Home » trends » Recent Articles:

2014 เทรนด์ไหนจะอยู่ เทรนด์ไหนจะไป? พฤติกรรม user ที่มีผลต่อการออกแบบและการตลาดออนไลน์

การออกแบบที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของดีไซน์เนอร์ แต่ต้องอยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน

ดีไซน์เนอร์ที่เก่ง ไม่ใช่ว่าจะออกแบบได้สวยแล้วดีไซน์เนอร์ด้วยกันดูกันเองแล้วก็ชมกันเอง แต่ต้องให้ผู้ใช้งานหรือ user เป็นคนชม

การตลาดที่ดีก็เช่นกัน ใช่ว่าทำออกมาแล้วชอบกันเอง ผู้ใช้งานไม่ชอบด้วย ไม่เห็นด้วย อันนั้นก็ไม่ work

ดังนั้น หากจะถามว่า เทรนด์การออกแบบและการตลาดออนไลน์ในปี 2014 นี้จะมีแนวโน้มออกมาเป็นอย่างไร ผมก็คงจะต้องย้อนกลับไปดูที่ “พฤติกรรมของผู้ใช้งานที่คาดว่าจะเป็นในปี 2014” นี้ก่อน

ผมเชื่อว่าพฤติกรรมของผู้ใช้งานอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปมาก..  “แต่ต้องการมากขึ้น”

3 พฤติกรรมใหญ่ๆ ที่น่าจะมีผลต่อการออกแบบ และการตลาด มีดังนี้

1. ต้องการสินค้า hi-tech ใหม่ๆ ทุกรูปแบบที่กำลังจะออกวางตลาด (เพื่อทำให้ตัวเองดูอินเทรนด์ และ สนุกไปกับของเล่นใหม่ๆ ทั้งๆที่อาจจะไม่ได้จำเป็น)

2. ต้องการเสพ “เนื้อหา” ข้อมูล หรือ contents มากขึ้น เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น (ทำให้ตัวเองรู้เรื่องมากขึ้น คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง มีความรู้)

3. ต้องการแลดูเป็นคนดี คนเก่ง มีภาพลักษณ์ที่ดี (อันนี้ก็เรื่องเดียวกันกับข้อสอง คือ ต้องการให้คนอื่นๆยอมรับว่าตัวเองเป็นคนดี มีความรู้)

แล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้ มีผลกระทบต่อการออกแบบอย่างไรบ้าง?

1. More Screens

ปีที่ผ่านๆมา เราเจอปัญหา “จอหลายขนาด” ไปมากแล้ว แค่ตระกูล Apple อย่างเดียวก็มีมากกว่า 5 ขนาด ส่วน Android ไม่ต้องพูดถึง ไหนจะจอทีวีอีก ในปีหน้านี้ หลายคนคาดเดากันได้ว่าจะมีขนาดของหน้าจอหลากหลายกว่านี้ ไหนจะทีวี 4K หรือจะเป็น “Wearable Products” เช่น Google Glass และที่คาดเดากันอีกคือ iWatch นาฬิกาจาก Apple น่าจะถูกปล่อยออกมาให้ทุกคนได้จับจ่ายใช้สอยกัน และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น ขนาดของหน้าจอที่หลากหลายกว่าเดิมก็จะทำให้ดีไซน์เนอร์ได้ปวดหัวกันมากขึ้นทันที

ดังนั้น: Responsive Design ยังคงอยู่ต่อไปและอาจจะมีการเพิ่มเติมขนาดของหน้าจอพิเศษๆอีกด้วย

2. ภาพใหญ่ขึ้นกว่าเดิม วิดีโอใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

เวลานี้คงไม่ต้องพูดถึงความเร็วอินเตอร์เน็ทกันแล้ว วิดีโอหรือภาพใหญ่ๆ เราสามารถโหลดกันได้สบาย ความต้องการให้ผู้ใช้งานได้เห็น “ภาพอิ่มๆ” ขายของกันได้เต็มๆ ดึงความสนใจได้เต็มตานั้น เป็นเรื่องที่จำเป็น

จริงๆเราเริ่มเห็นกันบ้างแล้วสำหรับการใช้รูปภาพ และ วิดีโอใหญ่ๆ แบบเต็มจอตั้งแต่หน้าแรก จากเว็บไซต์ต่างประเทศ และแน่นอน สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเทรนด์การออกแบบไทย ในไม่ช้านี้

3. การออกแบบ “ย้อนกลับ”

หลังจากที่พยายามบิ้วลูกค้ามากว่า 4-5ปี ว่า Mobile Device หรืออุปกรณ์พกพากำลังมา เราต้องตื่นตัวกันแล้วนะ แต่สำหรับวันนี้คงไม่ต้องบิ้วกันอีกต่อไป

เป็นเรื่องชัดเจนมากว่า อุปกรณ์พกพาจำพวก สมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต เหล่านี้ แทบจะมีกันทุกครัวเรือน และ ใช้เล่นอินเตอร์เน็ท เล่นเกมกันอย่างแพร่หลาย

และใช้มากขึ้นกว่าการเล่นคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ

ดังนั้น การออกแบบจึงจำเป็นต้องออกแบบ “ย้อนกลับ” จากเดิมเราออกแบบสำหรับ จอคอมพิวเตอร์ก่อน แต่ในปี 2014 นี้ เราคงต้องออกแบบสำหรับมือถือก่อน ดูว่ามือถือใช้ feature อะไรได้บ้าง แล้ว คอมพิวเตอร์เล่น feature เหล่านั้นได้ไหม จากนั้นจึงมาทำการ mix and match กันว่า เราจะใช้เทคนิคอะไรบ้าง

ดังนั้น: Drop down เมนู (ที่ต้องใช้ mouseover) จะหายไป แต่ผมกำลังไม่แน่ใจกับ เมนูด้านข้าง ว่าจะมีการพัฒนาต่อหรือจะหายไปในปีนี้

4. วิดีโอ และ infographic จะมาแรงกว่าเดิม

คนอยากเสพความรู้เร็วๆ ง่ายๆ ดังนั้น การเขียนข้อมูลให้อ่านยาวๆ (แบบนี้ แห่ะๆ) ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับทุกคน

การนำเสนอด้วย วิดีโอเพียงสามนาที แต่เข้าใจได้หมดนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เช่นกันกับ infographic ที่นอกจากจะทำให้อ่านเข้าใจรู้เรื่อง พร้อมการ์ตูนที่น่ารักแล้ว ยังง่ายสำหรับการ แชร์ต่ออีกด้วย

ข้อเสียอย่างเดียวสำหรับวิดีโอคือ ทำได้ยาก ต้องใช้ทีมงาน ต้องมีอุปกรณ์ และทุกอย่างที่ว่ามา มีผลกระทบกับงบประมาณ

ดังนั้น: เทรนด์การทำวิดีโอ เพื่อขายของง่ายๆ 3 นาที จะมีเพิ่มมากขึ้น ส่วน HTML animation และ Parallax อาจจะจบลงในปีนี้สำหรับบางกลุ่มธุรกิจ เพราะความต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว มีมากกว่าความหวือหวาและ special effect ต่างๆ

5. ทุกคนต้องการเป็นคนดี คนเก่งของสังคม

ดีจริง ไม่จริง ไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกคนต้องการเป็นคน “แลดูดี”

ดังนั้นคลิป viral ประเภท ลูกรักพ่อ, คู่รักรักกันจนแก่เฒ่า จะเป็นกระแสได้ดีมาก

ในทางกลับกัน คลิป viral ประเภท “หลอกคนดู” ให้หลงดู หลงแชร์ไปก่อน แล้วค่อยมาเฉลยทีหลังว่า นี่เป็นการโฆษณานะ จะไม่ work อีกต่อไป เพราะนอกจากจะทำให้คนดูรู้สึก fail ว่า ฉันโง่ โดนหลอกแล้ว ยังทำให้เค้ารู้สึกแย่กับสินค้าตัวนั้นๆด้วย

ดังนั้น: คลิปดราม่า และการขายสินค้าตรงๆไปเลยน่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี ส่วนคลิปหลอกคนดูเหมือนสมัยก่อนมีความเสี่ยงว่าจะแป๊กเอาได้ง่ายๆ

6. ซื้อ-ขาย ของบนมือถือ

ความแปลกสำหรับคนไทยที่ทำการซื้อ-ขายของออนไลน์นั้นคือ กลัวการใช้บัตรเครดิต แต่กล้าโอนเงินก่อนให้กับผู้ขายที่ไม่รู้จักกัน การขายของผ่าน Facebook, Instagram, และ LINE นั้น แสดงให้เห็นชัดว่า มีคนจำนวนมากที่ชอบซื้อของออนไลน์ผ่านอุปกรณ์พกพา (ด้วยความที่ง่าย อยู่ติดตัวตลอดเวลา และสะดวกรวดเร็ว) ดังนั้นการซื้อ-ขาย ของอาจจะไม่ใช่เรื่องของ “ระบบ” ที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกมั่นใจและกล้าซื้อ แต่ความ “ไว้ใจ” และ ความ “สะดวก” ในการซื้อมากกว่าที่ทำให้เกิดการซื้อขายออนไลน์ในยุคนี้

ดังนั้น: คนซื้อของจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่วน Big player เช่น LINE flash sale ก็จะมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ขณะที่ร้านค้าบน facebook และ instagram ก็คงไม่มีท่าทีจะหยุด แต่จะขายได้มาก หรือน้อย รุ่งหรือร่วง ตลาดนี้คงมีการแข่งขันกันมากขึ้นกว่าเดิม!

คาดการณ์ไว้ประมาณนี้ก่อนนะครับ เพิ่มเติมอย่างไรแล้วจะเข้ามาเขียนต่อกันอีกที

9 Web Design Trend ปี 2013 โดย rgb72/design team ตอนที่ 2

March 12, 2013 Design Comments

มาต่อกันในตอนที่สองนะครับ หลังจากที่ตอนแรกเสนอไปแล้ว 4 ข้อหลักที่ทีม design ของ rgb72 คิดว่าเป็น เทรนด์ที่ทั้งนักออกแบบ คนพัฒนาเว็บ รวมไปถึงลูกค้าไม่ควรพลาด วันนี้เราจะคุยกันให้จบถึงอีก 5 ข้อที่เหลือ

ว่าแล้วเริ่มกันเลย

 

5. CSS

ยาวไกลมาถึง version 3 แล้วสำหรับ Cascading Style Sheet หรือที่เรารู้จักกันในนาม CSS (ขอละไม่พูดถึง CSS 4 นะครับ เนื่องจากยังเป็น draft อยู่)

คุยกันแบบย่อๆ สำหรับคนที่ไม่รู้จักนะครับ CSS คือส่วนหนึ่งในการเขียน HTML ซึ่งเป็น code พื้นฐานในการทำเว็บไซต์ ตัว CSS นั้นมีส่วนช่วยในการ “สร้างรูปแบบ หรือ สไตล์” และ “ควบคุม” รูปแบบเหล่านั้นให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันทั้งเว็บ ยกตัวอย่างเช่น เรากำหนดให้ “หัวข้อเรื่อง” ของเว็บเราเป็นสี ฟ้า ตัวหนา ที่ความใหญ่ขนาด 24 points ดังนั้น เมื่อเราเขียน หัวข้อเรื่องอีกครั้ง เราก็จะสั่งให้หัวข้อเรื่องที่ว่า ใช้รูปแบบเดียวกัน คือ สีฟ้า ตัวหนา ใหญ่ 24 points (ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าวันหนึ่งเราเกิดเปลี่ยนใน อยากเปลี่ยนเป็นสีแดง เพียงปรับที่ตัว CSS ตัวเดียวก็จะสามารถแก้ไขรูปแบบของ “หัวข้อเรื่อง” ได้ทั้งหมด)

สไตล์ที่ว่านี้ไม่ได้มีแค่ทำตัวอักษรให้หนา เอียง หรือเปลี่ยนสีเท่านั้น แต่รวมไปถึงการทำภาพสี่เหลี่ยมขอบมน และการสร้าง เงา ให้กับรูปภาพด้วย

และสำหรับเทรนด์ CSS ที่เราคิดว่าน่าจะเป็นกระแสในปีนี้คือ การทำ “แสงเงา” แบบ Deep box และการทำ “สีโปร่งแสง (transparancy)” ดังภาพ

URL: http://rareview.com/

 

URL: http://blog.squarespace.com/

 

6. Typography

การใช้ตัวอักษรใหญ่ๆ และการออกแบบตัวอักษร (Typography) น่าจะเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจสำหรับการออกแบบในปีนี้

URL: http://jacksonvilleartwalk.com/

อาจจะเป็นเหตุผลเรื่อง “ความสวยงาม” ก็เป็นได้ เพราะทุกวันนี้เราเจอกับเว็บไซต์ที่มีภาพใหญ่ๆ มากมาย ดังนั้น การใช้ตัวอักษรใหญ่ๆ และการออกแบบตัวอักษรให้สวยงาม จะทำให้ภาพรวมการออกแบบมีความสมดุล ดูดี

URL: http://www.whitepagehq.com/

นอกจากนี้ ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความชัดเจนในการหาข้อมูล ต้องการเห็น promotion เด่นๆ การทำข้อความให้ชัดเจน ใหญ่ๆ อาจจะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการในเวลานี้ก็เป็นได้

 

7. The Unification of Desktop and Mobile into a Single Version

เพราะเราเชื่อว่า การออกแบบสำหรับอุปกรณ์ที่แตกต่างนั้น เราไม่ควรทำให้ดีไซน์มันดูแตกต่างกันเลย

แยกเป็นสองเรื่อง เรื่องแรกคือ ดีไซน์และการออกแบบ

แม้จะบอกว่าการทำ Responsive คือการทำให้เว็บของเราเหมาะสมกับอุปกรณ์ทุกชนิด ในทุกขนาดหน้าจอ แต่การปรับดีไซน์หน้าตาที่แตกต่างกันไปนั้น กลับเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยจะเห็นด้วย

ถ้าในหน้าเว็บปกติ ปุ่มเมนูอยู่ด้านบน แต่พอเป็นเวอร์ชั่นมือถือ ปุ่มกลับกลายเป็น dropdown box นั่นอาจจะทำให้ user ที่เข้ามารู้สึกสับสน และต้องทำการเรียนรู้การใช้งานใหม่อีกครั้ง

ดังนั้น เราควรออกแบบหน้าตาของเว็บในทุกขนาดหน้าจอ ให้มีลักษณะเหมือนกัน หรือใกล้เคียงกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อช่วยให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานมีความต่อเนื่อง ให้รู้สึกว่า การเข้าเว็บผ่านมือถือ หรือ ผ่านคอมพิวเตอร์นั้น เป็นเว็บเดียวกัน

(ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในกรณีนี้คือ facebook.com)

เรื่องที่สองคือเรื่องของเนื้อหา Content

ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันว่า เนื้อหาที่มีบนเว็บไซต์ปกติ กับ เว็บไซต์บนมือถือควรจะมีเท่ากันหรือไม่? บ้างก็ว่า บนมือถือควรจะมีน้อยกว่า เพื่อลดปริมาณการโหลดข้อมูล และการกินพลังงานของเครื่อง โดยเน้นไปที่ความไวในการค้นหาข้อมูล เพราะคนดูเว็บบนมือถือนั้น ใช้เวลาน้อย

แต่สถิติบางที่กลับพบว่า จริงๆแล้วคนใช้เวลาบนมือถือนานกว่าที่เราคิด เพราะเค้ามีเวลามากในการยืนอยู่บนรถไฟ นั่งบนรถเมล์ เป็นต้น

 

8. Vertical Navigation

ต่อเนื่องจากข้อที่ 7 เมื่อเราควรทำให้ดีไซน์หน้าตาเว็บเหมือนกันในทุกขนาดหน้าจอ ทั้งมือถือ และ คอมพิวเตอร์

การทำเมนูทางด้านซ้าย คือ User Interface ที่เหมาะสมกับการใช้งานบนจอมือถือ และ Tablet มากกว่าการทำเมนูด้านบน 

ผลงานออกแบบโดย Steffen Nørgaard Andersen (http://dribbble.com/shots/591601-Leftside)

ดังนั้น การปรับให้ดีไซน์ในปีนี้ เปลี่ยนจากเว็บไซต์ที่มีเมนูอยู่ด้านบน มาอยู่ทางด้านซ้าย เพื่อให้การใช้งานนั้นเหมือนกันในทุกๆ ขนาดหน้าจอ จึงอาจจะเป็นสิ่งที่นักออกแบบต้องคำนึง

 

9. App Style Interface

เมื่อเราใช้เวลาอยู่กับอะไรนานๆ เราก็มักจะถูกสิ่งเหล่านั้นหล่อหลอม กลืนกิน

App ก็เป็นหนึ่งในสิ่งนั้น

ผลงานออกแบบโดย Jason Wu (http://dribbble.com/shots/323757-Device-Dashboard-iPad-UI-UX-iOS)

ความเรียบง่ายของการออกแบบ App ตั้งแต่ ปุ่มที่มีความนูนน้อย แสงเงาบางๆ และไอคอนสีเดียวแบบ solid นั้น ทำให้การออกแบบในปีก่อนๆ ที่เป็นปุ่มหนา อ้วน Glossy เงามากๆ นั้นดูเชยไป

ผลงานออกแบบโดย Zane David (http://dribbble.com/shots/889785-Profile-Sreen)

นอกจากนี้ความเรียบง่ายที่กล่าวมา ยังทำให้ user รู้สึกว่า มันเบา และ เร็ว อีกด้วย

App Style Interface คืออีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจะมีผลต่อการออกแบบทั้งในแง่ความสวยงามและการใช้งานในปีนี้

ผลงานออกแบบโดย  Bill S Kenney (http://dribbble.com/shots/623608-Button-Style-Sheet)

9 Web Design Trend ปี 2013 โดย rgb72/design team ตอนที่ 1

March 4, 2013 Design Comments

หลังจากที่มีการคุย และ training กันภายในของ rgb72 ทำให้รู้สึกว่าความรู้บางอย่างก็น่าจะแชร์ออกมาผ่านทาง blog72 บ้าง ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่เรา discuss กันเมื่อไม่นานมานี้คือเรื่อง เทรนด์การออกแบบเว็บไซต์ในปี 2013

เราได้สรุปเทรนด์การออกแบบเว็บไซต์มาได้ 9 ข้อ โดยมีพื้นฐานมาจากสองส่วนใหญ่ๆคือ

1. User behavior หรือพฤติกรรมใช้งานของ user ต่อเว็บไซต์ได้เปลี่ยนไป ซึ่งมีผลมาจากหลายส่วนเช่น ความคุ้นเคยกับการใช้ interface ของ app ในมือถือที่มีลักษณะที่แตกต่าง หรือ การใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ mobile device ซึ่งไม่ support วิธีการใช้งานในแบบเดิมๆ – ส่วนนี้มีผลต่อ User Interface (UI) และ User Experience (UX) ของการออกแบบเว็บไซต์

2. Reference จากเว็บไซต์ต่างประเทศ สไตล์ภาพ และแนวกราฟฟิคใหม่ๆ ที่พยายามหลีกหนีความจำเจน่าเบื่อของดีไซน์เดิมๆที่เราใช้มาในอดีต – ส่วนนี้มีผลต่อความสวยงาม

ดังนั้นเรามาดูกันว่า 9 เทรนด์ที่ว่านั้น มีอะไรบ้าง

1. Responsive Layout

ภาพ: Capture จากเว็บไซต์ www.ge.com

นาทีนี้ต้องยกให้ reponsive นั่นคือการออกแบบเว็บไซต์เดียวแต่สามารถดูบนคอมพิวเตอร์ได้ มือถือได้ และอุปกรณ์พกพาอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไปได้ ทั้งนี้ การออกแบบไม่ว่าจะเป็นหน้าตา และ การใช้งานจะต้องปรับเปลีี่ยนไปตามอุปกรณ์แต่ละชนิดด้วย เช่น ถ้าเป็นดีไซน์สำหรับมือถือ ปุ่มอาจจะต้องทำให้ใหญ่หน่อย เพื่อให้เหมาะกับนิ้วเวลาสัมผัส

2. Retina Support

เทคโนโลยีหนึ่งที่ Apple นำออกมาใช้ในตลาดคือ จอภาพที่เรียกว่า Retina Display จอลักษณะนี้จะมีความละเอียดมาก ขนาดที่ตาเราไม่สามารถแยกแยะ ไม่สามารถมองเห็น จุด pixel ได้เลย ซึ่งจอลักษณะนี้มีใช้กับอุปกรณ์หลายตัว เช่น iPad, Macbook, iPhone และเชื่อว่าจะขยายออกไปใช้กับสินค้าอีกหลายตัวของ Apple

(ข้อมูลเพิ่มเติม: ความละเอียดของจอ Retina Display จะแตกต่างสำหรับอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน เช่น ความละเอียดที่ 326ppi สำหรับ iPhone/ iPod, 264 ppi สำหรับ ipad, 220ppi สำหรับ Macbook Pro 15นิ้ว เป็นต้น)

ภาพ: http://madmacman.com/2012/06/27/macbook-pro-retina-display-settings-explained-with-support-apples-faq/

ในความเป็นจริงการออกแบบเว็บนั้น จอ Retina display ก็สามารถมองเห็นได้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ภาพ graphic หรือ ตัวอักษรที่เป็นรูปภาพอาจจะไม่ได้เห็นเป็นอักษรที่ เคลีย ชัดเจน แบบที่แยกด้วยตาไม่ออกได้ “ถ้าเราไม่ได้ทำไว้”

ดังนั้นการออกแบบ ภาพ หรือ ภาพตัวอักษร สำหรับจอ Retina Display แม้ว่าจะเป็นรายละเอียดที่ปลีกย่อย แต่ถือเป็นอีกหนึ่ง requirement ที่เราควรทำให้กับลูกค้าเพื่อรองรับเทคโนโลยีที่กำลังขยายตัว

3. Fixed Header Bars

การทำเมนู bar หรือ header ให้ติดอยู่ด้านบนตลอดเวลา โดยไม่โดนเลื่อนหายขึ้นไปด้านบนเมื่อ user ทำการ scroll เลื่อนขึ้น (หากนึกภาพไม่ออกให้คิดถึงเว็บ facebook.com)

จึงมีเหตุผลใหญ่ๆอยู่สองประการที่ควรทำ Fixed Header Bar คือ

1. ด้วยพฤติกรรมของ user ที่ต้องการความเร็วในการใช้งาน เมื่อ user อ่านข้อมูล และ scroll เลื่อนลงมาด้านล่าง การไม่ใช้ fixed header จะทำให้ menu bar ด้านบนหายไป และนั่นจะทำให้ user รู้สึกเสียเวลา ถ้าต้องเลื่อนกลับขึ้นมาด้านบนเมื่อต้องการเปลี่ยนหน้า

2. ปัจจุบันนี้ เมนู bar หรือ header ด้านบนไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็น เมนู หรือที่สำหรับใส่โลโก้อย่างเดียว แต่หากเป็นที่สำหรับสิ่งสำคัญหลายอย่างเช่น Notification แจ้งเตือน หรือแม้แต่ เบอร์โทรศัพท์ Call Center ที่เป็นประโยชน์มากสำหรับลูกค้า การทิ้งสิ่งเหล่านี้ไว้อยู่ตรงหน้า คือหน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเป็น icon แจ้งเตือน หรือ เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน

4. Infinite Scrolling

คือการทำให้ user สามารถ scroll เลื่อนลง เพื่อดูเนื้อหาในหน้าหนึ่งได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากนึกภาพไม่ออกให้คิดถึง facebook.com หรือ Pinterest.com เมื่อเราอ่าน status ของเพื่อนจนถึงด้านล่างสุด ตัวเว็บจะทำการโหลดข้อมูลขึ้นมาให้อีกเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งนี้เพื่อให้ user ไม่จำเป็นต้องกดปุ่ม “NEXT” เพื่อดูหน้าต่อไปให้เสียเวลา

เหตุผลที่ Infinite Scrolling เป็นหนึ่งในเทรนด์การออกแบบก็เพราะพฤติกรรมของ user อีกเช่นกัน ที่ต้องการความไวในการเข้าถึงข้อมูล และเพื่อให้การอ่านเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การกด NEXT จึงถือเป็นความน่ารำคาญ และอาจเป็นอุปสรรคทำให้ user รู้สึกไม่อยากกดเพื่ออ่านต่อ ดีไม่ดีอาจจะทำให้รู้สึกอยากเปลี่ยนเว็บไซต์ไปเลยก็ได้

** อย่างไรก็ตาม Infinite Scrolling ไม่เหมาะสำหรับการใช้กับเว็บไซต์ประเภท e-commerce สังเกตได้จากเว็บอย่าง amazon.com เหตุผลก็เนื่องจาก การสั่งให้ข้อมูลไหลเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆ จะทำให้ user ดูได้อย่างเพลิดเพลิน จนบางครั้ง หากเค้าต้องการย้อนกลับมาดูสินค้าบางตัวที่เคยผ่านตาไปแล้ว อาจจะกลับมาหาไม่พบ เนื่องจากเว็บไซต์ได้ทำการโหลดข้อมูลสินค้าขึ้นมาเป็นจำนวนมากเกินกว่าจะจำได้ว่าสินค้าที่เคยถูกใจนั้น อยู่ส่วนไหนของหน้า ดังนั้นการแบ่งออกเป็นหน้าหน้า อาจจะทำให้ user สามารถจดจำสินค้าได้ง่ายกว่า เช่น “สินค้าตัวที่ฉันชอบนี้อยู่ในหน้า 3” เป็นต้น

อีก 5 ข้อที่เหลือสำหรับ Web Design Trends มีอะไรบ้าง ขอเก็บไปต่อตอนที่ 2 นะครับ

5 เทรนด์ของการออกแบบเว็บไซต์สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (ตอนที่1)

บังเอิญได้ไปอ่านมาจาก American Express Open Forum ในกลุ่มหัวข้อ Idea Hub > Technology แล้วพบว่าเค้ามีการพูดถึง 5 เทรนด์ในการออกแบบสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (5 Small Biz Web Design Trends to Watch) ตาม link นี้ http://www.openforum.com/idea-hub/topics/technology/article/5-small-biz-web-design-trends-to-watch-grace-smith เลยคิดว่า ถ้าไม่หมดแรงซะก่อน จะพยายามแปลตามเข้าใจง่ายๆ ให้จบทั้ง 5 แบบ

ในการออกแบบเว็บไซต์สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กนั้น สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ การทำอย่างไรให้เว็บไซต์นั้น ออกมาดูดี สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เยี่ยมชมได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เข้ามาแล้วอยากอ่าน อยากเล่นเว็บนั้นไปเรื่อยๆ สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเป็นผู้เยี่ยมชมธรรมดาๆ มาเป็นลูกค้าได้ และที่สำคัญคือ ราคา ต้องย่อมเยาด้วย เข้าสูตร ถูก เร็ว และ ดี

หัวใจคือการออกแบบ ดังนั้นเรามาพบกับ 5 แนวทางการออกแบบที่กำลังมาแรง

1. Minimalism

เราอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า less is more บางครั้งการที่เราจะทำอะไรให้ได้ผลมากๆ ไม่จำเป็นว่าเราต้องใส่อะไรเข้าไปให้มากตาม การออกแบบเว็บไซต์ที่ใช้ความเรียบง่าย หลายครั้งจะสามารถดึงดูดความสนใจผู้เยี่ยมชมได้มากกว่าเว็บไซต์ที่วุ่นวาย

ขณะที่เว็บสไตล์เรียบง่ายแบบนี้เป็นที่นิยมมาได้สักพักหนึ่งแล้ว มันก็ยังมีข้อดีอยู่ตรงที่ มันไม่ทำให้ผู้เยี่ยมชมของเรารู้สึกอึดอัดและอยากจะหนีไปจากเว็บของเรา นอกจากนี้ ความเรียบง่ายในการใช้สีที่ไม่หลากหลาย ทำให้คนที่เข้ามาไม่รู้สึกสับสน และเรายังสามารถใช้สีเป็นตัวกำหนดความสำคัญในแต่ละส่วนของตัวเว็บได้อีกด้วย

น้ำหนักในการโหลดของเว็บก็มีผลด้วยเช่นกัน เพราะความเรียบง่าย จะทำให้เว็บมีน้ำหนักเบา ซึ่งนั่นก็จะมีผลกับการจัดอันดับการค้นหาใน Google ได้อีกด้วย

จากตรงนี้ เราลองมาดูเทคนิคง่ายๆ ที่ต้องคำนึงถึงเวลาออกแบบ หรือ จ้างคนออกแบบเว็บสไตล์ Minimailism กัน

1. ตรวจดูเว็บไซต์เราให้ทั่ว ค้นหาสิ่งที่ไม่จำเป็น ที่คิดว่าจะทำให้เว็บไซต์เราต้องโหลดข้อมูลมากเกินความจำเป็น แล้วเอามันออกซะ พวก widget ต่างๆ ที่ไม่ได้มีความจำเป็นต่อการขายของเราก็เช่นกัน

2. ใช้พื้นที่สีขาว ให้เป็นประโยชน์ บางครั้งความว่างเปล่า การจัดการพื้นที่ระหว่างตัวอักษร ระหว่างรูปทีดี จะทำให้การอ่านง่ายขึ้น เว็บไซต์ดูน่ามองขึ้นเช่นกัน

3. เมื่อเป็น Minimalism อะไรๆ ก็จะเหลือน้อยเต็มที การเลือกสีจึงต้องพิถีพิถันกันหน่อย การเลือกสีที่ดีจะช่วยดึงความน่าสนใจของหัวข้อนั้นๆออกมาได้เป็นอย่างดี สามารถกำหนดจุดที่เราต้องการให้ผู้เยี่ยมชมอ่านก่อน และ หลัง ตามลำดับที่เราต้องการได้

4. ลองทดสอบเว็บไซต์ของเราเองด้วยการลองเล่น เสมือนว่าเราเป็นผู้เยี่ยมชมทั่วไปเข้ามา ดูสิว่ามีตรงไหนขวางดูขวางตาบ้าง อะไรที่ดูแล้วรู้สึก งง ว่ามันคืออะไร มีไว้ทำไม หรืออะไรที่ดูแล้วรู้สึกว่า เกะกะ ไม่เป็นประโยชน์ ดูด้วยความซื่อสัตย์ อย่าคิดว่าเป็นเว็บตัวเองแล้วต้อง perfect หมดทุกอย่าง เมื่อเห็นว่าอะไรไม่เหมาะแล้ว ก็จัดการเอามันออกไป

———————————

ข้อมูลจาก American Express Open Forum ในกลุ่มหัวข้อ Idea Hub > Technology  > 5 เทรนด์ในการออกแบบสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (5 Small Biz Web Design Trends to Watch) ตาม link นี้ http://www.openforum.com/idea-hub/topics/technology/article/5-small-biz-web-design-trends-to-watch-grace-smith

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

ASP (คำที่เกี่ยวข้อง: asp, .net, php, SQL server, mySQL)
– Active Server Pages ภาษาในการเขียน program พัฒนาโดยบริษัท Microsoft ตัว program มีหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างเว็บไซต์และระบบฐานข้อมูล โดย asp นั้นจะสามารถติดต่อได้กับฐานข้อมูลสองประเภทคือ Microsoft Access และ Microsoft SQL Server

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus