Home » Web Design » Recent Articles:

แบบฟอร์ม.. อ่านง่ายกว่าถ้าชิดขวา

April 25, 2012 Design, Web Dev Comments

ข้อมูลพื้นฐานจากเว็บไซต์ UXmovement.com (http://uxmovement.com/forms/form-label-proximity-right-aligned-is-easier-to-scan/)

อุปสรรค์สำคัญในการทำแบบฟอร์มคือทำอย่างไรให้คนกรอกข้อมูล หนึ่งในวิธีแก้คือการทำให้คนอ่านรู้สึกง่ายที่จะอ่าน ง่ายที่จะกรอก ไม่สับสน

และนั่นเป็นหน้าที่ของดีไซน์เนอร์โดยตรง

การออกแบบฟอร์มนั้นจริงๆก็ไม่ยาก แค่เรียงตัวอักษรคำอธิบายไว้ว่า จะให้กรอกอะไร ตามมาด้วย กล่อง input box ที่ต้องการให้เค้าใส่ข้อมูล

ซึ่งวิธีการเรียงตัวอักษร สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบคือ
1. ตัวอักษรอยู่ด้านบนกล่องใส่ข้อมูล
2. ตัวอักษรอยู่ข้างในกล่องใส่ข้อมูล
3. ตัวอักษรอยู่ด้านข้างกล่องใส่ข้อมูล

แน่นอนว่าสองวิธีแรกนั้นทำให้การอ่านแบบฟอร์มง่ายกว่าแบบที่สามมาก แต่บางครั้ง ดีไซน์เนอร์เองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องออกแบบให้ตัวอักษรอยู่ทางด้านข้าง

แต่จะทำอย่างไรให้อ่านง่ายล่ะ?

จากการทดสอบของเว็บ UXmovement พบว่าการออกแบบให้ตัวอักษรกั้นหน้าด้านขวา เป็นแนวเดียวกันกับแบบฟอร์ม จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถอ่านได้ง่ายขึ้น เนื่องจากไม่จำเป็นต้องกวาดสายตาไป-มา มาก

จากภาพด้านบน จะเห็นว่า การวางตัวอักษรชิดซ้ายจะทำให้เกิดช่องว่าง เกิดพื้นที่สีขาว หรือที่เค้าเรียกว่า ‘white space’ มากกว่าการวางตัวอักษรชิดขวา และนั่นเป็นเหตุผลให้การอ่านแบบฟอร์มยากขึ้น

ดีไซน์เนอร์หลายคนเชื่อว่า การวางตัวอักษรกั้นหน้าซ้ายจะช่วยทำให้การอ่านตัวอักษรง่ายขึ้น ซึ่งนั่นไม่ผิดเลย การเรียงตัวอักษรในรูปแบบที่มนุษย์คุ้นเคย ทำให้การอ่านตัวอักษรง่ายจริง แต่ทำให้ไม่ได้ทำให้การกรอกแบบฟอร์มง่ายขึ้นไปด้วย เนื่องจาก ผู้ใช้งานต้องการรู้ชัดเจนว่า จะกรอกข้อมูลส่วนนี้ ลงไปในช่องไหน ดังนั้นการสร้างช่องว่างระหว่างตัวอักษรและกล่องใส่ข้อมูล จะทำให้เกิดความยากและสับสนมากยิ่งขึ้น

ลองเปลี่ยนวิธีการออกแบบ แบบฟอร์มดู โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่านอกจากจะทำให้การกรอกข้อมูลง่ายขึ้นแล้ว การกั้นหน้าขวามีผลทำให้แบบฟอร์มของเราดูสวยขึ้นด้วยครับ

Responsive Web Design กับความเป็นไปได้ในวงการออกแบบเว็บไทย

December 20, 2011 Design, My View Comments

ตรวจทาน: จ๋า

สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก Responsive Web Design อธิบายง่ายๆ คือการออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับขนาดหน้าจอสำหรับอุปกรณ์ทุกชนิด ตั้งแต่ คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดจอหลากหลาย ไปจนถึง Tablet ซึ่งมีมาตรฐานของขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน และโทรศัพท์มือถือ Smart Phone ต่างๆ

แม้ว่าอุปกรณ์ที่กล่าวมานั้น จะมีฟังก์ชั่นที่ความสามารถซูมเข้าไปอ่านตัวอักษรได้ชัดยิ่งขึ้น แต่ก็ยังถือว่าไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้งานเสียทีเดียว

ที่ผ่านมา เราได้แก้ปัญหาด้วยการทำเว็บไซต์สองเวอร์ชั่น คือ สำหรับดูบนมือถือ และ สำหรับดูบนจอคอมพิวเตอร์

แต่ในปัจจุบัน ทั้งมือถือ และ Tablet ต่างก็มีหน้าจอที่หลากหลายขนาด ดังนั้น วิธีแก้ที่กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศคือ การทำ Responsive Web Design

กล่าวคือ การออกแบบเว็บครั้งเดียว เวอร์ชั่นเดียว แต่สามารถรองรับขนาดหน้าจอได้สำหรับอุปกรณ์ทุกประเภท

ดังตัวอย่างด้านล่างจะเห็นว่า เว็บไซต์ที่ทำสำเร็จมาแล้ว จะสามารถรองรับขนาดหน้าจอได้ทุกอุปกรณ์จริงๆ

Simon Collison (http://colly.com)

Andersson-Wise Architects (http://www.anderssonwise.com)

Food Sense (http://foodsense.is)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต่างประเทศจะเริ่มตื่นตัวมากๆ กับ Responsive Web Design มาตั้งแต่ประมาณกลางปี(2011)ที่ผ่านมาแล้ว แต่สำหรับเมืองไทยล่ะ? จะมีใครทำไหม? แล้วลูกค้าจะต้องการไหม?

เราเริ่มเห็นความตื่นตัวของเว็บดีไซน์เนอร์ และ โปรแกรมเมอร์ไทยเรื่องการทำ Responsive Web Design กันพอสมควรในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การออกแบบเว็บไซต์เพื่อรองรับการทำ Responsive Web Design นั้นค่อนข้างมีข้อจำกัด
อยู่ไม่น้อย

1. เว็บไซต์จะต้องไม่เป็น Flash
แน่นอน เมื่อเป็น flash แล้ว การออกแบบก็จะยืดหยุ่นมากไม่ได้ ที่สำคัญ Tablet และ มือถือ ที่ได้รับความนิยมอย่าง iPhone และ iPad นั้น ไม่รองรับการใช้งาน Flash อีกด้วย

2. การออกแบบเว็บไซต์จะต้องถูกวางเป็น Block เป็นกล่อง แต่หากใครจะออกแบบให้แปลกแหวกแนวออกไป ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำ Responsive ไม่ได้ แค่จะยากและยุ่งหน่อยเท่านั้น
ดังนั้น

3. ต้องมีการวางแผนการออกแบบให้ดี เพราะหากต้องมาปรับเปลี่ยนแก้ไขกันทีหลัง จะยุ่งมิใช่น้อย

4. ต้องเขียนโปรแกรมมิ่งใหม่ด้วย HTML 5

5. ต้องทดสอบให้ใช้งานได้ในอุปกรณ์ทุกประเภท

ทั้งหมดนี้คือเรื่องที่ทีมออกแบบเว็บต้องใส่ใจในรายละเอียดให้มากขึ้น

ซึ่งนั่นหมายถึงเวลาที่ใช้มากขึ้น

และค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นด้วย

จากมุมมองของคนทำงานออกแบบเวบไซต์ ต้องยอมรับว่า การแบน flash ของ Apple มีผลกระทบอย่างแรงถึง Adobe แล้ว จริงๆ ลูกค้าเริ่มรับได้ และไม่ต้องการ flash แล้ว

แต่การออกแบบที่เป็น Block หรือความยุ่งยากที่เพิ่มขึ้นในการการทดสอบ หรือการวางแผนให้ดี 100% ก่อนลงมือทำโดยไม่แก้ไขหน้างานมากๆ นั้นเป็นไปได้มั้ย?

ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกถึงความหวังที่ริบหรี่…

อย่างไรก็ตาม Responsive Web Design ถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นอีกทางเลือกใหม่ที่คนทำเว็บไซต์ และ ลูกค้า ควรต้องใส่ใจ และศึกษา เพื่อรองรับสิ่งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้

เพราะการออกแบบที่ดี คือการออกแบบที่มีทั้งความสวยและการใช้งานที่เหมาะสม

บนโลกออนไลน์ที่ไม่เคยจำกัดความเร็วในการเคลื่อนไหวของข้อมูล เราจึงไม่ควรมองข้ามเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดมาเพื่อพัฒนางานที่เราต้องการให้ดีขึ้น เพื่อส่งต่อข้อมูลให้ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น แต่หากจะต้องยึดติดด้วยปัจจัยด้านเวลา ค่าใช้จ่าย ความใส่ใจในรายละเอียด ความสามารถในการเขียนโปรแกรม ฯลฯ นั้น แล้วแต่ทุกท่านจะพิจารณาครับ

5 เทรนด์ของการออกแบบเว็บไซต์สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (ตอนที่1)

บังเอิญได้ไปอ่านมาจาก American Express Open Forum ในกลุ่มหัวข้อ Idea Hub > Technology แล้วพบว่าเค้ามีการพูดถึง 5 เทรนด์ในการออกแบบสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (5 Small Biz Web Design Trends to Watch) ตาม link นี้ http://www.openforum.com/idea-hub/topics/technology/article/5-small-biz-web-design-trends-to-watch-grace-smith เลยคิดว่า ถ้าไม่หมดแรงซะก่อน จะพยายามแปลตามเข้าใจง่ายๆ ให้จบทั้ง 5 แบบ

ในการออกแบบเว็บไซต์สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กนั้น สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ การทำอย่างไรให้เว็บไซต์นั้น ออกมาดูดี สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เยี่ยมชมได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เข้ามาแล้วอยากอ่าน อยากเล่นเว็บนั้นไปเรื่อยๆ สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเป็นผู้เยี่ยมชมธรรมดาๆ มาเป็นลูกค้าได้ และที่สำคัญคือ ราคา ต้องย่อมเยาด้วย เข้าสูตร ถูก เร็ว และ ดี

หัวใจคือการออกแบบ ดังนั้นเรามาพบกับ 5 แนวทางการออกแบบที่กำลังมาแรง

1. Minimalism

เราอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า less is more บางครั้งการที่เราจะทำอะไรให้ได้ผลมากๆ ไม่จำเป็นว่าเราต้องใส่อะไรเข้าไปให้มากตาม การออกแบบเว็บไซต์ที่ใช้ความเรียบง่าย หลายครั้งจะสามารถดึงดูดความสนใจผู้เยี่ยมชมได้มากกว่าเว็บไซต์ที่วุ่นวาย

ขณะที่เว็บสไตล์เรียบง่ายแบบนี้เป็นที่นิยมมาได้สักพักหนึ่งแล้ว มันก็ยังมีข้อดีอยู่ตรงที่ มันไม่ทำให้ผู้เยี่ยมชมของเรารู้สึกอึดอัดและอยากจะหนีไปจากเว็บของเรา นอกจากนี้ ความเรียบง่ายในการใช้สีที่ไม่หลากหลาย ทำให้คนที่เข้ามาไม่รู้สึกสับสน และเรายังสามารถใช้สีเป็นตัวกำหนดความสำคัญในแต่ละส่วนของตัวเว็บได้อีกด้วย

น้ำหนักในการโหลดของเว็บก็มีผลด้วยเช่นกัน เพราะความเรียบง่าย จะทำให้เว็บมีน้ำหนักเบา ซึ่งนั่นก็จะมีผลกับการจัดอันดับการค้นหาใน Google ได้อีกด้วย

จากตรงนี้ เราลองมาดูเทคนิคง่ายๆ ที่ต้องคำนึงถึงเวลาออกแบบ หรือ จ้างคนออกแบบเว็บสไตล์ Minimailism กัน

1. ตรวจดูเว็บไซต์เราให้ทั่ว ค้นหาสิ่งที่ไม่จำเป็น ที่คิดว่าจะทำให้เว็บไซต์เราต้องโหลดข้อมูลมากเกินความจำเป็น แล้วเอามันออกซะ พวก widget ต่างๆ ที่ไม่ได้มีความจำเป็นต่อการขายของเราก็เช่นกัน

2. ใช้พื้นที่สีขาว ให้เป็นประโยชน์ บางครั้งความว่างเปล่า การจัดการพื้นที่ระหว่างตัวอักษร ระหว่างรูปทีดี จะทำให้การอ่านง่ายขึ้น เว็บไซต์ดูน่ามองขึ้นเช่นกัน

3. เมื่อเป็น Minimalism อะไรๆ ก็จะเหลือน้อยเต็มที การเลือกสีจึงต้องพิถีพิถันกันหน่อย การเลือกสีที่ดีจะช่วยดึงความน่าสนใจของหัวข้อนั้นๆออกมาได้เป็นอย่างดี สามารถกำหนดจุดที่เราต้องการให้ผู้เยี่ยมชมอ่านก่อน และ หลัง ตามลำดับที่เราต้องการได้

4. ลองทดสอบเว็บไซต์ของเราเองด้วยการลองเล่น เสมือนว่าเราเป็นผู้เยี่ยมชมทั่วไปเข้ามา ดูสิว่ามีตรงไหนขวางดูขวางตาบ้าง อะไรที่ดูแล้วรู้สึก งง ว่ามันคืออะไร มีไว้ทำไม หรืออะไรที่ดูแล้วรู้สึกว่า เกะกะ ไม่เป็นประโยชน์ ดูด้วยความซื่อสัตย์ อย่าคิดว่าเป็นเว็บตัวเองแล้วต้อง perfect หมดทุกอย่าง เมื่อเห็นว่าอะไรไม่เหมาะแล้ว ก็จัดการเอามันออกไป

———————————

ข้อมูลจาก American Express Open Forum ในกลุ่มหัวข้อ Idea Hub > Technology  > 5 เทรนด์ในการออกแบบสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (5 Small Biz Web Design Trends to Watch) ตาม link นี้ http://www.openforum.com/idea-hub/topics/technology/article/5-small-biz-web-design-trends-to-watch-grace-smith

แนะนำหนังสือดี D&AD 2009

D&AD 2009 TASCHEN

D&AD 2009 หนังสือจาก TASCHEN ที่รวบรวมงานกว่า 700ชิ้น ทั้งงาน graphic design, book, magazine design, โฆษณา, เว็บไซต์, TV commercial, radio, PR เรียกได้ว่าแทบจะทุกอย่างที่เจ๋งๆในปีที่ผ่านมา ราคาพันกว่าบาท ไม่แพงเลยหากเทียบกับงานดีดีที่เราได้มาไว้ update สมอง ฟังแล้วดูเว่อร์แต่อยากจะบอกว่า ได้ดูงานดีดีจากเล่มนี้แล้วรู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะหยุดหายใจจริงๆ

ดูรายละเอียดได้จากที่นี่ http://www.taschen.com/pages/en/catalogue/design/all/06756/facts.dad_2009_the_best_advertising_and_design_in_the_world.htm

iPad

Apple iPad

เป็นเวลาเกือบสองวันแล้ว หลังจากที่ iPad ได้ถูกเปิดตัวโดย Apple สำนักข่าวหลายเจ้าต่างก็เขียน review มีทั้งชมถึงข้อดี ความเจ๋งและความเป็นสุดยอดในหลายๆด้าน และแน่นอนก็มีอีกหลายสื่อที่ต่อว่าถึงความธรรมดาของผลิตภัณฑ์่ว่าเป็นเหมือน iPhone ยักษ์ดีดีนี่เอง และที่ร้ายไปกว่านั้น ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์บางเจ้าอย่างเช่น Fujisu ก็เตรียมตัวฟ้อง Apple เรื่องการใช้ชื่อ iPad ที่ Fujisu แจ้งว่าเป็นเจ้าของมานานแล้ว

อย่างที่บอกว่า สื่อหลายที่ได้เขียนเกี่ยวกับ iPad ไปเรียบร้อยในแง่ของ tech spec และข้อดีของมัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชิพของ Apple เองที่มีชื่อว่า A4 (ผลิตโดย Samsung) ขนาดของจอที่กว้างเกือบ 10น้ิว, ความอึดของ battery ที่อยู่ได้ 10ชั่วโมง และ Standby ได้มากกว่า 1เดือน (ที่ Steve jobs พูดในงานว่า .. คุณสามารถบินจาก San Francisco ไปญี่ปุ่นและดู video ได้ด้วยการ charge เพียงครั้งเดียว, ความสามารถในการใช้ App ของ iPhone ที่มีอยู่แล้ว, การจัดการรูปภาพ, ดู video, อ่านหนังสือ, การเปิดตัว e-book store ที่ใช้ชื่อว่า ibooks, program iWorks version สำหรับ iPad, และที่สำคัญ ราคาเปิดตัวต่ำสุดที่ $499

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าตัว iPad ก็คือ ผลกระทบของมันที่มีต่อสินค้าตัวอื่นๆ และการออกแบบที่มีต่อ design บนโลกนี้

เอาเรื่องผลกระทบของสินค้าก่อน…

คนที่โดนเต็มๆเห็นจะหนีไม่พ้น Amazon Kindle ที่เกิดมาเพื่ออ่าน e-book โดยเฉพาะ มีจอเป็นสีขาวดำ แต่ราคาถูกกว่า แน่นอนว่า ถ้า iPad ออกมาเมื่อไร่ คนก็อาจจะเปลี่ยนใจจากที่จะซื้อ Kindle มาเป็น iPad แน่นอน เพราะด้วยการเพิ่มราคาอีกแค่นิดเดียว แต่สามารถทำอะไรได้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว อย่างที่ได้อ่านจากพี่เอก ewit เขียนไว้ว่า “Amazon ไม่น่าทำจอขาวดำตั้งแต่แรกแล้ว”

คนกลุ่มที่สองที่โดน และรู้ตัวว่าโดนตั้งแต่ก่อนออก iPad แล้วก็คือ กลุ่ม Tablet ของ Windows ที่ Microsoft ถึงต้องชิงออกมาประกาศก่อนในงาน CES2010 ให้มีชื่อว่า SlatePC โดย HP คาดว่าจะออก SlatePC ภายในปีนี้ ภายใต้ระบบปฎิบัติการของ Windows7 ผลกระทบของ iPad ที่มีต่อกลุ่มนี้แรงมากขนาดที่ทำให้ SlatePC ถูกลดความน่าสนใจลงตั้งแต่วันที่เปิดตัว เพราะหลายคนกลับเผื่อใจไว้รอความน่าตื่นเต้นที่จะออกมาจาก Apple

อีกกลุ่มคือ กลุ่มที่โดน Steve Jobs กัดในงาน นั่นคือ Netbook.. Steve บอกว่า เค้าต้องการหาอะไรที่ดี ที่อยู่ระหว่าง smart phone อย่าง iPhone และ computer อย่าง Macbook, ดังนั้นจะเป็นอะไรดี? หลายคนบอกว่า Netbook แต่ Steve Jobs เห็นว่าปัญหาของ Netbook ก็คือ มันไม่มีอะไรดีซักอย่าง มันช้า, จอเล็ก, และทำงานไม่ได้จริง สิ่งเดียวที่มันดีก็คือ ราคาถูก มันคือ Laptop ราคาถูกนั่นเอง

ในแง่ของการออกแบบ..

หลังจากที่ Apple ได้กลายเป็นต้นแบบในการออกแบบของหลายๆอย่างในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นแบบในการออกแบบเว็บที่ใครๆก็มักจะอยากลอก หรืออยากจะใช้เป็น inspiration แล้ว ..​การทำปุ่มแบบมีเงา ปุ่มนูน หรือการทำ effect แสงสะท้อนที่พื้น ทำให้ Apple ได้เปลี่ยนแปลงโลกของการออกแบบไปเลยทีเดียว

การออกแบบของ iPad นี้ หลายคนเซอร์ไพร์ส หลายคนไม่ อาจจะเป็นเพราะข่าวลือที่ออกมาหนาหูมากๆ อย่างไรก็ตาม หน้าแรกของ Apple นั้นได้มีการออกแบบที่ผิดหูผิดตาอีกครั้ง

หลังจากการเปิดตัว iTunes 9 ที่ Apple ได้มีการจัดภาพในมุม bird eyes view อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนแล้ว การเปิดตัว iPad ในครั้งนี้ Apple ได้ลบ design เดิมที่เคยเป็น box banner ใหญ่ตรงกลางด้านบน ตามด้วย banner เล็กๆสามตัว ในสามคอลัมน์ มาเป็น banner ตัวใหญ่มาก และเป็นแนวตั้ง (ขนาดที่ไม่สามารถจุได้ภายในหน้าจอเดียว) ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะต้องการให้รับกับความเป็นจอแนวตั้งของ iPad หรืออาจะต้องการให้ product ดูยิ่งใหญ่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ด้วยตัว product และความใหญ่ของ banner ก็สามารถ get attention คนดูได้อยากมาก และยากที่จะข้าม banner นี้ไปได้

Apple จะขายตัว iPad นี้ในอีก 60วันข้างหน้า หลายคนคาดการณ์ไว้ต่างๆนานา บ้างก็จะซื้อ บ้างก็จะไม่ บ้างก็คิดว่าจะเป็น gadget ที่ยอดเยี่ยมที่สุด บ้างก็คิดว่า product ตัวนี้จะไปเรียกร้องความสนใจจากคนกลุ่มไหน คนไหนจะทิ้ง macbook เพื่อ iPad หรือคนไหนจะทิ้ง iPhone .. แม้ว่า Appleจะจัดให้ iPad อยู่ตรงกลางระหว่างสอง products นี้ แต่การพกของสามอย่างนี้ไปด้วยกัน เห็นว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย เลย

Search This Site:



rgb72 on Facebook

คำศัพท์ Internet วันละคำ

APP (คำที่เกี่ยวข้อง: iOS, Android, iPhone, iPad)
– ย่อมาจาก Application (หรือเรียกง่ายๆว่า โปรแกรม) โดยมากใช้กับโปรแกรมที่ใช้กับ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์พกพาต่างๆ
การทำ App ต้องทำแยกสำหรับมือถือต่างยี่ห้อ โดยยึดเอาระบบปฎิบัติการเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ระบบปฎิบัติการบนมือถือและอุปกรณ์พกพาในปัจจุบันสามารถแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ iOS (พัฒนาโดย Apple) และ Android (พัฒนาโดย Google)

72's Friends

Useful Links

rgb72


being72 คือหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความเป็น rgb72 บริษัทออกแบบเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปี

+ บทความจากผู้เขียน
+ ตอนที่1: Pre-rgb72 / ทำงานกับ Martha Stewart
+ ตอนที่2: Pre-rgb72 / Arcadian
+ ตอนที่3: Pre-rgb72 / ewit
+ ตอนที่4: เริ่มต้นอย่างเงียบๆ
+ ตอนที่5: Generation 1 (ยุคที่1:บุกเบิก) / เริ่มต้นที่ศูนย์
+ ตอนที่6: โทร โทร โทร...
+ ตอนที่7: นามบัตร
+ ตอนที่8: หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
+ ตอนที่9: MATCHING STUDIO
+ ตอนที่10: มีเงินที่ไหน ให้ไปที่นั่น
+ ตอนที่11: พนักงานคนแรก
+ ตอนที่12: ภาพแทรก ออฟฟิสที่สองของ rgb72
+ ตอนที่13: เพื่อนจาก ewit
+ ตอนที่14: GettyImages ฟ้องจริง ถึงจริง
+ ตอนที่15: เว็บไซต์ที่ทำแบบมากที่สุด
+ ตอนที่16: ความฝันที่ 1 พบชื่อลูกค้าทุกๆ ห้านาทีที่ขับรถ
+ ตอนที่17: สมุย.. สร้างเสร็จได้ในวันเดียว
+ ตอนที่18: ขึ้นศาล.. มันไม่สนุก
+ ตอนที่19: นักธุรกิจต่างชาติ
+ ตอนที่20: ความฝันที่ 2 เที่ยวต่างประเทศ
+ ตอนที่21: Super AE
+ ตอนที่22: สินบน
+ ตอนที่23: ผู้หญิงที่ผมไม่รับ
+ ตอนที่24: งานที่คุณไม่ได้ดู
+ ตอนที่25: นักออกแบบ
+ ตอนที่26: คู่แข่งที่รัก
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 1/2
+ ตอนที่27: เซียนหลังกระดานหุ้น ตอนที่ 2/2
+ ตอนแทรก: หาาา?... อะไรนะ!!??
+ ตอนที่28: ยิ่งให้... ยิ่งได้
+ ตอนที่ 29: Wall of Frames
+ ตอนที่ 30: ผี 72
+ ตอนที่ 31: เพื่อนจากตะวันออกกลาง
+ ตอนที่ 32: Photography
+ ตอนที่ 33: Too Far from the Dream





Recent Comments

Powered by Disqus