียงปรุงอาหารมาแต่งเป็นเพลงขณะตั้งเวลาทำอาหาร!!

งานไอเดียสร้างสรรค์ขนาดนี้ บ่งบอกได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างออกมาเพื่อขายสินค้าของเราโดยตรง แต่บางครั้งการทำอะไรแหวกแนว จะช่วยทำให้ลูกค้าสามารถมองเห็นสินค้าของเราได้ในวงที่กว้างขึ้น

งานแปลกๆ แบบนี้ หาได้จาก Uniqlo อยู่เรื่อยๆนะครับ

Download App Uniqlo Recipe ได้จาก: https://itunes.apple.com/us/app/uniqlo-recipe/id711923885?mt=8

กำเนิด นิทานอาหรับราตรี.. ทำไมต้อง 1,001ราตรี?

บ่ายวันเสาร์ ขณะที่กำลังนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เพราะเหตุที่ฝนตกหนักจนมืด จำเป็นต้องทำงาน internal project ที่กำลังบิ้วกันมานานเกือบจะ 8 เดือนแล้ว นั่นคือโครงการทำนิทานสำหรับเด็กขายบน iPad

เนื่องจากเป็น internal project อย่างที่บอก เลยทำให้กว่าจะดำเนินการอะไรหลายๆอย่างได้นั้น ไม่รวดเร็วเท่าไรนัก อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราต้องลงรายละเอียดกันซะแล้ว

และด้วยความพยายามเป็นคนติสด้วยการฟังเพลง Soundtrack หนังอาหรับ หนังแขก ไปทำงานไป จึงทำให้นึกถึงเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาถึง “กำเนิด นิทานอาหรับราตรี” หรือที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Arabian Nights”

ไปอ่านมาจากหลายๆที่ แต่ละที่มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่โครงเรื่องหลักๆยังเหมือนกัน เลยคิดว่าอยากจะเอามาเล่าให้ฟังกันบ้างสนุกๆ

เรื่องราวมันมีอยู่ว่า กษัตริย์ซาห์เรียร์ทรงพบว่า มเหสีของตนนั้นได้นอกใจ แอบไปคบชายชู้ซึ่งเป็นคนธรรมดาสามัญอยู่ในเมือง จึงทำให้กษัตริย์เสียพระทัยเป็นอย่างมาก และได้ให้คำมั่นกับตนเองไว้ว่า ต่อไปนี้ เค้าจะไม่ยอมให้ผู้หญิงคนไหนมานอกใจเค้าได้เด็ดขาด!

แต่สิ่งที่กษัตริย์ได้ทำเพื่อไม่ให้ตัวเองโดนหญิงหลอกได้อีกนั้น เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมาก นั่นคือ กษัตริย์จะเรียกผู้หญิงพรหมจรรย์เข้าไปร่วมบรรทมด้วยทุกคืน และจะจัดการสังหารเธอทุกคนในเช้าวันรุ่งขึ้น

วิธีที่โหดเหี้ยม อำมหิต ไร้มนุษยธรรม เช่นนี้ได้ทำให้หญิงที่ถูกเรียกเข้าไปคนแล้วคนเล่า หวาดกลัว และแน่นอน ทำให้มีผู้หญิงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

จนกระทั่งวันหนึ่งลูกสาวคนโตของปุโรหิต ทนรับกับการกระทำแบบนี้ไม่ไหวแล้ว เธอจึงวางแผน และยอมถวายตัวให้กับกษัตริย์ เพื่อหวังที่จะหยุดยั้งการฆ่าผู้หญิงรายวันเช่นนี้ได้

นางเอกของเราคนนี้ก็เหมือนคนอื่นๆ เมื่อเข้าไปในวังแล้ว ก็เข้าไปหลับนอนกับกษัตริย์จนเป็นที่พอใจแล้ว จากนั้นก็เพียงแค่นอนรอให้ถึงรุ่งเช้า เพื่อที่จะโดนประหารชีวิต

แต่ขณะที่นอนรออยู่ เธอกลับเล่าเรื่อง แต่งนิทานที่สนุกมากๆ ให้กษัตริย์ได้ฟัง เมื่อกษัตริย์ได้ฟังนิทานที่นางเอกเล่าให้ฟังแล้วก็เกิดพอพระทัย เพราะนิทานที่เล่ามาล้วนมีความสนุกมากไม่น่าเชื่อ

แต่เล่ายังไม่ทันจบ ก็เช้าเสียแล้ว!!….

พูดกันง่ายๆ กษัตริย์ท่านก็เกิดอารมณ์ค้าง เหมือนดูหนังไม่จบเรื่อง อยากรู้ตอนจบว่าจะเป็นเช่นไร จึงตัดสินใจไม่ประหารชีวิตหญิงผู้นี้ เพียงหวังว่าจะได้ยินนิทานที่แสนสนุกเรื่องนี้ต่อจนจบในคืนถัดมา

แต่นิทานเรื่องนี้ก็ไม่ได้จบเอาง่ายๆเสียด้วย อย่างที่เรารู้กันว่ากว่าจะจบก็ปาเข้าไป 1,001 คืน!!

และด้วยการพยายามช่วยตัวเองและปกป้องผู้อื่นให้รอดจากการโดนประหารชีวิต ทำให้เราได้นิทานที่แสนจะอมตะนิรันดรการหลายเรื่องอย่าง อะลาดินกับยักษ์ในตะเกียงวิเศษ, ซินแบดผจญภัย และ อาลีบาบา

จุดจบของเรื่องเป็นสิ่งที่หลายคนสงสัยมาก มีหลายกระแสหลายเรื่องราว บ้างก็ว่าสุดท้ายแล้ว กษัตริย์ได้มีบุตรกับผู้หญิงคนนี้ จนทำให้เค้าไม่สามารถฆ่าผู้หญิงคนนี้ได้ บ้างก็บอกว่า เธอได้ขออภัยโทษและได้รับการยกโทษให้ บ้างก็ว่ากษัตริย์นั้นมีเรื่องอื่นให้สนใจมากกว่าการไล่ฆ่าผู้หญิงเหมือนแต่ก่อน

แต่ไม่ว่าจะจบอย่างไร สรุปเอาเป็นว่า หนังเรื่องนี้จบกันอย่าง Happy Ending

แค่เรื่องราวกำเนิดนิทานชุดนี้ก็สนุกแล้ว ส่วนเนื้อเรื่องหลายคนคงจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี

แอบคิดไปว่า ถ้าเธอบังเอิญมาเกิดในยุคสมัยนี้ นิทานของเธออาจจะถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือและทำเป็นภาพยนตร์เหมือน แฮรี่ พ๊อดเตอร์ก็เป็นได้

เพียงแค่มันจะไม่ได้จบแค่ 7 ภาคเท่านั้นน่ะสิ!!

** อย่างที่บอกนะครับว่า เนื้อเรื่องประวัติความเป็นมาของนิทานอาหรับราตรีนี้มาหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันไป แต่โครงเรื่องจะใกล้ๆกันครับ ^^ **

ข้อมูลจาก: หนังสือที่มิอาจจะจำได้แล้วว่าชื่ออะไร ประกอบกับเว็บไซต์ด้านล่างนี้
http://english-for-thais.blogspot.com/2008/05/198.html
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K6144254/K6144254.html
http://www.se-ed.com/eShop/Products/Detail.aspx?CategoryId=494&No=9789748232447&AspxAutoDetectCookieSupport=1 

สวัสดีปี 2555

สวัสดีปีมังกรครับ…

แล้ววันนี้ก็ถือโอกาสสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ในปี 2554 ที่ผ่านมา และสิ่งที่ควรต้องจับตามองในปี 2555 เพื่อไม่ให้หลุดเทรนด์ในปีนี้นะครับ

ปีที่ผ่านมา วงการออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก มีหลายงาน หลายแคมเปญทำแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่หลายแคมเปญก็ออกจะผืดๆ โดยมีผลกระทบจากปัจจัยภายนอก อย่างน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี

สำหรับในปีนี้สิ่งที่คาดว่าจะได้เห็นบนโลกออนไลน์ ความเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องต่างๆดังต่อไปนี้

1. Apple product และ Design style

ถึงวันนี้คงเถียงไม่ได้แล้วว่า ใครๆก็ตั้งหน้าตั้งตารอ iPhone 5 และ iPad 3 อยู่ ทั้งๆที่ตัวเองก็มี iPhone 4 และ iPad 2 กันอยู่แล้ว วันนี้สินค้าของ Apple มันไม่ใช่เรื่องของ “ความจำเป็น” อีกแล้ว แต่มันกลับเป็นเรื่องของ “แฟชั่น” เสียมากกว่า และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้สินค้ายี่ห้ออื่น และ ระบบปฎิบัติการอื่นนั้นเกิดได้ยาก แม้สินค้าหลายตัวจะมีการสร้างกระแสด้วยการทำตัวต้นแบบหลุดออกมาบ้าง แต่ถึงแม้ว่าจะหลุดออกมาให้เห็นทั้งตัว ก็ยังสู้กระแสที่มีชิบตัวเล็กๆ ซึ่งดูไม่ออกว่าคืออะไร แต่บอกว่าเป็นของ iPad 3 ก็ไม่ได้

เทคโนโลยี และ การออกแบบของ Apple นั้นมีผลกระทบกับโลกออนไลน์แน่นอน ในเชิงการออกแบบ ปีที่แล้วเราได้เห็นการใช้ “Noise” จากเว็บ Apple (Macbook Air) นำมาสร้าง texture ให้กับพื้น background บนเว็บทั้งต่างประเทศและในประเทศมากมาย (หลังจากที่ปีก่อนหน้านั้นหากยังจำได้ การใช้เงาสะท้อนพื้นแบบ reflect และการทำเงาโค้งๆ บน icon เคยเป็นเทรนด์ที่ดีไซน์เนอร์น้อยคนจะทำไม่เป็น)

ในด้านเทคโนโลยี เราเห็นว่าการไม่สนับสนุน flash ของ iPad และ iPhone ทำให้ Flash นั้นมีปริมาณการใช้งานที่น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด การไม่ใช้ Flash กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำเว็บให้สามารถดูได้ในทุกๆ เครื่อง ทุกๆ ระบบปฎิบัติการ และเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง Responsive Web Design ด้วย

ดังนั้น การเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ จาก Apple ในแต่ละครั้ง มันไม่ใช่เรื่องของ “สินค้า” อย่างเดียว แต่มันกลับมีผลกระทบกับหลายสิ่งบนโลกออนไลน์และการออกแบบเป็นอย่างมาก ดังนั้นในปีนี้ Apple ก็ยังคงเป็นบริษัทที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

2. Social Network / Facebook, Google+ และ อื่นๆ

ปีที่ผ่านมา Facebook ครองอันดับหนึ่ง Social Network ที่น้อยคนจะไม่รู้จัก และปีหน้าก็ยังคาดว่าจะเป็นเช่นเดิม

แม้ว่าปีที่ผ่านมา การเปิดตัว Timeline และ features ใหม่ๆมากมายจะทำให้ผู้ใช้งานที่มีอยู่เดิมเริ่ม “ไม่ชอบ” อาจเป็นเพราะ feature ใหม่ๆเหล่านี้ส่งผลให้ Facebook นั้น “ช้า” ลงไปมาก เล่นบนเว็บก็ข้า เล่นบนมือถือยิ่งช้าเข้าไปใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ Google+ ที่ประกาศตัวออกมาว่า เร็วกว่าดีกว่านั้น จะแซงขึ้นมาได้เลย

ไหนจะมี Social Network ตัวใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง Path ที่เน้นการเล่นผ่านมือถือ มีจุดเด่นที่ interface และความรวดเร็ว แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้ง Google+ และ Path ยังไม่มีก็คือ “เพื่อน”

เพราะเพื่อนเราเป็นร้อยๆคนอยู่ใน Facebook แต่กลับมีอยู่ใน Google+ ไม่ถึงครึ่ง

แต่หากจะบอกว่า Google+ จะไม่เกิดคงไม่ใช่ Google+ ยังคงเป็นอีกหนึ่ง Social ที่ต้องคอยจับตามอง แม้ว่าจะมาช้า แต่ก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น Google+ ยังต้องติดโผ Social Network ที่ต้องการทำการตลาดออนไลน์ในปี 2555 อย่างแน่นอน

แต่สำหรับ Social Network อีกเจ้าหนึ่งที่มีแนวความ “คิดต่าง” อย่าง Instagram (http://instagr.am) นั้น มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นราวกับดอกเห็ด

ดอกเห็ดที่ว่านี้มีการเติบโตจากสมาชิก 1ล้านคน เมื่อวันที่ 1 มกราคมปี 2554 เป็น 15 ล้านคน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2555

หนึ่งปีเท่านั้น…

และล่าสุด ประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า ก็กระโดดเข้ามาเล่น instagram ด้วยเช่นกัน!

เพราะแนวคิดในการเล่น Social Network ที่แตกต่าง ประจวบเหมาะกับนิสัยของการนำคนสองกลุ่มที่มีความชอบแตกต่างกันมาอยู่ในที่เดียวกัน ชอบแบบแรกคือ ชอบ “โชว์” ภาพตัวเอง ภาพสถานที่ ภาพสวยๆ และชอบแบบที่สองคือ ชอบ “ดู” ภาพคนอื่น เท่านั้นยังไม่พอ ด้วย feature การปรับสีรูปแนว vintage ที่ปรับแล้วสามารถเพิ่มความสวยของภาพได้เป็นอย่างมาก Instagram จึงเป็นอีกหนึ่ง social network ที่น่าจะไปได้สวยอย่างต่อเนื่องในปีหน้า

และสำหรับ Social Network ที่เล่น location base อย่าง FourSquare (http://foursquare.com) และ Gawalla (http://gowalla.com) ล่ะ? ในปีที่ผ่านมาต้องบอกว่าแผ่วลงไปมาก และในปีใหม่นี้ คาดว่ายากที่จะกลับมายืนได้อลังการเหมือนก่อน

ปีใหม่นี้ การทำการตลาดผ่าน Social Network แบบเดิมๆ เช่นการเอาของรางวัลมาล่อให้กด like หรือการเล่น tag รูป แม้ว่ายังจะเป็นมุกคลาสิก แต่นักการตลาดจะต้องหาแนวความคิดใหม่ๆ มาเล่น เพราะผู้ใช้งานในปัจจุบันนี้เปลี่ยนไป เน้นความเร็วมากขึ้น ต้องการเข้ามา อ่าน แชร์ เม้น ไม่ต้องการทำกิจกรรมอะไรที่ยืดเยื้อ

ในทางกลับกัน เทรนด์ในการ “ทำความดี” และเทรนด์ “การให้ความรู้” นั้นเป็นเรื่องที่ดึงความสนใจให้กับผุ้คนบน social ได้มากทีเดียว เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนสนใจมาช่วยกันทำความดี ช่วยแพ๊คของ ช่วยปั้น EM Ball และก็ยังไม่ลืมที่จะ “แชร์”

3. Non-Voice

เป็นเรื่องแปลกที่มนุษย์เรากลับชอบสื่อสารด้วยการ “พิมพ์” มากกว่าการ “คุย” ทั้งๆที่การพิมพ์มีข้อเสียมากมาย เช่น ช้า, สื่อสารผิดพลาด, และเสียสมาธิ (ในการเดินและการขับรถ) แต่เราก็ยังเลือกที่จะกดปุ่มคำเป็นประโยคๆ แทนการกดเลข 10 หลักเพื่อโทรออก

WhatsApp (http://www.whatsapp.com) โปรแกรมชื่อแปลกที่โด่งดังติดอันดับหนึ่งมานานหลายสัปดาห์ ด้วยความสามารถในการส่งข้อความระหว่างโทรศัพท์มือถือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย! พูดง่ายๆก็คือ WhatsApp ทำหน้าที่เหมือนการ รับ-ส่ง SMS แต่ “ฟรี” นั่นเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ WhatsApp คือคำตอบสำหรับคนในยุค smart phone ครองเมือง และยุคที่คนนิยมสื่อสารแบบไร้เสียง

ความนิยมที่ว่าสามารถวัดได้ด้วยจำนวนการส่งข้อความที่มากถึง 1 พันล้าน ข้อความต่อ 1 วัน!!!

นั่นคือ 41 ล้านข้อความต่อชั่วโมง หรือ.. เกือบ 7 แสนข้อความต่อนาที หรือ.. ประมาณ 1 หมื่นข้อความต่อวินาที!!!! (ข้อมูลจาก blog ของ WhatsApp: http://blog.whatsapp.com/index.php/2011/10/one-billion-messages/)

ความแรงของ WhatsApp น่าจะเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิด iMessage โปรแกรมการส่งข้อความผ่านอินเตอร์เน็ทแบบไม่เสียเงิน เมื่อผู้ส่งและผู้รับอยู่ในพื้นที่ที่มีอินเตอร์เน็ท โปรแกรมที่มาพร้อม iOS 5 ของ Apple

แต่สำหรับในประเทศไทย ความแรงของ WhatsApp ต้องถูกกระชากลงด้วยม้ามืดอย่าง “LINE”

LINE (http://line.naver.jp/en/) เป็น App ที่ถูกสร้างโดยบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Naver มีคุณสมบัติเหมือน WhatsApp ทุกประการ แต่มีจุดเด่นหนึ่งที่แตกต่างและโดนใจผู้ใช้งานชาวเอเชียและคนไทยเราเป็นอย่างมาก

นั่นคือ “Sticker”

Sticker คือภาพกราฟฟิคตัวใหญ่ๆ น่ารักๆ ที่ WhatsApp ไม่มี และคนเอเชียอย่างเราๆก็กระหายสิ่งนี้มานาน แม้ว่าจะมี Emoji คอยช่วยลดความอยากไปบ้าง แต่การมีกราฟฟิคที่ตัวใหญ่ว่า Emoji หลายเท่า ทำให้หลายคนอดใจไม่โหลดไม่ได้จริงๆ

ที่สำคัญคือ “ฟรี”

LINE จึงมีความโดดเด่นมาก เหมือนม้ามืดที่จู่ๆ ก็เข้ามาโดยไม่ทำให้รู้เนื้อรู้ตัว

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบกับเกม Non-voice นี้มากที่สุดกลับเป็น ค่ายโทรศัพท์มือถือต่างๆนั่นเอง เพราะการมี 2 สุดยอด App นี้ ทำให้ยอดการส่ง SMS นั้นตกลงไปมาก โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ที่เมื่อก่อนส่งคำอวยพรกันมากมายจนสัญญาณเต็ม ส่งกันไม่ได้ แย่งกันส่ง แต่ในปีนี้ผู้คนหันไปนิยมส่งข้อความกันแบบฟรีๆ กันด้วย WhatsApp และ LINE

ปี 2012 นี้อาจจะมี app ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ตรงนี้อีก แต่ถ้าไม่มีจุดเด่นเหมือน LINE ก็น่าจะเข้ามายาก เพราะแม้แต่ LINE เองที่ว่ามาแรงๆแล้ว ยังไม่สามารถล้ม WhatsApp ได้ เพราะ LINE นั้น ยังขาด “เพื่อน” เช่นกัน

4. Browser

สถิติในปี 2554 ที่ผ่านมา Internet Explorer และ Firefox ค่อยๆแผ่วลง จำนวนคนใช้ลดลง ในทางกลับกัน ผู้คนนิยม Google Chrome เพิ่มขึ้น นักวิเคราะห์ต่างประเทศคาดว่า ปลายปี 2555 นี้ จำนวนคนใช้ Google Chrome น่าจะขึ้นมาแข่งกับ Internet Explorer ได้อย่างน่าสนใจ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความสามารถในการแสดงผลของ Internet Explorer ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเร็ว และการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไม่สามารถสู้กับ Google Chrome หรือแม้กระทั่ง Firefox เองได้

จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า แม้ Internet Explorer จะถูกรวมมากับระบบปฎิบัติการ Windows แล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมเสียเวลาดาวน์โหลด browser อื่นเข้ามาใช้แทน

แต่ความเป็นไปได้ที่ Google Chrome จะแซง Internet Explorer ได้ในเร็ววันนั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะยังมีผู้ใช้งานอีกมากมายที่อย่าว่าแต่รู้จัก Google Chome หรือ Firefox เลย แม้แต่ชื่อก็ยังไม่เคยได้ยิน

นั่นแปลว่าอะไร? การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้ Google Chorme ทำให้นักพัฒนารู้ว่า วันนี้เราสามารถเขียนโค๊ดที่แสดงเทคนิคแพรวพราวได้มากขึ้น เพราะมีจำนวนคนที่สามารถมองเห็นได้มากขึ้น แต่ด้วยจำนวนคนใช้ Internet Explorer ที่ยังคงเป็นคนหมู่มากอยู่นั้น แปลว่า การพัฒนาก็ยังต้อง “เผื่อ” ไว้สำหรับคนที่มองไม่เห็นได้ทั้งหมดอยู่ดี

5. iOS และ Android

iOS คือระบบปฎิบัติการที่ใช้ใน iPhone และ iPad ทุกเครื่อง ส่วน Android คือระบบปฎิบัติการที่เป็นระบบเปิด พัฒนาโดย Google และ ฝังตัวอยู่ในมือถือ Smart Phone หลายยี่ห้อ เช่น Samsung, LG, HTC เป็นต้น

คำถามที่พูดกันหนาหูในช่วงหลังคือ iOS จะตายมั้ย? การมาของ Android อย่างมากมายจะฆ่า iOS มั้ย? แล้ว Android เองจะเกิดรึเปล่า?

ผมมองว่า โทรศัพท์มือถือ เป็นเหมือนร่างกาย ระบบปฎิบัติการคือ วิญญาณ ส่วน App ต่างๆคือ ความสามารถ

โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวกัน ระบบปฎิบัติการเดียวกัน แต่มี App ที่ต่างกัน ก็ให้ความสามารถที่ไม่เหมือนกัน

ดังนั้น ความสามารถจะมากน้อยขนาดไหน ขึ้นอยู่กับ App ที่มี

3 ส่วนที่ความพิจารณาในเรื่องนี้คือ

1. นักพัฒนา
ในวันนี้เรารู้แล้วว่ามีนักพัฒนา iOS มากมายหลายล้านคน และผลิต App ออกมาหลายล้าน Apps สำหรับฝั่ง Android ก็เช่นกัน ดังนั้นจำนวนผู้ผลิตคงไม่ต้องกังวลนัก

2. การพัฒนา
ในส่วนนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่อง “ลำดับความสำคัญ” มากกว่า แม้ว่าเราจะมีนักพัฒนาสำหรับทุก platform แล้ว แต่ในกรณีที่ “งบประมาณ” มีจำกัด หรือ “เวลา” มีน้อย นักพัฒนาหรือเจ้าของผลงานอาจจะต้อง “เลือก” ว่าจะพัฒนาแบบไหนก่อน ซึ่งจะเลือก หนึ่ง หรือ สอง นอกจากจะอยู่ที่ความง่ายในการพัฒนาแล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สามด้านล่างนี้

3. การดาวน์โหลด
สร้างมา แต่ไม่มีคนดาวน์โหลดก็เท่านั้น ดังนั้น ในการพัฒนา App แต่ละตัว เจ้าของผลงานควรต้องดูว่า App นั้นแหมาะกับลูกค้ากลุ่มไหนอย่างไร ในกรณีที่ต้องเลือกพัฒนา จะเลือกระบบปฎิบัติการไหนก่อน?

การพัฒนา App ในช่วงนี้ที่มีสองระบบให้เลือกนั้น ทำให้หวนนึกไปถึงการพัฒนาโปรแกรมสำหรับคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ ยุคที่โปรแกรมอย่าง Adobe Photoshop, Illustrator จะถูกสร้างเริ่มต้นที่ Mac ก่อน จากนั้นจึงค่อยไปที่ Windows และในทางกลับกัน โปรแกรมอย่าง Word, Excel หรือ เกมต่างๆ จะถูกพัฒนาที่ Windows ก่อนแล้วค่อยไปที่ Mac

สุดท้ายแล้ว ระบบไหนจะ win ก็คงต้องอยู่ที่ จำนวนผู้ใช้ และ จำนวนผู้ดาวน์โหลด ว่าอย่างไหนจะมากกว่ากัน เป็นตัวตัดสิน

สรุป ในปีนี้ การพัฒนา App จำเป็นต้องทำ iOS อย่างแน่นอน ด้วยการวางระบบที่มีมานานกว่า ช่วยให้นักพัฒนาสามารถทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้น ดีขึ้น แต่สำหรับ Android ก็ยังเป็น option ที่ไม่ควรทิ้ง เพราะผู้ใช้งาน Android ก็เริ่มโหลด App กันไม่น้อยแล้วเช่นกัน

6. Cloud Service

หากเราจะยกเว้นการพูดคำว่า “กลุ่มเมฆ” ให้มันยาก แต่สรุปเราง่ายๆว่า Cloud Service คือ การเก็บรักษาข้อมูลไว้บนอินเตอร์เน็ท เพื่อความง่ายในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ ทุกที่ และ ทุกเวลา ที่มีเน็ทใช้

ไมว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเป็น อีเมล์ รายชื่อผู้ติดต่อ ไฟล์งานต่างๆ หรือแม้แต่ ระบบฐานข้อมูล ระบบจัดเก็บสินค้า ก็สามารถเก็บไว้บนอินเตอร์เน็ทได้

อธิบายง่ายๆ ไม่ต้องลงลึกมากก็น่าจะพอเข้าใจ concept

ดังนั้นเมื่อวันนี้อินเตอร์เน็ทมีกระจายอยู่ในทุกพื้นที่บนโลกนี้ มันก็เป็นเรื่องที่ดีอย่างแน่นอน ที่เราจะเก็บข้อมูลของเราไว้บนพื้นที่ที่เราสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา แม้ในวันนั้นเราจะยืมคอมพิวเตอร์คนอื่นใช้

หากจะลงลึกไปกว่านั้น ผู้ให้บริการ Cloud Service ก็ยังมีระบบการป้องกันข้อมูลหาย หรือ Back up ให้เราในแบบที่เราไม่เคยคิดจะทำเสียด้วย

นักวิเคราะห์ต่างประเทศเห็นพ้องต้องกันว่า Cloud Service ไม่ใช่อนาคต แต่เป็นปัจจุบัน เป็นเทคโนโลยีที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นไปเรื่อยๆ

Cloud Service อาจจะเป็นเรื่องเชิงเทคนิคมากไปนิด ดังนั้นจึงขอเขียนไว้เพื่อให้ได้ยินกันคุ้นๆหู พอจะรู้จักกันคร่าวๆ โดยระบบ Cloud Service ที่เด่นๆ ณ เวลานี้ก็มีเช่น iCloud ของ Apple, Google Cloud Service, Amazon Cloud Drive, SkyDrive โดย Microsoft, และ Dropbox

สำหรับเจ้าอื่นก็อาจจะนำ concept ของ Cloud Service นี้ไปประยุกต์เพื่อสร้างบริการใหม่ๆ อย่างเช่น Evernote (www.evernote.com) ที่ทำระบบการ “จดโน๊ต” ผ่านคอมพิวเตอร์, มือถือ, เว็บไซต์ โดยไม่ว่าคุณจะจดโน๊ตไว้เมื่อไหร่ที่ไหน ข้อมูลของคุณจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน คือบนอินเตอร์เน็ท

และทั้งหมดนี้คืออัพเดทเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปี 2554 ที่ผ่านมา และสิ่งที่ควรจับตามองในปีนี้.. หวังว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการอ่านภาพรวมแบบง่ายๆนะครับ

App: National Geographic “TRAVELER” สำหรับ iPad

January 10, 2012 App Dev & Reviews Comments

ด้วยอะไรบางอย่างทำให้โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบอ่าน e-magazine มีหน้าตาเหมือนตัวแมกกาซีนดั้งเดิมที่เป็นเล่ม

เหตุผลคงเป็นเพราะดีไซน์ที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับอ่านบนหน้าจออย่าง iPad

ทำให้เวลาอ่านแมกกาซีนเล่มหนึ่งก็ต้องเอาน้ิวซูมเอา ดูทีละคอลัมน์ แล้วก็ต้องลากซ้าย-ขวา-บน-ล่าง จนทำให้งงว่านี่เราอยู่ส่วนไหนของหน้า

หรืออาจจะมีผมคนเดียวที่ งง

แมกกาซีนหลายๆตัว ไม่ใช่เฉพาะของไทย แต่รวมไปถึงพวกที่มีให้ซื้อจาก “Newsstand” ของ Apple ก็ยังทำออกมาเหมือนเอาไฟล์ PDF มาใส่ให้ดู

ผิดกับครั้งแรกที่ Wired Magazine ออกตัวแมกกาซีนที่ทำออกมาโดยเฉพาะสำหรับ iPad ในรูปแบบของ App ที่เรียกว่าเป็น “Digital Magazine” ทำให้รู้สึกว่า มันอ่านง่ายขึ้นมากๆ และนั่นคือคำตอบ

แต่อาจจะไม่ใช่คำตอบของ Magazine หลายๆเจ้า เพราะนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการ “พัฒนา” ใหม่

ล่าสุด National Geographic TRAVELER ออกแมกกาซีนใหม่สำหรับ iPad ที่ทำออกมาใหม่ได้ดูดีทีเดียว

National Geographic TRAVELEr ฉบับนี้พูดถึง “เวนิส” ประเทศอิตาลี

เปิดมาก็มีปุ่มให้กดเลือกชมเวนิสในมุม 360 องศา.. ภาพสวยมาก

มุมหนึ่งของภาพเมืองเวนิส 360 องศา

เมื่อเลื่อนเข้าไปดูด้านใน ตัวอักษรที่ออกแบบมาพอดีหน้าจอ อ่านง่าย ทำให้สนุกที่ได้อ่าน และความสามารถอื่นๆที่ แมกกาซีนกระดาษทำไม่ได้ เช่นการดูภาพ 360 องศา หรือการกด link เพื่อข้ามไปยังหน้าต่างๆได้อย่างรวดเร็ว (ไม่แน่ใจว่าในฉบับเต็มจะมีวิดีโอด้วยรึเปล่า)

ตัวอักษรใหญ่ อ่านง่าย

นอกจากนี้ ภาพของ National Geographic ที่ใครๆก็รู้ว่าสวยมาก ยิ่งดูสวยเข้าไปใหญ่เมื่อแสดงภาพได้เต็มจอ เต็มตา

แฟนๆ National Geographic ไม่ควรพลาด

ภาพสวยเต็มตา

หากจะมีข้อเสียก็คงเป็นวิธีการเลื่อนเปลี่ยนหน้าที่รู้สึกเหมือนว่ามันไม่ค่อยไปตามที่นิ้วสั่ง รู้สึกช้านิดๆ

สำหรับคนที่ใช้ iOS 5 และ iPad สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีผ่าน App Store (http://itunes.apple.com/us/app/national-geographic-traveler/id482661394?mt=8) โดยในนั้นจะมีตัวอย่างของเล่มล่าสุด เดือนมกราคม/กุมภาพันธ์ 2012 ให้ด้วย

และหากจะซื้อก็ไม่ได้แพงอะไร ประมาณ 120 บาทไทย

ใน App Store ยังมี Digital Magazine เก๋ๆ ดีดีอีกหลายเล่ม เช่นของ BMW Magazine, Taschen สำนักพิมพ์ระดับโลก, หรือ U.S.*Design ที่จัดทำโดยนิตยสาร Fast Company เหล่านี้ที่บอกมา ฟรี และ ดี

ภาพตัวอย่างจาก US * Design โดย Fast Company Magazine

และประเภทเสียเงินก็มีอย่าง Popular Science, Wired, Vanity Fair และ New Yorker

อยากรู้ว่า New Yorker ใช้ง่ายและดียังไง วิดีโอด้านล่างนี้บอกไว้ได้ฮาดีครับ …

ใช้ InDesign CS5 สร้าง Magazine สำหรับ iPad

July 27, 2010 Design, Software Comments

เมื่อกระแสความนิยมของ iPad ค่อยๆคืบคลานเข้ามา ค่าย software ยักษ์อย่าง Adobe ก็มิอาจจะรอช้า เตรียมปล่อยตัวเสริมเข้ามาช่วยให้ Adobe InDesign CS5 นั้นสามารถสร้าง Interactive magazine บน iPad ได้ ดูดีเหมือนที่ Wired magazine ได้ทำให้ชาวบ้านฮือฮากันมาแล้ว

Video ตัวนี้ถูกปล่อยมาจากทาง Adobe Lab เห็นภาพแล้วดูดีเหมือนว่าจะง่ายมากๆที่จะทำ สุดท้ายแล้วคงต้องรอดูว่า program นี้เมื่อออกมาจริงๆแล้วจะเจ๋งจริงอย่างที่ได้เห็นรึเปล่า

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

Android (คำที่เกี่ยวข้อง: App)
– ระบบปฎิบัติการบนมือถือและอุปกรณ์พกพาประเภท Tablet ที่พัฒนาโดย Google ซึ่งเป็นระบบปฎิบัติการประเภท Open Source ซึ่งนอกจากจะเปิดให้นักพัฒนาสามารถแปลงระบบของตัวเองได้โดยอิสระแล้ว ยังเป็นระบบที่มีความเสถียร ใช้งานง่าย และที่สำคัญคือ ฟรี ทำให้เป็นบริษัทมือถือหลายค่ายอย่าง Samsung, LG, และ HTC หันมาเลือกใช้ Android แทน Windows Mobile

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus