Home » Steve Jobs » Recent Articles:

รู้จัก Pixar Studio และ John Lasseter

November 30, 2011 Feature Artists Comments

หลายคนเคยดูหนังการ์ตูนดังๆอย่างเช่น Monster Inc., Toy Story, Finding Nemo, Up, Cars, Wall-e และ อื่นๆอีกมากมาย… แต่ไม่รู้จัก Pixar

หลายคนรู้จัก Pixar… แต่ไม่เคยรู้ว่าผู้ให้กำเนิด Pixar คือ สตีฟ จ๊อปส์ (Steve Jobs) เจ้าของ Apple

หลายคนรู้ว่า สตีฟ จ๊อปส์ เป็นผู้สร้าง Pixar… แต่ไม่รู้จัก ผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงของภาพยนตร์การ์ตูนแสนสนุกทุกเรื่อง

คนนี้ชื่อ จอห์น ลาสเตอร์ (John Lasseter)

ถึงตอนนี้ หลายคนที่พอจะรู้จักประวัติของ Pixar อาจจะเถียงว่า “ไม่จริง! สตีฟ จ๊อปส์ ไม่ได้เป็นคนให้กำเนิด Pixar แต่เป็น จอร์จ ลูคัส (Josh Lucas) ผู้สร้าง Starwars และเจ้าของ ILM (Industrail Light and Magic) ต่างหาก!

ไม่เป็นไรครับ เรื่องราวเป็นอย่างไร จะเล่าให้ฟัง…


ประตูทางเข้าบริษัท Pixar

Pixar นั้นถือกำเนิดขึ้นโดยมีลักษณะเป็นแค่ ทีม ทีมหนึ่งของ Lucus Films เป็นทีมที่คอยวิจัยและพัฒนาเรื่องของ animation graphics ต่อมาไม่นาน สตีฟ จ๊อปส์ คือ คนที่เข้ามาซื้อหน่วยงานตรงนี้ด้วยเงินจำนวน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย ห้าล้านเหรียญเข้ากระเป๋าของ จอร์จ ลูคัส ส่วนอีก ห้าล้านเหรียญเข้าไปเป็นเงินกองทุนบริษัท

โดยเหตุผมที่จ๊อปส์มาซื้อ Pixar นั้นเป็นเพราะว่าทาง จอร์จ ลูคัส เองนั้น ต้องการเงินเพื่อที่จะเอาไปใช้ในการหย่ากับภรรยา

แล้วจ๊อปส์ก็เข้ามาซื้อเพื่อเป็นการช่วยเหลือเพื่อน

อย่างไรก็ตาม ทีมของ Pixar นั้น ก็มีมือดีอยู่ในนั้นหลายคน หนึ่งในนั้นคือ จอห์น ลาสเตอร์ (John Lasseter)

จอห์น ลาสเตอร์ (John Lasseter)

จอห์นเรียนจบจาก CALARTS มหาวิทยาลัยที่ดังเป็นอันดับต้นๆของอเมริกา โดยนักศึกษารุ่นเดียวกันกับเค้าก็มีคนดังซึ่งเป็นที่รู้จักมากมายหลายคน หนึ่งในนั้นเราอาจจะรู้จักกันดี นั่นคือ ทิม เบอร์ตั้น ผู้สร้าง Nightmare before Christmas, Sweetney Todd, และล่าสุด Alice in the Wonderland

จอห์นบ้าการ์ตูนแอนนิเมชั่นมากๆ และดิสนี่ย์คือความใฝ่ฝนของเค้า เค้ารักดิสนี่ย์ถึงขนาดที่ไปสมัครทำงานเป็นไกด์นำเที่ยวบนเรือที่ ดิสนี่ย์แลนด์ ในช่วงปิดเทอม

และเมื่อเค้าจบจาก CALARTS แน่นอน บริษัทที่เค้าเข้าไปทำงานเป็นที่แรกก็ต้องหนีไม่พ้น ดิสนีย์

ดิสนีย์ในช่วงนั้นเน้นการทำแอนนิเมชั่นโดยการวาดรูปด้วยมือ ซึ่งจอห์นเองก็พยายามจะนำคอมพิวเตอร์และภาพสามมิติเข้ามาใช้ ซึ่งถือเป็นการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการวาดการ์ตูนเป็นครั้งแรก ซึ่งดิสนีย์เองก็ยังไม่รู้เลยว่า ถ้านำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยทำการ์ตูนแล้ว จะได้ผลดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร

เพื่อเป็นการพิสูจน์ ดิสนี่ย์จึงบอกให้จอห์นลองทำหนังออกมาซักเรื่องหนึ่ง โดยภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องแรกที่เค้าทำในขณะนั้นคือ Brave Little Toaster ซึ่งใช้เวลาทำนาน 8 เดือน

8 เดือนผ่านไป ทางผู้บริหารของดิสนี่ย์ได้เรียกจอห์นเข้าไปเพื่อนำเสนอการ์ตูนที่ทำจากคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อนำเสนอเสร็จแล้ว ทางผู้บริหารของดิสนี่ย์กลับไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ และถามจอห์นว่า

“ค่าใช้จ่ายการทำคอมพิวเตอร์แอนนิเมชั่นนั้นแพงมั้ย?”

จอห์นตอบว่า “ก็คงพอๆกันกับการทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง”

เมื่อผู้บริหารได้ยินดังนั้น เค้าจึงตอบจอห์นกลับมาว่า “เหตุผลที่เราจะทำ คอมพิวเตอร์แอนนิเมชั่นก็คือ มันช่วยให้สามารถทำการ์ตูนได้ในราคาที่ถูกกว่า หรือไม่ก็เร็วกว่าที่เป็นอยู่” แล้วผู้บริหารท่านนั้นก็เดินออกไป

ห้านาทีถัดมา จอห์นได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า ตำแหน่งหน้าที่ของคุณในดิสนีย์นั้นได้จบลงแล้ว คุณโดนไล่ออก!!

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น University of Utha ได้สร้างแลปคอมพิวเตอร์กราฟฟิคแห่งแรก นำโดย เอ็ด แคทมอล (Ed Catmull) ซึ่งมีการทำภาพสามมิติด้วยคอมพิวเตอร์อย่างจริงจัง ซึ่ง ณ ขณะนั้น University of Utha ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่มีการลงทุนทางด้านนี้อย่างจริงจังด้วยเงินเป็นล้านๆเหรียญ

และได้พัฒนาโปรแกรมทำแอนนิเมชั่น มีชื่อว่า “Tween”

ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ในขณะนั้น ภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ของ จอร์จ ลูคัส นั้นออกฉาย

จอร์จบอกว่า เค้าต้องการอะไรมายิ่งใหญ่และทันสมัยกว่าสิ่งที่เค้าทำอยู่ ณ เวลานั้น ดังนั้นจอร์จจึงตัดสินใจเรียก เอ็ด เข้ามาเพื่อสร้างทีมคอมพิวเตอร์กราฟฟิคทีมแรกของ Lucas Film

ฺทีมของคอมพิวเตอร์ของ Lucas Film นั้นเต็มไปด้วยคนเก่งๆมากมาย และส่วนใหญ่แล้วคือนักวิทยาศาสตร์และพวกที่เก่งด้านการทำโปรแกรม

แต่การทำแอนนิเมชั่นนั้น ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีอย่างเดียว มันรวมไปถึงเรื่องของความเป็นศิลปะ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีความรู้ทางด้านศิลปะน้อยมาก

ดังนั้น จอห์น ลาสเตอร์คือตัวเลือกที่สำคัญ เมื่อทั้ง เอ็ด และ จอห์น ได้บังเอิญพบกันในงาน Computer Graphic Conference โดย เอ็ด อยู่ในฐานะผู้บรรยาย ส่วน จอห์น เป็นแค่ผู้ร่วมงานเท่านั้น

แต่งานของจอห์นที่ดิสนีย์โยนทิ้งไปนั้น กลับเป็นงานที่มีคนรู้จักเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อเค้าทั้งคู่มาพบกัน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่เขาทั้งสองจะตกลงปลงใจมาร่วมงานกันที่ Lucus films

เมื่อจอห์นเข้ามาร่วมทีม เขาได้พยายามผลักดันให้มีการสร้างซอฟท์แวร์ใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนการทำแอนนิเมชั่น ซึ่งจอห์นมีความสุขมากๆในการสร้างความท้าทายแปลกๆใหม่ๆให้กับทีมตลอดเวลา ประโยคที่จอห์นพูดแล้วเป็นที่จดจำก็คือ “ศิลปะนั้นสร้างความท้าทายให้กับเทคโนโลยี ส่วนเทคโนโลยีนั้นก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปะ – Art challenges technology, technolgy inspires the art”

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักของทีมนี้กลับกลายเป็นการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ แล้วขาย และด้วยจำนวนผู้ซื้อที่มีจำนวนน้อย ก็ส่งผลให้รายได้นั้นมีไม่มากนัก

ทำไมถึงทำเทคโนโลยีขายน่ะหรอ? เมื่อมีจอห์นแล้วทำไมไม่ทำการ์ตูนขาย?

จอร์จ ลูคัส บอกกับทีมว่า ในเมื่อความฝันของทีมคอมพิวเตอร์กราฟฟิคคือการสร้างหนังดีดีซักเรื่อง แต่ในการทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 30-40 ล้านเหรียญ …

ซึ่ง จอร์จ ไม่มี

การหานักลงทุนคือจุดเริ่มต้นของความใฝ่ฝันที่จะสร้างการ์ตูนขึ้นมาซักเรื่อง จากคอมพิวเตอร์

และ สตีฟ จ๊อปส์ คือคำตอบ

(ซ้ายไปขวา) เอ็ด แคทมอล, สตีฟ จ๊อปส์, จอห์น ลาสเตอร์

สตีฟ จ๊อปส์ เข้ามาพร้อมกับเงินลงทุนมูลค่า 10ล้านเหรียญ

และผลงานชิ้นแรกของ Pixar เกิดขึ้นจากการที่ เอ็ด เดินมาบอกจอห์นว่า .. “ไหนเราลองทำ animation ซักตัวที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวเราดูสิ”

จอห์นนั่งนึก และมองหาสิ่งที่เป็นรูปทรงเลขาคณิต เค้าคิดๆๆๆ

สุดท้ายก็มองเป็นโคมไฟที่โต๊ะทำงาน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของภาพ intro ที่มาพร้อมกับโลโก้ PIXAR ในช่วงแรกของหนังทุกเรื่อง

จากนั้น ภาพยนตร์เรื่องแรกของ Pixar ก็กำเนิดขึ้น ในชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยดี

“Toy Story”

ภาพยนตร์เรื่อง Toy Story

เรื่องราวของ Pixar ต่อจากนี้ เป็นเรื่องของความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่มหาศาล ซึ่งแม้กระทั่งคนใน Pixar เองยังไม่เคยรู้เลยว่า ตนจะเดินทางมาได้ถึงจุดนี้ ภาพยนตร์ที่มีจุดเด่นอย่างมาก และจุดเด่นเหล่านี้ แม้แต่ดิสนีย์เองก็ยังไม่สามารถทำเองได้ จนสุดท้ายต้องยอมซื้อ Pixar เพื่อเข้ามาถือหุ้นส่วนหนึ่งของ Pixar และยอมให้ สตีฟ จ๊อปส์ เป็นหนึ่งในบอร์ดผู้บริหารของ ดิสนีย์ ด้วย

ทุกวันนี้ หากเราได้ดูรายชื่อผู้สร้าง ผู้กำกับ ตอนท้ายภาพยนตร์ของ Pixar คุณจะได้เห็นชื่อของ จอห์น ลาสเตอร์​ (John Lasseter) ซึ่งถ้าเค้าไม่ได้เป็นผู้กำกับซะเอง เค้าก็เป็นผู้ช่วยเหลือ หรือ โปรดิวเซอร์อยู่ตลอดเวลาไม่ห่าง

หากคุณอยากรู้จัก จอห์นมากกว่านี้ อยากรู้ว่าการทำงานของเค้าในแต่ละวันเป็นอย่างไร

Pixar ได้ทำ สกู๊ปพิเศษออกมาพร้อมกับการโฆษณาภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ Pixar นั่นคือ “CARS 2” โดยรวมเอาเรื่องราวในหนึ่งวันของ จอห์น มาให้ได้ดูกัน น่าสนใจมากๆครับ เราจะได้รู้ว่า คนที่เค้าเก่งๆกัน วันๆหนึ่งเค้าทำงานอะไรกันบ้าง งานถึงได้ออกมาสุดยอดกันขนาดนี้

ภาพยนตร์เรื่องสั้นที่ว่า มีชื่อว่า “A day in a life” (http://youtu.be/m5HN3-l_f-U) ลองดูนะครับ

ภาพยนตร์เรื่อง Monster Inc.

ภาพยนตร์เรื่อง Ratatouille

ภาพยนตร์เรื่อง UP

The Pixar Story

December 13, 2010 ทั่วๆไป Comments

The Pixar Story เป็นภาพยนตร์เชิงสารคดี (Documentary) ที่ถ่ายถอดเรื่องราวการกำเนิดบริษัทแอนิเมชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พูดถึงคนสามคนที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่และมีผลต่อ pixar เป็นอย่างมาก นั่นคือ Ed Catmull, John Lasseter, และ Steve Jobs

เนื้อหาในภาพยนตร์ทำให้เข้าใจได้มากขึ้นว่า คนที่เป็นผู้นำในการทำแอนิเมชั่นจริงๆคือนาย John Lasseter นั่นเอง โดยเค้าได้เริ่มจากความรักในการทำการ์ตูนตั้งแต่สมัยที่ต้องเขียนภาพเป็นแผ่นๆด้วยมือและดินสอ จากนั้นเมื่อได้มีโอกาสเข้าเรียนที่ CALART ก็ทำให้เค้าเรียนรู้จากปรมาจารย์ที่มาจาก Disney โดยตรง ทำให้เมื่อเรียนจบแล้ว ความฝันที่อยากจะทำงานที่ Disney เป็นจริงได้ไม่ยาก

ความรักที่ John Lasseter มีให้กับ Disney นั้นมากมายเหลือเกิน ถึงขนาดไปทำงานกวาดถนนใน Disneyland ช่วงปิดเทอมซัมเมอร์

แต่สิ่งที่ให้เค้าทั้งช๊อกและเสียใจนั่นคือการถูก Disney เองไล่ออก เมื่อเค้าไปนำเสนอทาง Disney ให้มาทำ Computer Graphic แทนการวาดภาพด้วยมือ โดยคำตอบที่ Disney ให้กลับมาคือ “สองเหตุผลที่เราจะหันมาใช้ Computer Graphic นั่นคือ ทำงานได้เร็วกว่า หรือ ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า การทำการ์ตูนแบบเดิมๆ”

และนั่นคือจุดเริ่มต้น ก่อนที่ John Lasseter จะได้พบกับทีมสร้าง Star wars ของ George Lucas รวมไปถึงจุดเริ่มต้นของการสร้าง computer ที่ชื่อ Pixar และสุดท้ายคือการเข้ามาร่วมหัวจมท้ายกัน ของ Steve Jobs

ภาพยนตร์เชิงสารคดี (Documentary) เรื่องนี้ อยากให้ทุกๆคนได้ดู เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและพยายามมากๆ ของทีมงาน ของคนใน Pixar ตั้งแต่เจ้าของ ไปถึงระดับหัวหน้า เรื่องมาจนถึงระดับทีมงาน ซึ่งมันเป็นความบังเอิญที่ได้ไปเห็นเข้าที่ iTunes Store ซึ่งขายอยู่ที่ราคา 14.99 เหรียญ แต่เสียใจด้วย เราคนไทยซื้อไม่ได้ครับ ต้องซื้อโดยคนใน U.S. เท่านั้น ถึงกระนั้นก็ตามแต่ ด้วยชื่อเรื่องที่น่าสนใจ จึงต้องไปดิ้นรนหาดูให้ได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ต้องจบด้วยการไปขโมยโหลดเอา เพราะแม้กระทั่ง amazon.com เองก็ยังไม่มีขาย

ปล. สุดท้ายเพิ่งจะมาค้นพบว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้รวมอยู่ใน set ของหนังเรื่อง WALL-E special edition แบบ 4 แผ่น!! ดังนั้นหากใครจะซื้อแยก คงจะแน่ชัดแล้วว่าไม่มีแน่ๆ ต้องซื้อพร้อม Wall-E เท่านั้น

Review iPhone4

September 22, 2010 ทั่วๆไป Comments

review iphone4

เห็นว่าวันนี้เป็นวันเปิดตัว iPhone4 วันแรกของหลายๆค่าย เลยขอทำการ review iPhone4 ในฐานะคนที่ได้สัมผัส iPhone4 มาแล้วประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้เพื่อช่วยในการตัดสินใจของใครหลายๆคนที่กำลังก้ำกึ่งว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ เพราะราคาของมันก็ไม่ได้ถูกซักเท่าไร่

iPhone4 เปิดตัวเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งก่อนเปิดตัว iPhone4 ก็สร้างความฮือฮาให้กับสาวก Apple หลายคนด้วยภาพหลุด และการ review เครื่อง iPhone4 ที่นักพัฒนาของ Apple เอง ลืมเอาไว้ที่ผับแห่งหนึ่ง และนั่นทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตถึงขึ้นฟ้องร้อง เพราะผู้ที่เก็บได้ นำ iPhone4 ไปขายต่อให้ Gizmodo เว็บไซต์ที่โด่งดังได้ review ทำให้ Gizmodo มีความผิดโทษฐานรับซื้อของโจร

งานเปิดตัว iPhone4 โดย Steve Jobs จึงเป็นที่จับตามองมากๆว่า iPhone4 ที่จะเปิดตัวของจริงนั้น จะเหมือนกับที่สาวกได้เห็นกันทางเว็บ Gizmodo หรือไม่

และเมื่อ Steve Jobs เปิดตัว หน้าตาของ iPhone4 ดูเหมือนที่ Gizmodo เอาออกมา review เป๊ะ แต่ Steve Jobs พูดกลับพูดประมาณว่า “แม้ว่าคุณจะได้เห็นหน้าตาของมันแล้ว ..​แต่เชื่อผมเถอะ..​คุณยังไม่เห็นตัวตนของมันจริงๆเลยซักนิด”

Steve Jobs เริ่มด้วยการพูดถึงความสามารถหลักที่เพิ่มเติมมาจาก iPhone ตัวล่าสุดในขณะนั้น นั่นคือ iPhone 3GS ว่า มีความสามารถที่โดดเด่นมากๆ ดังนี้

1. จอความละเอียดสูงที่เรียกว่า Retina Display

iphone4 retina display

Retina Display คือจอที่สามารถให้ความละเอียดได้สูงถึง 326 pixels ซึ่งนั่นทำให้เราสามารถเห็นตัวอักษรได้ชัดเจนขึ้น เนียนขึ้น จากประสบการณ์ที่ได้ใช้มา เห็นว่า Retina Display นี้ ละเอียดมากจริงๆ ให้ความคำชัดได้เยี่ยมมากๆ ช่วยให้อ่านอีเมล์ หรือเว็บไซต์ที่มีตัวอักษรมากๆได้อย่างดี และอย่างที่ Steve Jobs พูดจริงๆว่า .. “ถ้าไม่ลองก็จะไม่รู้”

2. FaceTime

iPhone4 ใช้ประโยชน์จากกล้อง “ตัวที่2” ที่มีอยู่ทางด้านหน้า เพื่อประโยชน์ในการเล่น Facetime ความหมายคือความสามารถในการทำ Video Call การพูดคุยโทรศัพท์ พร้อมกับการเห็นหน้าไปด้วย สำหรับ feature นี้ ทางผมเองยังไม่ได้ลองครับ เนื่องจากหาคนลองด้วยไม่ค่อยจะได้

3. กล้องความละเอียดสูง 5ล้านพิกเซลที่มาพร้อมเฟลชในตัว
กล้องความละเอียดสูงนี้ช่วยทำให้การถ่ายภาพจาก iPhone มีประโยชน์มาก จากเดิมเมื่อถ่ายแล้วจะมีความเพี้ยนของสี และความไม่ชัดเจนเนื่องจากความละเอียดที่น้อยเกินไป นอกจากนี้ด้วยกล้องตัวนี้ ทำให้เราสามารถถ่าย video ที่ความละเอียดสูงระดับ High Definition หรือที่เรียกว่า HD ได้ จากที่ได้สัมผัส พบว่าความสามารถของกล้องนี้ให้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก ภาพคมชัดมากๆ

4. ความเร็ว
เห็นได้ชัดว่าเร็วขึ้นมาก การถ่ายรูปเร็ว การกดข้าม app ต่างๆ สามารถทำได้รวดเร็ว ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง feature ที่น่าสนใจในการตัดสินใจซื้อเลยทีเดียว

นั่นคือความสามารถที่โดดเด่น ต้องบอกว่าอย่างนั้นเพราะจริงๆแล้วมีความสามารถใหม่ๆเข้ามาอีกเพียบ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ iPhone4 แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

5. การออกแบบ
รูปลักษณ์ที่ออกมาบางเฉียบกว่าเดิม วัสดุที่ทำจากกระจกทั้งหน้าและหลังที่มีความทนทานเทียบเท่ากระจกที่ใช้สำหรับเฮลิคอปเตอร์ ขอบสีเงินของโลหะที่เป็นเสาอากาศ ตัดกับสีดำได้เป็นอย่างดี ความแน่นและเฟิร์มของตัวเครื่องบ่งบอกถึงความตั้งใจในการผลิต เรื่องดีไซน์ สำหรับ Apple คงไม่ต้องพูดถึงให้มากไปกว่านี้

ปัญหา
หลังจาก iPhone4 ออกมาได้สักพัก Apple โดนโจมตีหนักเรื่องปัญหาของสัญญาณที่ไม่แน่นอน เดี๋ยวหลุดบ้าง เดี๋ยวไม่ชัดบ้าง โดยปัญหาที่ว่านี้เกิดจากเสาอากาศแบบใหม่ที่ทาง Apple คิดขึ้นมาว่าให้อยู่ที่ขอบด้านข้าง เป็นโลหะสีเงิน

ปัญหาที่ว่านี้ส่งผลเป็นอย่างมาก จนทำให้ Apple เองต้องออกมาพูดถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น (แม้ว่าในการพูดจะไม่ได้ยอมรับผิดแต่อย่างใด) Steve Jobs บอกว่า โทรศัพท์ทุกเครื่องทุกรุ่นก็มีปัญหานี้กันทั้งนั้น หากจับไม่ถูกวิธี อย่างไรก็ตาม Apple จะแจกขอบยาง หรือที่เรียกว่า Bumper เพื่อช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้น การแก้ปัญหาโดยการออกมาแถลงดังกล่าว ไม่ได้ช่วยให้สถานะการณ์ดีขึ้นนัก แต่กลับทำให้มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากบริษัทเจ้าของโทรศัพท์หลายยี่ห้อที่ถูก Apple พาดพิงถึง ได้ออกมาโต้กลับ และทำให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตมากขึ้น

และแน่นอนว่า ปัญหานี้มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

ผมได้รับคำถามมากมายเมื่อได้ใช้ iPhone4 ถึงปัญหาสัญญาณไม่ดีดังกล่าว แต่หลังจากการใช้มาตลอด ไม่พบปัญหาเรื่องสัญญาณเลย และจากที่ได้อ่านในเว็บบอร์ดต่างๆ ก็ไม่พบว่ามีผู้ใช้งานคนไหนออกมาพูดถึงปัญหาที่ตัวเองพบ ดังนั้นจึงคิดว่า ปัญหาสัญญาณดรอป ไม่น่าจะเป็นผลมากอย่างที่ร่ำลือ

จะซื้อดีมั้ย
เขียนมาซะเยอะเกี่ยวกับตัว iPhone4 และพูดถึงความสามารถต่างๆมากมาย ก็ไม่ได้แปลว่า iPhone4  จะดีที่สุด

หลายๆคุณสมบัติที่พูดถึง โทรศัพท์หลายค่ายก็มีทำขึ้นมาแล้ว และด้วยระบบปฎิบัติการแบบ “ปิด” ของ Apple ที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ นั่นจะเป็นปัญหาสำหรับผุ้บริโภคอย่างเราๆมั้ย?

หลายคนที่ผมได้พูดคุยด้วย พูดถึงการมาของ Android ที่จะมาเบียดจำนวนการใช้งานของโทรศัพท์มือถือ และคาดว่า Andriod จะมาเป็นที่หนึ่ง ในจุดนั้นผมผมเห็นด้วยครับ เพราะโทรศัพท์แต่ละค่ายเริ่มหันมาใช้ Android เป็นระบบปฎิบัติการหลัก

อย่างไรก็ตาม มีคนบอกผมว่า มือถือในปัจจุบันเป็นมากกว่ามือถือ มันเป็น แฟชั่น เป็นเทรนด์ ใครเดินถือ iPhone4 ตอนนี้จะดูดีมาก จะเท่ ไปไหนใครเห็นก็จะทัก นั่นคือความเป็น iPhone4 และเหตุผลที่คนจะเลือกซื้อ

และเพราะเทรนด์นี่แหละครับ ขนาด Apple ยังไม่ขายในประเทศเรา แต่คนก็ยังหาซื้อ iPhone4 แม้จะต้องหิ้วมาจากต่างประเทศ และซื้อกันในราคาที่แพงกว่าเพื่อให้ได้เป็นคนแรกๆที่ได้ใช้

การเปิดตัว iPhone4 ณ วันนี้ที่บอกให้จองกันได้เลย โดยมีจำนวนจำกัดมากๆ นั้น กลับไม่มีบอกว่า ราคาเท่าไร่ และที่น่าสนใจคือ คนก็จองกันโดยไม่รู้ด้วยว่าราคาจริงๆที่เค้าจะต้องจ่ายนั้น มากน้องเพียงใด หรือมีโปรฯอะไรบ้าง

หากจะซื้อ iPhone4 วันนี้ คนที่ซื้อคือซื้อเพราะความสวยของมัน ความบาง หน้าตา ดีไซน์ เทรนด์ และ แฟชั่น ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะที่ Apple มีทุกวันนี้ได้ โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ ที่ Apple ไม่ได้เป็นผู้นำด้าน innovation มากมายเหมือนแต่ก่อน แต่การเป็นผู้นำ แฟชั่น นำเทรนด์นี่สิ ที่สำคัญ และสิ่งนี้แหละที่เอาชนะใจคนได้ในหลายๆด้าน แม้ว่าจะมีระบบปฎิบัติการแบบปิด ที่ทำให้ iPhone ไม่สามารถมี feature ต่างๆที่ Apple ไม่อนุญาติได้ เช่น การลบ หรือ การ block เบอร์เบอร์โทรเข้า หรือแม้กระทั่งการไม่สามารถดู Flash บนเว็บต่างๆได้ ซึ่งนั่นก็เหมือนว่าผู้ใช้งานรุ่นก่อนๆ ไม่เห็นจะแคร์เลย กลับเลือกที่จะดูเว็บที่ไม่มี Flash แทน ความแรงของการไม่สนับสนุน Flash ใน iPhone ไม่เพียงแต่จะมีผลกระทบกับผู้ใช้งาน กลับมีผลกับผู้พัฒนาด้วย ปัจจุบันเว็บไซต์ที่ผลิตขึ้นมาส่วนใหญ่ลดการใช้ Flash ลง ทั้งนี้ด้วยเหตุผลไม่กี่ข้อ เช่น ใช้เวลาโหลดนาน ต้องดาว์นโหลด ปลั๊กอินล่าสุด และ iPhone ไม่สามารถดูได้

สรุปอีกครั้งคือ iPhone คือ เทรนด์และแฟชั่นครับ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่มือถือเป็น ณ ขณะนี้ แต่หากจะเทียบเรื่องของ function ต่างๆกับราคากับมือถือเจ้าอื่นๆแล้วล่ะก็ iPhone อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด ณ เวลานี้

iPhone4 มีให้เลือก 2 รุ่น คือ แบบ 16GB และ 32GB สำหรับรุ่น 16GB นี้คาดว่าหลายๆค่ายจะเปิดตัวอยู่ที่ราคา สองหมื่นต้นๆ ครับ

>Business Week เปรียบเทียบ Google vs Apple

January 18, 2010 Online Marketing Comments

Business Week เล่มล่าสุด (January 25, 2010) พูดถึงเรื่องของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley นั่นคือ Apple และ Google และในบทความนี้มีตารางเปรียบเทียบความเหมือนที่แตกต่าง (The Same, but Different) ระหว่างสองบริษัทนี้ เห็นว่าคนสรุปเค้าเก่งดี เลยลองเอามาให้ดูกัน (เรียงลำดับการเปรียเทียบโดยให้ Google อยุ่ทางด้านหน้าเหมือนในตาราง : Google / Apple)

Date Founded: 1998 / 1976
อันนี้แน่นอน Apple เกิดก่อนนานมากๆ แตกต่างจาก Google ที่เพิ่งเกิด แต่ก็มาแรงอย่างที่เราทุกคนรู้กันอยู่

CEOs: Eric Schmidt / Steve Jobs
สอง CEO นี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนที่ติดตามผลงานของ Google และ Apple และทั้งสองคนนี้ก็ได้รับทั้งคำชมและคำวิจารณ์ต่างๆนานา (โดยเฉพาะ Steve Jobs ที่โดนวิจารณ์ว่าเป็น CEO สุดโหด)

CEO salary: $1 a year / $1 a year
เงินเดือนของ CEO ทั้งสองอยู่ที่จำนวนเท่ากันนั่นคือ 1 เหรียญดอลล่าห์ต่อปี ผมเพิ่งจะรู้เหมือนกันว่า Eric Schmidt ก็รับ 1 เหรียญ แต่ก่อนมี Steve Jobs ที่รับเงิน 1 เหรียญต่อปี ซึ่งได้ขึ้นหิ้งไปว่าเป็น CEO ที่เงินเดือนน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม Steve Jobs เองก็ไม่ได้จนหรอกนะ เพราะแค่หุ้นที่ถืออยู่ใน Apple เทียบเป็นมูลค่าก็ได้แล้วประมาณ 1.1พันล้านดอลล่าห์ (38,500ล้านบาท) นอกจากนี้ Steve Jobs ยังเป็นคนที่ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ Disney อีกด้วย คือมีหุ้นอยู่ 74% เทียบเป็นเงินได้ 4,500ล้านดอลล่าห์ (157,500ล้านบาท) เท่านี้ก็เรียกว่าใช้เงินชาตินี้ยังงัยก็ไม่หมด การได้รับเงิน 1 เหรียญต่อปี คงไม่ใช่สาระอะไรสำคัญกับ CEO ของสองบริษัทยักษ์ใหญ่นี้อย่างแน่นอน
**ข้อมูลตัวเลขจาก คม-ชัด-ลึก**

Headquaters: The Googleplex, Mountain view / Infinite Loop campus, Cupertino
สอง location ที่ไม่ได้อยู่ไกลกันมาก ที่หนึ่งโด่งดังเรื่องการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับพนักงาน เพื่อให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์ มีแรงบันดาลใจและพลังในการสร้างสิ่งดีดี อีกที่เป็นบริษัทที่มีชื่อถนนสุดเท่ห์ แต่เต็มไปด้วยความลับภายในองค์กร ล่าสุดมีข่าวว่า Apple พยายามหา location ในการสร้าง office ใหม่ เนื่องจากตอนนี้มีคนอยู่เยอะมากๆจนจำเป็นต้องเช่าพื้นที่ตึกที่อื่นเพื่อเป็นสำนักงาน

Market cap: $186 billion / $190 billion
Revenue: $22.6 billion / 36.5 billion

ตัวเลขที่สองนี้แสดงได้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการของทั้งสองบริษัท แม้ว่า Google จะมีตัวเลขที่ต่ำกว่า Apple ก็ตาม แต่ถ้าเทียบกับอายุของบริษัทแล้ว Google คือบริษัทที่กำลังมาแรงแทบจะหยุดไม่อยู่

Motto: “Don’t be evil” / “Think Different”
สองคำประจำของสองบริษัทที่ทุกคนรู้จักกันดี ขณะที่ Google พยายามจะทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองไม่เป็นผู้ร้ายในสายตาคนอื่นๆ แต่ Apple ก็พยายามที่จะคิดหาสิ่งที่แตกต่างอยู่ตลอดเวลา

Key to success: Algorithm / Elegance
หนทางสู่ความสำเร็จของ Google คือหลักการคิด การวิเคราะห์และแยกแยะวิธีการทำงานให้เป็นขั้นเป็นตอน หลักๆคือเป็นเรื่องของแนวความคิดในเชิง programming ในขณะที่ Apple นั้นจะมุ่งไปที่การสร้างความยิ่งใหญ่ ความเจ๋ง เก่ง เท่ และสวยหรู

Work ethic: 20% of employees’ time for pet projects / 120% of employees’ time for Steve’s projects
ลักษณะของการทำงาน สิ่งที่โด่งดังมากอย่างหนึ่งของ Google ก็คือการให้เวลาพนง. 20% ของเวลางานเพื่อสร้างสรรค์งานที่เป็นความคิดอิสระของตนเอง และหลายๆงานเ่่ช่น Google Wave ก็ออกมาจาก 20% ของเวลางานนี้เช่นกัน ในขณะที่ Apple นั้นพุ่งเป้าไปที่การทำงานอย่างบ้าระห่ำ ทำงานเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ได้ผลงานที่ Steve Jobs ต้องการเท่านั้น!

The employees who matter: Engineers / Designers
พนักงานที่มีความสำคัญต่อองค์กร แน่นอน.. สำหรับ Google ก็คือเหล่า engineer กลุ่มคนเขียน program ต่างๆ แต่สำหรับ Apple นั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างนักก็คือ Design และปัจจุบัน designer เอกของ Apple อย่าง Jonathan Ive ก็เป็นหนึ่งในคนที่สำคัญที่สุดของ Apple ด้วยเช่นกัน

How decisions get made: Data, data, data / Because Steve says so
การตัดสินใจในการจะลงมือทำอะไรซักอย่างในองค์กร สิ่งที่เป็นปัจจัยสูงสุดสำหรับ Google ก็คือข้อมูลต่างๆที่ได้เก็บรวมรวมมา เหล่าสถิติและตัวเลขทั้งหลายที่จะบอกได้ถึง trend และความน่าจะเป็นที่สามารถพาองค์กรพัฒนาและต่อยอดไปได้ แต่สำหรับ Apple นั้น การตัดสินใจอยู่ทีความคิดของ Steve Jobs แต่เพียงผู้เดียว

Founders’ aircraft: Boeing 767 / Gulfstream V
เครื่องบินส่วนตัวของ CEO ทั้งสองบริษัท สำหรับ Google นั้น Eric Schmidt ใช้ Boeing 767 ส่วน Steve Jobs นั้นใช้ Gulfstream V ราคา 90ล้าน ดอลล่าห์ ซึ่งได้รับจากคณะผู้บริหารเมื่อปี 1999

Big challenge: Can they make money on anything but search? / Does anyone but Jobs have a vision?
ส่วนสุดท้ายนี่สำคัญครับ เป็นหัวข้อที่เกี่ยวกับสิ่งที่ท้าทายสำหรับสองบริษัทนี้ สำหรับ Google ก็คือ Google จะสามารถหารายได้เข้าบริษัทได้จากทางอื่นๆอีกหรือไม่นอกจากการทำ Search Engine ส่วน Apple นั้นคือ จะมีใครไหมที่มีมุมมองและความคิดที่ชาญฉลาดได้แบบ Steve Jobs อีกแล้ว และนี่เป็นเรื่องที่กล่าวขวัญกันมาตลอดว่าเหตุที่ Apple สามารถผลิตสินค้าออกมาได้เป็นอย่างดีนั้นเป็นเพราะความสามารถของ Steve Jobs ทั้งสิ้น ที่สามารถมองเห็นอนาคต มองเห็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ แต่ว่าถ้าไม่มี Steve Jobs ล่ะ.. ใครจะเป็นคนมาทำต่อ??

REF: Businessweek : http://www.businessweek.com/magazine/toc/10_04/B4164magazine.htm

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

APP (คำที่เกี่ยวข้อง: iOS, Android, iPhone, iPad)
– ย่อมาจาก Application (หรือเรียกง่ายๆว่า โปรแกรม) โดยมากใช้กับโปรแกรมที่ใช้กับ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์พกพาต่างๆ
การทำ App ต้องทำแยกสำหรับมือถือต่างยี่ห้อ โดยยึดเอาระบบปฎิบัติการเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ระบบปฎิบัติการบนมือถือและอุปกรณ์พกพาในปัจจุบันสามารถแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ iOS (พัฒนาโดย Apple) และ Android (พัฒนาโดย Google)

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus