Home » seminar » Recent Articles:

12 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากบรรยายของคุณฝน ประสานสุข วีระสุนทร ในหัวข้อเรื่อง “VISUAL STORYTELLING FROM FROZEN”

งาน Bangkok Comic Con ที่เพิ่งจบไปเมื่อศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ (4-6 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่อลังการมากมาย โดยในงานนั้นเต็มไปด้วยเหล่าฮีโร่ในดวงใจของคนมากมาย ตั้งแต่ Batman, spiderman, cartoon network, ยาวไปถึง Game of Throne และนั่นทำให้จำนวนคนที่มาร่วมงานนั้นไม่เรียกว่าแน่น แต่ต้องเรียกว่า “ล้น” ถึงจะถูก (ล้นมากๆ จนผมแทบจะหายใจไม่ออก)

ซึ่งงานนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับวงการการ์ตูน เกมส์ ที่เปิดกว้างให้กับทั้งคนสร้างและคนเสพได้อย่างชัดเจนมากที่สุดงานหนึ่ง

แต่งาน comic con ก็ใช่ว่าจะมีแต่คนแต่งตัวเป็น Super Hero เดินไปเดินมาให้คนถ่ายรูปเล่นเท่านั้น ช่วงบ่ายวันเสาร์ผมได้มีโอกาสไปฟังคุณฝน ประสานสุข วีระสุนทร หนึ่งในทีมงานของดีสนีย์ ผู้สร้างเรื่องราวให้กับหนังการ์ตูนสุดดังเรื่องล่าสุด “Frozen” ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า และแน่นอนว่างานนี้ “ฟรี”

คุณฝน ประสานสุข วีระสุนทร เป็นคนไทย (อ่ะแน่นอน) ที่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ animation มายาวนาน เธอมาเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปในการคิด story หรือเรื่องราว ก่อนจะมาเป็นเรื่อง Frozen ที่เราดูๆกันนั้น จะต้องผ่านการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง

Skill อย่างหนึ่งที่จำเป็นมากสำหรับคนคิดเนื้อเรื่องคือการ “วาด Storyboard” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนเลย ซึ่งคุณฝนบอกว่า การสร้าง Storyboard นั้นเริ่มต้นโดยคุณวอล์ท ดิสนี่ย์ นี่แหละ โดยเมื่อเราคิดโครงเรื่องเสร็จแล้ว เราจึงวาดภาพออกมา แล้วมาเรียงร้อยให้เป็นเรื่องราว จากนั้นจึงเรียกทุกคนเข้ามาตั้งแต่ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ ยันทีมงานทั่วไป

ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างทางที่ “ขายเรื่องราว” ให้ผู้คนได้ฟังนั้น งานจะต้องมีการปรับเปลี่ยน แก้ไข ฉีกทิ้ง นับครั้งไม่ถ้วน ..แต่เอาล่ะ นี่คือ 12 สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการฟังบรรยายของ คุณฝน ประสานสุข วีระสุนทร ในหัวข้อเรื่อง “Visual Storytelling from Frozen”
(ในงานกำชับมากๆว่าห้ามถ่ายรูป ดังนั้นเราจะมีภาพเฉพาะช่วงที่เค้าอนุญาตให้ถ่ายเท่านั้นนะครับ)

1. ที่ดิสนี่ย์มีคนทำงานรวมๆแล้วประมาณ 900คน ซึ่งนอกจากจะมีคนทำการ์ตูนแล้ว ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกด้วย! ส่วนหนังเรื่อง Frozen นั้นใช้คนสร้างรวมแล้วประมาณ 300 คน

2. ในบริษัทดิสนีย์ปัจจุบันมีคนไทยทำงานอยู่ด้วย รวมคุณฝนเองก็ สามคน

3. วิธีการอธิบายเรื่องราวของหนังได้ดีที่สุดก็คือการอธิบายผ่านรูปภาพ และบางครั้ง รูปภาพนั้นก็ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆเลย

เช่นภาพนี้ที่คุณฝนบอกว่า แค่ดูก็รู้สึกตลกแล้ว ไม่ต้องอธิบายอะไรเลย

4. ความชัดเจน หรือ “Clarity” นั้นสำคัญมากถึงมากที่สุดในการวาดภาพเพื่ออธิบายเรื่องราว เราไม่ควรให้หนึ่งภาพมีเหตุการณ์เกิดขึ้นสองอย่างพร้อมกัน ซึ่งนั่นจะทำให้คนดู งง และไม่แน่ใจว่าจะสนใจเหตุการณ์ไหนในภาพดี และนั่นจะทำให้การเล่าเรื่องของเราไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

5. การให้ “แสง” สามารถช่วยแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ของการ์ตูน ณ ฉากนั้นๆได้

6. หนังเรื่อง Frozen มีการใช้ “สัญลักษณ์” บางอย่างเพื่อแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ “กั้นขวาง” ระหว่างสองพี่น้อง ซึ่งนั่นคือ “ถุงมือ”และ “ประตู”

ประตู.. สิ่งที่กั้นขวางระหว่างสองพี่น้อง

7. ในหนังของดิสนี่ย์ทุกเรื่องจะต้องมีเพลงหนึ่งที่เค้าเรียกกันว่า “I Want Song” คือเพลงที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการของตัวละคร เช่น หนังเรื่อง Lion King ก็จะมีเพลง “I just can’t wait to be King” ที่ซิมบ้าต้องการจะบอกทุกคนว่า ฉันต้องการเป็นเจ้าป่าแล้วนะ! ส่วนเรื่อง Frozen นั้นก็มีเช่นกัน นั่นก็คือเพลง “For the First Time in Forever”

8. เพลง “For the First Time in Forever” ที่ว่าเป็นเพลง “I Want Song” นั้น เดิมที่เกือบจะไม่ได้เป็นเพลงนี้แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการแต่งอีกเพลงขึ้นมาชื่อ “More Than Just the Spare” ซึ่งพูดถึงการที่แอนนา น้องสาวนางเอกนั้นไม่อยากจะเป็นคนที่ไม่สำคัญ ไม่อยากจะเป็นตัวสำรองอีกต่อไป

9. คุณฝนเองได้ยกตัวอย่าง ฉากที่มีการปรับเปลี่ยนไป เช่น ฉากงานเลี้ยงที่แอนนาพยายามจะขอเอลซ่าว่าเธออยากจะแต่งงาน ฉากนี้เดิมทีเป็นการสนทนาระหว่าง พี่กับน้อง เท่านั้น แต่ภายหลังถูกปรับเปลี่ยนให้มี เจ้าชายฮานส์ เข้ามายืนอยู่ในฉากด้วย โดยสามารถสังเกตได้ว่า เจ้าชายนั้นจะยืนอยู่ “ระหว่าง” สองพี่น้องนี้ตลอดเวลา เพื่อแสดงให้เห็นถึงการแบ่งแยกสองคนออกจากกัน

10. คุณฝนพูดถึงการทำงาน animation และเปิดโอกาสให้คนได้ซักถาม ซึ่งสิ่งที่คุณฝนพยายามบอกทุกคนก็คือ “ถ้าถามว่าอยากทำอะไร อย่าบอกว่าอยากทำ animation หรืออยากทำหนังการ์ตูน แต่ต้องลงลึกไปเลยว่า อยากทำส่วนไหนของหนัง เช่น เป็นคนสร้างเรื่อง เป็นคนทำ movement.. เราต้องลงลึกไปในรายละเอียด ไม่ใช่แค่บอกว่าอยากทำการ์ตูน”

11. แล้วก็มีคนถามคุณฝนว่า แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า เราชอบอะไร? คุณฝนบอกว่า “ของแบบนี้ต้องลอง ลองทำดูนานๆ แล้วเราจะรู้ว่าเราชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร”

12. สุดท้าย มีคนถามว่า “เงินดีมั้ย?” คุณฝนตอบว่า “ถ้าจะทำอาชีพนี้เพื่อเงินล่ะก็… แนะนำให้ไปทำอย่างอื่นดีกว่านะ!” และนั่นเรียกเสียงเฮได้ดังก้องโรงภาพยนตร์สกาล่าเลยทีเดียว

สิ่งที่ได้รับจากการจัด workshop “Design Communication”

November 25, 2013 Class / Training Comments

การเตรียมตัวจัด workshop ที่ว่าเกร็งและตื่นเต้น (http://www.blog72.net/2013/11/08/design-communication-workshop/) เนื่องจากผู้ฟังแต่ละคนที่มาฟังนั้นไม่ธรรมดาเลยนั้น ว่าเครียดแล้ว..

แต่การได้บรรยายจริงในช่วงเช้านั้นเครียดกว่า ถึงกับต้องกิน Tylenole ไป 2 เม็ดช่วงพักเที่ยง

แม้จะผ่านการบรรยายมาหลายเวที แต่ทุกครั้งเป็นการบรรยายที่มีคนเชิญไปบรรยาย ไม่เหมือนกับครั้งนี้ที่เราจัดเอง

หลังจากจบงานไปแล้ว feedback ที่ได้รับจากคนที่มาฟังนั้นดีเกินคาด การให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรม workshop และ output ที่ได้รับจากผู้ฟังทุกคนเป็นสิ่งที่เกิดความคาดหมายจริงๆ

โดยส่ิงที่ได้รับจากการบรรยายครั้งนี้คือ..

1. ทุกคนล้วนมีประสบการณ์ และ มีปัญหาในการสื่อสารมาแล้วทั้งนั้น จริงๆคราวหน้า น่าจะจัดให้ออกมาระบายความในใจกันก่อนซักคนละ 5นาที

2. การบรรยายโดยมีคุณโอ๋ ซึ่งถือเป็น inside จากฝั่งของลูกค้ามาพูดเองเลยนั้น เหมือนเป็นกระจกที่สะท้อนออกมาได้ชัดมาก ว่าสิ่งที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้มันถูก ผิด หรือไม่อย่างไร

3. หลายคนชอบฟัง case study อ่านจากใบแสดงความคิดเห็น พบว่าหลายคนอยากฟัง case stydy มากกว่านี้

4. ทั้งๆที่ช่วงหลังพยายามเร่งแล้ว (ถึงกับกด slide เรื่องของ Pixar ที่ใช้เวลาเตรียมงาน 3 วัน ไปอย่างเร็วๆ)  งานนี้เวลาไม่พอ จากเดิมที่คิดว่าเวลา 1 วันจะมากเกินไป แต่ไปๆมาๆกลับเกินเวลามา 1 ชม. (มี 1 complain ว่าอยากให้รักษาเวลาด้วย T_T)

5. หลายคนชอบทำ workshop, ช่วงที่ปล่อยเวลาให้ทำ workshop ทุกคนมี focus มากๆ

ถ้าจะจัดคราวหน้า คงต้องพัฒนาเรื่องเนื้อหา content และการคุมเวลาให้ทำ workshop กันได้นาน บ่มความคิดกันให้สะใจ.. เพิ่ม case study และเรื่องขำขัน (มั้ย) สุดท้ายเพื่อให้เวลาเริ่ม และ จบ ลงได้พอดิบพอดี

** ขอบคุณรูปภาพส่วนหนึ่งโดย I-Deary
** ขอบคุณ คุณโอ๋ คุณโจ้ คุณเอ้ สำหรับการช่วยงาน + น้องจูนสำหรับ graphics + ทีม marketing rgb72 สำหรับ input ขอบคุณมากๆ
** ขอบคุณ Launchpad, Vincent, Sammy, แป้ง
** ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนที่ให้การสนับสนุน การคำปรึกษาที่ดีมากๆ (ต้องขออภัยด้วยนะครับ list รายชื่อกันไม่หวัดไม่ไหว)
** ขอบคุณครอบครัวนะครับ ที่ให้กำลังใจกันสุดๆ
*** นี่เว่อร์จริงๆ ทำยังกับไปจัดอะไรยิ่งใหญ่ซะขนาดนั้นนนนนน!! *** 

บรรยาย: คัดลอกความคิดหรือเนรมิตแรงบันดาลใจ

September 13, 2012 Class / Training Comments

9/11 เป็นเลขที่สวยมากสำหรับการไปบรรยายให้นักศึกษาที่ ม.ธัญญบุรี คลอง 6

หัวข้อการบรรยายครั้งนี้ชื่อ “คัดลอกความคิดหรือเนรมิตแรงบันดาลใจ” โจทย์คือ งานแต่ละงานที่เราเห็นๆนั้น ถือเป็นงาน copy หรือเป็นแรงบันดาลใจกันแน่? และเราควร copy มั้ย?

โจทย์ข้อนี้ยากมาก เพราะมันเป็นเรื่องที่ผมได้ถกเถียงกับเพื่อนๆมาตั้งแต่สมัยเรียน จนถึงบัดนี้ หลายงานไม่ว่าจะเป็น งานโฆษณา ดนตรี ภาพถ่าย หนังภาพยนตร์ ก็มักจะเกิดคำถามกันว่า งานเหล่านี้ที่เราเห็นนั้น “ลอก” มารึเปล่า?

หากจะลงลึกไปในรายละเอียด หลายงานก็ไม่ได้ลอกมาซะทั้งดุ้นทีเดียว เช่น เพลงอาจจะเอามาแค่ท่อนฮุค หนังอาจจะลอกมาแค่มุมกล้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดยากมาก ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม ภาคแรก มีการเคลื่อนไหวของกล้องในฉากหนึ่งที่ชัดเจนมาก เหมือนว่าลอกมาจากเรื่อง Bad Boys และ The Rock การเคลื่อนไหวกล้องและมุมกล้องแบบนี้ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผู้กำกับ Michael Bay แต่หากเราจะบอกว่า พี่หม่ำ ลอกมา ก็จะเกิดประเด็นอีกว่า .. “แล้วถ้าเค้าแค่ แพน กล้องจากซ้ายไปขวา จะไม่ถือว่าเป็นการลอกหนังเมื่อ 50ปี ที่แล้วหรอ??”

การบรรยายครั้งนี้แทนที่จะมาบอกว่า คนไหนลอก คนไหนไม่ลอก ผมเลยหันไปเน้นประเด็นที่ว่า “แล้วเราควรลอกหรือไม่??”

คำตอบที่ผมให้นักศึกษาคือ “ควร”

แต่เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรทำเพื่อรายได้หรือผลประโยชน์อื่น

เพราะผมเข้าใจว่า ทุกคนบนโลกนี้เคยลอกงานกันมาหมด เพียงแต่ว่า ลอกแล้ว เอามาหาประโยชน์จากมันรึเปล่า?

เราจะหัดเล่นกีต้าร์ได้เก่งๆ ก็ต้องเล่นตามนักดนตรีดังๆ มีชื่อเสียง อยากแต่งเพลงให้ได้เพราะๆก็ต้องมานั่งวิเคราะห์ว่า เนื้อเพลงที่โดนใจ และ กินใจเรานั้น เค้าใช้คำอะไรบ้าง มีสัมผัสอย่างไร

ไม่แปลกหรอกที่จะลอก ผมเคยได้ยินใครไม่รู้พูดว่า “คนโง่คือคนที่ไม่เรียนรู้อะไรเลย คนฉลาดคือคนที่รู้จักเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่คนที่ฉลาดกว่า คือคนที่รู้จักเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น”

มันจะทำให้เราเรียนรู้ได้เร็วขึ้น


ภาพโดย @yunuko

ผมบอกนักศึกษาว่า ผมเองก็ไม่พลาดที่จะลอกงานชาวบ้าน ผมลอกมาตั้งแต่เด็ก เขียนการ์ตูนเป็นเล่มๆ ก็ลอก Dragon Ball Z พอโตมา ผมก็ชอบเดินตามห้าง ดู display ตามร้านต่างๆ มองเห็นอะไรสวยก็จำไว้ แล้วนำมาประยุกต์ เช่นเรื่องของ สี และ font ที่ใช้

เช่น สีบางสีให้ความรู้สึกสนุก บางสีให้ความรู้สึกขรึม เท่ห์ หรือ font บางตัวทำให้สินค้าตัวนั้นดูไฮโซ เหล่านี้เป็นต้น

การบรรยายดำเนินต่อด้วยการแยกประเภทของการ Copy ที่ผมคิดขึ้นมาเองว่า มันมีอยู่ประมาณ 4 รูปแบบ คือ

1.ลอกให้คล้าย แล้วเอามาขาย

2. ลอกให้เหมือน ไม่ให้มีความแตกต่างเลยแม้แต่น้อย (ยิ่งเหมือนยิ่งดี) ในกรณีนี้ก็อย่างเช่น Louis Vuitton หลอม

3. เลียนแบบ/ตั้งใจล้อเลียน เช่น คลิปวิดีโอที่ล้อเลียนกังนัมสไตล์ หรือภาพของ Mona lisa ที่ถูกล้อเลียนให้ออกมาอ้วนน่ารัก โดย Fernanda Botero

4. ลอกเพื่อนำไปพัฒนาต่อให้ดีขึ้น เช่น กรณีของ Black Berry Text Message ถูกพัฒนาเป็น WhatsApp เพื่อให้คนที่ใช้ iPhone สามารถ Chat กันได้บ้าง แต่สุดท้ายก็ยังมี LINE ที่ออกมาเบียด WhatsApp ตกชั้นด้วยการทำ sticker น่ารักเอาใจคนเอเชีย โดยมีผลวัดความสำเร็จของ sticker ใน LINE ได้ด้วยยอดขายมากกว่า 100ล้านบาทไทย เฉพาะเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา

จากนั้นผมได้บรรยายต่อด้วยการย้ำถึงสิ่งที่ผมพูดมาตลอดคือ ถ้าเราไม่อยากจะลอกใคร อยากจะคิดงานได้ไว และ ดี นั้นเราควรทำอย่างไร?

เปรียบเทียบสมองเราเหมือนตู้เย็นนะครับ.. ยิ่งเรามีกับข้าวอยู่ในนั้นมากเท่าไร่ เราก็จะสามารถ mix ประยุกต์ ทำกับข้าวใหม่ๆ ได้มากเท่านั้น ถ้าเรามีแต่ มาม่า กับ ไข่ อยู่ในนั้น แน่นอนว่า อาหารมือต่อไปก็คงไม่พ้น มาม่าใส่ไข่

การจะหาของมายัดใส่ตู้เย็นสมองของเรานั้น ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่เป็นคนช่างสังเกต เข้าร้านหนังสือบ่อยๆ คิดงานบ่อยๆ คิดเยอะๆ และพึ่ง Google ในการหาแรงบันดาลใจให้น้อยลง

เพราะผลเสียจากการลอกงาน ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้งานเราไม่ original แล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ “ทำให้เราเคยชินกับการลอก และคิดเองไม่เป็น”

แค่เสียดายสมองของนศ.ที่จบใหม่ๆ สมองกำลัง fresh น่าจะได้คิดอะไรใหม่ๆ เจ๋งๆ ออกมาบ้าง

การบรรยายครั้งนี้ผมได้บรรยายพร้อมกับ คุณโต สุรเสกข์  ซึ่งเป็นนักออกแบบ product ที่ได้รับรางวัลมากมาย และยังเป็นอาจารย์พิเศษที่ ม.รังสิต อีกด้วย

สิ่งที่ผมชอบจากการบรรยายของคุณโต คือ หากเรา research สังเกต ศึกษา แล้ว แต่เราไม่มี “กระบวนการ” ในการคิด ไม่คิดให้ลึก มันก็ทำให้งานเราไม่แตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัดอยู่ดี นอกจากนี้ การออกแบบอะไรก็ตาม เราควร “ฟัง” ความคิดเห็นผู้อื่น และไม่ยอมแพ้เมื่อผู้อื่นบอกว่า “งานเราไม่ดี” หรือ “งานนี้มันเหมือนลอกใครมานะ” การนำเอาความคิดเห็นเหล่านี้มาทำให้เกิดพลังในการพัฒนา ก็จะทำให้เราดีขึ้นเรื่อยๆ

จะทำงานให้ดี มันไม่ได้มาง่ายๆ

ปิดท้ายการบรรยายด้วยการ ถาม-ตอบ จากผู้ฟังในหอประชุม ขอคัดมาเฉพาะคำถามเด็ด 3 ข้อ

1. หากเราทำงานส่งลูกค้า แล้วลูกค้าเปลี่ยนใจ ไม่เอางานที่เราทำ ทั้งๆที่เราก็ทำตามที่เค้าบอก เราควรทำอย่างไร?

ตอบ: ถ้าเหตุที่ลูกค้าไม่เอางานเรา เพราะเค้าเปลี่ยนใจ เช่น ทีแรกบอกว่าอยากได้แก้วน้ำทรงสูง พอทำให้เสร็จแล้วบอกว่าอยากได้ทรงเตี้ย ก็ให้เก็บเงินเพิ่มเลยครับ ค่าเสียเวลาทำงาน เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการทำงานให้ลูกค้าคือ การที่ลูกค้าเองยังไม่รู้ว่า “จริงๆแล้วเค้าอยากได้อะไร”

2. ถ้าให้เลือก ระหว่างทำงานที่เรารัก กับทำงานที่ได้เงิน เราจะเลือกแบบไหน?

ตอบ: ผมตอบ น.ศ.ว่าผมเอาสองอย่างเลย ทำไมเราต้องเลือกล่ะ? เราไม่จำเป็นต้องเลือกนะ เราสามารถทำงานที่เราชอบและลูกค้าหรือคนทั่วไปก็ชอบด้วยก็ได้

3. Idol ของผมคือใคร?

ตอบ: ถามคำถามนี้ นศ.ผมหลายคนรู้อยู่แล้ว.. คำตอบนี้ยังจะช่วยสนับสนุนคำถามที่สองด้านบนด้วย ผมชอบ Apple นะครับ เพราะเค้าสามารถทำงานที่เค้าชอบ ทำออกมาได้ดี ด้วยความตั้งใจ และถูกใจคนทั่วโลกได้อีกด้วย สิ่งที่ชอบมากที่สุดเห็นจะเป็นการที่เค้าสามารถ balance ศิลปะ และ ธุรกิจได้อย่างลงตัว ไม่ Art จนสุดโต่ง และไม่ Business มากเกินไป

การบรรยายครั้งนี้อาจจะมีติดๆขัดๆบ้าง แต่รวมๆแล้วคิดว่ามันดีมาก ผมได้สื่อสารสิ่งที่ต้องการจะบอกให้นักศึกษาฟังทั้งหมด และนักศึกษาเองก็ยังได้รับแรงบันดาลจากวิทยากรอีกท่านด้วย หากมีอะไรสนุกๆแบบนี้อีก ผมก็ยินดีที่จะไปร่วมแจมอีกนะครับ เพราะนอกจากจะได้ “ให้” ยังได้ “รับ” อะไรดีดีกลับมาอีก

บรรยายเรื่อง Online Marketing ในวันตรุษจีน

(วันจันทร์ 23 มกราคม 2555)

ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน

วันเสาร์เป็นวันจ่าย อาทิตย์วันไหว้ และวันจันทร์คือวันเที่ยว

ที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้เที่ยววันเที่ยวเท่าไร่ เนื่องด้วยเกรงว่าเที่ยวแล้วปีต่อไปจะว่างไม่มีงานทำ

ปีนี้เลยว่าจะทำงานตามปกติซะหน่อย

เมื่อวานวันจ่าย แต่ผมต้องไปบรรยาย ที่บริษัท Comax บริษัททำหมึกพิมพ์ที่ไปถ่ายรูปเป็น presenter ให้นั่นล่ะ

ออกจากบ้านประมาณ 8:30 หลังจากเสร็จภาระกิจไหว้เจ้าตรุษจีน (ซึ่งผมไหว้ล่วงหน้าชาวบ้านไปก่อนหนึ่งวัน) แม้ว่าเหลือเวลาแค่ครึ่งชม. แต่ก็ไม่อยากจะเชื่อว่า การเดินทางในวันเสาร์จากพัฒนาการ ไป ประชาชื่นนั้น ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชม.

ผมไปถึงประมาณ 8:50 ทีแรกเข้าใจว่าไปก่อนเวลา เลยแวะหาอะไรรองท้องก่อน เกรงว่าหากไปพูดแล้วท้องร้องเสียงดังจะพาดูไม่งาม

แวะทำธุระเสร็จเรียบร้อย ปรากฎว่า ไปถึงที่บริษัทเวลา 9:10 (นัดไว้ 9:00)

บริษัทนี้อยู่ในซอยแคบ แต่พอเข้ามาด้านในกลับมีพื้นที่จำนวนมาก และตึกอีกหลายตึก

ยังไม่ทันที่จะเดินออกจากรถ ผมก็สังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนรอผมอยู่ที่หน้ารถ

ผู้หญิงคนนั้น เดินพาผมเข้าไปด้านใน หากาแฟ และ น้ำเย็นให้ผมทานแล้วพูดว่า

“ทุกคนนั่งรอเตรียมพร้อมกันหมดแล้วค่ะ”

เอ่อ… ยอมรับว่าตกใจมาก! แต่ไม่เป็นไร ผมคิด

ผมเดินผลักประตูเข้าไป พบว่า ห้องหลังประตูบานนี้เป็นห้องที่ใหญ่มาก ผู้เข้าฟังการบรรยายพร้อมแล้วจริงๆอย่างที่ผู้หญิงคนข้างหน้าพูด

วันนี้ผู้ฟังมีประมาณ 30 คนเห็นจะได้ ห้องใหญ่มาก

ไปถึงก็รีบ set up แล้วก็รีบๆ เริ่มบรรยาย

การรีบๆก็ทำให้การบรรยายค่อนข้าง ล่ก

ช่วงสามสี่สไลด์แรกจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น พูดอย่างเร็วๆ

ลืมบอกไปว่า ผมไปบรรยายเรื่อง Online Marketing 101 พูดสรุปให้ลูกค้าได้ฟังในเรื่องพื้นฐานที่เค้าควรรู้ เช่น การทำการตลาดบน Social Network, Search Engine, blog, webboard ต่างๆเล่านี้เป็นต้น รวมถึงสิ่งที่กำลังมาในปีนี้

มันคือการบรรยายให้ผู้ฟังได้เห็นภาพรวมว่า Online Marketing ในปัจจุบันเป็นอย่างไร และเราในฐานะเจ้าของสินค้า เราควรวางแผนในการทำการตลาดทางออนไลน์นี้ได้อย่างไร

สนุกดีครับ

บรรยายไป สามชั่วโมงเต็ม พยายามวัดดูความน่าสนใจในการพูดของตนเอง พบว่า การบรรยายเรื่องราวที่มีศัพท์เทคนิคมาก แต่มีคนแอบสัปหงกแค่คนเดียวก็คิดว่าดีมากพอควร

แปลว่ามุกตลกผมน่าจะพอใช้ได้

Slide หนึ่ง จากทั้งหมดของการบรรยาย ที่ Comax

สไลด์กว่า 40 หน้า สร้างความสนุกและเพิ่มความเข้าใจให้กับคนดูได้ดีเป็นอย่างมาก แต่เข้าใจว่า ส่วนหนึ่งที่คนสนใจฟังเพราะ เดี๋ยวนี้เรื่องของ ออนไลน์มันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ ดังนั้นจึงไม่แปลก หากเค้าจะได้รู้ข้อมูลที่น่าตกใจ หรือน่าสนุกเกี่ยวกับโลกออนไลน์ในอีกมุมหนึ่ง

การได้บรรยายทุกครั้งทำให้รู้สึกสนุกทุกครั้ง

Slide หนึ่ง จากทั้งหมดของการบรรยาย ที่ Comax

Slide หนึ่ง จากทั้งหมดของการบรรยาย ที่ Comax

จบการบรรยายออกมา ได้ไปรับประทานอาหารกับผู้บริหารบริษัทหนึ่งมื้อ แต่ระหว่างรับประทานอาหารนี่สิ

ผมได้รับข้อความเข้ามาทาง “LINE” จาก น้องที่ออฟฟิส

“โอ..” ดีไซน์เนอร์ที่บริษัท chat ผ่าน LINE พร้อมแนบรูปมาด้วยว่า

“นี่ใครเอ่ยยยย…”

ผมก้มลงไปมองภาพเล็กๆ แล้วพบกับภาพที่ดูคุ้นตา

ผมกดโหลดรูปลงมา หวังว่าจะได้เห็นภาพที่ใหญ่และชัดกว่านี้ เพื่อหาคำตอบว่า “นี่ใครเอ่ย!??”

.. นะ นะ นั่นมันรูปผม !!

ผมตกใจมากเมื่อได้เห็นรูปตัวเอง ภาพของผมในเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ เมื่อผมกำลังบรรยาย

ผม งง พร้อมกับ ตกใจ ทำไมโอถึงมีรูปผมได้ เค้าเข้าไปถ่ายเมื่อไร่? ได้อย่างไร? ไปแอบอยู่ตรงไหนทำไมไม่เห็น?

เพื่อคลายความสงสัย ผมถามโอ แต่สุดท้ายโอ chat กลับมาบอกว่า

“อ่อ นั่นเพื่อนผมเองครับ”

โอ้วววว.. โล่งออก แม้จะไม่ใช่โอที่เป็นคนถ่ายรูป แต่เพื่อนของโอก็ทำให้รู้ว่า

โลกนี้มันช่างเล็กจริงๆ

 

ไปบรรยายที่ Matching!

August 27, 2010 Class / Training, rgb72 Comments

เป็นเกียรติอย่างยิ่ง เมื่อลูกค้าแสนดีที่คบหากันมานานอย่าง Matching ได้เห็นว่าผมพอจะมีความสามารถเป็นผู้บรรยายเพื่อให้ความรู้กับทีมงานฝ่ายการตลาดและ ฝ่าย IT ของบริษัทได้ ดังนั้นทาง Matching จึงได้เชิญผมและทีมงาน โดยมีคุณโบ๊ทจาก area80 เข้าไปร่วมบรรยายเมื่อเดือน กรกฎาคม ที่ผ่านมา

การบรรยายเป็นไปด้วยความอลังการเมื่อ Matching ได้ทำการปิด studio ใหญ่ พร้อมฉาย presentation ลงบนกำแพงขาวขนาดยักษ์ ในบรรยากาศที่เย็นกำลังดีจากแอร์ที่เปิดเตรียมเอาไว้ ทำให้ผมต้องเกร็งว่า หากพูดจาน่าเบื่อ น่าจะมีคนหลับได้ในเวลาไม่ช้า

การบรรยายเริ่มต้นด้วย ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง “Social Network” จากนั้นจึงตามด้วยบรรยายเกี่ยวกับการทำการตลาดในโลกออนไลน์ ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี และจบลงใน 2-3 ชม. วันนี้จึงมีภาพบรรยากาศในวันนั้นมาให้ได้ชมกัน

** ขอบคุณภาพถ่ายจาก คุณ เอก Matching ครับ **

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

APP (คำที่เกี่ยวข้อง: iOS, Android, iPhone, iPad)
– ย่อมาจาก Application (หรือเรียกง่ายๆว่า โปรแกรม) โดยมากใช้กับโปรแกรมที่ใช้กับ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์พกพาต่างๆ
การทำ App ต้องทำแยกสำหรับมือถือต่างยี่ห้อ โดยยึดเอาระบบปฎิบัติการเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ระบบปฎิบัติการบนมือถือและอุปกรณ์พกพาในปัจจุบันสามารถแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ iOS (พัฒนาโดย Apple) และ Android (พัฒนาโดย Google)

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus